191218-A มหาจัตตารีสกสูตร ตอน1-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt

โฟลเดอร์2519 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์232 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้เดือนที่ 18 ธันวาคมพุทธศักราช 2519 ไปจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่พวกเราทำวัตรเช้าที่พระพุทธสถานสันติอโศกสำหรับวันนี้พ่อท่านใดอบรมถึงมหาจัตตารีสกสูตรวันนี้เรามาทำวัดกันด้วยสูตรสำคัญที่ติดตั้งใจไว้ก็ดีมีพระอยู่มากวันเดียวไม่จบหรอกสูตรนี้อธิบายวันเดียวไม่จบแน่ๆและก็ 2 วันจะจบหรือไม่ยังไม่รู้จะตั้งใจจะบรรยายไว้ให้ละเอียดละเอียด พอดีจะได้ฟังกันมากๆแม้แต่ญาติโยมคนอื่นอีกที่จะได้รับฟังด้วยก็จะได้รู้และเข้าใจหลักสูตรที่จะเอามาบรรยายนี้คือมหาจัตตารีสกสูตรให้เป็นสูตรที่อธิบายถึงเรื่องมรรคผลอย่างพิสดารสำคัญซึ่งเป็นบทแห่งการประพฤติโดยจะต้องมีความรู้ในสัมมนาอะไรมากองค์ 8 และมีองค์ผลอีก 2 ซึ่งเป็นสัมมาองค์สิ่งที่มีสมาคมชัดเจนทั้งซ้ำ อริยมรรคสร้างสมาธิจะผลที่พรั่งพร้อมและท่านก็ไล่เรียงไปจะได้ถึงมิจฉาทิฐิเบื้องต้นหาไล่เรียงไปตั้งแต่มิจฉาทิฏฐิเบื้องต้นได้ไปเรื่อยจนกระทั่งไปถึงการทำจิตแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมากจะเอาเป็นขั้นตอนใดเป็นเพียงบอกให้เห็นถึงด้านจิตแม้แต่มิจฉาทิฏฐินี้ก็เป็นได้ของจิตเป็นเรื่องของจิตที่จิตคิดเห็นผิดๆเข้าใจไม่ถูกมันก็ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วแท้จริงนั้นอธิบายมักองค์ 8 นั่นแหละสำคัญที่สุดทีนี้ก็จะให้รู้ว่ามันคำว่าสมาธิมันเกี่ยวโยงไปถึงมิจฉาทิฏฐิต่างๆ สมาธิจิตใจโยงไปถึงมิจฉาทิฏฐิแล้วก็มิจฉาทิฏฐิต่างๆนั้นน่ะไปเกี่ยวโยงไปถึงกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมต่างๆอย่างไรเราก็จะอธิบายขยายออกไปบ้างยกตัวอย่างบ้างเล็กน้อยพอสมควรถึงจะได้เข้าใจถึงหลักที่แท้จริงมันอาจจะตายโสดนี้ก็อยู่ในมัชฌิมานิกายบุคลิกภาพเป็นสูตรที่ 7 ในเล่มที่ 14 นี้ลองฟังดูเริ่มต้นตั้งแต่ข้อ 252 ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวะถีสมัยนั้นแลพระผ

อ่านต่อ

ู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูกราฟภิกษุทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่าดูกระดาษภิกษุทั้งหลายเราจักสัมมาเราจะแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะฟังให้ดีนะท่านบอกว่าเราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะไม่ใช่สัมมาสมาธิตามที่ภาษาเขาเรียก ฤาษีเดียรถีย์หรือของปุถุชนนะนี่เป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบแก่เธอทั้งหลายพวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้นจงใส่ใจให้ดีเราจะกล่าวต่อไปภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้าอันนี้ก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าในพระพุทธพระอานนท์พระพุทธเจ้าขณะที่ประทับพระบริหารเชตวันอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้า ภิกษุมากและภิกษุก็มาพรั่งพร้อมกันแล้วท่านก็ตั้งใจปรับเรื่องนี้ให้ฟังทีเดียวแล้วก็บอกว่าถ้าจะแสดงเรื่องสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบทั้งหมดก็ต้องตั้งใจให้ฟังให้ดีแต่พระผู้มีพระภาคจึงได้จัดแสดงดังนี้ว่าดูกราฟภิกษุทั้งหลายก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบคือสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะโปสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะถ้าท่านตรัสรวมไปหมดนะฟังดู ถ้าผมมีประภาสกินได้จัดดังนี้ว่าดูกรภิกษุทั้งหลายก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุน่าจะเป็นสัมมาสมาธิต้องมีเหตุมีองค์ประกอบไม่ใช่อยู่ดีๆมีเหตุใดจะอยู่ดีๆเรียกว่าสัมมาสมาธิโดยไม่มีไม่มีองค์ประกอบไม่ได้ทีนี้องค์ประกอบอย่างไรจึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะพระอารยธรรมหมายถึงที่ถูกต้องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเดียวคำว่าสัมมาสมาธิเรียกว่าสมาธิสมาธิเรียกกันเป็นภาษาสั้นๆใครก็บอกสมาธิสมาธิสมาธิแต่สมาธิของศาสนาพุทธนั้นเป็นสัมมาสมาธิไม่ใช่มิจฉาสมาธิเป็นสัมมาสมาธิและแถม น้ำลงไปอีกว่าของพระอริยะด้วยสัมมาสมาธิของพระอริยะคือของผู้ที่ฉลาดแล้วก็เป็นสัมมาสมาธิที่ต้องเข้าองค์มรรคสมาชิกจึงประกอบไปด้วยมีองค์ประกอบหรือมีเหตุเกี่ยวข้องกันอยู่กับเหตุเหตุเหล่านั้นหรือองค์ประกอบเหล่านั้นคือสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะสัมมาสติจึงจะเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิหรือเป็นสมาธิถ้าสมาธิไม่มีทิไม่มีทั้งกัปปะไม่มีวาจาไม่มีกรรมมันจะไม่มีอาชีวะไม่มีวา มะไม่มีสติและไม่ได้เรียกว่าสมาธิของศาสนาพุทธอยากฟังให้ชัดเลยยืนยันเด่นชัดเลยตามที่ผมเคยอธิบายให้ฟังแล้วว่ามีฌานก็ดีมีสมาธิก็ดีมีองค์ฌานแล้วเรียบร้อยสมาธิก็คือทำองค์ชายให้ได้องค์ชายนั่นก็คือจิตของเราเป็นฌานจิตของเราได้เผากิเลสเด็กของเราได้มีจิตที่มีวิตกวิจารมีปิติมีสุขมีอุเบกขาอยู่ในตัวโดยการลดนิวรณ์ 5 ลงไปโดยการสิ่งที่เป็นกิเลสโดยการลดสิ่งที่เป็นกิเลสตัณหาอุปาทานต่างๆออกไปจริงๆเรียกว่าชาญมีชานก็คือได้เผาผลาญหรือได้ตัดกิเลสออกไปกินเมื่อจิตใจ ไปจริงโดยเกิดผลแท้เป็นองค์มรรคที่พรั่งพร้อมมีบทบาทการงานอยู่เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นสัมมาสัมพุทโธสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะสัมมาสติอยู่พรั่งพร้อมก็เรียกว่าเป็นสมาธิที่เป็นสัมมาได้ของพระอริยะพระโสดาบันมีก็พระโสดาบันมีพระสังฆทานมีทาคามีมีก็พฤศจิกายนองค์สมัครสมาชิกอันนั้นเพราะอนาคามีมีสมาธิก็เป็นสมาธิของพระอานนท์เป็นองค์มรรคของพระอนาคามีตามสัมมาทิฏฐิตามปัญญาตามวิมุตของตนมีวิมุตเท่าใดที่เป็นสิ่งที่ตัดกิเลสออกแล้ว ก็เป็นวิมุตอันนั้นของตนมีรีโมทเท่าใดธนาคารโซดามีวิมุตเท่าใดๆก็เท่านั้นตามที่ได้อธิบายกันมามากมายและพระอรหันต์มีสมาธิเท่าใดก็เท่านั้นเท่าวิชาวิทย์ของตนมีพี่มดเท่านั้นเท่านั้นแล้วก็มีวิชามีความรู้รอบชัดเจนเท่านั้นเท่านั้นของตนมีเหตุมีปัจจัยทั้งพร้อมนี่เรียกว่าสมาธิหรือว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะตั้งใจฟังให้ดีนะเราจะเข้าใจแจ่มชัดแล้วพูดคุยกันชงประชาชนใช้สมาธิเอาแต่หลับตาเฉยๆเฉยๆแล้วถ้าหลับตาไปแล้วได้กิเลสได้ตัดกิเลสบ้างอ้าวถ้าหลับตาได้แต่กิเลสกิน นั่งหลับตานั้นได้ตัดกิเลสอย่างไรมีความคิดเห็นเป็นปัญญาเป็นญาณเป็นวิชชาอย่างไรแล้วเราได้รู้แน่แก่ใจหรือว่าเราได้มีมดแม่มดเพราะปัญญาวิมุติเกิดขึ้นไปสมรู้ร่วมคิดในตอนนั้นกับสิ่งที่เราได้วิมุตแล้วหรือว่าเกิดปัญญาวิทย์ตอนนั้นแล้วก็เกิดจิตตัดจิตแต่เจโตวิมุติในตอนนั้นเลยด้วยเพราะว่าเกิดญาณปัญญาแท้นั่งหลับตาไปก็เกิดญาณปัญญาได้นั่งทบทวนคิดอันนู้นอันนี้มีเหตุมีปัจจัยพรั่งพร้อมผสมกระแสไปถึงมันก็วิมุตได้เหมือนกันถ้าเราได้จริงก็เอาไม่ว่าอะไรเพราะว่าการนั่งหลับตาหรือว่านั่งลืมตานั่งพิจารณาอยู่เฉยๆมันก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้การเดินยืนนั่งนอนกับปัจจุบันทำได้เมื่อได้แล้ว ได้ได้แล้วมันก็ได้มันก็เป็นสมาธิมันจะไปได้แต่ตอนนั่งหลับตาตอนนั่งหลับตาไม่ใช่สมาธิเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งหรือกรรมพิธีอย่างนึงที่เราจะประพฤติปฏิบัติเป็นลักษณะการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งพร้อมกันอย่างอื่นกับเดินยืนนั่งนอนทำงานทำการอะไรต่ออะไรไปต่างๆนานาตรงนี้ถ้าเรามีสติมีสัมภาระยาวมากรู้ในการยังชีวิตอยู่มีกำลังจะมีวาจามีกัปปะมีทิฐิถูกต้องและก็ทำเรียงลงไปทำให้เป็นสัมมาทำให้มันพึงพอดีทำให้พอเหมาะทำให้เป็นไปได้อย่างงามและก็จิตก็ถึงจิตก็จิตของเราก็รู้ว่าเรามีกิเลสหรือไม่ บารมีสิ่งที่มาประสมและเป็นของตัวของตนเป็นการโลภะเป็นการโทสะประกอบอยู่ในนั้นหรือไม่เรารู้พ้นโมหะรู้ไม่มีการข้องใจเข้าใจจริงๆเห็นจิตใจเข้าใจตัวเองอยู่ตรวจไปถึงกระทั่งจิตของตัวเองว่าสิ่งนี้เราไม่มีโลภะโทสะรู้ไม่มีโมโหไม่มีอิจฉาเข้าใจชัดว่าไม่มีก็ไม่มีจริงๆในสิ่งในส่วนนี้ปัจจัยอย่างนี้อย่างนี้และองค์ประกอบต่างๆของธรรมะต่างๆอาชีวะวายามะสติพรั่งพร้อมช่างพร้อมทำงานอยู่ด้วยไม่ใช่ว่าไม่มีวาจาไม่มีกรรมทันตะใช้วาจาก็ไม่ได้นั่งอมแข็งชื่ออยู่เฉยๆฝากก็ต้องขบอยู่ ตาก็ไม่สัมผัสอะไรเฉยๆไม่ใช่เป็นผู้รู้ผู้เห็นเป็นผู้แจ้งสว่างมีวิชามีวิมุตอย่างหลายๆสูตรที่เราผ่านมาพระพุทธเจ้าไม่ใช่วิมุตที่ไม่มีวิชาต้องมีหมดที่มีวิชาหรือมีวิญญาณทัศนะเพราะงั้นองค์ที่กล่าวกันที่สำคัญๆก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะมีมดเนี่ยมันจะเพียงเครื่องหมายบอกเป็นภาษาบอกวันนี้หลุดพ้นไม่ขาดไปเมื่อหลุดพ้นขาดไปแล้วจะต้องมีญาณทัศนะเข้าไปรู้สิ่งที่หลุดพ้นสิ่งที่ขาดไปสิ่งที่เราเองเลิกออกมาได้รับออกมาได้หลุดออกมาได้ตัดไปได้จริงๆจึงจะเรียกว่าวิมุตของศาสนาพุทธรู้ชัดเจนเลยแล้วก็เป็นไปได้ยืนเดินนั่ง เป็นไปได้ตลอดเวลาก็หลุดแล้วไม่ใช่หลุดเฉพาะตอนที่เป็นสมาธิตอนนั่งนั้นมันจะมาเป็นอันเดียวกันหมดเลยกับนิพพานอย่าสมาธิก็ดีฌานก็ดีถ้าเอาสักคำว่าสมาธิไปเป็นการปฏิบัติเท่านั้นเป็นวิธีปฏิบัติสมาธิก็ได้ถ้าจะเรียกว่ามีวิธีปฏิบัติสมาธินั่งหลับตาก็เป็นวิธียืนเดินนั่งนอนปฏิบัติก็เป็นพิธีปฏิบัติสมาธิเรียกว่าวิธีปฏิบัติสมาธิก็ได้นี่เป็นกรรมวิธีปฏิบัติให้มันถึงสมาธิจะเรียกว่าดังนี้เป็นสมาธินั่งหลับตานี่เป็นสมาธิมีภาษาเหนือฟังดีๆจับประเด็นไม่ดีไปนั่งหลับตานี่แหละคือสมาธิแต่เขาบอกว่านี่ไปนั่งใช้วิธีปฏิบัติเพื่อสมาธิเพื่อให้เกิดสมาธิและสมาธิที่เกิดนั้นก็ไม่ใช่ได้ ชั่วคราวแต่ตอนนั่งหลับตานั้นจะเรียกว่าเป็นสัมมาสมาธิบริบูรณ์ไม่ใช่ยังไม่ใช่นั่งหลับตาตอนนั้นเป็นขณะที่นั่งหลับก็ไปแล้วนิ่งสนิทใช้อยู่แล้วก็อธิบายกันว่านั่งหลับตาได้เป็นสภาพนั่งนิ่งสนิทใช้แล้วก็มีจิตว่างมีจิตที่ได้ตัดกินเลยไปชั่วคราวจะถือว่าตัดชั่วคราวได้แต่ยังไม่ถึงขั้นสัมมาสมาธิฟังให้ชัดๆแย่ลงไปอีกนั่งหลับตาในจิตตอนนั้นไม่มีกามเหมือนพระจิตไม่มีพยาบาทจิตไม่มีผีนะมีพระจิตไม่มีผุๆจากอุปสรรคอุปสรรคไม่มีแล้วก็รู้จิตของตัวเองด้วยนะไม่วิจิกิจฉารู้ชัดเจนด้วยแม้ขณะที่ไม่มี บอลเหล่านี้ทั้ง 5 นั่งหลับตาอยู่ตอนนั้นจนไม่มีนิวรณ์อยู่ตอนนั้นสภาพจิตอย่างนั้นให้รู้อ่านให้เห็นอ่านให้ชัดถ้ารู้ตัวชัดเจนอยู่ว่าวันนี้สภาพนั้นจริงๆนิ่งอยู่จะเรียกว่าสมาธิก็ได้จะเรียกว่าสมาธิก็ได้จะเรียกว่าฌานก็ได้เพราะเราไม่มีนิวรณ์ในจิตปัจจุบันนั้นจริงๆในขณะนั่งหลับตานั่นแหละในจิตปัจจุบันนั้นน่ะจะเรียกว่าฌานก็ได้ในขณะนั้นนะจะเรียกว่าสมาธิก็ได้แต่เป็นการกระทำด้วยกรรมวิธีอย่างหนึ่งยังไม่บริบูรณ์ในตัวคนยังไม่เป็นคนบริบูรณ์ยังไม่เป็นคนบริบูรณ์ ถ้าอยู่ในสภาพปกติเป็นคนบริบูรณ์มีสภาพเดินยืนนั่งนอนมีสติสัมปชัญญะมีวาจามีกัมมันตะมีอาชีวะมีชีวิตอยู่เต็มรูปมีผัสสะทั้ง 6 มีทวารทั้ง 6 รับรู้เต็มแล้วก็จิตของเรามีทานอย่างเมื่อตอนนั่งหลับตาไม่มีนิวรณ์ 5 ในเหตุอะไรในปัจจัยอะไรองค์ประกอบในที่นี้หมายถึงองค์ต่างๆทั้งหมดทิฐิสัมมาวาจาและกรรมฐานที่ว่าวายามะสติมีพร้อมแล้วมีเอวองค์ประกอบส่วนเหตุปัจจัยเหตุปัจจัยต่างๆเกี่ยวกับกิเลสตัณหาในขั้นนั้นขั้นนั้นมีฉันมีเธอพระโสดา เหตุปัจจัยที่เรียกว่าอบายมุขต่างๆเป็นเหตุปัจจัยเรารู้แล้วนี่เหตุปัจจัยอย่างนี้เรามีทิฐิเรามีความเห็นแจ้งแล้วว่าเราเลือกมาได้เพราะงั้นเราดำริจะดำริเมื่อไรเมื่อไหร่เมื่อไหร่ก็ดำริออกดำรินายพรายตั้งขึ้นที่จิตไม่มีไม่เอาสัมมาวาจาวาจาที่จะพูดพรุ่งนี้จะไม่พูดเพื่อให้ผู้อื่นไปติดอย่าว่าแต่ตนเลยตนก็ไม่พูดเอาของตนไม่มีจะพูดเลี้ยวรถคดโค้งไงก็ไม่มีไม่เอาไม่เป็นตนไม่เสพสุขไม่เป็นสวรรค์ไม่เป็นอะไรเลยเพราะฉะนั้นการงานใดๆก็ไม่เกี่ยวข้องการงานใดๆก็ไม่เกี่ยวข้องกับการที่จะไปส่งเสริมอบายมุขอาชีพเลี้ยงชีพห่างไกลจากอบายมุขยังชีวิตอยู่ห่างไกลจากอบายมุข สัมมาวายามะธรรมตอนที่สูงขึ้นอยู่หรือกระทำตนให้พ้นจากอบายมุขอย่างโดยรู้มีสติสัมปชัญญะรู้ความเหมาะสมควรว่าเราจะไปนั่งอยู่วงเหล้านี่ไปแสดงธรรมะอยู่วงเหล้าเนี่ยสมควรหรือไม่ครั้งนี้เวลาเข้าไปยุ่งกับวงเหล้าแล้วก็ไปยุ่งกับวงไพ่แล้วก็ไปยุ่งอบายมุขต่างๆไปยุ่งกับมหรสพต่างๆไปยุ่งกับเรื่องผู้หญิงผู้ชายก็จะมีสติมีสัมมาวายามะแม้จะเป็นพระโสดาแล้วมีผัวมีเมียจะยุ่งจะเกี่ยวอะไรกันขนาดไหนก็จะมีจะมีสติเตือนตนจะมีสำรวมสังวรระวังนะเท่าที่อนุโลมเท่าที่เป็นไปพอเป็นไปเมื่อจิตมันมีระลึกรู้มันมีดำริไม่มีสัมมาสังกัปปะมันมีความเข้าใจถูกแล้วว่ามันต้องละลายไม่ใช่ว่าเพิ่มขึ้นไม่ใช่ว่าหนักขึ้นเพราะจะเห็นจริงๆแล้วมันจะเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นผลที่จะได้สูงขึ้นสูงขึ้นจากโสดาไปหาสันติธรรมมันจะมีผลมีผลจริงๆเพราะฉะนั้นขณะที่ยืนเดินนั่งนอนอยู่ตลอดเวลามีทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 รูปพร้อมและทำงานครบจริง 7 ก็เป็นสมาธิไม่มีนิวรณ์ 5 จริงจึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะจึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะฟังดีๆนะจะเข้าใจและจะเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดเลยไม่ใช่เมาส์หมู่ตู่เอาแต่เฉพาะว่าสมาชิกคือนั่งหลับตาแล้วก็อยู่ตรงนั้นแหละแล้วก็ว่าได้แล้วได้ตรงนั้นถ้าลืมตาออกมาแล้วก็ยังมามั่วสุมอยู่กับแม้แต่เหตุปัจจัยแค่อบายมุขดังกล่าวแล้ว ไม่พ้นอบายไม่พ้นอบายมุขลืมตาออกมาแล้วทุกอย่างยังมีบทบาทเกี่ยวข้องทุกทีเสพรถเศษชาติอยู่กับอบายมุขนี้ยังไม่ใช่หรอกอย่างนี้ยังไม่ใช่สัมมาอาระหัง พูดถึงโลกนรกต่างๆพูดถึงวันยังค่ำการงานเราจะไปเกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมหรือไม่เราต้องพิจารณาไปส่งเสริมหรือไม่เราไม่ได้ไปส่งเสริมและการเพื่อที่จะให้เขาลดแต่เราเองเราไม่ได้ไปทำเพื่อรสชาติของเรายังไม่ได้ไม่ได้แอบแสงไม่ได้ซ่อนแสงต้องมีความจริงใจถ้าผู้เป็นจริงมีจริงก็จะรู้จริงเพราะฉะนั้นแม้แต่จะดำริหรือแม้แต่จะเริ่มต้นจิตมันเริ่มต้นสังกัปปะได้หมายความว่าจิตมันเริ่มต้นปรุงขึ้นมาแล้วเบื้องต้นรับรู้ขึ้นมาเริ่มต้นที่จะให้เป็นไปมีทิศทางและกลับไปเริ่มต้นที่จะให้มีทิศทางมันจะมีทิศทางไปอย่างดีทีเดียวองค์ทั้ง 8 องค์ทั้ง 7 ตั้ง 8 สัมมารีมากเลยมันเกิดจากองค์ทั้ง 7 ต้องห้อมล้อมต้องทำงานอีกสักเดี๋ยวจะต่อไปเดี๋ยวพระพุทธเจ้าท่านจะอธิบายทำงานสั่งพร้อมเป็นระดับเกี่ยวข้องกันยังไงยังไงท่านเดี๋ยวท่านจะอธิบายทีเดียวถ้าจะอธิบายทำงานมาทำงานยังไงถ้ามาต่างๆองค์ต่างๆมันจะทำงานก็จะอธิบายอย่างละเอียดอ่อนทีเดียวเดี๋ยวจะตามไปดีๆเพราะตอนแรกนี้ขั้นแรกไม่ให้รู้ให้ได้ว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะนั้นจะต้องมีเหตุปัจจัยและมีองค์ประกอบทั้งหมดคือองค์ 7 ทั้งหมดเลยเอาตั้งต่อจะอ่านอันนี้วัดนี้ในข้อ 2533 ทั้งหมดครบ ถ้าผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่าดูพระพิสูจน์ทั้งหลายก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบคือสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะสัมมาสติเป็นไฉนดูพระภิกษุทั้งหลายความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แลเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุบ้างมีองค์ประกอบบ้างในชัดเจนที่สุดชัดเจนที่สุด พี่ต้องบอกว่าสัมมาที่เรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะนั้นแต่มีเหตุบ้างมีองค์ประกอบบ้างแล้วจะประกอบด้วยองค์ 7 เหล่านี้แหละต้องมีองค์ 7 ประกอบความคิดจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งคือมีอารมณ์ที่เป็นเอกัคคตารมณ์เป็นอารมณ์คนยิ่งใหญ่มีอารมณ์อันเป็นไปได้ดีสร้างพร้อมด้วยสัมมาทั้ง 7 เป็นหนึ่งในหมายความว่าสัมมาหมดฉันมาพร้อมทั้งหมดทั้ง 7 แต่เป็นเด็กมีความเป็นสัมมาเป็นเหมือนกันหมดเพราะฉะนั้นวาจามันก็เป็นลักษณะของวาจากับมันต่างกันเป็นลักษณะของกรรมมันต่างหากชีวะก็เป็นลักษณะของอาชีวะฉันก็ปากก็เป็นลักษณะของลักษณะของสภาพธรรมเริ่มต้นตั้งแต่จิตเริ่มมีความเห็นและมีความเข้าใจ จะเริ่มภาษาอังกฤษมีความเห็นมีความเข้าใจเริ่มต้นแล้วก็ทุกอย่างจิตก็ดำรงมีสัมมาสติช่วยมีสัมมาวายามะช่วยมีความพยายามที่ถูกต้องมีสติชัดเจนที่ถูกต้องอยู่กำลังมีสติอยู่จริงๆไม่ใช่มีแต่ภาษามีสัมมาวายามะอยู่จริงเต็มทำงานอย่างแท้จริงและก็มีบทบาทต่างๆต้องพร้อมจึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะแล้วมันแตกต่างกันแต่ตอนว่าเป็นสมาชิกเนี่ยนั่งหลับตานั่งหลับตาแล้วก็หลับไปเองชะตาอารมณ์ไม่มีนิวรณ์ 5 หรอกแต่ในขณะนั้นแปลเป็นความสงบได้ความสงบนั้นอยู่ไม่มีนิวรณ์ 5 จริงแต่ยังไม่ได้เรียกว่า สมาธิของพระอริยะได้ยังยังไม่ได้ยินจะเป็นเครื่องประกอบเป็นองค์ประกอบในการเป็นพิธีการในการประกอบเพื่อที่จะทำให้เกิดรู้เกิดญาณเกิดมีมนุษย์บ้างก็ได้วิธีการนี้ก็จะทำอะไรก็ได้เหมือนกันตอนนั้นกูจะไปปฏิบัติธรรมอย่างนี้จงรู้ให้เป็นสมาธิให้ชัดว่าการปฏิบัตินั่งหลับตานั้นได้ผลเสียผลถ้าเราเสียผลมากไปนั่งหลับตาทีไรแทนที่จะตัดกิเลสกลับไปเพิ่มแต่กิเลสได้กิเลสเข้ามามากมายดังกล่าวเกิดการติดยึดจากใครมากกว่าเก่าหรือไม่ก็ไปสร้างอัตภาพมากมายก็กล่าวเพราะอะไรไปมากกว่าเก่า เราก็จะต้องรู้ให้ชัดเจนแต่มีความละเอียดลงไปชัดว่านั่งหลับตาเข้าไปแล้วนี่ทำคิดยังไงอ่านยังไงรู้ยังไงมีสัมมาสติหรือไม่ถ้ามีสติเต็มมีทรัพย์มาว่าอย่ามาพากเพียรอยู่พยายามอยู่อย่างดีจริงแล้วก็กำลังสัมมาสัมพุทโธอะไรแล้วเราก็ได้กำลังดำริกำลังให้จิตมันเริ่มเป็นทางทิศไหนเพราะจิตของเราไปในทางที่จะบอกว่าบุพเพสันนิวาสมีแต่สัมมามีแต่ประเภทบุพเพสันนิวาสต่างๆรู้ความเกิดความดับที่แท้ของอารมณ์ตั้งแต่สืบสาวราวเรื่องมาที่ผ่านมาจึงเป็นอดีตไม่มีบุพเพสันนิวาสไม่มีการระลึกในอนาคตนะอนาคตไม่ใช่ของที่จะ ไม่ใช่เป็นของที่คนึงคะน้าจำนวนไปในอนาคตยังไม่มีจริงเพราะฉะนั้นการที่จะเกิดญาณปัญญาที่แท้จึงให้ระลึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณมนุษย์สติระลึกสิ่งที่ผ่านมาแล้วแล้วก็อ่านผิดซ้อนอาจจะที่เราได้ผ่านมาแล้ววาระนั้นเมื่อนั้นเมื่อนั้นเมื่อนั้นอ๋ออารมณ์จิตก็เป็นอย่างนี้จิตของเรามันเกิดทุกข์อย่างนี้เกิดสุขอย่างนี้เกิดติดยึดอย่างนี้จึงพาให้เป็นบทบาทเป็นคนอย่างนี้อย่างนี้ต่างๆนานาจะเกาะวาจานั้นก่อกรรมมันต่างกันก่ออาชีวะอย่างนั้นเออไปทีเดียวเป็นทุกอย่างนั้นเป็นไทยนั้นเป็นองค์ประกอบยากอย่างนั้นละเอียดอย่างนั้นดีหรือไม่ดีอย่างนั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างนั้นทั้งภาษาทั้งการกระทำทางธรรมชาติ ทั้งชีวิตที่เราเลี้ยงชีพอยู่ทุกทีอยู่เป็นไปอยู่ในวาระนั้นเมื่อนั้นเมื่อนั้นเมื่อนั้นเรียกว่าบุพเพสันนิวาสสิ่งที่ได้ยืนมาอยู่ถึงจะได้เป็นอยู่นิวาศจากสิ่งใดเป็นที่อยู่ถึงได้เป็นๆอยู่ถึงได้มีเคยมีอยู่ในวาระนั้นที่ผ่านมาแล้วบุพเพเก่าก่อนแล้วก็เอามาคำนึงคำนวณมาอ่านมาย้อนตรวจในขณะนั่งหลับตาไม่มีเงินอื่นมากกว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณทำให้เกิดแล้วก็ให้เกิดการเจ็บตัวเปล่าๆเพื่อสำรองอาสวะแท้จริงและเป็นงานท่านพระอานีแท้จริงเป็นงานของพระอานนท์เป็นการทบทวนดูให้จริงเพราะว่ารู้จิตรู้จำอันเดียวบทรู้ใจโต ยานแล้วเป็นผู้ที่มีอิทธิวิธีแล้วเป็นผู้มีเกียรติโตเป็นผู้บริหารแล้วเป็นผู้ที่เข้าใจอภิญญาต่างๆมีโสดทิพย์แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้โสดทิพย์อะไรมากคือไม่ได้ใช้หูฟังเสียงไม่ได้ใช้ตาเห็นรูปแต่รู้จิตชัดเจนจิตอย่างนี้ไม่หล่อพระบูชามูลติดอย่างนี้เป็นโมหะมูลมาจากโมหะรู้จริงๆรู้มหากษัตริย์รู้จักอุจจาระรู้อนุรักษ์รู้สึกผ่านมันมาข้ามไปรู้ภาษาอังกฤษต่างคิดต่างคิดต่างรู้วิธีการคิดตังค์จริงๆไม่ใช่มีแต่ภาษานะเป็นผู้มีปัญญาแล้วที่พูดทบ จะให้พวกเราได้เข้าใจให้ได้รู้จริงๆเลยว่าเราจะถ้าเราจะมานั่งหลับตาทบทวนอะไรเราจะต้องรู้สภาพจิตใจเป็น 10 รูปต่างๆจริงๆแล้วรู้ว่าสภาพจิตนะไม่ใช่รู้ดาวรู้สภาพที่มันมีลักษณะชั้นเชิงที่มันเรียกว่าโลภะเป็นยังไงเรียกว่าโทรศัพท์เป็นยังไงเพราะมันนึกย้อนบุพเพสันนิวาสทวนความเก่าความหลังไปเราก็จะได้อ่านออกรู้ว่าอ๋ออารมณ์จิตอย่างนี้ลักษณะอย่างนี้เขาเจ็บมันเป็นโลภะมันยังมีความเป็นโลเพราะยังมีความเป็นโทสะน่ะแต่คนมองหาอย่างนั้นจริงๆแล้วจึงจะเอามาทบทวนได้เออเมื่อนั้นมีเดี๋ยวนี้มีหรือเปล่าเราออกไปจากนี่ลุกขึ้นจากนี่แล้วเรามีวาจามีกรรมมันตะที่แท้จริงมีคำพูดที่แท้แท้จริงมีการ ผัดใบทวารทั้ง 6 ลืมตาขึ้นมามีสติสัมปชัญญะเต็มด้วยทวารทั้ง 6 เราจะมีกรรมพรรษาเราจะมีอาชีวะมีชีวิตที่เดินทางไปอยู่จริงๆเราจะเป็นผู้ที่จิตมีวิมได้หรือเปล่าเราจะพ้นเราจะหลุดได้หรือเปล่าจิตที่เป็นโลภะอย่างเก่าที่เราไปทบทวนดูแล้วนั่นน่ะเคยเป็นเคยมีนั่นแหละพอลืมตาออกไปจากนั่งหลับตาเนี่ยแล้วจะหมดโรงพยาบาลได้หรือเปล่ากิจการอย่างนั้นจะเกิดอีกไหมถ้าสัมผัสอย่างนั้นอีกขนาดนั้นอีกก่อนที่เราเคยสัมผัสอย่างนี้มีอารมณ์อย่างนี้เรียกว่าโลภะทีนี้จากที่จะเราลุกจากการมาจ่ายตรงตัวเองแล้วนี่จะนั่งหลับตากรองแล้วลืมตาก็ตามถ้ามันคิดได้ก็ไม่เห็นจะต้องไปหลับตา ถ้าเรานั่งอยู่เฉยๆนิ่งๆอยู่แล้วก็พิจารณาที่ผมเคยบอกนักหนาคุณนั่งอยู่สงัดอยู่คนเดียวก็ไปพิจารณาทบทวนไม่ต้องนั่งหลับตาให้มันตกภวังค์แล้วก็หลับดีสติก็ไม่เต็มลักหลับตาในสติเต็มยากนะใครจะไปติดผีนะมีพระเขาแล้วแล้วนั่งหลับตาปี๋เข้าไปแล้วสติมันไม่เต็มหรอกสัมมาวายามะพยายามยากเพราะมันเป็นเหตุปัจจัยพอหลับตาเข้าแล้วเมื่อเราติดๆดับมันจะหลับไปทีเดียวแทนที่จะพิจารณาได้สติเต็มโลงระลึกย้อนไปเฉยๆเปล่ามันหลับตกระวังไปเลยสติก่อนเมื่อสติอ่อนสัมมาวายามะก็พยายามถ้าหากฉันมาวางยาไม่พยายามดึงสติให้เต็มได้มีจิตพิจารณาได้ชัดเจน แจ่มใสจริงๆก็ดึงเรื่องเก่าเรื่องใหม่โดยการตั้งเราตั้งนะเราตั้งใจระลึกขึ้นมาทบทวนให้รู้อาการให้รู้ความเป็นจริงที่เราผ่านมาจริงๆแล้วก็แทงทะลุไปถึงจิตมาเป็นโลภะเป็นโทสะอย่างไรในสิ่งที่ผ่านมาเคยผ่านมาอาการอย่างนั้นตาหูจมูกลิ้นกายของเราไปประสบพบกับคนคนหนึ่งเกิดอาการอย่างนั้นจนกระทั่งมีบทบาทกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมกันออกมาอย่างนั้นมีบทบาทการงานและก็เกี่ยวกับใจอย่างนั้นอย่างนั้นทั้งหมดเลยกลายเป็นโลภหรือไม่ใจเป็นโทสะหรือไม่รู้ประกอบอยู่ในตัวตลอดเวลาไปเลยแต่รู้ประกอบไปในตัวตลอดเวลาไปเลยจริงๆการกระทำอย่างนั้นจริงๆแล้วเราก็ได้ประโยชน์ใน อยู่คนเดียวแล้วก็ทำการระลึกจากนั้นแล้วก็ออกมาจะตั้งใจเดียวถ้าอย่างนี้มันเป็นโลภะอย่างนี้เป็นโทรศัพท์เราจะไม่เอาก็ตั้งใจให้ดีเพราะเมื่อมันกระทบสัมผัสลืมตาเนี่ยแล้วก็มีสติรู้ให้เจ้าทำอะไรเราตั้งใจไว้แล้วเรารู้แล้วอย่างนั้นมันไม่ดีทีนี้อารมณ์จิตของเราจะเกิดผัสสะได้ต่อไปนี้แล้วจะให้เป็นอย่างเก่าไม่ได้อีกแล้วเราจะไม่เอาอย่างเก่าจะให้มันเป็นโรงพักอย่างเก่าใช้เป็นโทสะอย่างเก่าไม่เอาแล้วก็ทำจริงก็ทำจึงมีบทบาทอย่างนั้นมีการกระทบสัมผัสอย่างที่เคยเป็นบางเก่าแล้วเราก็มีสติรู้ว่าโอ๊ยสบายเราไม่มีอย่างเก่าแล้วเราไม่เกิดโลภะอย่างเก่าเราไม่เกิดโทสะอย่างเก่ากระทบสัมผัสแรงขนาดไหนเราก็มีสติรู้แล้วก็เข้าใจแล้วก็จะยืนยันมั่นคงตัวเราเองเรากระทบสัมผัสแม้คนคนนี้ พูดอย่างนี้อย่างเคยแม้จะทำอย่างนี้อย่างเคยเราก็เฉยเราก็ไม่มีอาการไม่มีความวุ่นวายอะไรไม่มีความทุกข์ไม่ก่อให้เราโกรธโกรธชังแม่ก็เกิดโลภะโทสะอะไรความปล่อยได้สนิทจะเบาใจเย็นใจอยู่ลืมตารู้มีสติสัมปชัญญะเต็มๆนี่เองอย่างนี้ยังจะเรียกว่าเราได้พิสูจน์ชัดเจนเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะขั้นไหนก็ตามเหตุปัจจัยขั้นโสดาบันสกิทาคามีขนาดไหนก็ของคนนั้นขนาดนั้นแหละเราจะรู้ของเราเองว่าเหตุปัจจัยขนาดไหนเราจะรู้ว่าเราเองในปัจจัยขนาดไหนแล้วเราก็ปล่อยได้จริงเป็นสมาธิแท้เป็นองค์มากที่บริบูรณ์เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้จะเข้าใจได้ ผลคืออะไรผลก็คือองค์มักทั้งหมดนี่แหละผลคือองค์มักทั้งหมดนี่พระพุทธเจ้าไปนั่งทำพิธีนั่งหลับตาสมาธิว่าตัวนั่งหลับตาสมาธิแต่ลืมตาออกมาแล้วมีวาจามีกรรมมันโตมีอาชิโมริสัมมาสัมพุทธะมีทิศทางหูจมูกลิ้นกายสัมผัสแล้วเสร็จแต่กลับเราให้จิตของเราไปในทิศทางที่จะเป็นไปไม่ได้นอกจากไม่ได้แล้วเป็นไปโดยมีมูลให้จิตของเรามันหลุดพ้นเมื่อสัมผัสอย่างนี้อย่างเคยจะได้พิจารณามาเนี่ยไม่มีนิวรณ์ไม่มีฉันถ้าไม่มีพยาบาลไม่มีพยาบาลแล้วลืมตาธรรมดาเนี่ยมันไม่ได้ร่วมบุญไม่ได้คิดอะไรหรอกคนลืมตาเต็มๆไม่ได้ชี้หน้าที่เราจะไม่ทิ้ง กระทบแล้วไม่อุทธัจจะกุกกุจจะเลยฟุ้งซ่านเกิดรำคาญเกิดกังวลเกิดทุกอุปายาสก็ดีโทมนัสก็ดีทุกคดีหรือสอบเศร้าอาดุลก็ดีไม่มีสัมผัสแล้วก็สบายอาจจะไปเชิญยินดีด้วยซ้ำมีชีวิตอยู่มีสัมมาอาชีวะยังชีวิตอยู่ไม่มีเลยเธอเสียไม่มีชนเสียมีแต่เชิงได้จะได้ความเบิกบานแจ่มใสร่าเริงยินดีด้วยซ้ำไปเป็นเชิงทีนี้เราก็มารู้เชิงปฏิสัมพันธ์ รู้ดีแล้วก็จิตใจสบายมีวิตกวิจารรู้อยู่ว่าเออเป็นไปอย่างนี้จิตใจก็เบิกบานแจ่มใสอยู่มีความยินดีปรีดาพรั่งพร้อมแต่สิ่งที่ดีๆแต่เราไม่ได้อยากให้อะไรให้แก่ตัวคือการรู้ดีเข้าใจดีแล้วแต่จิตใจยินดีก็เป็นองค์ชายมีองค์ชายแท้ๆแต่มีวิตกวิจารณ์มีปิติมิสุไม่ได้ทุกข์เป็นสุขจริงสุขที่ปราศจากนิวรณ์สุขที่ปรารถนานี่วอนเรียกด้วยภาษาว่าสุขแต่ไม่ใช่โลกียสุขโลกียสุขจะต้องไปปรนปรุงอย่างโน้นจิตจะต้องไปทำงานหนักไปทำงานเกิดรสชาติเกิดการสมใจเพราะไปอุปทานไว้ก่อนแล้วก็สมใจจิตจะเป็นอย่างนั้นแต่นี่ไม่เป็นอาจจะไปอธิบายละเอียดอีกในพวกนี้ นิดหน่อยอธิบายที่มันทำงานร่วมกันอย่างไรตอนนี้ก็อธิบายถึงลักษณะของจิตที่เป็นองค์ฌานบ้างเป็นสมาธิที่แยกให้แตกต่างจากในขณะหลับตากับในขณะลืมตามาแล้วมีองค์มรรคทั้ง 7 พรั่งพร้อมหากมีการคิดดำริรู้จิตว่ามันจะไปทิศทางไหนมีวาจาพูดก็พูดได้มีการงานก็ทำการงานอยู่ได้ด้วยมีสัมมากรมีแม้แต่อาชีวะหรืออาชีพที่มีบทบาทเลี้ยงชีพพรั่งพร้อมด้วยและจิตนั้นก็เป็นวิมุตไม่ได้ติดไม่ได้ยึดไม่ได้มี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน