191031-B ตัณหาวรรค ตอน2-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 31 ตุลาคมพุทธศักราช 2519 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่พวกเราทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกวันนี้เรามาทำวัดก็จะเอาคาถาธรรมบทปัญหาวัดที่ 24 ซึ่งในปัจจุบันถ้ายังไม่จบกันดีวันนี้ก็จะเอามาอธิบายซะให้จบข่าว ก็จะอ่านทบทวนดูนิดหน่อยมาให้มาถึงจุดที่จะอธิบายเพิ่มกระทันหันย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมไปหมายความหมายถึงอะไรกับอะไรต่ออะไรแม้แต่คำที่เปรียบเทียบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอธิบายก่อนไปเรื่อยๆและลองฟังไปจะจุดจะพอถึงตรงไหนตรงไหนที่เป็นช่วงพอจะเพิ่มเติมขึ้นมาก็จะเกิดขึ้นมาให้แล้วมันจะอธิบายให้ละเอียด อธิบายไปแล้วปัญหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติสมาสดุจเครือเถาย่านทรายฉะนั้นบุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้นปัญหานี้ลามกตามไปในอารมณ์ต่างๆในโลกย่อมครอบงำบุคคลใดความสุขทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้นสุดยอดปันผลตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่าฉะนั้นบุคคลใดและย่อมครอบงำตัณหาอัน ร่วงไปได้โดยยากในโลกความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้นเหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้นเพราะเหตุนั้นเราจึงกล่าวกับท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสียดุจบุรุษต้องการแฝกฉะนั้นมันอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆโดยกระแสน้ำละล้านไม้อ้อฉะนั้นต้นไม้เมื่อราบหาอันตรายมิได้ คงอยู่แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ฉันใดทุกข์นี้เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้วย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆแม้ฉันนั้นความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส 36 อันไหนไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเธออาจเป็นของกล้าไปสู่ทิศทางไหลไปในอารมณ์ทั้งปวงปัญหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตาม ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาทั้งเครือแถวนั้นอันเกิดแล้วจงตัดรากเสียด้วยป
อ่านต่อ
ัญญาโสมนัสที่สร้างไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใยย่อมมีแก่สัตว์สัตว์สัตว์สัตว์สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญแสวงหาสุขนรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชราหมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้วย่อมเจริญ ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนานหมูสับถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้วย่อมกระสับกระส่ายดุกระต่ายผิดแล้วกระสับกระส่ายอยู่ฉะนั้นเพราะเหตุนั้นภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตนเพื่อบรรเทาปัญหาที่ทำความสะดุ้งเสียท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่ามีใจน้อมไปแล้วในความเพียรหรือเปล่าคนแล้วจากปัญหาเพียงดังกว่ายังแล่นเข้า นั่นแหละบุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องถูกยังแล่นเข้าหาซื้อเครื่องถูกนักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็กเกิดแต่ไม้และเกิดแต่หญ้าปล้องนั้นเกิดแต่ญาติบ้างว่ามันไม่สัตว์ผู้กำกับแล้วๆในแก้วมณีและแก้วคุณทนทั้งหลายและความห่วงใยในบุตรและภรรยานักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวนั้นว่ามัน นักล่าทั้งหลายตัดเรื่องถูกแม้นั้นแล้วเป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้วย่อมเป็นโรคสัตว์เหล่าใดผู้ถูกรักสัตว์เหล่าใดถูกราคายอมแล้วสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไปตามกระแสตัณหาหยุดแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเองฉะนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีความห่วงใยย่อมละทุกข์ทั้งปวงไปท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสียจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็น คนเสียจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสียจะเป็นพูดถึงฝั่งแห่งภพมีใจพ้นวิเศษแล้วในถังสกัดธรรมทั้งปวงจะไม่เข้าถึงชาติและชราอีกปัญหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยีผู้มีราคะกล้ามีปกติเห็นอารมณ์ว่างามผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มากส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบจิตตกมีสติทุกเมื่อเจริญพระสุขภาพอยู่ นั่นแหละจัดทำปัญหาให้สิ้นไปผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้ภิกษุพูดถึงความสำเร็จแล้วไม่มีความสะดุ้งปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้วอัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุดภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่นฉลาดในนิรุตติและบทรู้จักความประชุมเบื้องต้นและเบื้องหลังสอนทั้งหลายที่สุดนั่นแหละมีสรีระในที่สุดเรากล่าวว่า ปัญญามากเป็นมหาบุรุษเราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวงรู้แจ้งธรรมทั้งปวงอันตัณหาและไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวงพระธรรมได้ทุกอย่างคนพิเศษแล้วเพราะความสิ้นปัญหารู้ยิ่งเองพึงแสดงขายเหล้าวงเล็บว่าเป็นอุปชาหรืออาจารย์ ไปตั้งแต่หยุดเครือเถาย่านทรายแล้วก็กลายเป็นอะไรต่ออะไรไปถ้าผู้ใดได้ตั้งใจพิจารณาตัดพระลงไปเรื่อยๆก็จะหลุดจะพ้นก็จากปัญหานั่นแหละเป็นรากเน่าในเมื่อทำความจางคลายเมื่อทำความร้อนออกไปยอกย้อนท่านอธิบายเป็นภาษาด้วยความเปรียบเทียบเปรียบเทียบนี่ก็เป็นภาษาที่เปรียบเทียบหายากไม่ใช่ง่ายๆเพราะผู้ที่จะเข้าใจในสภาวะและคนในสภาพของการเทียบเคียงกันเป็นเชิงเป็นชั้นเข้าใจในภาษาก็จะไม่รู้จิตและบทต่างๆไม่ใช่ของง่ายมีเบื้องต้นมีเบื้องปลาย แห่งอักษรทั้งหลายเข้าใจได้ยากอยู่เหมือนกันแต่ก็ได้อธิบายสู่ฟังไปแล้วจนกระทั่งมาถึงท่านก็เมื่อผู้ใดละทำได้แล้วเรียบร้อยก็เรานั่นแหละเป็นผู้ครอบงำทำทั้งปวงรู้จักแจ้งทำทั้งปวงอันตัณหาละทิฏฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมแต่ธรรมะมันก็มีสุดท้ายแบ่งเป็น 2 อย่างแค่นั้นเพราะกุศลกับอกุศลแม้กุศลก็ตามแม้อกุศลก็ตามก็ไม่ครอบงำเราได้เราละทำได้ทุกอย่างและทำได้ทุกอย่างคนพิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหาหมดปัญหาแม้แต่ดีในชั่ว ธรรมะที่เรียกว่าดีคือธรรมะกุศลที่เป็นกุศลก็ไม่หวั่นไหวและก็ไม่ได้ยินดีปูเพื่ออะไรรับได้ทุกอย่างสิ้นปัญหารู้ยิ่งเองซึ่งก็ได้อธิบายซ้ำให้ฟังแล้วว่ารู้ยิ่งเองนั่นหมายความว่าเราได้รู้เพราะเราเป็นผู้รู้แต่ถ้าอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเรียกว่าท่านรู้ยิ่งเองของท่านก็เหนือกว่าเราที่รู้เพราะท่านรู้ยิ่งเองที่ลึกซึ้งไกลแต่ว่าท่านไม่มีครูไม่มีอาจารย์ท่านมีครูอาจารย์เหมือนกันแต่ประเด็นก็คือนั้นอาจารย์นั้นสุดท้ายจะไม่ใช่สุดท้ายหรอกไปเรียนกับอารามดาวบทอุทกดาบสอะไรต่างๆนานาเพียงกระทู้ได้ครูมีอะไรท่านก็เรียนซึ่งวิชา วันนี้ก็เหมือนเราไปเรียนกขกไก่ไปเรียนกับคนนั้นคนนี้แล้วเราก็ไปได้ความรู้อย่างนั้นอย่างนั้นแต่เราไม่ได้ความรู้ที่เราปรารถนาหรอกนะเราปรารถนาความรู้ที่จะพ้นทุกข์แต่เราก็ไม่ได้ความรู้อันพ้นทุกข์จากอาจารย์ที่ไปเรียนมาครับเพราะฉะนั้นผู้ที่ไปเรียนกับครูใดมาก็ได้วิชานั้นๆก็เอาวิชานั้นๆมาใช้ก็เป็นลูกศิษย์แต่ผู้ใดไปเรียนกับครูนั้นๆแล้วแต่วิชาที่เรียนกับครูนั้นไม่ได้เอามาเป็นผลที่สุดแต่ผลที่สุดที่เราได้นั้นเป็นวิชาที่เรารู้ได้เองอย่างนี้พระพุทธเจ้าที่รู้ได้เองของท่านเป็นอย่างนั้นแต่ของเรานี่เรารู้ได้เองก็ตรงที่เรารู้เป็นศรัทธา เอามาพิสูจน์บ่อยากจะยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่าพระสารีบุตรท่านรับฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟังจบแล้วพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเชื่อเราไหมภาษาญี่ปุ่นบอกว่าไม่เชื่อไม่เชื่อก็จะขาดซึ่งภาษาญี่ปุ่นพูดอย่างนั้นทูลตอบอย่างนั้นนะไม่ใช่ทูลตอบเพราะว่าอวดดีแต่ทุนต่อบริษัทจากศาสนาพระพุทธเจ้าท่านทรงทราบดีเห็นได้บอกข้อมูลพูดออกไปว่าสาธิตบุตรแต่พูดถูกเพราะว่ารัฐบุตรยังไม่ได้แล้วก็จัดถามยังไม่ได้เอาไปทดสอบ ให้รู้เห็นแจ้งพิมพ์เองเป็นปัญญาแห่งตนคือเข้าใจด้วยตนเองรู้ยิ่งเองเข้าใจเป็นปัญญาแห่งตนเองมาพิสูจน์สัมผัสสภาวะสัมผัสความรู้อันนี้รู้เข้าใจชัดแจ้งเองยังไม่ได้ทำก็คือยังไม่ถือว่าเชื่ออย่างสนิทอย่างที่อธิบายถึงเชื่อแบบศรัทธาที่มีปัญญาแท้แล้วก็สัมผัสเองรู้ยิ่งเองเนี่ยเมื่อเวลาได้สัมผัสเองก็ยิ่งเองแล้วคุณแสดงใครเล่าก็รู้เองแล้วคุณแสดงไทบ้านนี้ก็ต่อว่าว่าเป็นลูกชายหรืออาจารย์ก็เอาแต่คุณแสดงใครเรารู้ยิ่งที่จริงก็ไม่ได้หมายความว่าใครเป็นอาจารย์หรือไม่เป็นอาจารย์ในบาลีไม่มีหรอก ในตำราไม่มีหรอกแต่วันนี้เขาก็คิดเอาเองในผู้อาจารย์ที่มาแปลนี่เขาก็คิดว่าแล้วจะแสดงใครเล่าเป็นอาจารย์รู้ยิ่งเองหมายความว่าในนี้แกบอกว่าเราเพิ่งแสดงใครเล่าก็คือไม่ต้องแสดงใครไม่ต้องมาอาจารย์หรือไม่อาจารย์ไม่ใช่ว่าคนนั้นรู้คนนี้รู้คนนั้นรู้คนนั้นรู้คุณมันรู้ไม่ใช่หากจะหมายเอาว่าใครเล่าเป็นอาจารย์ก็ได้แต่หมาเอาคนไหนเป็นอาจารย์ก็ต่อมาจากที่เขาหมายก็ได้คือรู้ยิ่งเองนี่เป็นหมายความว่าพระพุทธเจ้าแต่พระพุทธเจ้ารู้ยิ่งเองแล้วไม่มีใครเป็นอาจารย์ถือว่ามีใครเป็นอาจารย์แสดงใครเล่าจะแสดงใครเล่าเป็นอาจารย์แต่ในนี้ไม่ได้ไม่ได้หมายเอาอย่างนั้นก็ได้รู้ยิ่งเองและจะแสดงใครเรารู้ ไม่ได้หมายความว่าจะแสดงใครหรอกเป็นอาจารย์เรารู้ยิ่งเองจะแสดงไทยเรารู้ก็เรานี่แหละเป็นผู้รู้เราเป็นผู้เข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งของเราแล้วผู้ใดเข้าใจความหมายนี้ได้ก็ไม่ต้องเถียงกับใครจะมาเอาผู้ใดเป็นอาจารย์ก็ได้และการรู้อันนี้มันเป็นการรู้ที่สิ้นแม้แต่พระพุทธเจ้าที่ต่างๆเอาไว้ในการเชื่อในกาลามสูตรสุดท้ายไม่เชื่อแม้แต่ผู้นั้นเป็นครูของเราสุดท้ายหรือครูนั้นเป็นอาจารย์ของเราก็ไม่เชื่อแล้วก็จบแล้วไม่ได้เชื่อครูเราไม่ได้เชื่ออาจารย์แต่เราเชื่อเพราะเรารู้ยิ่งเองของเราและจากคุณแสดงใครเล่าเป็นผู้รู้ก็เรานี่แหละเป็นผู้รู้เป็นปัจจัยวิญญู ถ้าเราเป็นผู้รู้เองเมื่อได้พิสูจน์แท้เห็นจริงมันรู้อย่างนี้แล้วแล้วมันก็ไม่มีปัญหาอะไรมันหมดที่จะอิจฉาเพราะมันรู้เข้าใจอย่างชัดแจ้งอาจารย์นำร่องนำทางแสดงปริยัติแสดงบัญญัติอะไรต่ออะไรแนะนำอะไรต่ออะไรก็ใช่เราชื่อเราฟังด้วยเหตุผลที่เราเข้าใจเราเชื่อตามเรียกว่าเชื่อตามแต่พอเราไปช่วยจริงเราก็เชื่อเองนั่นก็เรียกว่าเป็นที่สุดถึงขั้นสุดท้ายและอธิบายแต่ก่อนทำที่แล้วและอธิบายบนย้อนมาถึงว่าแม้แต่อาจารย์หรือแม้แต่จะหมายความว่ารู้ยิ่งเองพึงแสดงใครเล่าวงเล็บว่าเป็นอาจารย์ว่าเป็นอุปชาหรือรายการก็ได้อธิบาย พันธุ์แมวนี่ให้ฟังเหมือนกันว่าก็รู้ยิ่งเองแล้วไม่มีอาจารย์นั้นน่ะเป็นได้เป็นขั้นๆสำหรับบุคคลต่อไปพระพุทธเจ้าเป็นต้นหรือผมก็ได้ยกตัวอย่างแม้แต่ผมผมมารู้ยิ่งอย่างนี้ผมมาอธิบายอะไรต่ออะไรพวกนี้ผมก็รู้ยิ่งเอาเอาเดี๋ยวผมรู้เองซึ่งผมก็บอกไปเจอเจ้าผมไม่มีอาจารย์ครูเลยสอนเรื่องธรรมะเนี่ยในชาตินี้ในชาติที่เกิดมาเป็นร่างนี้คันนี้ผมไม่มีอาจารย์ไม่มีครูที่เป็นตัวตนแม้ที่สุดผมจะยกพวกคุณเองนี่ก็เป็นอาจารย์เป็นครูของผมหรือคล้ายๆเป็นครูของผมเท่านั้นเป็นอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ให้ผมได้ศึกษาไปจับตอนนั้นบ้างไอ้นี้บ้างเอามาพิจารณามา มารู้มาเข้าใจแล้วเราก็รู้ออกอันนี้มันลงอันนี้อันนี้มันเข้ากับอันนี้อันนี้เป็นอันนี้มันรู้รู้ได้ด้วยเหตุผลด้วยสูตรต่างๆพระพุทธเจ้าก็ว่าเป็นสูตรไปเราก็พอรู้ว่าสูตรใหญ่ๆสูตรยังไงยังไงมันก็ไม่ยากอะไรและเราก็มาเข้าใจอะไรมาร้อยมาเรียงออกมาได้เองมันกรองเองมันมีเครื่องของมันเองมันก็กรองออกมาได้เองก็เป็นเรื่องของผมที่เป็นผู้รู้ยิ่งเองจะบอกว่ายกตนเทียบเท่าพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ยกตนเทียบอย่างที่อธิบายยืนยันไปแล้วแล้วเราก็รู้ตัวว่าเรายังไม่ได้รู้เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านรู้แต่ก็มีลักษณะคล้ายๆกันนะไม่เป็นไรเพราะงั้นเมื่อเรา เพลงก็รู้ยิ่งเองในขั้นตอนที่เรารู้ยิ่งเองไปได้เป็นระดับๆอย่างนี้แม้ชาตินี้เราจะมีครูมีอาจารย์เราก็รู้ว่าเรารู้ครูอาจารย์นั้นและเรารู้ยิ่งเองในจิตของเราอันแท้จริงเป็นที่สุดแล้วเราก็เข้าใจแล้วก็ขยายไปได้อีกเองเราก็จะรู้ได้ผู้ใดรู้เข้าใจแล้วอะไรก็ตามแต่เสร็จแล้วเราไปเอาขยายเองได้ไปว่าอย่างนั้นอย่างนั้นได้ใช้ได้มันจะผ่านไปนั่นแหละเรียกว่าเราเข้าใจแท้เอาทีนี้ต่อเมื่อเวลาถึงที่สุดแล้วถึงการขั้นถึงว่ารู้ยิ่งเองคุณแสดงภายนอกจบการให้ทำเป็นทานย่อมชนะการให้ทั้งปวง เมื่อรู้เองดีที่สุดแล้วเมื่อกระจ่างชัดแล้วที่สุดก็จะต้องมีทานนี่แหละคนที่เจ้าต้องสอนการเวียนกลับเป็นปฏิปทาอันเป็นชนิดสักขีเป็นปัจจัยที่ศรัทธาลูกปัดสีถึงพร้อมพิจารณาถึงพร้อมด้วยการที่สลับคืนจะย้อนทวนคืนอีกคราวนี้บ่ได้ธรรมะแล้วก็แสดงธรรมะเป็นทานก็ให้เอาธรรมะมาให้คนอื่นทานการให้ทานนี่แหละเนื้อยอดชนะการให้ทั้งปวงเราจะมีอะไรให้ทั้งหลายแหล่ก็สู้ให้ทำเป็นทานไม่ได้รถแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวงรถคือสิ่งที่คุณควรจะเสพควร ได้รับว่าเป็นสุขรถสิ่งที่ควรจะได้รับเข้าไปซาบซึ้งตรึงใจแล้วก็จะได้รับเข้าไปเป็นสุขถ้าโลกียะรถคนก็แสวงหาอยู่เรามานั่งเรียนโรงขี่รถมาเรียนรู้พิสูจน์ให้รู้จนเข้าใจจริงจนรู้ยิ่งเองจนกระทั่งรู้ยิ่งเองพึงแสดงใครเล่าไม่ต้องแสดงใครเพราะว่ารถที่แตะลงไปไม่ว่าที่ตาหูจมูกลิ้นกายจนกระทั่งแม้ใจของเราเป็นรถเรารับรถว่าเราได้รับสัมผัสอย่างนี้เราได้รับอย่างนี้มีปฏิกิริยานี้เป็นรถรับรู้รู้แล้วๆเราก็จะมีสุขมีทุกข์ก็ตามที่เรากำหนด เรากำหนดหมายในใจเอาไว้ว่าอย่างนี้ถ้าได้รับรถอย่างนี้ตรงกับที่เราไปจำเอาไว้กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ถ้าวิ่งถึงจุดนี้แล้วก็สบายชอบใจที่สุดชื่นใจที่สุดดีใจที่สุดเหมือนอย่างนั้นเพราะฉะนั้นได้รถได้รับรถอย่างนี้ที่เรามั่นหมายเอาไว้กำหนดไว้เป็นอุปทานยึดเอาไว้ถ้าได้รับวันนี้มาสมใจขนาดนี้มามันชื่นใจมันใกล้เข้าไปไม่ถึงจุดนั้นก็ชื่นใจอยู่ตามที่เราพอใกล้ๆแต่พอถึงจุดที่มันตรงกันเป๊ะเลยตามที่เรากำหนดหมายหลักแหมชื่นใจสมใจจนนานๆเข้าชิงช้าก็จะต้องไม่มีรถไปในเชิงแปลกขึ้นแก่ขึ้นส่วนมาก เถ้าแก่ขึ้นให้แรงขึ้นได้รับรถที่แรงขึ้นอีกคนจึงรับรถที่ดัดแปลงยิ่งขึ้นจัดยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆถ้าอ่อนลงก็ไม่ชอบหรือไม่งั้นก็เปลี่ยนไปเป็นอื่นที่แปลกไปเปลี่ยนไปเลยนะรสจัดขึ้นหรือรถแปลกขึ้นนี่เป็นธรรมดามันรถแห่งธรรมนี่มันไม่เป็นอย่างนั้นมันอ่อนลงเพราะมันอ่อนลงมันจางลงและซ้ำซากข้าวน้อยข้าวไม่เข้มมากทวีอย่างรถทางโลกนี้มาก 88 เปลี่ยนไปใหญ่เต็มโลกไม่รู้จักจบมาใหญ่เลยนี่โลกส่วนถ้าทำรถยนต์ย่อลงมาศิริราชน้อยก็เอาน้อยเข้ามักน้อยเข้า ผับปิดฉากเข้าน้อยเข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งเหลือน้อยแล้วก็เหลือแต่มันก็ยังเก่าอย่างเก่านั่นแหละเดี๋ยวก็รู้ความอย่างเก่าเป็นธรรมดาจนย่นย่อลงมาแม้ที่สุดว่ามันมีแต่สุขกับทุกข์หลงมันว่าได้รับสมใจอย่างนั้นอย่างนั้นเราก็รู้ว่ามันสุขจนสุดท้ายเราก็ไม่ต้องไปเที่ยวได้ดิ้นรนหาอะไรถ้าเราจะสุขเรากำหนดว่าเราพอใจซ้ำๆซากๆก็พอมันก็อยู่ที่ใจของเราเนี่ยเราพอทั้ง 3 มันก็อย่างนี้เป็นแต่เพียงว่ามันเป็นประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ใจของเราไม่ดีไม่สิ้นก็พอและน้อยลงมาได้ไม่แปลกไม่เปลี่ยนไม่ใหม่ซ้ำอยู่แล้วก็ยืนยงถูกปัจจัยของมันที่ง่ายที่น้อยที่เบาที่ว่า ความดิ้นก็หยุดความดิ้นก็ไม่มีเพราะฉะนั้นธรรมะนี่พระพุทธเจ้าท่านถึงบอกว่ารถเป็นวิมุตติรสหรือเป็นรถแห่งการหลุดพ้นจากโลกที่เขายึดถือกลายมาเป็นรถแห่งธรรมที่ไม่ต้องไปยึดอย่างเขายึดไปหลงอย่างเขาหลงแต่เป็นรถที่มันรับสัมผัสอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้นแล้วก็แล้วไปอันไหนแปลกก็พยายามดูเออนี่มันแปลกแล้วก็ไม่ไม่ไม่ต้องแปลกอะไรเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเข้าใจความแปลกนั่นคือความที่เราไม่เคยพบหรือนานๆพบหรือไม่เหมือนกับที่เราพบอยู่เป็นประจำมันก็เท่านั้นเองแล้วแม่เราเองเราจะรับซ้ำรับทราบเราก็ไม่มีผิดตัวหนึ่งว่าจะต้องมันซ้ำซากแล้วเบื่อหน่ายแล้วไม่พอใจแล้วก็ไม่มี บาคาร่าเหตุปัจจัยนั้นมาเป็นประโยชน์ของมันโดยเป็นประโยชน์เองอยู่ได้เรื่อยๆเหมือนหยดย่อลงมาแล้วก็มารู้ปัจจัยสำคัญในชีวิตง่ายๆเพียงแค่ว่าย่นย่อเข้ามาแค่อาหารเครื่องหนึ่งห่มที่อยู่ยารักษาโรคเราน่าจะเป็นบริขารซึ่งประกอบที่ใช้เล็กๆน้อยๆแล้วก็ไม่มีอะไรก็ง่ายเมื่อชีวิตรู้ความจริงตามความจริงแล้วจิตใจมันก็ลดลงลดลงลดลงส่งไว้ธรรมะหมายความว่าทรงไว้ที่จิตจิตนี่เองมีความรู้จิตนี่เองมีความเข้าใจผิดนี่เองละนายคล้ายจิตนี่เองไม่ดีจริงๆนี่เองรู้จักพอน้อยไปอภิชาแล้วก็สันโดษพอ ประวีเบกะนิ่งๆหยุดๆอยู่ไม่ดีดไม่ดิ้นเลยอสังขะไม่หลงแล้วในสวรรค์ทั้งหลายสุดท้ายก็ไม่มีสุขเป็นคนพ้นสุขไม่หลงสุขเมื่อคนนั้นไม่หลงสุขคนนั้นก็เข้าใจแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นธรรมดาแล้วก็มีการสังเคราะห์หรือมีสังสรรค์หรือสังขารมีธรรมอันปรุงอยู่เป็นธรรมดาแล้วเราก็เข้าใจไปเป็นที่สุดตาว่าทุกสิ่งทุกอย่างสังขารทั้งหลายมันปรุงอยู่นั่นน่ะมันก็เสื่อมไปเป็นธรรมดาเมื่อเราไม่ปรุงมันมากมันก็เสื่อมเร็วเมื่อปรุงก็ปรุงให้แต่อื่นรู้จะเจตนา การกระทำอะไรไว้ที่อื่นไม่ได้ยึดเอามาว่าเป็นเราไม่เอายึดมาว่าเป็นสมบัติของเรามายึดว่าเป็นญาติของเรามายึดว่าเป็นสมบัติอะไรที่เราเองจะต้องไปเกี่ยวข้องผูกพันแม้ดีถามมันก็หลุดออกหลุดออกคลายออกน้อยเข้าน้อยเข้าสบายเข้ารถแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวงความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวงเมื่อเห็นคนสิ่งที่ทรงไว้แล้วก็สิ่งที่รักไปไปในสิ่งที่ปล่อยไปเป็นวิมุตเป็นอะไรอยู่มันก็เจริญความสิ้นตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวงเพราะเราสิ้นตัณหาความอยากได้มันก็ชนะชนะทุกข์ ได้เพราะเราสิ้นปัญหาหมดทุกข์ไม่มีความลำบากยากเย็นอะไรแม้เราเองเราจะทำอะไรเราก็ทำรู้ว่าเราประกอบอันนั้นประกอบอันนี้โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาตามคำนี้แล้วจะรู้สึกพระพุทธเจ้านี่ตัดคำนี้อย่างข่มขี่มากมายโภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมฆ่าคนมีปัญญาตามแล้วคนทั้งหลายก็ย่อมแสวงหาโภคทรัพย์เป็นธรรมดาแล้วก็แสวงหามาอยู่นั่นแหละเมื่อผู้ใดไม่รู้เท่าทันก็แสวงหาแล้วก็ถูกมันฆ่าเอาอยู่ตลอดเวลาแต่หาค่า แสวงหาฟังไม่แต่จะไม่ฆ่าผู้แสวงหาฝั่งผู้ใดที่แสวงหาฝั่งไม่ฆ่าแต่โภคทรัพย์จะฆ่าผู้ที่แสวงหาหรือผู้ที่หลงโภคทรัพย์ทั้งหลายและก็มีปัญญาไม่รู้เท่าทันพูดโภคทรัพย์คือสิ่งที่มันเจริญขึ้นเจริญขึ้นในโลกมันก็เป็นสิ่งที่เจริญขึ้นเจริญขึ้นในโลกถ้าผู้ใดไม่รู้เท่าทันก็เป็นหลงไหลออกมาปล่อยรู้ทิศทางที่จะออกมาโดยการมาแสวงหาฝั่งแสวงหาทางสิ้นกรรมสิ้นปัญหาทางพ้นคนมีปัญญาทราม ฆ่าตนได้หาคนที่มีปัญญา 3 อย่างฆ่าตนได้เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ฉะนั้นฟังแล้วจะเห็นได้ว่ามันวนๆๆคนมีปัญญาตามฆ่าผู้อื่นได้ย่อมฆ่าคนย่อมฆ่าตนไม่ใช่ค่าฝืนย่อมฆ่าตนได้เหมือนบุคคลผู้ฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้พวกกษัตริย์ผู้อยากได้โภคทรัพย์ก็ฆ่าผู้อื่นได้มันจะได้จัดมันก็ฆ่าเขาแล้วก็เอาพวกกษัตริย์มาผู้นั้นก็ชั้นเดียวกันนี่แยกคนออกเป็น 2 แท่งว่าคนผู้อื่นกับเราไม่อยากได้สิ่งนั้นและเราก็ทรมานผู้นั้นลงไปโดยการ ทำร้ายเขาสิแล้วเอาสิ่งที่เราอยากได้ฉันใดก็ฉันนั้นทีนี้เรารวมคนเข้ามาไม่ใช่ผู้อื่นเป็นเราเองนั่นแหละเราอยากได้อะไรและเราก็แย่งเอามาจนได้จะแย่งมันจะเอาผู้อื่นแล้วตัวนี้ตัวเราเองก็คือเรานั่นแหละไปแย่งก็เท่ากับเราฆ่าตัวเราในตัวเราค่าตัวเราในตัวเรายังได้อะไรก็ต้องดิ้นรนแย่งเอาอันนั้นไปฆ่าสิ่งนั้นลงไปทำสิ่งนั้นลงไปมันก็เท่ากับเราฆ่าเราเนี่ยจะเห็นแล้วมันวนจนกระทั่งเข้ามาซ้ำซ้อนเข้ามาที่ตนแล้วมันละเอียดละออนะคนมีปัญญาตามย่อมฆ่าตนได้ผู้มี อธิบายภาษาให้ฟังว่าภาษานี่มันอยู่ที่เชิงอธิบายผู้มีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนไม่ได้นี่มันจะพระพุทธเจ้าตรัสไว้นี่นะนี่อธิบายให้ฟังอีกผู้มีปัญญาดีเท่านั้นที่จะฆ่าตนได้เอ้าฟังดูผู้มีปัญญาทรามถ้าตนไม่ได้เพราะผู้มีปัญญาตามไม่รู้ว่าตนอยู่ในตนไม่รู้ว่าไอ้ตัวที่เราเองเราต้องไปฆ่าเขาไปแกงเขาหรือว่าไปเดือดร้อนอยู่กับสิ่งนั้นไปวุ่นวายกันถึงนั้นไม่รู้เมื่อไม่รู้ก็ฆ่า ถ้าทนไม่ได้ผู้มีปัญญาดีเท่านั้นถึงฆ่าคนได้ถึงค่าตัวนั้นออกเสียงก็คือไม่มีไม่มีเสียแล้วก็ไม่ต้องฆ่าทั้งตนไม่ต้องฆ่าตนและไม่ต้องฆ่าทั้งตนเพราะว่ามันฆ่าแล้วคือมันไม่มีแล้วมันก็ไม่ขาดทุนเพราะฉะนั้นเอาเมื่อหมดตนแล้วเราเอามาอธิบายนี่ต่อคนมีปัญญาตามย่อมฆ่าตนได้เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีปัญญาหรือผู้มีปัญญา 3 นั่นเองซึ่งหลงค่าคนแล้วฆ่าคนเราไม่รู้จักจบสิ้นเดือนเหมือนบุคคลที่ฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้พวกกษัตริย์อยากได้อะไรก็ตามแต่แล้วเราก็เป็นคดี อยากได้อะไรที่ตนเป็นที่ถือตนก็ฆ่าตนอยู่อย่างนั้นเองจะตายแล้วตายแล้วตายแล้วตายแล้วแต่ตนเองก็ไม่รู้จะจบสักทีไม่ถึงฝั่งสักทีเพราะเหตุนั้นนาทั้งหลายมีญาติเป็นโทษที่ต้องแยกออกไปแล้วนะหน้าทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษเพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านพุทธศาสนาย่อมมีผลมากนาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษตัวอย่างง่ายๆถึงเป็นธรรมดาทั้งหลายมี ถ้าเป็นโทษหมูสับมีราคะเป็นโทษนามีย่าเป็นธรรมดามันไม่รู้เรื่องอะไรหมู่สัตว์ก็มีราคะเป็นธรรมดาถ้ายังเป็นผู้ที่อวิชชาหรือเป็นปุถุชนอยู่ก็ไม่รู้หรอกว่าราคะน่ะมันเป็นโทษเป็นธรรมดานะหมูสับมีราคะเป็นโทษเป็นธรรมดาเพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในผู้ปราศจากราคะย่อมมีผลมากเพราะผู้ใดที่เป็นผู้รู้ดังที่ได้อธิบายมาทั้งหมดจนกระทั่งตัดรากเหง้าราคะอะไรหมดแล้วผู้ใดที่มาถวายทานหรือมาช่วยมีผู้ ไปถวายทานในผู้ปราศจากราคะจึงมีผลมากมีผลมากเดี๋ยวค่อยค่อยต่อจบท่านอธิบายอันนี้หมดทั้ง 3 เหล่านายทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษเหมือนกันกับเมื่อกี้น้าทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษเพราะฉะนั้นหมูสับนอกจากจะมีราคะเป็นโทษแล้วก็มีโทสะเป็นโทษเพราะเหตุใดทานที่บุคคลถวายในพระพุทธศาสนาย่อมมีผลมากนาทั้งหลายมีญาติเป็นโทษหมู่สัตว์ทั้งหลายมีโมหะเป็นโทษเพราะเหตุนั้นแลนาทั้งหลายผู้ที่ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะ มีผลมากยังมีอีกนานทั้งหลายมีหญ้าเป็นผู้หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษเพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉาย่อมมีผลมากหากความอิจฉาคำนี้คงมาจากคำว่าอิจฉาคงไม่ใช่ตัวอิจฉาชัดๆนะแต่เขาเอาภาษาไทยนี่เขาเข้าใจกันแล้วอิจฉามันมาหมายเอาไว้ริษยาที่จริงน่าจะใช้คำว่าวิทยามากกว่าเพราะว่าตัวนี้เป็นตัวเร็วเป็นตัวร้ายกาจถ้ารวมความแล้วท่านก็สรุปจบลงตรง ทุกคนมีความเหมือนย่าเหมือนญาติที่อยู่ในนามีหญ้าเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นคนก็มีราคะมีโทสะมีโมหะมีอิจฉาเป็นธรรมดาคนนะมีราคะโทสะโมหะอิจฉาเป็นธรรมดาแต่เมื่อมีสิ่งนี้เป็นธรรมดาโดยที่เรียกว่าไม่เรียนรู้ไม่พยายามลดละออกมันก็นานแล้วก็ยังเป็นนายกเป็นนาที่ใช้ไม่ได้จนกว่าจะปฏิบัติมาตั้งแต่อย่างที่เราอธิบายมาแต่ต้นเลยว่ามนุษย์เนี่ยประมาณ เป็นผู้ประมาทและพยายามทำตนเองให้เหมือนกับเครือเถาย่านเลื้อยไปอยู่นั่นแหละไม่รู้จะจบสืบต่อไปอยู่นั่นแหละไม่รู้จะตัดเมื่อไม่รู้จักตัดมันก็ยาวเลยเรื่อยๆไปอยู่ตลอดกลับตลอดกาลอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วเพราะงั้นผลจึงเกิดแล้วเกิดเหล้าตายแล้วตายแล้วฆ่าคนแล้วฆ่าตนเล่าไม่รู้จะจบอันนี้ต้องพยายามฟังให้ดีนะถ้าตนแล้วฆ่าตนเราแล้วก็ไม่รู้จะจบเราจะต้องพยายามถอนรากถอนโคนไม่ถอนรากถอนโคนหมายความว่าเพราะลึกลงไปจนกระทั่งถึงอา หรืออนุสาวรีย์อุปกิเลสได้เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วอันนี้เรารู้ตัวมันแล้วล่ะเราตัดแล้วปล่อยไปแล้วเราวางแล้วก็รู้จิตของเราว่าเราวางให้ได้แล้วเราก็ได้หมดตัวหมดตนแล้วเนี่ยเราไม่มีตัวไม่มีตนแล้วก็ให้รู้ว่าอารมณ์จิตที่หมดตัวหมดตนเป็นอย่างไรป่านนะคุณเองรู้ว่าหมดก็ยังคิดว่าตัวเองไม่หมดรู้ว่าตัวเองสบายแล้วก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองสบายรู้มันสบายดีแต่ก็ยังนึกว่าตัวเองไม่สบายอยู่นั่นแหละเพราะอะไรเพราะสร้างปัญหาใหม่ฟังดีๆนะเนี่ยตัณหาว่าเค้าสร้างปัญหาใหม่มันมีมันมีปัญหาใหม่อยู่ปัญหาใหม่ก็คือตนเองสบาย ไม่รู้ความพอดีความสบายของเราเพราะไม่รู้ความพอดีความสบายของเราแล้วเราก็อยากจะได้อันใหม่ไอ้ใหม่มันมีอยู่ตรงนั้นน่ะไอ้ที่เป็นเรานี่ก็ไอ้ที่เป็นคนอื่นมันก็มีสองอยู่ทั้งนั้นเพราะฉะนั้นถ้าเราพอใจในสิ่งนี้แล้วล่ะเราพยายามอ่านจิตของเราให้หมดจริงๆไม่มีเชื้อเขาของไอ้สิ่งอย่างที่เป็นราคะโทสะโมหะอารมณ์อย่างนั้นต้องอ่านชัดๆจิตของเราราคะก็ไม่มีโทรศัพท์ก็ไม่มีแม้อย่างอ่อนเราก็รู้ด้วยจิตอันละเอียดของเราจริงๆว่าโทรศัพท์ยังอ่อนก็ไม่มีไปจำหน่ายไพร่เพื่อที่จะยึดไว้เป็นราวยึดไว้พวกเราเสพก็มีเรามีแต่รู้ดีแล้วก็กระทำดีนี้ไปทุกปัจจุบัน ที่ท่านบอกไว้แล้วหมดดาบอดีตวางอดีตเสียเถิดวางอนาคตเสียเถิดปล่อยความอาลัยขันธ์ที่เป็นอนาคตคันที่เป็นอดีตแม้แต่ปัจจุบันเมื่ออะไรที่เป็นปัจจุบันพอไปรวมกันเป็นขันแล้วรวมกันเป็นกองเป็นกลุ่มแล้วก็ทำขึ้นแล้วก็ปล่อยปัจจุบันนั้นเป็นกอบเป็นกองแล้วก็ปล่อยปล่อยอย่าว่าแต่อดีตอย่าว่าแต่อนาคตเลยแม้แต่ขันธ์นั้นที่เป็นปัจจุบันก็จะเป็นพูดถึงฝั่งแห่งภพไปพูดถึงความมีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวงจะไม่ถึงชาติและฉลาดถึงฝั่งแห่งภพเราติดอยู่ในภพ ลุกขึ้นฟังไม่ได้สักทีวนเวียนอยู่ในภพจนเราถึงฝั่งแห่งภพหยุดแล้วถึงขอบถึงเขตรู้ที่ขอบที่หมายแล้วรู้ที่ขอบที่หมายแล้วก็ดอกรู้ให้ได้คือจิตของเรานี่แหละรู้เบอร์ขนาดนี้แล้วนี่ที่สุดของมันจิตก็ระวังเบาปล่อยแล้วแม่เดี๋ยวนี้เป็นปัจจุบันก็รู้แล้วจบเมื่อเราเข้าใจจุดจบอันนี้ได้เราก็เป็นปัจจุบันอยู่เป็นสบายสบายอยู่เราก็ไม่ต้องฆ่าคนอื่นไม่ต้องขาดตนแล้วตนเองเราก็รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นแต่เพียงอัตราเมื่อเราได้ทำอะไรประกอบอะไรประกอบแล้วก็วางก็ปล่อยทุกปัจจุบันเข้าใจจำได้ก็จำได้โดยอำนาจของจิต 7 วันสำคัญจิตมันเก่งมันวิจิตรมันสามา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive