581231_ธรรมะรับอรุณ ว.บบ.ครั้งที่ ๔ มหานิทานสูตร ตอน ๖.docx
เนื้อหาในไฟล์
581231_รายการธรรมะรับอรุณ ว.บบ.ครั้งที่ 4 ที่บ้านราชฯ เรื่องมหานิทานสูตร ตอน 6 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันสุดท้ายของปี 2558 เป็นวันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2558 ก่อนจะเข้า บทเรียน ก็มีนักกวี เขียนกวีมาส่งท้ายปีเก่า
พรปีใหม่ให้ชาวพุทธจงหยุดขอ แต่จงก่อกรรมงามตามคำสอน ผลแห่งกรรมจะทำให้ได้รับพร การวิงวอนอ้อนขอส่องมงาย
มีอายุที่ยังเหลือ เพื่อดับชาติ ด้วยแรงฤทธิ์อิทธิบาทไม่ขาดหาย จาคะทำย้ำดำริมิเสื่อมคลาย ก่อนชีพวายได้ละลดหมดตัวตน
ให้อาจองทรงวรรณะอันประเสริฐ ยัญพิธีที่ล้ำเลิศจงเกิดผล มีศีลเคร่งเก่งธุดงค์จงฝึกตน เพราะกล้าจนทนเสียดสีมีน้ำใจ
ให้มีสุขในทุกฌานการเพ่งเผา ล้างนิวรณ์ถอนรากเหง้าเหล่าอนุสัย ขณะที่มีผัสสะกระทบใจ เกิดวสีมีวิจัยใฝ่ประจัญ
เป็นเศรษฐีมีโภคะมหาศาล พรหมวิหารบานในใจใฝ่สร้างสรรค์ ประโยชน์ตนสนใจไม่รอวัน ประโยชน์ท่านหมั่นก่อไม่รอนาน
เกิดอินทรีย์มีพลังล้างสังโยชน์ เกิดนิโรธ เห็นโทษภัยในสังสาร เกิดวิมุตหลุดพ้นเกิดผลญาน เกิดนิพพานทุกกาลกัลป์ ทุกท่านเทอญ
อโศกสัมปวังโก เป็นผู้แต่ง
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน มหานิทานสูตร ตอน 6
มาต่อที่สัตตาวาส 9 ถึงข้อที่ 4. สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 4 มันเป็นสุภะแล้วแต่การกำหนดหมาย คนนี้ไปกำหนดหมายความดับดำมืดเป็นสุภะ ไม่คิดนึกอะไร แต่ของพระพุทธเจ้าครบพร้อมทั้งทวารนอก/ใน เต็มรอบด้วยความรู้ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่างอาโกลา ก็มีความต่างกันตรงนั้น แต่สัญญามันเหมือนกัน ตรงเชื่อว่าคือ นิโรธ ฝ่ายมิจฉากำหนดดับดำมืด แต่ของสัมมาว่า สว่างอย่างเห็นๆ ผู้ที่ไปกำหนดหมายว่า ต้องดับจิตดำมืด แล้วเขายินดีในดับดำ
อ่านต่อ
มืดว่าใช่ แล้วเขาก็ว่าคือจุดสูงสุดที่เขาพึงได้ที่เรียกว่า นิโรธ เขาได้ก็ว่า น่าพึงใจที่ได้ เป็นสุภกิณหา แต่ของสัมมานั้นให้ดับที่กิเลส ที่จริงมันไม่ได้ดับ แต่มันล่วงมันพ้นไป (สมติกฺกมา) มัน อตฺถงฺคมา คือการถึงความเสื่อมสุด หรือพระอาทิตย์อัสดงลงไป หมด หรือการสูญการถูกทำงานแล้ว อตฺถงฺคมา ความหมายเดียวกับ นิโรธ แต่นิโรธมีสองนัย นัยหนึ่งดับจิตหมด แต่อีกนัยดับเฉพาะอกุศลให้หายไป แต่มันกำหนดว่านิโรธเหมือนกัน จึงสัญญาอย่างเดียวกัน อสัญญี ถ้ามิจฉาคือไม่ใช้สัญญาเลย แต่อสัญญีของพุทธคือ ดับสัญญาที่อกุศล เหลือแต่สัญญาที่ดี จนไม่ต้องไปดับอีกเลย มันดับสนิทแต่ไม่ดับ
5. สัตว์ที่เข้าถึงชั้น อากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆะสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 5 คุณอ่านตรงนี้ ถ้าอาการไม่สุขไม่ทุกข์ มันก็จบไม่เหลือ หมดไม่สงสัย หมดอาการแล้ว เท่านี้คุณก็หยุด ผิวหนังของคุณ คุณลองเกาดู เกาไปๆๆ มันจะรู้สึกว่าถ้ามันมีเชื้อมันอยู่ มันจะเจ็บ ก็จะหยุดเกา ถ้าคุณกระทำการเกาต่อไป ถ้ามีเชื้อที่เจ็บ คุณก็จะหยุด แต่ถ้าคุณยิ่งเกายิ่งมัน คุณก็เกาต่อไป แล้วจะเอามีเชื้อหรือไม่มีเชื้อ ถ้าคุณจะหยุด มีอะไรขึ้นมาคุณก็ต้องหยุด อะไรขึ้นมาก็หยุดมัน ก็ต้องหยุดสิ สัตว์ที่ยังต่ออยู่ โดยประการทั้งปวง 1.รูป สมติกฺกมา คุณก็พ้นล่วงมาแล้ว มันยังเคลื่อนอยู่กับความมี เมื่อมันยังเคลื่อนอยู่กับความมี มันสุดแห่งที่สุดแล้วในสภาวะความมี แล้วถ้าคุณจะเอามี ก็ต้องมีเป็นสอง คุณจะเอาไม่มี ถ้ามันมีสองก็ตายเลยนะ หนึ่งกับหนึ่งลบกันก็สูญ สมติกฺกมา ปฏิฆสฺาน อตฺถงฺคมานานตฺตสฺาน อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานฺจายตนูปคา อยปฺจมา ในพยัญชนะบาลีมีราก ก เริ่มมี ข ไม่มี ค เริ่มดำเนินไป ฆ จับตัวเลย คุณเริ่มกำหนดหมายตัวที่เริ่มมีเล็กได้เท่าใด ฆ ก็หมด ล้าง action reaction ฆ ก็หมด ล้างปฏิ ตัว ฆ ก็หมด ล้าง ฆ ตัว ปฏิ ก็หมด มีสิ่งที่ไม่มี ไม่มีคือ มันไม่มีอันมี เมื่อผ่านอันนี้หมดแล้ว อากาสานัญจายตนะ คือว่าง สู่วิญญานัญจายตนะ วิญญาณคือธาตุรู้ แต่คุณอย่าลืมว่าคุณมีญาณรู้ว่ามันว่าง รู้ว่ามันเป็นธาตุรู้ ก็กำหนดหมาย เมื่อรู้แล้วก็อากิญจัญญะ คือไม่มีเลย คุณจบที่ไม่มีเหมือนอาฬารดาบสก็จบ หรือต่อไปเป็นอุทกดาบส คุณจะอยู่อย่างเอาเท่าไหร่ แต่บางคนบอกว่าไม่เอาอะไร แต่คุณก็อยู่กับชีวิตความไม่มี แต่ก็อยู่กับหมู่ที่มีด้วย ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา เขาเลี้ยงไว้แม้ตายแล้ว คนที่ไม่ยอมให้สูญเขาก็ดองไว้ ใส่ตู้กระจกไว้ แต่บางคนไม่ก็เผาเลย ถ้าคุณมีแต่ของคุณ ไปกระทบกับอย่างอื่น คุณไม่เกิดอาการอะไรแล้วมันก็หมดของเรา มันมีแต่ตัวเราแล้วตัวเรานี่มันก็ไม่มีออกไปไหน คุณจะอยู่อีกนานเท่าไหร่ก็ช่างหัวปะไร ตัวคุณนี่ใครเขาจะเอาไปทำอะไรเป็นประโยชน์ก็แล้วแต่ ให้คนอื่นอยู่นิรันดร เมื่อมันมีพลัง 2 อันเคลื่อนจะไปจะมาถ้ามันไม่จับตัวกันก็จะสูญ ถ้ามันจับตัวกันก็ไปต่อไป พระอรหันต์ทำงานหรือไม่จับตัวเคลื่อนก็เคลื่อนไป แล้วก็หยุดจบเสร็จ คุณกำหนดรู้ ปฏิฆะ ก็ดับอันนี้ นานัตตสัญญา แปลว่าไม่ต้องทำใจโดยใจเราอีกแล้ว คือ อมนสิการา ไม่ต้องไปแปลว่าไม่ใส่ใจ แต่ที่จริงคือ ไม่ต้องทำใจในใจอีกแล้ว 6. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 6 7. สัตว์ที่เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 7 ส่วนอายตนะอีก 2 คือ อสัญญีสัตตายตนะ (ข้อที่ 1) และข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดูกรอานนท์ บรรดาวิญญาณฐิติทั้ง 7 ประการนั้น วิญญาณฐิติข้อที่ 1 มีว่า สัตว์มีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน ได้แก่พวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวกผู้ที่รู้ชัดวิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติข้อนั้นและรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ฯลฯ ฯลฯ วิญญาณฐิติที่ 7 มีว่า สัตว์ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงชั้นวิญญาณณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง ผู้ที่รู้ชัด วิญญาณฐิติข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษ แห่งวิญญาณฐิติ ข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติข้อนั้น เขายังจะควร เพลิดเพลินวิญญาณฐิตินั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ส่วนบรรดาอายตนะทั้ง 2 นั้นเล่า ข้อที่ 1 คือ อสัญญี สัตตายตนะ ผู้ที่รู้ชัดอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณ และโทษ แห่งอสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจาก อสัญญีสัตตายตนะข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินอสัญญีสัตตายตนะนั้น อีกหรือ ฯ การเกิดทุกชนิดเป็นทุกข์ ชาติปิทุกขา ถ้าอยากพ้นชาติก่อนก็ต้องเอาดับกุมาร ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ส่วนข้อที่ 2 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ผู้ที่รู้ชัดเนวสัญญานา สัญญายตนะข้อนั้น รู้ความเกิดและความดับ รู้คุณและโทษแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้น และรู้อุบายเป็นเครื่องออกไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ข้อนั้น เขายังจะควรเพื่อเพลิดเพลินเนวสัญญานาสัญญายตนะข้อนั้นอีกหรือ ฯ ไม่ควร พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ เพราะภิกษุมาทราบชัดความเกิดและความดับทั้งคุณและโทษและอุบาย เป็นเครื่องออกไปจากวิญญาณฐิติ 7 และอายตนะ 2 เหล่านี้ ตามเป็น จริงแล้ว ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นได้ เพราะไม่ยึดมั่น อานนท์ ภิกษุนี้เราเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ ฯ [66] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ 8 ประการเหล่านี้ 8 ประการเป็นไฉน คือ 1. ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 1 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 2 3. ผู้ที่น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงาม นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 3 4. ผู้บรรลุอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 4 5. ผู้ที่บรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าวิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงชั้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ที่ 5 6. ผู้ที่บรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 6 7. ผู้ที่บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 7 8. ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ 8 ข้อที่ 8 พ้นความไม่รู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าแปลว่าไม่รู้อะไรเลยแต่รู้เคล้าเคลียอารมณ์ทุกอย่าง เคล้าเคลียความรู้ทุกอย่างนั้นแหละคือการดับคือนิโรธ ดับอย่างไม่มีอะไรที่จะไม่รู้จบที่ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้ มันดูจนไม่มีอะไรให้ดูอีกแล้ว ดูกรอานนท์ เหล่านี้แล วิโมกข์ 8 ประการ ภิกษุเข้าวิโมกข์ 8 ประการ เหล่านี้ เป็นอนุโลมบ้าง เป็นปฏิโลมบ้าง เข้าทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง เข้าบ้าง ออกบ้าง ตามคราวที่ต้องการ ตามสิ่งที่ปรารถนา และตามกำหนดที่ต้องประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน อานนท์ ภิกษุนี้ เราเรียกว่า อุภโตภาควิมุตติ อุภโตภาควิมุตติอื่นจาก อุภโตภาควิมุตตินี้ที่จะยิ่งหรือประณีตไป กว่าไม่มี พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระอานนท์ยินดี ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล ฯ จบมหานิทานสูตร ที่ 2
พ่อครูว่า… เมื่อคุณเองสุดแห่งที่สุดตรงไหนคุณก็จบ ถ้าคุณมีคนกำหนดให้มันมีที่ผิวหนัง ตรงไหนก็แล้วแต่แล้วคุณก็เกามันก็มัน แต่ถ้าคุณไม่มีคุณจะเกาอย่างไร มันก็เฉย ดีไม่ดีมันเจ็บเอาด้วย เกาแรงๆ ก็เจ็บ มันไม่มีความมัน ก็อย่าไปปลูกมันอีก
บทความ คอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร เราคิดอะไร ฉ.306 ฉบับที่แล้วเราได้อธิบายถึงการแยกกาย แยกจิต แบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่เรียนรู้จาก อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ โดยมีธรรม 2 เป็นองค์ประกอบของรูปกับนาม ก็จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยที่มีความเป็นอัตตา เป็นนัยสำคัญแห่งการ เกิด-ดับ แล้วกำจัดตัวตน เฉพาะที่เป็น อกุศลจิตในอัตตา ให้ดับ(นิโรธ) สิ้นไปจากจิตใจเรา อย่างถาวรนิรันดร์ อาตมากำลังพยายามไขความลึกแห่งความจริงเรื่องนี้ ด้วยความเชื่ออย่างยิ่งว่าเป็นความรู้ และความจริง ที่จะช่วยโลกยุคนี้ หรือยุคไหนๆก็ตาม ได้แน่นอน เพราะต่างก็แสวงหากันอยู่ทั้งนั้น และรู้ยิ่งกันทั้งนั้น [แล้วได้อธิบายไป กระทั่งถึงตอนที่ว่า...] ผู้ปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ 7 ได้ผลจะมี วิชชา 5 เป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสังขาร 3 ได้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิแท้ ตั้งแต่ วิปัสสนาญาณ เป็นญาณหลัก แล้วจึงจะสามารถทำ มโนมยิทธิญาณ-อิทธิวิธญาณ-ทิพพโสตญาณ-เจโตปริยญาณ เจริญขึ้นไปตามลำดับซึ่งเป็น อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า) อย่างเป็นจริง จะไม่ใช่ วิชชา 5(หรืออภิญญา 5) ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์ อย่างหลงผิดเด็ดขาด มีผู้ถามว่า มีในความไม่มี เข้าใจง่าย เช่น เราไม่ติดเนื้อสัตว์แล้ว เพราะมีสภาวะความไม่ติดเนื้อสัตว์แล้วได้ไหมคะ พ่อครูว่า ก็ได้ ชักจะเก่งแล้ว เจโตปริยญาณ คำว่า ปริยะ แปลว่าอันที่ชอบอันที่รัก สุดท้ายแห่งสุดท้าย ปริ แปลว่า รอบ คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน (ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ สราคจิต (จิตมีราคะ) วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) สโทสจิต (จิตมีโทสะ) วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) สโมหจิต (จิตมีโมหะ) วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) เป็นจริตนิวเคลียร์ฟิวชัน วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) เป็นผลิตนิวเคลียร์ฟิชชัน คุณล้างราคะโทสะโมหะได้แล้ว ก็แล้วแต่เจริญของใครว่าจะจับตัวเป็นก้อน หรือฟุ้งกระจาย มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135)
ผู้ปฏิบัติจึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น สังกัปปะ 7 อย่างสัมมาทิฏฐิตามพระวจนะ คือ ปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 - สัมมัปปธาน 4 - อิทธิบาท 4 ก็จะเกิดผลเป็น อินทรีย์ 5 ไปตามลำดับ กระทั่งบรรลุถึงขั้นสูงสุดเป็น พละ 5 ซึ่งก้าวเดินด้วย โพชฌงค์ 7 ไปตามทางเดินคือ มรรคองค์ 8 ตลอดเวลาในชีวิตสามัญ เมื่อผู้ใดสามารถเข้าใจถึงโพชฌงค์ 7 พระพุทธเจ้าอุบัติ เขาจึงบอกว่าพระพุทธเจ้าเดิน 7 ก้าว แน่นอนจะต้องมี 8 , 9 , 10 ต่อไป จะมีทางกับการเดินถ้าพระพุทธเจ้าไม่อุบัติ โพชฌงค์ 7 ไม่อุบัติในโลก ไม่มีการเดินมรรคมีองค์ 8 ในโลกโพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นธรรมะ 2 ทำงานร่วมกันตลอด โพชฌงค์ 7 ไปตามทางเดิน ทางเดินนี่คือ มรรคมีองค์ 8 จึงสามารถกำหนดสภาวธรรมที่เป็นตัวตนของกิเลส(อัตตา) ได้แท้แน่ชัด เพราะปฏิบัติ สติสัมโพชฌงค์-ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์-วิริยสัมโพชฌงค์ แล้ววิจัยสังกัปปะ ๗ ที่มี ตักกะ-วิตักกะ-สังกัปปะ-อัปปนา-พยัปปนา-เจตโส อภินิโรปนา-วจีสังขาร ว่า ตัวตนที่จะทำความดับ(นิโรธ) นั้นคือ ดับเฉพาะอกุศลจิตตัวใด ต้องให้แม่นยำถูกตัวตนของกิเลสตัวนั้น จนหมดสิ้นตัวตนนี้ (อนัตตา) ถึงจะเป็นโลกุตระถูก อันแตกต่างกันกับการทำความดับ(นิโรธ) ที่ ดับจิตไปทั้งจิต จนจิตดำ(กิณหะ) มืดมิดขึ้นในใจ ซึ่งเป็นความดับที่ปฏิบัติกันรู้กันแพร่หลายอยู่เป็นสามัญทั่วไป ผลธรรมแบบนี้ไม่ใช่ทางปฏิบัติหรือผลธรรม ที่จะพาไปนิพพานอย่างประเสริฐ ซึ่งถือกันว่าเป็นธรรมอันเลว(นาลมริยา ธัมมา) ดังนั้น วิธีปฏิบัติชนิดนี้จึงมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็น วิธีสะกดจิต-วิธีสมถะ(hypnosis) แท้ๆดับจิตให้ดำ(กิณหะ)มืด เมื่อดำมืดสนิทก็พึงใจ พอใจ ถือว่าเป็นโชค(สุภ) ที่ทำภาวะดำนี้ ขึ้นในใจได้สำเร็จ อาการนี้ของจิตใจ จึงชื่อว่า สุภกิณหะ ซึ่งเป็นความหลงภาวะ ดำ(กิณหะ) นั้นแหละเป็นภาวะที่น่าพึงใจ (สุภ) มรรควิธีก็ผิด ผลที่ได้จึงผิดด้วย ไม่มี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพราะไม่มีการวิเคราะห์วิจัย(analysis) แต่อย่างใดมีแต่การสะกดจิต-การทำสมถะ(hypnosis) จึงไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสังขาร 3 ซึ่งได้แก่ กายสังขาร(สังขาร คือการปรุงแต่งของ กาย หรือการปรุงแต่งของรูปกับนาม) จิตสังขาร(การปรุงแต่งของ จิต หรือการปรุงแต่งของธรรม 2 ที่เป็นนามกาย) วจีสังขาร(การปรุงแต่งของ วจี หรือการปรุงแต่งของธรรม 2 ที่เป็น นามกาย อยู่ในใจยังไม่เปล่งออกมาเป็น วจีกรรม) เมื่อไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น สังขาร 3 หรือยังอวิชชา หรือยังมิจฉาทิฏฐิ ในความเป็นสังขารอยู่ ก็แน่นอนว่า ผู้นั้นไม่สามารถปฏิบัติอภิสังขาร ซึ่งก็มี 3 คือ ปุญญาภิสังขาร-อปุญญาภิสังขาร-อเนญชาภิสังขาร ให้เกิดผลบรรลุธรรมได้เลยเด็ดขาด กายสังขารก็ยังมิจฉาทิฏฐิ จิตสังขารก็รู้กันไม่กระจ่าง โดยเฉพาะวจีสังขารนั้น ผู้มิจฉาทิฏฐิอยู่อย่างนี้ จะไม่สามารถปฏิบัติถึงขั้น ปรมัตถธรรม ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องมี สัญญาเข้าไปสัมผัสกาย(องค์ประชุมของธรรม 2) หรือองค์รวมของรูปกับนาม สัมผัสเวทนา สัมผัสจิต สัมผัสธรรม จึงจะมีความรู้ที่เป็น วิปัสสนาญาณ เห็น(ปัสสติ) จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน ซึ่งต้อง จำแนกแยกแยะ(analyse) ทั้งรูปกายทั้งนามกาย ต่างๆ ให้รู้แจ้งรู้จริง ความเป็น รูป โดยเฉพาะความเป็น นาม ด้วย อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ จนถึงขั้น วจีสังขาร ซึ่ง วจีสังขารนี้ ยังมีสถานะแค่สภาวธรรมของ จิตในจิต อยู่ภายในเท่านั้น ยังไม่ได้แสดงออกมาเป็น วจีกรรม ภายนอกความรู้แจ้งด้วยญาณปัญญาเช่นนี้แล ชื่อว่า วิชชา 8 ที่เริ่มตั้งแต่ วิปัสสนาญาณ เป็นไปจนกระทั่ง อาสวักขยญาณ ครบ 8
จบ