191223-E มหาจัตตารีสกสูตร ตอน5-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันนี้เป็นเช้าวันที่ 23 ธันวาคมพุทธศักราช 2519 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่ชั่วคราวทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกสำหรับวันนี้ยังคงต่อมหาจักรีนี้เราก็มาทำวัดกันต่อเออเราได้อธิบายมหาจัตตารีสกสูตรไปอย่างละเอียดพยายามผมพยายามที่จะขยายความให้ละเอียดซับซ้อนมันเป็นสภาพที่ลึกซึ้งแล้วก็ต้องทวนไปทวนมาขยายความแล้วก็สรุปข่าวบางคนอาจจะยัง รู้ว่าเรากำลังเรียนอะไรนี่เรากำลังจะรู้อะไรเรื่องอะไรมหาจัดตารีศึกก็ขอทวนให้ฟังต้นอีกว่าเรากำลังเรียนเรื่องสมาธิมหาจักรหรือเปล่าเรากำลังเรียนเรื่องสมาธิเพราะงั้นถ้าเผื่อว่าจับเป้าไม่ได้เราก็ไม่รู้เราจะต้องรู้ว่าเรากำลังเรียนอะไรเรากำลังมีเรื่องอะไรและขยายความออกไปอย่างไรเรากำลังเรียนเรื่องสมาธิที่เป็นที่หมายเป็นที่สุดเนี่ยเป็นเรื่องอะไรเรื่องใหญ่ชื่อเรื่องรวมก็เรื่องสมาธิพระพุทธเจ้าท่านได้ว่าแต่ต้นนะ ประเดี๋ยวฟังอะไรก็ได้รายละเอียดกลางๆไปตั้งยาวความแล้วก็เลยไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเรื่องสั้นๆทั้งหมดนี่แหละคือเรื่องของสมาธิดาวเทียมพระพุทธเจ้าได้ตรัสแต่ต้นแล้วว่าดูไปรับที่สุดทั้งหลายพ่อท่านได้เรียกที่สุดทั้งหลายเข้ามารับฟังธรรมอยู่ที่ประเทศตะวันและท่านก็บอกว่าเอามาพิสูจน์ทั้งหลายมาจะแสดงธรรมที่สุดทั้งหลายมาจากท่านก็บอกว่าฟังดูกระดาษที่สุดทั้งหลายเราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีองค์ประกอบแก่เธอทั้งหลายเธอพวกเธอจงฟังสัมมาทิฐิและสัมมาสมาธินั้นจงใส่ใจให้ดีเราจะกล่าวต่อไป นิทานเรื่องต้นกระบองเพชรจะแสดงสมาธินะแต่สมาธินี้ไม่ใช่สมาธิและแกสมาธิที่เขาพูดพร่ำอะไรต่ออะไรกันไปทั่วไปอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ใช่เป็นสมาธิที่เรียกว่าสัมมาและเป็นของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบดังที่ได้สาธยายมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นแล้วว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุมีองค์ประกอบเป็นไฉนจึง
อ่านต่อ
ทำแต่ต้นว่าแล้วก็คือสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะสมาสสันติและสัมมาสติ หาสัมมาสมาธิมีองค์ประกอบ 7 อย่างนี้แล้วมันเป็นชั้นไหนก็คือความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แลเรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุบ้างมีองค์ประกอบบ้างมีเร็วกว่าสัมมาสมาธิมาสรุปแล้วทีนี้ท่านก็ได้สาธยายต่อไปถึงองค์ทั้ง 7 นั้นว่าสัมมาทิฐิเป็นประธานแจกจ่ายโดยทั้งปวงสมาชิกที่เป็นประธานที่เป็นประธานเพราะว่าจะต้องมีเบื้องต้นรู้ว่าอะไรมิจฉาทิฏฐิอะไรเป็นสัมมาทิฏฐิ ท่านก็แยกย้ายฝั่งมามิจฉาคือไฉนกรรมใดก็อยู่ใน 10 อย่างที่ได้ว่าไปแล้วคือทานศีลแต่ทานแล้วก็ยันฉันเลยสรุปให้ฟังแล้วเมื่อวานนี้ 3 ตัวนั้นจำง่ายๆว่า 3 อย่างนั้นท่านก็เห็นว่าไม่มีผลถ้า 3 อย่างที่ว่านั้นถ้าเห็นว่าไม่มีผลคือทานที่ให้แล้วยันที่บูชาแล้วบวงสรวงแล้วไม่มีฝนก็เห็นว่าไม่มีผลแล้วก็เป็นวิชาที่ใครเห็นว่าผลวิบาก เพลงกรรมไม่ดีก็ตามชั่วก็ตามโลกนี้โลกหน้ามารดาบิดาไม่มีมี 5 อันหาผลวิบากของกรรมซึ่งไม่ดีมีชั่วหรือว่าโรคนี้เข้าใจคำว่าโลกนี้ได้ช่วยอธิบายและโลกหน้าอธิบายมารดาก็อธิบายแล้วอยากต้นต้นหรือว่าอย่างละเอียดหมายเอายังไงบิดามารดามารดาบิดา 5 มี 5 สิ่งนี้ถ้าใครเห็นว่าไม่มีก็เป็นมิจฉาทิฐิมีและมีอย่างมีผลหรือไม่ คนร้ายผลเสียเริ่มมีอย่างผลดีอย่างไรเป็นขั้นตอนก็อธิบายผสมไปแล้วและสุดท้ายโอปปาติกะหรือสัตว์ที่เป็นอุปปาติกะด้วยสมณะพราหมณ์สมณพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้ดำเนินชอบจนกระทั่งประกาศโรคนี้โรคได้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกไม่มีเพราะว่าไม่มีอีกนี่มันขั้นสูงขั้นอุปปาติกะหรือว่าการที่จะเข้าใจว่าสมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือผู้ดำเนินชอบคืออะไรแต่สุดท้ายฉันก็รู้แจ้งก็รู้แจ้งสิ่งที่รู้มาตั้งแต่ต้นตั้งแต่ชีวิต ทานจนกระทั่งมาถึงชีวิตของอุปปาติกะในชีวิตของจิตวิญญาณสัตว์ที่เป็นอุปปาติกะปฏิเสธว่าไม่มีนี่เป็นมิจฉาทิฐิ 10 อย่างนี้สัมมาทิฏฐิท่านก็แบ่งออกไปอีกสมาธิอย่างที่เป็นสาระกับสัมมาทิฏฐิอย่างที่เป็นปัญหาว่าเป็นสมาธิที่ยังเหลือเชื้อยังเหลืออาสวะอยู่แต่เป็นบุญเป็นส่วนแห่งบุญเป็นผลแห่งขันติที่เป็นส่วนที่เจริญอยู่บ้างแต่ไม่หมดทีเดียวเกิดบุญก่อบุญไม่ใช่เป็นผลเป็นทางร้ายพ้นไปทางร้ายเราก็รู้ชัดเจนไปทางไลน์หรือผลไปทางบาปกรรม แต่อันนี้สัมมาทิฏฐิหมายความว่าเป็นผู้ที่เห็นเห็นเห็นเห็นเห็นเห็นไปในทางที่เป็นทางบุญมีผลแข่งขันสมาธิยอมเป็นประธานและสมาชิกจิตที่ว่าที่เป็นสาธารณะก็คือเห็นว่ามี 10 อย่างนั้นน่ะเอาแต่ทานที่ให้แล้วก็มีผลอย่างที่ผู้ชายแล้วก็มีผลสังเวชแล้วก็มีผลผลวิบากของกรรมมีดีมีชั่วอะไรเป็นต้นมีโรคนี้มีโลกหน้ามีแม่มีพ่อมี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมีสมรรถภาพที่ดำเนินผู้ดำเนินชอบผู้ปฏิบัติชอบซึ่งประกาศให้เรื่องโลกนี้โลกน่าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองรู้ยิ่งด้วยตนเองก็ได้อธิบายให้ฟังแล้วว่าผู้หญิงด้วยตนเองสุดยอดโดยไม่มีอะไรเป็นเชื้อมาเลยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและรู้ยิ่งเองโดยเป็นพระอรหันต์เพราะรู้เป็นปัจจัยต่างรู้ยิ่งเองมีเชื้อมีเขาเอาหลักฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติตามเขาเรียกว่ารู้ยิ่งเองได้และกระบวนการโลกนี้ล่วงหน้าได้เหมือนกันตามลำดับหมายถึงการขยำปูนหรือไม่ถึงขั้นพระพุทธเจ้าอายุรู้ยิ่งเองตามลำดับเป็นพระอริย พระเป็นพระเสกกับบุคคลไปตามขั้นก็ได้เป็นผู้ดำเนินชอบผู้ปฏิบัติชอบไปตามขั้นถ้าประกาศพระผู้ใดเห็นว่ามีก็นั่นแหละเป็นสมาชิกแต่ก็ยังไม่ละเอียดละออหมดทีเดียวยังมีอาสวะทีนี้ถ้ามีเป็นอันนาสวะรู้อย่างเป็นอันนาสภาวะนั้นจะต้องเกิดปัญญาเกิดปัญญาเป็นโลกุตระเลยจะรู้ว่ามีมีและมีอย่างไรอะไรมีผลร้ายผลดีมีผลมีสิ่งที่ไม่มีมีสิ่งที่ไร้ค่าหรือว่ามีสิ่งที่มีค่าแท้มีความถูกต้องแท้ควรดำเนินแท้ต้องมี ปลามีปันอินทรีย์มีปัญญาพละมีธรรมวิจัยฉันโพชฌงค์มีความเห็นชอบอย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิของเป็นสมาชิกที่ของพระอริยะที่ไม่มีอาสวะเลยเป็นสมาธิที่เกิดได้ด้วยปัญญาเป็นความเห็นที่มีปัญญามีปัญญามีปัญญาพละและแบ่งแยกได้มีธรรมะวิจัยสมโภชนมีความเห็นเกิดความเห็นอันชอบแจ้งเกิดสิทธิอันชอบอันแจ้งแล้วอันดีงามแล้วชัดเจนและก็มีกำลังของปัญญามีกำลังของจิตเพียงพอด้วยแล้วผู้นั้นก็พยายามที่จะละมิจฉาทิฏฐิบรรพตสมาธิ ความพยายามแล้วก็เรียกว่าความพยายามที่เป็นสัมมาไม่ใช่ไปพยายามทำอื่นอะไรหรอกเป็นความพยายามที่ไม่ให้ความเห็นของเราอย่างนี้และเราก็ได้พยายามกระทำไปตามความเห็นที่เราเห็นว่าดีว่าชอบมากวนด้วยปัญญาอันแค่นี้อยู่เสมอเรียกว่าความพยายามที่เรียกว่าสัมมาสติใดที่เป็นสติทีละมิจฉาทิฐิได้คือมีความระลึกรู้อยู่ว่าเรามีประชาธิปไตยมีสติบรรลุสัมมาทิฏฐิอยู่มีสติที่รู้อยู่ว่าเรานี่ไม่มีไม่มีที่ที่แปลกไม่มีทิฐิเห็นผิดไปสติของเธอนั้นเรียกว่าสัมมาสติเราเรียกว่าสมัครสติมีสติพรั่งพร้อมอยู่ ถึงจะเรียกว่าสัมมาสติหรือสติของพระพุทธเจ้าหรือสติของนักปฏิบัติธรรมมันจะมีสติผิดก็ไม่รู้ผิดถูกก็ไม่รู้ถูกเลี้ยงลูกเลี้ยงปืนใส่เบ้าตาคนนี้ก็ต้องมีสติไม่มีสติได้เลยสัตว์สายน่าจะได้มีสมาธิด้วยมีสติด้วยนะเล็งปืนใส่เบ้าตาคนแล้วก็ลั่นไกโป้งแม่แม่นจริงแตกเลยตายเลยดิ้นพลัดพรากอันนี้ก็เป็นสติเป็นสมาธิไม่มีสติไม่มีสมาธิเป็นเล็งปืนใส่เบ้าตาคนไม่ได้หรอกแต่ไม่มีสัมมาทิฐิเลยไม่มีความระลึกรู้ไม่มีความเห็นเลยว่าเอ๊ะไปยิงเขาทำไมคนเกิดมาในโลกนี้ไม่ต้องไปเล็งปืนใส่เบ้าตาคนก็ได้นี่ไม่จำเป็นต้องยิงบริษัทลาวามีเมตตามี ตกลงกันจะเป็นคนอะไรอย่างนี้เป็นต้นเราก็จะต้องรู้ถึงความชอบความควรเราควรทำหรือชอบแล้วหรือมีจิตใจที่จะต้องพิจารณาไตร่ตรองมีปัญญาเป็นอินทรีย์ปัญญาพละมีธรรมะวิทยาสมโภชทรงมีความเห็นชอบแล้วควรแล้วได้บรรยายจริงๆแล้วมันอินทรีย์จริงๆด้วยปัญญาภาระจริงๆแยกออกว่าอย่างนั้นควรที่กำลังเห็นอยู่ในบางคนอยากอีกอย่างหนึ่งไม่ควรเห็นเป็น 2 อย่างทำมาวิจัยในต้องแยกแยะดีแยะชั่วออกอย่างนี้เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิมีสัมมาทิฐินี่แหละเป็นประธานมีสัมมาวายามะร่วม มีสัมมาสติร่วมด้วยห้อมล้อมอยู่เป็นการจัดเป็นการเป็นไปของสัมมาสมาธิเพราะฉะนั้นสมาธิที่ว่าเนี่ยเราควรไปถึงคำว่าสมาธิสมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะแล้วล่ะก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานและมีสัมมาวายามะเป็นตัวห้อมล้อมมีสัมมาสติมีสติสัมปชัญญะอยู่เต็มมีพยายามมีสัมมาวายามะด้วยมันจึงจะเป็นสมาธิแค่นี้เป็นสมาชิกแล้วแค่นี้เป็นสมาชิกแล้วยังดีและมีองศา มีสมาธิมีสัมมาวายามะห้อมล้อมกับสัมมาทิฏฐินี่เป็นเป็นสมาธิเป็นสมาธิที่เรียกว่ามีองค์ประกอบที่เข้าท่าแล้วต่อจากนั้นไปก็เป็นบทบาทประกอบมีบทบาทประกอบมีสัมมามีสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะซึ่งจะเป็นเรื่องๆไปซึ่งรุ่นแล้วแต่จะต้องใช้สัมมาวายามะสัมมาสติที่ห้อมล้อมสัมมาทิฐิเป็นเบื้องต้นทั้งนั้นเพราะเราจงแยกออกว่าเป็นยังไงสมาชิกกระเป๋าที่เป็นมิจฉาทิฐิก็คือผู้ที่ ดำริผู้ที่ดำเนินรายการดำริในพยาบาลดำริในความเบียดเบียนและเป็นมิจฉาเหมือนกับเป็นนิวรณ์ชัดๆที่เราเห็นอยู่แล้วว่าเป็นภัยของสมาธินั่นเองการพยาบาลและเบียดเบียนก็คือละเอียดละออไปจนกระทั่งเบียดเบียนท่านเบียดเบียนตนเองความคิดเด็กเรียนก็เป็นเรียกว่ามิจฉาแล้วดำริแล้วเริ่มเริ่มคิดทั้งกระเป๋าตั้งแต่อธิบายซ้ำให้ฟังแล้วนี่มันทบทวนเข้ามาเมื่อเริ่มดำริไปในทางการดำเนินกิจกรรมพยาบาล แล้วถ้าเป็นสัมมาสังกัปปะก็เหมือนกันแบ่งออกเป็น 2 เมื่อเราไม่ดำริไปในทางตราไม่ดำริไปในทางปฏิบัติไม่ดำเนินไปในทางเบียดเบียนแล้วแม้จะดำริมาเป็นเมฆคำว่านี่ดำริในการไม่พยาบาทดำริในความไม่เบียดเบียนเขาเรียกว่าสัมมาสังกัปปะแล้วดำริคือพยายามคิดตั้งใจเริ่มฉิบหายผมพยายามหมายความว่าสังกัปปะมาถามว่าเริ่มต้นตั้งจิตให้แก่จิตเริ่มตั้งจิตให้แก่จิตอย่าไปทำการอย่าไปทางพยาบาลอย่าไปทางเบียดเบียนเขาเรียกว่าเป็นสมาชิกแล้วมีสาระเป็นสาร มีอาสวะอยู่ก็ได้แต่ก็ดีแล้วล่ะหมดอาสวะก็หมายคำว่ารู้ตัวความเจ็บความวิตกความดำริรู้จิตเลยรู้ตัวดำริหรือตัวตั้งต้นจิตของเราให้แท้รู้ตัวอ่อนจิตมันเป็นอย่างนี้อยู่มันอยู่อย่างนี้เองหรอมันกำลังเป็นอย่างนี้อยู่น้อรู้ตัวจริงอยู่รู้อยู่ลึกอยู่รู้อยู่คิดอยู่กำลังเตรียมผ้าอยู่ถ้าเหมือนนักวิ่งก็กำลังจดอยู่ที่เส้นชัยอาทิเช่นสตาร์ทเลยถ้าเป็นนักวิ่งจอดอยู่ที่เส้นเต็มเลยตั้งจิตตั้งนานพอบอกว่ากดสวิตช์หรือทำอะไรผิดพุ่งเลยไปตามทิศที่ไป วิตกวิตกก็ต่อมานิดเดียววิตกที่จริงนี่ตัดฉากแล้วมันก็แปลว่าไตร่ตรองตรึกตรองเหมือนกันที่ตรรกะสตรองจ่ายจองมันมีบทบาทที่เป็นรูปปิดตาวิตกก็เป็นนามประกอบการอยู่เหมือนกันเป็นอาการที่เห็นเด่นชัดลึกสนิทแต่เป็นอาการอย่างนั้นแหละมีอาการท้องเรามีอารมณ์มีสภาวะที่จะต้องเป็นอย่างนั้นแหละพอเริ่มเป็นอย่างนั้นก็เป็นวิตกและสตินี่เตรียมตัวจะเป็นอย่างนั้นนิ่งอยู่พอไปตกก็เป็นอย่างนั้นออกมาให้เห็นอาการเลยเรียกว่าวิตกนี่แหละความสำเร็จอย่างนี้เรียกว่าความน่ะมีอะไรมีเขาไม่รู้จะอธิบายอะไรเป็นภาษาบาลีผมก็ไม่รู้ แต่ไม่มีปัญหามีความหมายเพียงพอความจุความวิตกความดำริความแน่วความแน่แน่วแน่เป็นอย่างนั้นแหละเตรียมอย่างนั้นแล้วก็เป็นอย่างนั้นแหละความแน่วความแน่ความปักใจและมันน่าสงสัยอีกอันนึงคือวจีสังขารสัมมาทั้งกระเป๋านี่นะมีคำว่าวจีสังขารต่อด้วยต่อจากความปักใจเพราะถ้าไม่เข้าใจสภาพธรรมและไม่เข้าใจความเชื่อมต่อแล้วเอาไว้ที่สังขารอธิบายว่าที่นี่นี่คือสมาธิที่จิตใจมันเป็นยังไงเป็นสัมมาสัมมาสังกัปปะขอพระอริยะที่เป็นอาวาสด้วยที่หมดอาสวะด้วยนะเป็นว่าจิตสังขารอันสุดท้ายมีความหมายว่า เป็นความสุขเป็นความวิตกเป็นความดำริเป็นความแน่วความแน่ความปักใจเหมือนอย่างผมยกตัวอย่างเหมือนนักวิ่งเตรียมตัวจอดอยู่ที่เส้น start เลยตั้งทั้งเท้าทั้งมือทั้งอะไรพร้อมพรั่งเลยจิตเพราะเกินพิกัดขึ้นมาบอกว่าเอานั่นเหมือนกันหรือเอาเรื่องเหมือนกันคือเราตัดหรือว่าเป็นไปว่างั้นเราก็เป็นไปปุ๊บเลยแน่วแน่พุ่งไปทิศทางที่ถูกต้องและเตรียมตัวที่จะเริ่มต้นเกิดทันทีเลยนั่นแหละผมเจ็บเพราะฉะนั้นแม้แต่จะเตรียมตัวที่จะออกมาสู่ภพนอกจากมโนแล้วมันก็มีวจีเป็นเครื่องเชื่อมและก็มีกายกรรมเพราะฉะนั้นท่านถึงเอาว่าจีนนี่แหละเป็นบทต้นเป็นบทง่ายเป็นบทเชื่อมต่อจากคอนโด ท่านจึงมีคำว่าวจีสังขารปรุงไว้แล้วพรั่งพร้อมอยู่ในตัวออกมาเมื่อไหร่ก็มาเป็นวจีหรือวาจาเพราะฉะนั้นตัวสัมมาสังกัปปะต่อมาจึงคือสัมมาวาจาออกมาเป็นวาจาจะเป็นสัมมาวาจาทีเดียวเพราะถ้าเผื่อว่าถึงขั้นปรุงไว้เป็นคำพูดอยู่ข้างในแล้วถ้าพร้อมที่จะออกมาแล้วก็นั่นแหละเป็นตัวปรุงอยู่ข้างในเป็นวจีสังขารพร้อมที่จะออกมาเป็นภาษาเป็นบทบาทของการเชื่อมต่อที่เป็นลำดับจึงมีคำว่าวจีสังขารอยู่ที่ตรงนี้สัมมาสังกัปปะเป็นความคิดถ้าพูดแล้วเป็นความดำริแต่ทำไมมีวจีสังขารที่ นี่เป็นสัมมาสังกัปปะทีนี้สัมมาสังกัปปะนี้ก็ต้องมีความพยายามประกอบมีสติประกอบอีกเหมือนกันห้อมล้อมอยู่ด้วยความร้อนอยู่ด้วยโดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานให้ชัดเจนอย่าให้เป็นมิจฉาและความเห็นอย่างนี้แยกออกมีธรรมะวิจัยทีเดียวอย่างเห็นอย่างนี้ในความเห็นอย่างนี้ให้เห็นดีเห็นชั่วชัดๆแล้วก็สตาร์ทไปในทางดีจะตายเป็นทางชั่วถ้าเราเข้าใจผิดแล้วจะเข้าใจได้ว่ามันละเอียดแล้วมันเป็นจริงนี่มันเหมือนช้าๆนะมันช้าๆมีแต่มาว่า ธรรมะมีสัมมาสติประกอบการกระทำอันนั้นอย่างยิ่งมันก็มีแรงได้และเป็นไปได้จนมาถึงวาจาเราได้อธิบายมาถึงวาจาและท่านก็แยกแยะให้ฟังถึงสัมมาวาจาอีกเป็นชาววาจาเป็นวาจาที่เป็นองค์ 4 นั่นแหละกรุงศรีจะพูดอย่าพูดเท็จพูดส่อเสียดพูดอย่าพูดเพ้อเจ้ออย่างนั้นแล้วก็เป็นวิชาวาจาถ้าเป็นสัมมาวาจาก็แบ่งออกเป็น 2 นี่แหละเป็นศาสนาก็คือเจตนางดเว้นการพูดเท็จพูดส่อเสียดพูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อก็เจตนาทีเดียวมีเจตนาไม่พูดอย่างนั้นนี่เรียกว่าตาสว่างถ้าเป็น อนาสวะเป็นโลกุตระและเราก็เป็นความงดได้เป็นความงดเป็นความเว้นเป็นความเว้นขาดและเจตนางดเว้นมีเจตนาเป็นตัวที่สุดเอาจิตมาวัดเลยว่ามีเจตนางดเว้นอยู่แต่ไม่ได้งดอันนี้กลับเข้าไปเอาจิตมาใช้เมื่อกี้จิตนั้นเริ่มต้นออกมาเป็นวาจาแล้วจนไปไม่ติดสังขารพอมาตัววัดวาจาก็งดเว้นได้สิ่งที่ควรงดเว้นเว้นได้เว้นขาดสิ่งที่ควรเป็นขาดสิ่งที่มีปัญญาอยู่รู้อยู่มีปัญญามีปัญญามีปัญญาชนะที่เป็นอันนาสวัสแล้วพระอริย ขั้นที่เรียกว่าท่านไม่มีอาสวะแล้วล่ะให้มีเจตนางดเว้นอยู่จะงดเว้นงดได้เว้นได้ความขาดขาดได้ความเว้นขาดเว้นขาดได้แต่ว่าไม่เว้นขาดก็ยังได้จะมีแต่ต้องให้รู้ท่านรู้อย่างนี้เรียกว่าอนาคตนั้นเจตนางดเว้นของท่านมีเจตนาแต่ท่านไม่งดเว้นให้เป็นเรื่องของท่านว่าท่านพูดหยาบไม่ได้อย่างที่ยกตัวอย่างหมายถึงพระพุทธเจ้าให้ฟังไม่ใช่ว่าท่านพูดจากพระพุทธเจ้าท่านกล่าวอย่างนี้อย่างนี้บางทีรุนแรงอย่างที่มีคนไปถามท่านด้วยไปทูลถามว่าท่านสอนท่านกล่าวรุนแรงหรือเปล่าท่านบอกว่าเรากล่าวรุนแรงเป็นบางครั้งรุนแรงคืออะไรรุนแรงคือกล่าวถึงทุจริตต่างๆของคนอื่นจนทุจริตต่างๆที่ไม่งามแรง ได้สิ่งที่ไม่ดีเป็นวาจาที่มันทุจริตหน่อยก็เป็นนั่นเรียกว่าแรงวาจาทุจริตเป็นไฉนวาจาทุจริตก็วาจาเทปวาจาส่อเสียดประแจหยาบวาจาเพ้อเจ้อแต่ว่าจะกล่าวนั้นกล่าวเพื่อเป็นประโยชน์แม้จะขัดใจคนบางคนท่านก็กล่าวท่านก็เลือกกล่าวเลือกกาละเลือกการที่จะกล่าวนี้ท่านก็ตัดตรงๆว่าท่านกล่าวและท่านเลือกกล่าวนะลักษณะการกล่าวของท่านแม่บาตรใจคนไม่ชอบใจคนแต่ไม่เป็นเท็จเป็นประโยชน์ท่านกล่าวในกาลนั้นอย่างนี้ก็รู้อยู่ว่าเจตนางดเว้นแต่ ไม่งดดังกล่าวคำนั้นออกมาอยู่บางทีดูหนังแต่บางทีดูหยาบอย่างนี้เป็นอนาคตไม่มีอาสวะของพระอริยะชั้นสูงได้แต่ผู้ที่ไม่ใช่อริยสัจสูงต้องมีจิตตรวจจิตที่สำคัญอย่ามาเลี่ยงคอยเรียงๆตัวเองอยู่เปล่าไปแล้วก็ตลบตะแลงข่าวอยากสาวนั่งเปล่านี่แล้วก็ไปเข้าใจเอาทีหลังเกิดปัญญาแล้วก็มาตลกแสดงว่าไม่ใช่ไม่ได้เจตนาร้ายเป็นเจตนาดีแต่ถ้าติดตัวที่สั่งให้กล่าวออกมานั้นเป็นเจตนาร้ายออกมาก่อนแล้วไปคนร้ายสั่งการแต่ว่าเกิดปัญญารู้ทีหลังไม่โสดคิดก็ตนเองก็ตามมารู้ตัวเราพูดออกไปนี่ไม่ดีหนักไปหยาบไป เสียไปแล้วเพ้อเจ้อไปแล้วก็แก้ตัวทีหลังว่าตัวเองไม่ได้เจตนาแท้จริงตัวเองเจตนาออกมาก่อนแล้วแล้วมันบันดาลสิ่งนั้นขึ้นมาแต่มันทำให้เรารู้ทีหลังอย่าแก้ตัวอย่าโกหกตัวเองถ้ารู้แล้วพยายามรู้ว่าเออนี่เราผิดพลาดยอมรับถ้าแก้ตัวเองเหมือนกับเราเองเนี่ยเราโกหกตัวเองแล้วเราก็ไม่ลงโทษตัวเองแล้วไปหลงว่าตัวฉลาดหลอกคนอื่นได้เลยจะชื่นชมกับความหล่อไม่ชื่นชมกับความหลอกแล้วเราก็ไม่ได้ปรับปรุงตัวเองอย่าแก้ตัวแล้วนี่สัมมาวาจาเป็นลักษณะอย่างนี้แล้วก็มีความยาวมากมีสติห้ามล้อมด้วยเช่นเดียวกัน เดี๋ยวลองจะอ่านชวนเข้ามาวาจาเป็นภาษาและก็เป็นภาษาตามพระไตรปิฎกแล้วก็จะอธิบายต่อพระภิกษุทั้งหลายก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอานาสวะเป็นโลกุตระเป็นองค์มรรคเป็นไฉนดูพระภิกษุทั้งหลายความงดความเว้นความเว้นขาดเจตนางดเว้นจากวจีทุจริตทั้ง 4 จากไว้ที่ทุจริตทั้ง 4 เลยของภิกษุผู้มีจิตใจข้ามีจิตอาสาอัศวินได้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่นี่แหละสัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอาณาจักรเป็นโลกุตระ เป็นองค์พระพิสูจน์ยอดพยายามเพื่อละมิจฉาวาจาเพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะภิกษุได้มีสติละมิจฉาวาจาได้มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติด้วยอาการนี้ทำ 3 ประการนี้คือสัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะสัมมาสติย่อมห่อมล้อมเป็นไปตามสัมมาวาจาของนั้นทิ้งไม่ได้เลยใน 3 องค์นี้สามารถทิฏฐิสัมมาวายามะสัมมาสติย่อมห่อมล้อมทำงานอยู่กับสัมมาวาจานั้นจริงๆมีความพยายามนะมีสตินะ เห็นต้องถูกต้องนะอย่าไปมิจฉาทิฐิความเห็นถูกต้องอยู่เป็นตัวประธานแท้ๆมีสัมมาวาจาแล้วต่อไปดูกระดาษพิสูจน์ทั้งหลายบรรดาองค์ทั้ง 7 นั้นสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานก็สามารถทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไรคือภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่ามิจฉากัมมันตะรู้จักสัมมากัมมันตะว่าสัมมากัมมันตะความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิตอนนี้รู้ชัดต่อไปอีกถึงกัมมันตะหรือการงานการกระทำรู้สภาพคำว่าการงานการกระทำไม่ใช่ภาษาเรียกแต่รู้เลยว่าตั้งใจจิตมีการงาน มโนมีมโนกรรมมีการงานจนวจีออกมาเป็นการงานเรียกบอกว่ากี่กรัมจนออกมาเป็นกายกรรมเป็นการงานทางกายเป็นรูปเป็นเรื่องเป็นบทเป็นบาปเป็นกิริยาใหญ่เป็นอริสมันต์เรียกว่าอริยบทจ่ายที่ทางวิปัสสนากรรมฐานเขาเรียกเดินยืนนั่งนอนอะไรพวกนี้เป็นอิริยาบถใหญ่แขนไปขาก้าวไปทำไอ้โน่นทำไอ้นี่ก็จะบริจาคอย่างนี้เรียกว่าโดยวาจาออกมาแล้ววาจาเป็นอริยาบทเล็กมาจีบเป็นอิริยาบทจ่ายเป็นกายกายกรรม ก็รู้ด้วยว่ากายกรรมอย่างไรไม่ดีทุจริตวจีกรรมอย่างใดไม่ดีทุจริตจะต้องเป็นผู้รู้อันนี้ไม่ได้เน้นมาจีบก็เน้นกรรมมันต่างก็เอากายหรือเอาอิริยาบถต่างๆเลยซ้อนลงไปซ่อนลงไปถึงอิริยาบทของจิตไปอยู่ในบทของวจีอิริยาบถของตายเลยให้ได้แล้วก็จะได้รู้ความลึกซ้อนแต่ถ้าเราจะหมายอาจจะหยาบๆต้นๆเป็นก่อนก็มาเอากายการงานที่ทางกายชัดๆเลยพอดีเขาก็มีเรียนของเขามโนเขาก็ไม่มีเงินที่สมัครของเขาเพราะกรรมมันต่างกันเน้นที่กายกรรมเต็มๆใครจะให้เข้าใจกรรมเข้าไปอีก รอบถ้วนปลายกัมมันตะเข้าไปในจิตเป็นกรรมก็ไม่รู้จะให้เป็นวจีกรรมใครรู้มาเป็นกายกรรมไม่รู้เพราะฉะนั้นจะเอามาต้นเอากายกรรมก็ให้รู้ชัดเจนเมื่อเรารู้แล้วว่ากำลังจะออกมาทางกายเป็นยังไงบ้างแล้วก็เอาออกมาดูทางกรรมการเลยว่าดูก็ได้พิสูจน์ทั้งหลายก็มิจฉากัมมันตะเป็นเช่นใดคือปาณาติบาตอทินนาทานกาเมสุมิจฉาจารนี้มิจฉากัมมันตะการกระทํา กาเมสุมิจฉาจาราวินิจฉัยกับมันตะการกระทำใดเป็นไปเพื่อการฆ่าเพื่อการทำลายชีวิตซึ่งถ้าจะรู้ละเอียดจนกระทั่งไปตีกลับเอาชีวภาพต่อให้รู้ไปสำหรับท่านผู้ที่รู้แล้วผู้ที่เข้าใจผิดไปพิจารณาต่อแต่ขั้นต้นนี้ต้องรู้ชีวิตที่เราไม่ควรจะไปทำให้เขาตกลงไม่ต้องฆ่าต้องแกล้งไม่ต้องทารุณโหดร้ายกันอาทิตย์หน้าทานของที่ไม่ใช่สิทธิของเราอย่าไปคิดได้ละเมิดเป็นมิจฉามาเป็นอันขาดอย่าไปเอาของใครของเขามากาเมสุมิจฉาจารากาเมสุเรียกว่ากามนั่นแหละ มิจฉาจาระพฤติการณ์ในพฤติกรรมอะไรจาระที่เป็นมิจฉาชีพมันไม่ดีไม่งามไม่เหมาะไม่ควรอยู่เลยในสิ่งที่เราอยากเราใคร่สามีสุดถ้าเราอยากเข้าใกล้สิ่งใดที่ว่าเป็นธรรมดาเหมือนกันเป็นธรรมดาก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมดาของเสกกับบุคคลเมื่อเราใคร่ธรรมใฝ่ธรรมะกาโมก็ไม่เป็นไรเป็นสุขเป็นดีจะได้ตามมีสุขก็ได้แต่การใดที่เป็นไปเพื่อความใคร่อยากโดยตัวของมันเองค่ายยาวนั้นเป็นไปเพื่อความสิทธิเพื่อความไม่รู้เน็ตไม่รู้เหนื่อยไม่รู้นายไม่รู้ใครใครอยากไปเพื่อติดยึดเพื่อสมใจเพื่อสั่งสม การใช้ยาอย่างนั้นเป็นมิจฉาต้องรู้พฤติการณ์ของความพยายามของจิตให้ได้ปลากระดี่หูก็ดีจมูกก็ดีลิ้นก็ดีตายก็ดีมันรวนแล้วจะเป็นทวารที่จะนำเข้ามาหาผิดเพราะรักกระทบอะไรก็ลงมารู้รู้แล้วไม่รู้เปล่ารู้แล้วใครอยากได้แล้วได้อยากได้ให้มันพอเหมาะพอเจาะก็ไม่เกินเฟ้ออยากได้มาเพราะอนุพยัญชนะเพราะสิ่งพ่อคงเพราะเปลือกพบกับพี่ที่เขาหลอกลวงพลางๆเอาไว้ด้วยนั่นยิ่งโง่ใหญ่แต่เราไม่เห็นอย่างถ้าเราเห็นได้ไม่ไปติดไอ้ที่เป็นเปลือก แล้วเราจะเอาเนื้อก็เอาพอสมควรมีความเหมาะสมแล้วก็เอาพอสมควรไม่ใช่ยาซะจนเกินจนไม่มีปัญญารู้ว่าเราจะเอาแก่นไอ้นี้บ้างพอใช้ทั้งตาก็เห็นรูปนี้ก็พอเห็นหัวได้ยินเสียงพอได้ยินได้ยินเอารูปเอาเรื่องอะไรของมันก็เป็นรูปเป็นเรื่องไปเราอยากจะได้ยินมากก็เอาสิจะได้ยินก็ไม่เห็นเป็นไรก็อยากได้ยินก็ได้อยากเห็นรูปก็เห็นก็เห็นได้แต่ว่าอยากเห็นรูปก็สักว่าลูกไม่ใช่เห็นรูปเพราะเราจะติดมันสิ่งที่จะไปเห็นนั้นมันมีฤทธิ์แรงจนกระทั่งดูดใจเราเราไปติดซะอยากเห็นกันจนเกินควรอันนั้นก็เรียกว่าเรายังเป็นภาพ ถ้าเราไม่เป็นทาสสิ่งใดที่อยากเห็นบ้างแต่เห็นว่าเออเผื่อเป็นประโยชน์ดีมีประโยชน์ดีก็อยากเห็นอยากได้ยินบ้างอยากได้กลิ่นอยากได้รถบ้างอยากได้สัมผัสดูบ้างว่าเป็นประโยชน์ที่จะทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นเช่นเรากำลังทำนิทรรศการมีคนมาบอกว่านี่มีกระดาษดีมีกระดาษอันที่จะเอามาประกอบตอนนี้เราขาดกระดาษอยู่บอกว่าเป็นกระดาษโปสเตอร์ชั้นดีชาวมีอยู่ต้องการไหมเอาไหมเราจะทำนิทรรศการเราก็รู้เหตุปัจจัยโปสเตอร์นี่เราต้องต้องการต้องอยากได้แต่ทีนี้จะอยากได้จะเป็นยังไงเอามาสัมผัส ดูซิเอามาดูซิอยากดูอยากสัมผัสด้วยตาอยากจับด้วยมือจะเป็นกระดาษโปสเตอร์ที่เหมาะเจาะที่เราพอควรที่จะใช้หรือเปล่าบางทีดีเกินไปเราก็ไม่อยากรบกวนบางทีเลวเกินไปแต่บางทีเมื่อเอามาดูแล้วเราเห็นเราสัมผัสเข้าในมือแล้วก็มันเร็วเกินไปทำแล้วเราไม่ค่อยถนัดนักหรือว่าถึงเร็วไปหน่อยถ้าเราจะรับก็ไม่เป็นไรยังมันยังดีกว่าที่จะไปแสวงหาหรือว่าให้เปลืองกันเกินควรถ้าเราสามารถทำได้แต่บางอย่างมันอาจจะไม่ได้เลยทำแล้วเราไม่มีเครื่องมือเพียงพอหรือว่าสิ่งที่เรามีอยู่เป็นของใช้ของอะไรใช้แล้วไม่เหมาะกันฉันก็เอาสีของหมึกพิมพ์มาให้เรางี้ สีหมึกพิมพ์นั้นมันจะใช้ได้ดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ว่ามีเครื่องจะใช้อย่างนี้แล้วก็ให้แต่ว่าอยากได้มันก็ไม่อยากได้ก็ไม่อยากได้มันก็ไม่เหมาะแต่เสร็จแล้วเราไม่รู้เราก็รับไปว่าอ้าวก็เอาเอาไปใช้แล้วก็ใช้ไม่ได้อย่างนี้เป็นต้นหมึกพิมพ์นั่นแหละเข้าเครื่องแล้วใช้ไม่ได้เลยอาจจะราคาแพงก็ได้แต่มันไม่เหมาะกับเครื่องนี้ก็เป็นได้แล้วเราก็บางทีเราก็ไม่เอาอ่ะมันก็เอามาดูซิอะไรจะเอามาให้หรือว่าอะไรที่จะเป็นอย่างนั้นเราก็อยากดูอยากสัมผัสว่าเป็นประโยชน์ยังไงแต่ความอยากอย่างนี้ที่เรามีแล้วไม่ใช่เราเอามาเพื่อตนเอามาประกอบงานเอามาประกอบงานเอามารับสังเคราะห์หรือสังเคราะห์ซึ่งสิ่งซึ่งเป็นบทบาทเป็นการงาน ไม่ใช่เพื่อตนหรอกที่ทำนะส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เพื่อตนและเพื่อนตนเราก็รู้เพื่อตนธรรมดาถ้าจะบอกว่าอยากกินข้าวแล้วก็บอกเออเอามาที่พอสมควรได้มาพอสมควรแล้วก็เอามาสังเคราะห์ร่างกายไว้จะบอกว่าอยากได้ข้าวอยากกินข้าวเข้าใจภาษาสำนวนจิตของเราเป็นยังไงมันร้อนรนถ้ามันไม่ได้มันจะตายหรือเราก็บอกว่าเราไม่ตายแม้ไม่ได้กินเนี่ยเราก็จะกล้าอยู่แต่เราก็รู้ว่ามันบอกมันพร่องมันน้อยไปมันไม่สังเคราะห์ออกมาเป็นความพอเหมาะพอดีเราก็รู้เพราะคำว่าการคำนี้มีละเอียดละออจริงๆถ้าเรารู้แต่สักแต่ว่าความใคร่อยากอยากจิตของคนน่ะมันใกล้อยากจน เกินฐานะจนเกินความเป็นจริงมันเฟ้อมาแต่ไหนแต่ไหนเพราะฉะนั้นท่านก็อธิบายว่าถ้าเรามีความใคร่หย่าแล้วให้ตัดไปก่อนทีเดียวนี่เป็นเบื้องต้นเป็นคำอธิบายหยาบๆต้นๆง่ายๆถ้าลงค่ายอย่างแล้วก็ให้รู้อาการของจิตใจไม่เอาทั้งนั้นนี่เราก็พูดอย่างนี้ง่ายๆก่อนเพราะฉะนั้นผมนับย้อนแย้งก็ชอบมาย้อนแย้งเอาทั้งนั้นแต่ใครอยากธรรมะอยากจะได้นิพพานอย่างนี้มันเป็นกิเลสหรือถ้าชอบมาแย่งถ้าเราเข้าใจแล้วว่าการให้ยาที่ทานจากใครอยากได้ธรรมะหรือความดีมันไม่ใช่กิเลสอะไรหรอกแต่ความดีนั้นไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวอะไรเป็นความดีที่เป็นประโยชน์อยู่ ด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive