191219-B มหาจัตตารีสกสูตร ตอน2-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt

โฟลเดอร์2519 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์311 KB
วันที่แก้ไข23 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้ตอนเช้าวันที่ 19 ธันวาคมพุทธศักราช 2519 ไปถึงนี้ไปพ่อท่านพระพุทธที่รักท่านด้วยนะโมพุทธายะทำวัตรเช้าพุทธสถานสันติอโศกสำหรับวันนี้เพราะท่านได้บรรยายต่อจากเมื่อวันวานคือ ตายที่ผู้ที่เรียนปริยัติกันทุกวันทุกวันแม้แต่เราจะสากกะช้ากันจะขอคิดจะพยายามทำความรู้ด้วยทางใดๆก็ตามเราได้รับความรู้ไปไม่ใช่เพื่อรับความรู้ไปรู้เท่านั้นไม่ใช่ไม่ใช่เท่านั้นเราจะต้องรู้ไปเพื่อทำให้ได้ตามที่เราได้รู้มันจะได้การเรียนหรือว่าการฟังซ้ำก็เพื่อซ้ำให้เราเกิดความมั่นคงความแน่นอนในการรู้ที่ลึกซึ้งลึกขึ้นลึกขึ้นเพื่อจะได้แน่ใจขึ้น เพื่อที่จะได้ทำให้ตนได้อย่าชักช้าเพราะว่าเราน่าจะถ้าเผื่อว่ารู้แล้วแล้วเราก็ไม่ได้เคยสำเหนียกอีกไม่เคยระลึกย้อนถึงสิ่งที่ได้เคยรู้ว่าแม้แต่ดีก็ไม่เคยระลึกอีกมันก็ไม่ได้ทำดีนั้นเพราะฉะนั้นการได้รู้ดีซ้ำแล้วซ้ำเล่าเตือนดีแล้วดีแล้วอยู่นั่นเราก็จะได้สำเร็จสำนึกขึ้นมาเป็นดวงจิตที่ตั้งจิตที่ไม่ได้ตั้งขึ้นเรื่อยๆเมื่อมันพยายามที่จะตั้งจิตขึ้นเรียกว่าอธิษฐานภาษาบาลีเรียกว่าอาทิตย์ทานคือจิตเมื่อมันได้ตั้งขึ้นแต่กระทำการสัมมาวายามะคือพยายามให้มันมันมีความพยายามและก็จัดการกับจิตให้มัน ข้างขึ้นสู่ทิศที่ดีเมื่อจิตที่ไม่ได้ตั้งขึ้นสุทิศที่ดีมีกำลังขึ้นมามันก็จะพยายามเดินมันจะเป็นจริงเพราะถ้าเราปล่อยปละละเลยไปแม้จะได้รู้ท่วมหูท่วมหัวเท่าไหร่เท่าไหร่ถ้าเราไม่ตั้งจิตไม่มีสติรู้ตัวเองด้วยกายกรรมก็ดีวจีกรรมก็ดีหรือแม้แต่จิตของเราเองไม่รู้จิตของเราเลยปล่อยจิตไปตามอำเภอใจปล่อยจิตไปตามอัตโนมัติตามความเคยชินหยาบๆหรือเป็นไปอย่างเก่าที่เราเคยเป็นอย่างนั้นเราก็เท่าเก่าและจะเร็วกว่าเก่าเพราะโลกหรือโลกิยะนั้นคือที่ที่เราจะไม่ลงไป แต่เราก็ยังอยู่กับโลกิยะโลกจะดูดหรอกเพราะว่าความเป็นโรคไม่มีอำนาจความเป็

อ่านต่อ

นโรคไม่มีจำนวนความเป็นโรคไม่มีมวลสาระของโลกในความเป็นโรคมันมีเมื่อมันมีมูลมันมีแรงมันมีพลังอยู่มันมีเนื้อหาของเขาม้วนเรานั้นก็จะดูดดึงห้ามมันไม่ได้ที่จะให้มันมีแรงมันต้องมีแรงเมื่อมันมีแรงมันก็จะดูดดึงเอาเราลงไปตราบที่เมื่อเราไม่ตั้งจิตของเราขึ้นมาด้วยกำลังของเราเองถ้าเราไม่ตั้งจิตของเราด้วยกำลังของเราเองเราก็จะถูกสิ่งแวดล้อมอันคือโลกดึงเราดูเราด้วยแรงที่มันมีจริงก็ โลกนี้ไม่มีไม่ได้โลกนี้มีในโลกนี้มันก็จะดูดเราลงไปเองโดยธรรมดาธรรมดานี่โดยธรรมดาโดยที่เรียกว่าเราคนที่ปล่อยตัวไปไปตามยถากรรมหรือปล่อยตัวไปตามอำเภอใจตามอัตโนมัติจะมีผลอย่างนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องตั้งจิตนี่เราต้องตั้งให้แก่มันจับมันตั้งเลยแหละผลักเบนมันมาทิศที่เรารู้ดีเรารู้แล้วว่าอย่างนี้ดีเราก็จะต้องมีพยายามดีและกระทำให้เกิดทั้งกายทั้งวจีแล้วก็ตั้งและตั้งที่จิตนั่นแหละตัวสำคัญตังค์มโนที่ตั้งแต่รุ่นที่เราเรียกว่าอธิษฐาน ซึ่งเราได้อธิบายกันสู่ฟังกันมามากแล้วจะตั้งจิตคำว่าอธิษฐานไม่ใช่ขอไม่ใช่ขอไม่ใช่อ้อมวอนศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาแห่งการขอร่ำร้องขอสวดขอเดินเวียนรอบขอกราบกรานขอหรือว่าทำอะไรก็แล้วแต่เดือนลักษณะอาการทั้งกายทั้งวจีทั้งมโนเองเพื่อที่จะแสดงการขอศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ละเว้นและเลิกออกมาจาก ลักษณะผู้ขอศาสนาที่มีพระเจ้าเขาก็มีลักษณะการขอจนได้รับชื่อว่าผู้ขอพระภิกขุหรือภิกษุในสมัยก่อนเขาเรียกว่าผู้ขอคำว่าภิกษุนี้ไม่ใช่ว่าภาษาที่มันเรียกพระพวกเราในศาสนาพุทธนี้เท่านั้นไม่ใช่มันมีวันเก่าแก่เรียกว่าผู้ขอแล้วก็เคยขอกันมาแต่ไหนๆเพราะว่าเขาจะต้องมีอะไรสักสิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดก็เชื่อกันว่ามีอำนาจสูงสุดเขาเรียกกันว่าพระเจ้าหรือว่าเป็นอำนาจที่ครอบครองโลกเป็นผู้ที่จัดสรรเป็นผู้สร้างสรรค์โลกเขาจึงขอกันอ้อนวอนขอร่ำร้องขอ การขอทำพิธีการต่างๆพิธีกรรมต่างๆทำอะไรต่างๆนานาแล้วแต่เพื่อขอในศาสนาแต่เดิมก็เป็นอย่างนั้นมาแต่ไหนแต่ไหนจนมาถึงศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาพัฒนาเข้าใจคำว่าขอแล้วก็พยายามไม่ขอให้เป็นที่สุดให้ได้จนตนขึ้นต้นตัวเองนั่นแหละทำให้แก่ตัวเองจึงยืนยันหลักของศาสนาพุทธลงมาว่าทำหรือการกระทำหรือการงานสิ่งที่ตัวเองทำท่านดีนั่นแหละดีถ้าดีจริงถูกจริงรู้จริงก็จะเป็นดีถ้ายัง บกพร่องอยู่ชั่วอยู่ก็เป็นชั่วบกพร่องน้อยก็เป็นชั่วน้อยหรือบกพร่องมากก็เป็นชั่วมากเป็นธรรมดาธรรมดาย่นย่อมาที่ต้นไม่ใช่อื่นตนอย่างโง่เท่านั้นถึงทำไม่ได้ดียังไม่ละเอียดแต่ถ้าต้นฉลาดแล้วละเอียดสุขุมประณีตรู้ความละเอียดรู้ความลึกซึ้งรู้ความที่มันซับซ้อนเป็นชั้นเชิงเราก็จะเป็นผู้ที่เราทำอะไรที่เหนือชั้นเนื้อชั้นคือทำชั้นที่เหนือขึ้นมาอยู่เรื่อยๆเสมอเพื่อจงดึงชั้นที่เขาต่ำอยู่ให้ขึ้นมาสูงขึ้นมาเหนือขึ้นมาจึงเรียกว่าผู้อยู่เหนือโลก หรือผู้อยู่เหนือชั้นเพื่อที่จะดึงเขาขึ้นมาให้สู่ชั้นที่เหนือได้เรื่อยๆไม่ใช่เราไปอยู่ทิศต่ำไม่ใช่ว่าเราเองเราทำตัวต่ำใช้เรียกว่าศาสนาพุทธศาสนาพุทธจึงพ้นจากคำว่าการขอหรือว่าผู้ขอพระศาลนั้นเรียกซ้ำมาเรียกมาแต่เก่าแต่ไหนภิกขุหรือว่าแปลคำว่าผู้ขอก็ขอไปแม้ที่สุดเขาไปแปลต่างๆกันเอาความหมายที่ถูกว่าผู้ขอเอาไปอธิบายผู้ที่บิณฑบาตว่าขอก็ช่างเขาแล้วก็อธิบายกันเขาเข้าใจกันไปตามเรื่องของเขาแล้วก็บอกว่านั่นแหละถ้าผู้ที่เดินบิณฑบาตรกินอยู่อย่างนั้นแหละแล้วก็ผูกคอเขาก็ เพราะไม่เข้าใจรากเหง้าว่าศาสนาพุทธนั้นหมดความเป็นผู้ขอทำให้หมดความเป็นผู้ขอและพยายามที่จะพึ่งตนพยายามที่จะพึ่งตนเป็นประโยชน์ตนและเป็นประโยชน์ท่านการเป็นประโยชน์ตนนั้นแม้แต่ตัวเราเองนี่แหละเอาตัวเราเองไปให้หมู่เขาขาดอยู่กับหมู่ก็เป็นการพึ่งตนเพราะเราฉลาดที่เราจะเอาตัวเข้าไปให้ผูกขาดเราก็เพิ่งปัญญาของตนและฉลาดโมเขาก็ ช่วยขัดเราเราก็จะได้รับประโยชน์ต้นหรือตนจะได้ประโยชน์เพราะหมู่ช่วยกันและเราฉลาดที่จะเอาต้นมาให้หมูขับถ้าคนที่มีมานะก็ไม่เอาตนให้หมูขับนึกว่าพึ่งตนได้ไปคนเดียวเลยเอาคนเดียวจะพูดหรือไม่เกี่ยวใครขัดเราไม่ได้ด้วยเพราะมีมานะใครจะมาช่วยเราไม่ได้ด้วยเราต้องช่วยตนให้คนอื่นช่วยขับก็ไปกินแรงเขานี่เรียกว่าคนคิดคิดมากหรือว่าคนที่ฟุ้งซ่านแล้วฟุ้งเฟ้อเกินขอบเขตว่าสุดโต่งไปอีกทางหนึ่งเราเพิ่งเพื่อนพึ่งเราเราพึ่งกันและกันโดยความเข้าใจกันและโดยการกระทำให้แก่ กันได้แล้วเราก็เป็นประโยชน์ตนและเป็นประโยชน์ท่านเป็นการสานสืบเป็นการอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่ไม่ไปไหนไม่แตกแยกได้ถ้าเผื่อว่าเราเองเรามีมานะจัดหรือว่าคิดความคิดไม่ลงตัวไม่เป็นกลางความคิดมันสุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ตามที่เราเห็นอยู่รู้อยู่ว่าดีเรารู้ว่าความเป็นหมู่กลุ่มกายไม่แตกออกไปกายไม่แยกกายไม่แตกแยกบาดมั้งขัดเคืองการไม่วิวาทการประสานกันสนิทการอยู่ร่วมกันสนิทการช่วยเหลือโปรไฟล์ต่างคนต่างหนักเบาอะไรก็ช่วยกันทุกๆระยะทุกๆ กดทุกๆข้อทุกๆเรื่องทุกๆช่วงต่างก็ได้กระทำอยู่รู้จุดนั้นจุดนี้กันอย่างนั้นเป็นการประสานและเป็นการช่วยเหลือเฟืองไฟล์กระทำความเป็นหนึ่งกระทำความเป็นปึกแผ่นให้ได้อยู่เสมอเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่รู้โดยความฉลาดไม่รู้โดยปัญญาเราจะไม่รู้มานะของเรามันแรงขนาดไหนเราจะไม่เข้าใจความจริงที่เป็นอยู่และสุดโต่งไปเห็นความเห็นความรู้หรือว่าเป็นความรู้สึกตรงหนักไปก็จะเข้าใจว่าต้นซึ่งเป็นตนอวดดีคนอื่นจะช่วยให้ช่วยหน่อยไม่ให้ช่วยเลยเออไม่เข้าใจว่าการช่วยของผู้อื่นนั้นคือการประสาน บางคนจะยื่นตัวเองไม่ให้คนอื่นช่วยยอมให้คนอื่นช่วยทั้งๆที่ตัวเองทำได้แต่จะให้คนอื่นช่วยเพราะเป็นการประสานถ้าเขาได้ทำเขาภูมิใจและเขาเห็นดีด้วยว่าเขาได้ทำสิ่งนี้เขารู้ตัวเขาจะภูมิใจในตัวเขาเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่เขาก็จะรักรอบแล้วก็จะประสานติดกันได้เช่นผมทำงานของผมได้ผมซักผ้าของผมได้แต่ผมไม่ซักบางขณะผมไม่ซักคนอื่นจะพยายามมาซักจะให้ซักอย่างนี้เป็นต้นผมซักกับผมได้คนอื่นที่มาซักผ้าให้ผมบางคนซักด้วยความภูมิใจว่าเขาได้ช่วยเราครับผมใจ ตัดผมนะเพราะว่าผมก็ถือว่าพอได้ช่วยผู้ใหญ่เขาก็ภูมิใจ 1 2 เขาได้ช่วยผู้ที่เขาจะช่วยนั้นเขาถือว่าเป็นผู้น้อยก็ตามเขาก็ภูมิใจว่าเขาได้ช่วยขัดเกลาหรือว่าช่วยเหลืองานเช่นเขาได้สอนเราเขาได้ขัดเกลาให้เราผู้ใหญ่เขาได้ขัดเกลาให้เราเขาก็จะภูมิใจเหมือนกันว่าเขาได้กระทำประโยชน์ให้แก่อีกผู้หนึ่งแต่การประสานเพราะฉะนั้นแม้เราจะเป็นผู้ใหญ่เราจะให้ผู้น้อยเขาขับเราเราบ้างใครเขาว่าไปตามความคิดของเขาบางครั้งบางคราวเขาคิดว่าเราไม่รู้เขาจะสอนเรารักผู้น้อยคนนั้นเขาคิดว่าเขาจะสอนเราล่ะเราก็ยังยอมให้เขาสอนยอมให้เขากระทำเพราะเขาไม่รู้เขานึกว่าเรา รู้และอีกอันก็คือเศษมาหน้าของเขามีก็อยากอวดสิ่งที่เขาดีเขาได้รู้ดีเขาอยากจะแสดงภูมิของเขาล่ะเราก็เปิดโอกาสผู้ใหญ่ที่รู้ทันแล้วก็เปิดโอกาสให้เขาแสดงเปิดโอกาสให้เขาสอนเราเป็นลูกศิษย์เขาได้ให้เขาขัดเราเราจริงๆก็ไม่ต้องขัดเกลาเราก็ได้เพราะเรารู้อยู่จริงๆรู้อยู่แต่ทำถ้าให้เขาทำกันอย่างสนิทใจให้เขาทำอย่างสบายเขาก็จะทำเขาก็จะสอนเชียวจะบอกจะใหญ่ได้แล้วเราก็ค่อยหาโอกาสสอนเข้าไปในที่อื่นอีกให้เขารู้ว่าบางทีไปสอนผู้ใหญ่ไปแล้วจะย่ำใจสอนได้แล้วสอนเอาไปเลี้ยงใจใหญ่เป็นใหญ่เราก็จะต้องหาวิธีสอนเขาให้รู้ความเหมาะสมเพราะว่าเขาไม่รู้หรอกในส่วนที่ว่าผู้ชายบางทีเขารู้แล้ว แต่บางทีเราผู้ใหญ่ก็ต้องหยุดให้เขาสอนบ้างเพื่อเขาจะได้ภาคภูมิใจจะได้แสดงออกในสิ่งที่เขาเป็นสิ่งดีด้วยเป็นความถูกต้องด้วยความรู้ด้วยก็แสดงออกบางได้อย่างนี้ก็เป็นธรรมดาเป็นผู้ไม่มีมานะเป็นผู้รู้กาลเทศะเป็นผู้รู้บุคคลนะก็กระทำได้เพราะฉะนั้นการจะขัดเกลากันนั้นเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอยู่ตลอดเวลาบางทีเราก็ให้เขาขาดโดยอย่างที่อธิบายไปแล้วบางทีก็เขาขัดเราก็ยอมเราขาดเขาบ้างเขาขัดเราบ้างนี่เรียกว่าสหธรรมิกเรียกว่าหมู่ผู้ที่ร่วมกันเป็นประโยชน์ต่อกันและกันซึ่งจะเสริมสารสร้างต่อไปให้ดีตามคนต่างหนักนิดเบาหน่อยมีเสมอ มันมีอยู่หนักนิดเบาหน่อยถนัดมากแตกแยกง่ายและเข้ากันไม่สนิทก็มีแต่ความรุนแรงเพราะฉะนั้นศาสนาพวกนี้เน้นถึงเรื่องความรุนแรงให้รู้ความจัดจ้าเนื้อรุนแรงที่ภาษาตรงๆเรียกว่าราคะหรืออภิชฌาแปลว่าความเพ่งแรงแปลว่าความจัดถ้าโลภะธรรมดาก็เป็นลักษณะคำกลางเรียกสิ่งที่ทำให้แก่ตัวถ้าราคะเราเรียกว่าความเห็นแก่ตัวที่จะเกินไปเราเรียกว่าราคะแล้วถ้าเราเข้าใจความหมายและเราจะต้องลดลดราคาลดความที่เห็นแก่ตัวจากรุนแรงเกินไปเอาแต่ใจตัว แต่ใจตัวจับนั่นแหละเขาเรียกว่าราคะมานะที่เป็นราคะฟังภาษาซ้อนเป็นวาระคือเป็นความกับความถือตัวเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจตัวเอาตัวเป็นใหญ่เป็นอัตตาธิปไตยเอาความเป็นเอาตัวเองเป็นเอกไม่เห็นแก่ผู้อื่นไม่อนุโลมผู้อื่นไม่ลดบ้างไม่อนุโลมบ้างถ้าไม่ยอมไม่ยอมหรือว่าไม่พยายามเข้าใจผู้อื่นด้วยในโอกาสอันควรอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็เป็นผู้ที่ยังมีมานะอยู่แล้วมีความเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่อยู่อะไรอย่างนี้เราก็จะต้องรู้เพราะศาสนาพุทธสอนอัตราสอนตนให้ช่วยตนก็จริงต้องช่วยตนก็จริงแต่ไม่ใช่หลง ทรุดโทรมไปจนกระทั่งให้ใครช่วยก็ไม่ได้หรือจะเราจะช่วยเขาได้ท่าเดียวเราจะช่วยเข้าท่าเดียวคนอื่นก็ช่วยเราไม่เอาเลยไม่ยอมรับอย่างนั้นก็อยู่กับลูกไม่ได้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ออกไปอยู่ป่าเพราะโลกนั้นมีความดีอยู่ถึงเขาจะโง่ยังไงเขาก็ยินดีที่จะช่วยผู้อื่นอยู่เป็นธรรมดาเพราะเขาจะต้องช่วยเราในสิ่งที่เขาควรแล้วเขาก็อยากช่วยเพราะเขารู้ว่าการช่วยการให้ความช่วยเหลือการให้เป็นของดีแล้วก็จะต้องเป็นนาบุญเป็นบ่อเป็นนาที่เขาจะหวาดลงไปที่เราด้วยถ้าเราไม่เป็นตัวนาบุญให้เขาหว่านลงไปที่เราเลยมันก็ไม่ประสานกันไม่ไปศาลกันความหลงตัวว่าตัวจะให้เขาจะถ่าย ดูความสุขต่อวันหนึ่งเขาจะให้เราถ่ายเราจะให้แต่เขาถ่ายเดียวคนอื่นให้เราเราไม่ยอมไม่เปิดโอกาสให้เขาช่วยเหลือเราเลยไม่ว่าประตูใดๆเราถือว่าเห็นก็จะเห็นผิดไปด้วยว่าเป็นการเบียดเบียนผู้อื่นหนักไปแต่เห็นผิดไปอย่างนั้นด้วยอะไรนิดอะไรหน่อยก็เบียดเบียนเขาไปหมดทั้งๆที่เขาปรารถนาจะทำด้วยเขารู้ด้วยว่าเป็นความดีแล้วเขาอยากจะทำในนี้บ้างแต่เราไม่เปิดโอกาสให้เขาทำดีนี่เลยมันก็แย่เลยแล้วเขาก็ไม่ได้ทำดีเราทำดีแต่คนเดียวเราจะทำดีแต่คนเดียวมันเรียกว่าการทรุดตัวของความคิดมันนึกว่าตัวเองจะทำดีแต่คนเดียวก็คือมานะจะไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นทำดีแม้ตัวเราเองจะเป็นนาบุญหน่อยก็ไม่ได้ แล้วใครจะให้อะไรแก่เราใครจะช่วยเหลือเราแล้วใครจะอาศัยเราเนี่ยเป็นจุดที่จะกระทำดีโดยสมมติให้เราเป็นคนบกพร่องบ้างแล้วเขาก็จะให้แก่เราใครไปวัตถุก็ดีหรือให้ได้ปัญญาก็ตามเขาจะเสนอปัญญาออกมาบ้างทั้งๆที่เราก็มีแต่เราก็ทำพร่องไม่เป็นรับไม่ได้ถือว่าฉันมีแล้วอย่ามาใส่เลยจัดเต็มแล้วไม่ต้องเสียเวลามาใส่ก็ได้ไม่เปิดโอกาสเลยถ้าอย่างนั้นก็เรียกว่าประมาณนั้นเต็มเรายังเป็นผู้ที่ถือตัวเราเป็นผู้ที่หลงตัวและสุดโต่งการประสานการการที่จะตามถ้อยทีถ้อยแสดงแก่กันและกันให้แก่กันและกันก็ไม่ได้มันก็ไม่เกิดเมื่อไม่เกิดมันก็ต้องเปลี่ยน ปริญญาตรีหรือว่าเป็นเดียวหรือว่ามันเข้าไม่ได้ทำไมมันไม่ประสานแต่มันไม่มีโอกาสที่จะสืบสานแก่กันและกันนี่ก็เป็นสิ่งที่จะขยายขึ้นมาให้รู้คำว่าต้นหรือคำว่าหลงตนทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พึ่งตนให้พึ่งตนเองแต่ก็สุดตรงไปได้หรือว่าเลยเถิดไปได้เพราะฉะนั้นจึงขอให้พยายามซ้อนมันมีสภาพเชิงซ้อนมากเหลือเกินในเรื่องธรรมะสุขุมประณีตไม่ต้องให้คิดเห็นสภาพซ้อนตรงนี้ได้จึงจะหมดมานับได้หมดตัวตนแต่ได้ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่หมดต้น ทำคำว่าอัตตาอัตตโนนาโถให้แก่ตนไม่ได้คำพูดคำว่าอัตตาหิอัตตโนนาโถพึ่งตนนั้นมันเป็นทั้งความจบและเป็นทั้งความต้น 2 คนต้นๆว่าให้พึ่งตนก็เป็นต้นๆง่ายๆทีนี้พอใครพึ่งตนได้แล้วจนหลงตนแล้วก็จะเป็นแต่ตนนี่แหละจะเป็นใหญ่คนจะต้องพึ่งเราเราจะเป็นโรคกันหน้าจะเป็นโรคเป็นที่พึ่งของโลกที่สุดคนอื่นอาจจะต้องรับจากเราคนเดียวเราจะไม่รับจากใครเลยจริงๆไม่เอาทั้งนั้นมันเป็นไปไม่ได้ในไปไม่ได้แม้บางครั้งพระพุทธเจ้าจึงต้องรับฟังธรรมจากสาวกสาวกสอนพระพุทธเจ้าก็นั่งฟัง พ่อท่านเองท่านทำพร่องได้ท่านไม่น้ำชาล้นถ้วยอยู่ตลอดกาลถ้าว่างได้โอกาสอย่างนั้นใครจะสอนใครจะบรรยายธรรมท่านก็ฟังเมื่อเป็นโอกาสบางโอกาสท่านจึงประสานอยู่ได้เพราะฉะนั้นคำว่าตนในเบื้องต้นที่คนเรามันไม่พยายามพึ่งตนไปอ้อนวอนร้องขอน้ำเปล่าแล้วในโลกความความเป็นมาเป็นต้นๆมีแต่จะพึ่งอันอื่นได้และเป็นกำไรเราไม่พยายามที่จะพึ่งตนเขาจึงสอนเบื้องต้นว่าให้เพิ่งต้นอย่าไปร้องอ้อนวอนขอเอามาจากคนอื่นที่เป็นเบื้องต้นเบื้องต้นได้แล้วแล้วเราก็จะมีปัญญาสูงขึ้นเราพึ่งตนได้และหลักและเราก็อย่าหลงตน ก็จะมีเหลี่ยมมุมลึกซึ้งละเอียดไปอีกว่าเราจะต้องเป็นตนที่มีปัญญารู้อนุโลมปฏิญาณรู้จุดบกพร่องรู้จุดจะประสานรู้จุดที่จะดีขึ้นมาเราพึ่งตนได้พอสมควรแล้วแล้วเราก็จะเป็นประโยชน์ถ้าเราพึ่งตนได้แล้วในส่วนที่เราพึ่งตนได้เราก็ให้ผู้อื่นพึ่งตนบ้างโดยการสอนอื่นและเราก็จะพึ่งผู้อื่นอีกสูงขึ้นไปเป็นลำดับเพื่อผู้อื่นซะก่อนในเรื่องความรู้ในเรื่องสิ่งที่จะให้คนอื่นช่วยขัดบางอย่างเราขัดไม่ได้ขัดตัวเองไม่ออกหรอกต้องให้คนอื่นขับมันถึงจะขาวมันถึงจะขาดแต่เราขาดตัวเอง เอื้อมไม่ถึงเราขับไม่แรงพอตัวเราเองมันตามแต่ใจตัวเพราะมันเคยตามใจตัวมานานนับกลับกันแล้วคนเรามันทำตามใจตัวนี่แหละมามันถึงเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ต้องอาศัยคนอื่นขับถ้าผู้ที่รู้ผู้ที่เข้าใจก็ปล่อยให้เขาขับนี่แหละก็เป็นการพึ่งผู้อื่นโดยการได้ประโยชน์ตนได้ประโยชน์ตนเมื่อได้ประโยชน์ตนจนกระทั่งเขาขัดให้แก่เราหรือเราเองเราก็ช่วยเราขับเองจนเราพึ่งตัวเองได้อีกเราก็เป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นอีกแล้วก็หวังอันอื่นอีกคือพึ่งผู้อื่นต่ออีกเป็นลักษณะพึ่งทั้งความรู้บ้างซึ่งต้องให้เขาช่วยขัดเกลาเราบ้างเสริมสารเข้าไปอย่างนี้เร็ว ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจนี้เร็วจนสุดท้ายเราจะพึ่งตนเป็นที่สุดผู้ที่พึ่งตนเป็นที่สุดนั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดท่านเป็นสยามภูมิท่านเป็นผู้รู้ยิ่งเองด้วยตนเองใครไม่รู้ยิ่งกว่าเราอย่าหลงตนว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าถ้าเราหลงตนว่าเราเป็นพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่เป็นจริงนะเราก็บ้าถ้าเรารู้ตัวเองอยู่ว่าเราไม่ใช่พระพุทธเจ้าเราไม่ใช่สยามภูมิเพราะไม่ใช่ผู้รู้ยิ่งเองด้วยตนเองจนเป็นอัตตาหิอัตโนนาโถเพราะพึ่งตนได้เป็นที่สุดจริงๆยอดที่สุดคนอื่นไม่ได้รู้ยิ่ง ผาถ้ำท่านรู้กว่าเขาท่านสิจะให้ผู้อื่นพึ่งจึงเป็นโลกนาถแท้เป็นที่พึ่งของโลกแท้พระพุทธที่มีมานะอยู่อาจจะเผลอๆนึกว่าตัวเองเป็นโลกนาถนึกว่าเราเองรู้ยิ่งเองนึกว่าเราเองต้องพึ่งตนเองนึกว่าเราเองยอดที่สุดแล้วตนเป็นใหญ่ตนเป็นยอดพึ่งตนคนอื่นพึ่งไม่ได้ใช่ถ้าผู้อื่นซึ่งไม่ได้นั้นมีอยู่คนเดียวตนเองต้องพึ่งตนเองอยู่คนเดียวจริงๆเป็นที่สุดนั้นมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือสยามพลตนเองแม้แต่ท่านสอนจิตตนเองท่าน สอนตัวเองเรียกว่าสอนเทวดาตามที่ใช้สำนวนในพระไตรปิฎกที่เคยอธิบายสู่ฟังแล้วถ้าสอนจิตตนเองพยายามเพิ่มภูมิให้กับตนเองด้วยตนเองเป็นใหญ่นั่นเป็นที่สุดแห่งที่สุดตามที่บอกแล้วว่าอัตตาหิอัตโนนาโถนี่เป็นทั้งเบื้องต้นเป็นทั้งเบื้องปลายสุดนอกกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วผู้ที่จะถือด้วยลำลองว่าท่านซึ่งตนได้ก็คือผู้ที่เป็นอรหันต์ใหญ่เป็นผู้ที่หมดจิตตนอย่างเสด็จและมีปัญญาสูงมีความรู้มากมากกว่าเขาจนมีเนื้อสาระที่คนอื่นจะมาแบ่งเอาไปได้จะมาขอ อย่ามาขอพึ่งมาขอเนื้อเนื้อที่ท่านมีทั้งปัญญาทั้งกำลังของเจโตวิมุติปัญญาวิมุตินั้นเป็นพระอรหันต์ใหญ่รองลงมาเราก็ถือว่านั่นแหละท่านเป็นอัตตโนนาโถเบื้องปลายท่านรองรองลงมาตามลำดับขั้นจะนับเข้ามากี่ร้อยครั้งก็ตามใจสำหรับพระอรหันต์ใหญ่ๆสูงๆก็เป็นจริงฝากท่านเป็นตนพึ่งตนอย่างแท้และท่านจะเป็นอนุโลมกันหน้าถ้าจะเป็นอันนอกเป็นที่พึ่งของโลกท่านรองลงมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นได้ให้ผู้ที่ยังไม่เป็นอรหันต์หรือแม้ผู้เป็นอรหันต์ธรรมดาที่ไม่ใช่อรหันต์ใหญ่อย่างที่ว่าแล้ว เราก็พึ่งผู้อื่นเพื่อที่จะเก็บฐานะอย่างอรหันต์แล้วนี่ก็พึ่งผู้อื่นเพื่อรู้เพิ่มขึ้นเราได้รู้แต่สิ่งตนเป็นตนมีเราก็ได้รู้เท่านั้นเพราะฉะนั้นเราจะช่วยผู้อื่นก็ช่วยได้ถ้าจิตตนเองเป็นตนเองมีเท่านั้นแหละแล้วเราเองรู้บางคนก็ไม่รู้ละเอียดว่าตัวเองมีตัวเองเป็นนั่นน่ะกายกรรมวจีกรรมมันเป็นยังไงสมมุติรอบๆตัวเราเป็นยังไงก็รู้ยังไม่มาเพราะฉะนั้นจะต้องอาศัยดูออกนอกตัวดูเข้าในตัวดูออกนอกตัวดูเข้าในตัวซึ่งอาศัยสิ่งของเรียกว่าผู้อื่นอยู่แม้อรหันต์ก็อาศัยผู้อื่นเพื่อรู้เพิ่มเพื่อเป็นประโยชน์ทำให้มากขึ้นอาศัยอยู่เพราะว่าอาหารน้อยหรือพระอรหันต์ที่ยังไม่จ่ายนั้น ก็จะต้องพยายามกดภูมิและเพิ่มภูมิเพื่อสูงขึ้นก็จึงเรียกว่ายังพึ่งอยู่แต่ทุกข์ของตนนั้นท่านไม่มีพระอรหันต์แม้จะอรหันต์น้อยก็ตามทุกของตนท่านไม่มีภารกิจส่วนตนหมดแต่ถ้าก็พึ่งภูมิโพธิหรือภูมิตรัสรู้หรือโพธิญาณหรือเพิ่มสัพพัญญูต่อไปจากผู้อื่นไปตามลำดับซึ่งไม่ใช่ของเสียหายมันเป็นอนันตังของโลกก็เป็นไปเองตามจริงเพราะฉะนั้นพวกที่หมดมาณจริงแล้วพระอรหันต์แท้แล้วไม่ไม่วุ่นวายอะไรเรื่องโพธิญาณโพธิสัตว์เรื่องสัตว์กันอยู่มันต่อเองในตัวทหารแท้จะรู้จริงแต่เป็นสิ่งต่อเองหมดมานะอย่างสิ้นเปลือง จริงแท้เพราะฉะนั้นก็จะทำงานสืบต่อไปโดยรู้ได้ว่าคนอื่นจะขัดเราได้แล้วจะสืบสานไปอย่างดีแล้วจะเกิดประโยชน์ตนก็จะเป็นประโยชน์รู้เพิ่มแต่ทุกข์นั้นไม่มีหรอกเพราะทุกข์ไม่มีท่านถึงยอมให้คนอื่นขาดใครจะขัดแรงใครจะขัดยังไงก็ได้แล้วจะรู้ถ้าจะรู้เพิ่มไปเพราะมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์ต่อไปถ้าเพลงเดียวมันไม่รู้ความสำคัญสิ่งเดียวมันไม่รู้ความสัมพันธ์ที่มากยิ่งกว่าที่ตนได้เคยรู้มามันไม่รู้หรอกไปนั่งคิดเอาเองไม่ใช่ของจริงเพราะจะต้องเรียนรู้ทั้งฉบับจริงเรียนรู้ศึกษาอ่านชัดเจนรับเอามากว้างขวางขึ้นด้วยพระอรหันต์นั้นจะรู้รู้ความจริงว่าการศึกษาเพิ่ม ไม่ใช่ของเสียหายการศึกษาเพิ่มไม่ต้องของเสียหายทั้งๆที่ได้หมดการศึกษาแล้วสิ้นสุดขาเพราะสิ้นทุกข์สิ้นภาระกิจที่จะทำให้แก่ตนจบภารกิจส่วนตนแต่ท่านก็รู้ว่าการศึกษานั้นเป็นธรรมดาที่จะเกิดโพธิญาณนักโทษโพธิญาณหรือมีอันยูอัญญะความรู้ที่จะเป็นสัพพัญญูหรือสัพพัญญูสัมผัสแปลว่าทั้งปวงทั้งหลายซึ่งจะมีความรู้ทั้งหลายอีกแล้วก็ธรรมดาเป็นของธรรมดาที่ท่านจะรู้รายได้จากเพิ่มแล้วก็ท่านก็ทำได้ธาตุอาหารกินแท้จึงเข้าอยู่กับหมู่และชนิดเข้าอยู่ได้อย่างยอมตามกาละเทศะ ไปได้อย่างดีจะทำงานไปสืบสานก็ไปได้สูงส่งไปเรื่อยๆบางคำว่าตนจึงมีระดับขั้นละเอียดลออขึ้นไปอีกการพึ่งตนการให้ตนพึ่งเป็นที่พึ่งผู้อื่นหรือการพึ่งผู้อื่นอีกสลับซับซ้อนแต่เป็นชั้นเชิงนักศึกษาแล้วถ้าผู้เข้าใจตนจริงๆคำว่าตนหรืออัตตาตัวนี้มันจึงไม่ใช่ของง่ายๆที่จะพูดกันเปรยๆๆแล้วก็บอกว่ารักตอนที่หมดตัวตนที่หมดตัวเราไม่มีตัวเราไม่มีของของเราพูดกับงานถ้าเป็นของที่เป็นสมบัติวัตถุมันง่ายมันไม่ยากหรอกมันรู้อยากๆแล้วเราก็ไม่หลงเป็นของของตนแต่อัตราที่เป็นตัวจิตแท้ จากที่ไปสัมภาษณ์ของจิตที่เราหลงตนหลงความดีหลงตัวเราอันเป็นตัวเราชั้นเชิงที่สูงยอดเนี่ยโดยเฉพาะร้ายกาจที่สุดก็คือหลงตัวดีตัวรู้ดีทุกตัวเป็นดีเนี่ยร้ายกาจหรือตัวที่ตัวเองติดสนิทสูงที่เป็นความสงบระงับ 2 มุมนี้พระอรหันต์หรือพระอนาคามีจะต้องทำความรู้สู่ความเป็นพระอรหันต์ธนาคารมีจะศึกษาอย่างมากอัตราหรือโลกฐานของธนาคารมีบอกแล้วว่าทานอาหารปลาพื้นฐานมานะจะต้องศึกษาอย่างสูงทีเดียวตอนนี้ก็ไล่ๆหลายๆอย่างให้สู่ฟังอธิบายจนกระทั่งว่าเราตั้งจิตและก็อธิบายว่า อธิษฐานแปลว่าตั้งจิตหรือทำจิตให้ขึ้นให้ทรงขึ้นให้เข้าทิศทางอยู่เสมอจึงจะเจริญอยู่เสมอแล้วก็แปลอธิษฐานให้ฟังว่าไม่ใช่หมายความว่าขอแต่เป็นการกระทำให้เกิดให้พึ่งตนให้ได้และจะได้อธิบายคำว่าตนไปจนละเอียดพอสมควรนะเพิ่มเติมมุมเหลี่ยมไปให้ฟังดังนั้นพวกเรามาเรียนรู้ปริยัติมาเรียนรู้ภาษาหรือคำสาธยายธรรมอธิบายเพิ่มเติมทุกวันนี้รู้แล้วก็อย่าหลงฐานะตนอย่าเข้าใจผิดฐานตนอะไรเป็นสัตว์กายะของเราอะไรที่เราเองยังกำลังทำงานอยู่กับตัวเราอันนี้เราติดหนักติดมากอันนี้เราหลงมันมากและมันเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำลายมันให้จัดเราจะต้องจับ แมงป่องเราจะรู้เพิ่มด้วยภาษาด้วยหลักการด้วยสูตรที่สูงที่ละเอียดลออไปอย่างไรอย่างไรอย่างไรนั้นน่ะไม่ประหลาดนี่เราสามารถรู้ได้แล้วก็รู้เราก็รู้ว่ารู้เข้าใจเราก็รู้ว่าเข้าใจแต่เป็นปริญญาหรือว่าเป็นความรู้เป็นญาณเป็นปัญญาก่อนแล้วเราก็พยายามทำให้เป็นจริงเรียกว่าวิมุตติทำให้หลุดเห็นผลทำให้ขาดทำให้วางทำให้ปล่อยทำให้เป็นไปได้ดังที่เราเข้าใจให้ได้เป็นที่สุดเราก็จะต้องรู้ฟังหรือเรียนเพิ่มเพื่อความศรัทธาอันมั่นคงเพื่อเกิดปัญญาอันแหลมลึกที่แทงทะลุแน่ใจปักใจปัญญาที่ แหลมคมลึกทะลุลงไปนั้นน่ะเราจะเกิดศรัทธาอันแน่นแฟ้นมากขึ้นเองศรัทธาแน่นแฟ้นที่มากขึ้นนั่นแหละมันก็จะทำให้เรามีแรงที่จะกระทำได้เมื่อมีแรงกระทำได้ก็เป็นการอ่านชาญชัยกันกล้ากล้าที่จะตัดแม้แต่สิ่งที่เราติดก็ตัดได้เมื่อเรามีความกล้ามากแต่ความติดมันหายไปเองโดยสัจธรรมถ้ากล้าหรือว่าความศรัทธาแรงกล้าเห็นจริงเกิดปัญญาร่วมด้วยไม่ใช่ศรัทธาโดยไม่มีปัญญาเพราะปัญญามันแทงทะลุจึงเกิดศรัทธาที่มั่นคงกล้าแล้วนะมันถอยไปเองโดยลักษณะของธรรมเขาทำมามันไม่ต้องไปตัดไปผ่าอะไรเหมือนอย่างรูปลูกโลกๆ รูปโลกนี้เป็นภาษาเป็นลักษณะหยาบและความผิดที่จิตนี่มันคือศรัทธาไม่เต็มที่ที่มีปัญญาแทงทะลุรอบเพราะปัญญาแทงทะลุรอบถึงจุดขั้นนั้นแล้วศรัทธาขึ้นมั่นเต็มที่เป๊ะเป็นปัญญาเต็มเป็นศรัทธาเต็ม 2 ส่วนเข้าคู่กันแล้วทุกอย่างก็หลุดได้ง่ายๆเพราะเราฟังไปก็ขอเน้นอย่าฟังแต่ภาษาไปเพื่อรู้แล้วก็เอาไปตีรันฟันแทงคนอื่นไปยกตัวยกตนไปข่มคนอื่นเขาด้วยความรู้ภาษาหรือความรู้มากไม่ใช่เราเรียนทุกวันก็ไม่ใช่ว่าเราเรียนเพื่อที่จะนึกว่าเราจะได้บรรลุแต่แค่รู้เผลอๆแต่มานั่งฟังนี่บรรลุณที่นั่งก็ได้มันรู้ลึกเมื่อปัญญามันแทนลึกขึ้นไปจะเกิดจาก กล่าวแล้วศรัทธามันเชื่อมั่นปักแน่นแล้วอย่างนี้จริงๆด้วยไอ้สิ่งที่ติดก็หลุดหายไปเองนะที่นั่งอย่างนี้ไม่ต้องไปเชื่อไปเจอที่ไหนเพื่อความเข้าใจนั้นถึงที่ปัญญานั้นเป็นปัญญาเป็นอาทิตย์ปัญญาขึ้นถึงรอบมันเพราะอยู่ที่นั่นอย่างเดียวนี่แหละเออดูหน้าที่นั่นแหละมันหลุดหลุดได้ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนคนให้เป็นพระอรหันต์ที่นั่งอยู่เนี่ยฟังธรรมและเป็นพระอรหันต์ที่นี่เยอะไปเยอะทีเดียวไปคิดเองอีกเพิ่มเติมอีกก็เพิ่มความรู้เห็นที่แทงทะลุไปอีกถ้าไปนั่งคิดนะอยู่ในที่ที่บอกว่าโน่นที่สงัดนู่นที่เปรียวต้นที่ไม่มีใครกวนแล้วก็พยายามทำจิตไม่ได้ทำผิดอะไรวิปัสสนาคือพยายามทำความรู้ให้แทงทะลุเพิ่มชัดเจนจะรู้เรื่อง ข่าวเรื่องจริงเรื่องความรู้อะไรที่มีเหตุผลชัดเด่นจนมันเกิดปัญญาถึงที่ศรัทธาเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวมันก็ปล่อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน