570104_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่อง การเกิดชั่วเกิดดีเกิดสุขเกิดทุกข์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570104_ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่เวที มัฆวานฯเรื่อง การเกิดชั่ว เกิดดี เกิดสุข เกิดทุกข์ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

วันนี้วันที่ 4 มกราคม 2557 ที่เวทีชุมนุมมัฆวานฯ พ่อครูโพธิรักษ์เทศนาเรื่องการเกิด พ่อครูว่า … อาตมาก็ทำงานกับมวลมนุษยชาติไม่ว่าจะเป็นขอทานหรือนายกฯ ก็ยินดี เจตนาให้คนทุกคนไม่มีชั้นวรรณะ ยิ่งเป็นคนที่มีบทบาท มีผลกระทบต่อประเทศสูง ถ้าได้ฟังธรรมได้ผลจากธรรมะจริงจังก็จะเป็นบุญต่อประเทศต่อสังคมโลกมหาศาลเลย มันดี ใครจะว่าอาตมาหลงธรรมะก็ยอมรับ ชีวิตคนไม่มีอะไรดีกว่าได้ธรรมะ ทั้งกายวาจาใจ เป็นพฤติกรรมของแต่ละคนๆก็มีการประกอบการกระทำเรียกว่า “กรรม” ทำการงาน ถ้านอนอยู่เฉยๆก็กระทำการคิด ถ้าคิดดีก็ทำดี คิดชั่วก็ทำชั่ว ถ้าฟักตัวจากความคิดก็จะออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม มาจากจิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนบุพพัง คมาธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา ถ้ามีคุณธรรมในจิตก็เป็นหลักประกัน แต่เมื่อไม่ใส่ใจธรรมะก็จะเป็นอธรรมไปอยู่ในใจแทน มันมักไม่เป็นกลางๆ มันไม่เป็นดีก็เป็นชั่ว คนไม่ตั้งใจศึกษา ไม่ปฏิบัติธรรม จึงมักเอนเอียงไปทางอธรรมก็เป็นเรื่องเสียหาย เป็นความสำคัญที่มนุษยชาติขาดไม่ได้และต้องเข้าใจทฤษฎีหลักใหญ่ของพุทธศาสนา ธรรมะจะมีอยู่ในกายวาจาใจ ผู้มีทฤษฎีถูกต้องจะมีสติรู้ทั้งนอกและในจะเกิดกรรม ถ้ากรรมภายนอกก็หยาบรู้ได้ง่ายเป็นสติสัมปชัญญะ เป็นปัญญา ถ้าฝึกอย่างสัมมาทิฏฐิ ปัญญาจะเกิด ไม่เผลอเบลอให้อำนาจกิเลสมาครอบงำ แต่จะตั้งใจระลึกทำแต่สิ่งดีนำหน้า ธรรมะจึงเป็นเช่นนั้น จึงไม่ประกอบเรื่องเลวร้าย แต่จะทำดีให้มากเป็นหลักสำคัญ อาตมาทำมา จนมีหมู่กลุ่มอโศก จนเป็นกองทัพธรรม ทำกับสังคมประเทศชาติก็เกิดจากการทำตน เป็นคุณธรรมประจำตน แล้วให้ทำต่อในแต่ละคนๆ จะมีมากหรือน้อยก็ยืนยันว่ามี ก็รวมเป็นองค์รวม มาทำงา

อ่านต่อ

นกับสังคม เมื่อกี้นี้มีนัก หนังสือพิมพ์ ต่างประเทศสัมภาษณ์อาตมาว่ากองทัพธรรมออกมาทำงานมีจุดมุ่งหมายอย่างไรหรือเป้าหมายหลักอย่างไร เจตนารม ณ์ หลักอย่างไรที่มาร่วมกิจกรรมประท้วงนี้ อาตมาก็บอกเป้าหลักใหญ่ให้ฟังเลยว่า เป้าหลักคือไม่ให้เกิดความรุนแรง และเราก็ทำงานได้ผล ลดความรุนแรงจนได้ผลทุกวันนี้ จนเกิดการชุมนุมที่เรียกให้ออกมารวมกันเป็นครั้งคราว รวมเรียกว่า กปปส. จนกระทั่งเรียกรวมพลมาเป็นครั้งๆ เป็นวิธีการประชาธิปไตยแล้วมาร่วมกันเปล่งเสียงรวมกัน เมื่อมวลมหาประชาชนออกมารวมกันเปล่งเสียงพร้อมกันว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการเสียเถิด นี่แหละถ้าเปล่งออกไปพร้อมกันเลย ให้กำนันสุเทพพูดนำความนี้คำต่อคำให้ชัดเจนก่อน แล้วให้พูดพร้อมกันเลย “นายกฯยิ่งลักษณ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯรักษาการณ์นี้เสียเถิด” ถ้าเป็นจริง กลุ่มมวลมหาประชาชนร้องพร้อมกันนี่แหละคือ “เสียงประชาชน” แท้ๆเลย เป็นเสียงสดๆตัวเป็นๆ ออกมาแสดงคะแนนเสียง เป็นเจ้าของประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่ามาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง มันคนละรุ่นเลย การลงคะแนนเสียงเป็นวิธีการที่ซับซ้อนเป็นอำนาจลำดับหลังแต่นี่เป็นสิทธิเต็มที่เลย ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ นี่เป็นอำนาจที่ 1 เลย ไม่ใช่ตอนเลือกตั้งเท่านั้น ออกมาแล้วมาซาวเสียงประชาชนเลย จะมีคะแนนเสียงเท่าไหร่ โดยมีญัตติว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมแล้วใช่ไหม? จริงไหม ถ้าใครไม่เห็นว่าจริงก็งดออกเสียง แต่ถ้าใครเห็นว่าจริงก็ออกเสียงมา ประชาชนจะมาเอาอำนาจอธิปไตยคืนเป็นปรากฏการณ์พิเศษของโลกที่ไม่เคยเกิดแต่คราวนี้น่าจะเกิด ถ้าคนมา 2 ล้านหรือ 5 ล้านนี้ออกเสียงมาจะกระเทือนฟ้ากระเทือนดินนะ มีพวกที่ต่อต้าน เขาหลงใหลอะไรกันขนาดนั้น เขาถามว่าทักษิณเขาผิดอะไร? เขาอินโนเซนส์มากเลยนะ เขาไม่ได้ผิดอะไร เขาทำแต่คุณงามความดี เห็นบทความของคุณสิริอัญญา ในนสพ.แนวหน้าเขียนเรื่อง.. "ความรุนแรงคืออาการดิ้นรนของเผด็จการ!" 4 ม.ค. 2557 สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเข้าสู่วิกฤตมากขึ้นทุกขณะ เพราะเนื้อแท้ของปัญหามิใช่ปัญหาของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องของการทำศึกชิงบ้านชิงเมือง ระบอบทักษิณครองอำนาจในประเทศไทยมาเป็นเวลา 12 ปีแล้ว มีลักษณะที่แตกต่างกับการมีอำนาจทางการเมืองของพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลทุกพรรค ทุกสมัย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา เพราะเป็นการเข้าครองอำนาจเพื่อยึดบ้านครองเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้เป็นระบอบการปกครองอื่นและเท่าที่เปิดเผยกันมาแล้วก็คือระบอบสาธารณรัฐที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ดังนั้นการดำเนินงานตลอด 12 ปีที่ผ่านมาจึงแตกต่างจากการบริหารบ้านเมืองของทุกรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ ประการแรก มุ่งแสวงหากำลังอำนาจเงินให้มากที่สุด จึงเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศและได้มีการใช้เงินนั้นในทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งการยึดครองแผ่นดิน ประการที่สอง ได้สร้างรัฐตำรวจขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อหวังครองกำลังอำนาจรัฐสำคัญที่มีทั้งกฎหมาย มีทั้งปืนและมีทั้งอันธพาลทั้งในและนอกเครื่องแบบเป็นเครื่องมือและมีกำลังพลร่วม 300,000 คน และมาถึงวันนี้อำนาจรัฐตำรวจก็อยู่ในเงื้อมมือและคำบงการชนิดที่เป็นกองกำลังส่วนตัวไปแล้วและพร้อมที่จะเห็นประชาชนเป็นศัตรูที่พร้อมทำร้ายหรือฆ่าฟันได้อย่างอำมหิต ประการที่สาม ได้ครอบงำกลไกอำนาจรัฐในระบอบราชการประจำให้อยู่ในกำมือเสมือนหนึ่งเป็นข้าทาสหรือผีโม่แป้ง ทำให้ปวงข้าราชการถูกกดขี่ข่มเหงและจำใจต้องตกเป็นทาส กระทั่งยอมทำผิดกฎหมายและกลายเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกยึดทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก การซื้อขายตำแหน่ง การเลียแข้งเลียขาเพื่อให้มีอำนาจในราชการเกิดขึ้นทุกหัวระแหง จนคนดีไม่สามารถมีอำนาจในระบอบข้าราชการได้เลย ประการที่สี่ เข้าครอบงำองค์กรอิสระให้ตกเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการยึดครองอำนาจรัฐ และในการตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายอย่างสมบูรณ์แบบ ประการที่ห้า วางรากฐานให้ญาติวงศ์พงศาเข้ามากอบโกยผลประโยชน์และยึดครองบ้านยึดครองเมือง ผู้คนในตระกูลเดียวมีฐานะประหนึ่งเป็นอ๋องเป็นกงแบบเดียวกับระบอบการปกครองจีนในสมัยโบราณ พฤติกรรมแย่งบ้านยึดเมืองดังกล่าวได้ส่งผลสะเทือนตั้งแต่ฟ้าจรดดิน ส่งผลสะเทือนไปทุกหัวระแหง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คุณธรรม ศีลธรรมในบ้านเมืองถูกบั่นทอนบ่อนทำลายอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุนั้นประชาชนจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านต่อเนื่องมาเป็นลำดับ นับตั้งแต่การเริ่มลุกขึ้นต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ก็เป็นเวลาสิบปีเต็มแล้ว ทำให้ประเทศชาติและประชาชนตกอยู่ในวังวนและจมปลักอยู่กับวิกฤตในการยื้อยึดอำนาจ หวังครองแผ่นดินในลักษณะนี้ จนความเดือดร้อนแผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า การลุกฮือขึ้นต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันนำโดย กปปส. ทำให้มวลมหาประชาชนทั่วประเทศสมานสามัคคีกันชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและมีเป้าหมายอย่างเดียวกัน คือเพื่อกำจัดระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย กปปส. ประสบความสำเร็จในการทำให้ระบอบทักษิณต้องถอยร่นทางยุทธศาสตร์และได้ใช้กลยุทธ์ยื้ออำนาจถึงขั้นที่สามแล้วคือจากการยื้ออำนาจเป็นรัฐบาลให้นานที่สุดก็ยื้อไม่ไหว ต้องใช้กลยุทธ์ที่สองคือยุบสภาหลอกให้ไปเลือกตั้งและหวังครองอำนาจอยู่ในระยะเวลาเลือกตั้ง แต่มวลมหาประชาชนก็ยังคงขับไล่ไม่หยุดหย่อน จนต้องร่อนเร่เป็นสัมภเวสี นั่นคือการใช้กลยุทธ์ขั้นที่สามคือถอยไปตั้งหลักในต่างจังหวัด จะแวบวั่บเข้ามาในกรุงเทพฯบ้างก็ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นพาหนะได้อีกต่อไป ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินโฉบไปโฉบมา จนเป็นที่หวั่นว่าจะเกี่ยวสายไฟฟ้าร่วงหล่นลงสักวันหนึ่ง การยื้ออยู่ในอำนาจเพื่อใช้อำนาจรัฐบาลรักษาการกำลังร่อแร่เต็มที ในขณะที่การบังคับให้ประชาชนไปเลือกตั้งก็ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนคนทั้งหลายเริ่มเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 จะเกิดขึ้นไม่ได้ซึ่งหมายความว่าเล่ห์กลฟอกตนเองเพื่อจะกลับเข้ามามีอำนาจยึดบ้านครองเมืองอีกครั้งหนึ่งกำลังถูกสกัด กำลังถูกต่อต้านอย่างกว้างขวางในขอบเขตทั่วประเทศ ดังนั้นการยื้ออยู่ในอำนาจและการดึงดันบังคับให้ประชาชนไปเลือกตั้งเพื่อจะฟอกตัวกลับเข้ามายึดประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งจึงถูกสกัด ถูกต่อต้านยิ่งกว่าทุกระยะที่ผ่านมา เกิดสภาพเข้าตาอับ ดังนั้นอาการดิ้นรนจึงพรวดพราดรุนแรงผิดปกติ เพราะเหตุนี้ปรากฏการณ์นำเอาทหารรับจ้างเขมร นำเอาคนชุดดำ นำเอาอันธพาลทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบเข้ามาสังหารประชาชนจึงปรากฏโฉมให้เห็นตั้งแต่ก่อนช่วงส่งท้ายปีเก่าเป็นต้นมา นั่นเป็นการก่ออาชญากรรมที่จะต้องได้รับผลตอบแทน ทั้งตามกฎแห่งกรรม ตามกฎหมายและด้วยประชาทัณฑ์ของมวลมหาประชาชน! พ่อครูว่า … ผู้สื่อข่าวต่างประเทศก็ถามมาว่า การเลือกตั้งจะเกิดไหม อาตมาตอบว่าไม่น่าจะเกิดได้แต่น่าจะเพิ่มว่าถึงแม้จะดันให้เลือกตั้งได้ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สมประกอบ เสียดายเงินที่นำไปใช้จัดเลือกตั้ง จะสูญเปล่าโมฆะมากกว่า เราจึงสกัดไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง นี่มันก็เสียไปบ้างแล้วแต่ก็ยังไม่หมด 3,800 ล้าน เราก็ต้องสกัดไม่ให้เกิดก็ยังไม่เคยมีมาในประเทศไทย เรื่องประชาธิปไตยในไทยมีวิวัฒนาการ มา จนถึงวันนี้ เป็นความเจริญของประชาธิปไตยแต่คนมันเลวลง ประชาธิปไตยโดยองค์รวมของคนไทยดีขึ้น พัฒนาขึ้น อย่างการมาชุมนุมกันได้เป็นเรือนล้านคน มันเป็นส ิ่ งเกินเชื่อ อีกฝั่งหนึ่งหวั่นไหวมาก จึงหาวิธีการที่จะสู้มากขึ้น วิธีการจึงเลวลงๆ คนที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะความเป็นประชาธิปไตยของประชาชน ถ้าจะต่อต้านอย่างเจริญคือออกมาโดยถูกรัฐธรรมน ูญ แม้แต่ศาลก็วินิจฉัยแล้วว่าเราทำถูกต้องตามรัฐธรรมน ูญ เราจึงทำได้มาตลอด เขาจึงเดือดร้อนดิ้นรน ใช้ทุจริตเลวร้ายหนัก เลวขึ้นในพวกเขา แต่ว่าประชาธิปไตยดีขึ้น มันห้ามไม่ได้ ถ้าประเทศอื่นที่เจริญในประชาธิปไตยเขายอมแล้ว เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็ปล่อยให้ประชาชนทำสิ แล้วประชาชนจะไม่มีใครทำเป็นเลยนี่มันดูถูกกันมากจริงๆเลย

เราจะได้ประชาธิปไตยอย่างไร?ก็ต้องมี 1 .ประชาชนของประเทศ 2 .อธิปไตยพลังอำนาจ หลักใหญ่ก็มีคนกับอำนาจ ที่จะแสดงออกทางกายวาจาใจ ที่แสดงออกมา 3 .ถ้าคนที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชนไม่รู้และเป็นคนไม่ดี อำนาจที่จะเกิดในมวลมหาประชาชนก็จะเป็นอำนาจร้ายอำนาจไม่ดี 3. 1 ถ้ามวลเป็นคนไม่รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร? 3. 2 ไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรผิดอะไรถูก อย่างนี้เป็นต้น ก็ถ้าคนไม่รู้และไม่ดี ความเป็นอำนาจที่จะเป็นประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตยที่ร้ายหรือไม่ดี คนต้องดี จึงจะมีอำนาจที่ดีที่เป็นอาริยะ อย่างน้อยต้องรู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร แล้วรู้ว่าดีชั่วคืออะไร แยกแยะถูก รู้ว่าอบายมุขคืออะไร อย่างการทุจริตก็คืออบายมุขของข้าราชการ เป็นผลกระทบต่อประชาชนส่วนมาก ก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน เมื่อเรารู้แล้วว่าเกิดจากคน คนต้องรู้และต้องดีจึงได้อำนาจอันประเสริฐ แล้วทำอย่างไรคนถึงรู้และดี ขั้นแรกต้องศึกษา คำว่า รู้ จะมีได้ก็ต้องศึกษา ประเทศก็มีกระทรวงศึกษาธิการแต่ที่สอนกันตั้งแต่ประถมฯไปถึงมหาวิทยาลัยก็สอนกันแต่ความรู้เทคนิควิชาการก็เลยได้รู้แต่ลืมความดี เลยไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก็เอาความรู้ไปทำชั่ว เช่น ที่ทำทุจริต คอรัปชั่น ขี้โกง ข้าราชการตัดไปก่อน เอาคนทำงานส่วนเอกชน คุณว่าโกงไหม? ถ้าพลเมืองของประเทศโกง เกิดจากการศึกษาทางคุณธรรมจริยธรรมคือศาสนาต้องรับผิดชอบนะ พ่อครูว่า … อาตมาไม่มีใครตั้งให้ทำ แต่อาตมาทำแล้วรับผิดชอบด้วยนะ พยายามไม่ให้เกิดทุจริตไม่ให้เกิดการโกง แวดวงที่อาตมาดูแลก็มีผล เกิดประชากรที่ไม่ทุจริตไม่คอรัปชั่นได้ ไม่ทุกคนแต่ก็ได้ 80 % ขึ้นจริงๆ ใครจะมาตรวจสอบได้เลย ตั้งแต่นักเรียนที่ดูแล ตั้งโรงเรียนมา 20 ปีก็ไม่ได้ข่าวว่านักเรียนที่จบไปทำเลวร้ายอะไรมากมาย ขออภัยอย่าหาว่าทวงบุญคุณ อาตมาว่าเป็นงานที่น่าทำอย่างยิ่ง เหนื่อยอย่างไรก็ยินดีทำ ตายไปเกิดมาใหม่ก็ทำอีก แม้จะถูกลิงลมอมข้าวพองแต่ถ้ารู้ตัวเมื่อไหร่ก็ทำอีก ขอกล่าวโทษผู้ที่รับผิดชอบด้านนี้ที่ทำมานานแล้ว ท่านมีเงินเดือนด้วย เรียกว่านิตยพัตร ถึงขนาดนี้แล้วพระมีเงินเดือนเหมือนข้าราชการ แล้วรับผิดชอบมีลูกศิษย์ลูกหามาบริหารประเทศหรือแม้เอกชนก็ต้องมีด้านรับผิดชอบคุณธรรม สังคมเป็นอย่างนี้ก็เพราะผู้ที่ให้การศึกษา แม้เรื่องเทคนิคหรือให้คุณธรรม โรงเรียน ของ เรามีปรัชญา “ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ” เราส่งเสริมศีลธรรมเด่นมากกว่าอันอื่น แต่อย่างที่เขาทำกันก็มีส่งเสริมกีฬาเป็นสำคัญซึ่งของเราก็มีบ้างแต่ไม่ส่งเสริม ส่วน เขาส่งเสริมกันเป็นอาชีพเลย จึงเป็นอบายมุขที่มีกันทั่วโลกหรืองานหลายอย่างที่เกินไป เช่น เต้นรำสังสรร ไม่ใช่งานอาชีพงานหลัก เราก็ไม่เอา มีอีกหลายอย่าง ในมหาวิทยาลัยมีหลายคณะก็ไปจัดให้เป็นป ริญญา ตรี ป ริญญา โท ป ริญญา เอกด้วย ไม่น่าทำเลย อาตมาไม่ส่งเสริม ตำหนิด้วย แม้แต่โลกียะกุศลก็ยังไม่ประกอบด้วยคุณธรรมยังบกพร่องเลย เพราะฉะนั้นที่สูงกว่านั้นเป็นโลกุตระที่ต่างจากโลกียะคือ เป็นขั้นที่รู้จักจิตเจตสิก โลกุตระคือมีญาณหยั่งรู้จิตตน รู้จักกิเลสตนแล้วกำจัดกิเลสได้ กิเลสเป็นตัวการใหญ่ในการทำให้เราทำอกุศล โลกุตระนี่ต้องทำให้คนรู้และดี ต้องรู้ถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน คือปรมัตถ์ ต่างจากศาสนากระแสหลักทั่วไป ซึ่งเขาสอนแต่โลกียกุศล ไม่มีความสามารถรู้ถึง จิต เจตสิก แต่โลกุตระต้องรู้จิตเจตสิก แล้ววิจัยกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้ ผู้มีภูมิโลกุตระจึงมีหลักประกันชีวิต สามารถรู้สมุทัยผีร้ายในชีวิตที่เกิดจากใจ สามารถกำจัดเหตุร้ายคือกิเลสได้ ปฏิบัติกายวาจาใจให้ดีแท้ รู้ลึกในปรมัตถสัจจะที่สูงส่ง ศาสนาพุทธรู้จริงเป็นโลกุตรธรรม เมืองไทยเป็นพุทธที่เป็นโลกุตรธรรมแต่ว่าขออภัยที่สวนใหญ่เข้าใจผิด ไปทำใจในใจหรือมนสิการอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ ขอยืนยันเลยแม้แต่สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อก็เป็นมิจฉา เป็นต้นว่าทานก็ปฏิบัติทานอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าโลกุตระ ไม่สามารถรู้จิตตน ไม่สามารถทำใจในใจให้กิเลสลดเพราะไม่สามารถวิจัยจิตได้ ไม่จับกิเลสแล้วกำจัดมันได้แต่ไปทำใจในใจอย่างมิจฉาทิฏฐิ เช่น ทำฌาน ก็ไปนั่งสมาธิหลับตา การหลับตาไม่มีทางเห็นกิเลสจริง อาตมาก็เคยฟังเขาสอนนั่งสมาธิ เขาก็ว่าให้นั่งไปมันก็เมื่อย กิเลสเมื่อยมันก็ไม่อยากนั่ง แล้วว่าไอ้กิเลสก็คือไม่อยากนั่ง ไปนั่งนิ่งให้แข็งสะกด ให้ดูแต่ลมหายใจเป็นกสิณ จดจ้องอยู่ที่นิมิตต่างๆ เช่น ลูกแก้ว เป็นต้น แล้วไปเห็นว่าการเมื่อยคือกิเลส ต้องไม่เมื่อย ถ้าเมื่อยคือกิเลส อันนั้นไม่ใช่กิเลส อันนั้นมันสรีระ ไปนั่งกดประสาท ให้น ิ่ งซึ่งธรรมดามันก็ต้องขยับ แม้นอนก็ขยับอยู่เลยแต่เขาพยายามอดทนจนสรีระเสีย เป็นต้น มันไม่อยากนั่ง ส่วนมากมันนั่งแล้วก็ไม่ค่อยนิ่งก็พยายามบังคับตนให้ทน ถ้าไม่ทำทนก็เป็นกิเลส ส่วนมากทำอย่างนี้ แล้วก็ไม่เข้าใจกิเลสไม่เห็นกิเลส แต่ทำจนชำนาญทนได้เก่ง ถือว่าไม่มีกิเลส หนักเข้านั่งแล้วก็หลับได้ ดับแข็งทื่อทำให้ประสาทหยุดไป เหมือนชาวอสัญญีทำได้จนร่างกายแข็งเป็นเรื่องสรีระ ไม่ใช่การลดกิเลส ยิ่งดับไม่รับรู้ย ิ่ งไปใหญ่เป็นกิณหะ ทำให้จิตดำมืดไม่มีแสงสว่าง ดับสัญญาเป็นอสัญญี ไม่ได้ลดกิเลส อย่างพุทธต้องรับรู้บทบาทว่ากิเลสลดอย่างไร มันหมดอย่างไร มีปัญญารู้ว่ากดข่มก็เป็นองค์ประกอบ เป็นอุปการะได้ ไม่ให้มีแรง ทำให้เราไปทำกายวาจา แต่ไม่สมบูรณ์ ต้องรู้ด้วยปัญญาว่า กิเลส เป็นแค่แขกไม่ใช่ตัวเรา มันแฝงว่ามันเป็นเรา เราทำแล้วจะเกิดปัญญารู้ว่ามันไม่ใช่เรา มันแฝงมาทำให้เราชั่ว ปัญญาจะเห็นจริงสามารถสลายกำจัด มีพลังงานทางไฟธาตุที่เรียกว่า ฌาน เป็นไฟกองใหญ่มีพลัง ส ลายกำจัดกิเลสได้ แต่ถ้าไปนั่งหลับตาไม่รู้ลดกิเลสอย่างนี้ ไม่ได้เห็นความจางคลายได้ ของพุทธต้องทำอย่างรู้ มีอนุปัสสี 4 แต่ว่าฤาษีไปทำนั่งหลับตาให้จิตสงบ ไม่รู้ว่าอะไรคือฌาน อะไรคือสมาธิซึ่งที่จริง ฌานคือภาคปฏิบัติให้ลดละกิเลส ฌานต้องรู้กิเลส แล้วมีพลังสลายกิเลสได้อย่างมีปัญญา เมื่อกิเลสสลาย จิตก็สะอาด ยิ่งทำให้มากก็ตกผลึกเป็นสมาธิ ฌานเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จิตจะตั้งมั่น เป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ยิ่งแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น จะเป็นคุณสมบัติที่พัฒนาอย่างนั้น ผู้ปฏิบัติเองจึงประเมินค่าความควบแน่นของตนได้ พุทธจึงเป็นฌานลืมตาไม่ได้หลับตาทำ ต้องรู้ปฏิจจสมุปบาท ที่เป็นสภาวธรรม อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ซึ่งการนั่งหลับตาทำนั้นเป็นการสั่งสมภพชาติแต่การทำแบบลืมตานี่ได้ล้างตั้งแต่กามภพ แล้วจะเหลือรูปภพ อรูปภพ เมื่อดับอรูปหมดก็สิ้นชาติ ทุกขั้นตอนทำอย่างลืมตา ฌานก็ลืมตาทำ สมาธิก็เกิดอย่างลืมตาทำ ชาติมี 5 อย่าง (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) ภพก็มี 3 (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) อุปาทาน ก็มีอยู่ 4 (กามุปาทาน ศีลพตุปาทาน ทิฏฐุปาทาน อัตวาทุปาทาน ) ตัณหา ก็มี 6 เวทนาก็มี 6 มีผัสสะ 6 สฬายตนะก็มี 6 คือทางทวาร 6 แล้วก็รู้ นาม รูป แล้วจึงมารู้ วิญญาณ 6 คือทางทวาร 6 วิญญาณเกิดตอนผัสสะนี่แหละ จะเป็นผีเป็นเทวดาก็ต้องตอนผัสสะ แล้วเมื่อวิญญาณดับก็ดับผีได้ ทำอย่างปุญญะคือลดละกิเลส ชำระจิตสันดานให้หมดจด นี่คือปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายของ อวิชชา 8 ข้อ 1 ถึง 4 คือ ไม่รูัอาริยสัจ 4 ข้อ 5 คือ ไม่รู้ส่วนอดีต ข้อ 6 คือ ไม่รู้ในส่วนอนาคต ข้อ 7 คือ ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ข้อ 8 คือ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งส่วนอดีตและอนาคตนั้นเที่ยงแล้วคือ ความเป็นนิพพานนี้เที ่ ยง ถ้าไม่เที่ยงยังไม่ใช่นิพพาน เที่ยงคือไม่ใช่ตัวตน แต่เที่ยงคือหมดตัวตน เป็น พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) กิเลสนี้มันไม่เที่ยงแต่นิพพานี่แหละคือสิ่งเที่ยง ทำอย่างลืมตาแล้วเที่ยง แล้วหลับตาก็ยิ่งทำได้สบายมากเลย สบม ธมด ปกต หหจจ มชยลล. เลย สบายมาก ธรรมดา ปกติ หายห่วง จริงจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อันนี้ทำอย่าง Supra-mundane เป็นสิ่งที่เหนือกว่า ปกติธรรมดาสามัญ พระพุทธเจ้าท่านนั่งสมาธิแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้ใครไม่เอา เหมือนอย่างที่เขาคิดกันว่า ถ้านั่งสมาธิแล้วไม่บรรลุในวันนี้จะไม่ลุกเลย ให้ตายกับการนั่งเลย อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ที่พระพุทธเจ้าท่านทำคือการเตวิชโช ไม่ได้ทำสิ่งใหม่เลย ระลึกของเก่าที่ท่านมี ตรวจสอบแค่นั้น แต่ถ้าคนไม่มีของเก่าไปนั่งก็ไม่ได้หรอก แต่การระลึกอดีตก็ถ้าไประลึกได้แค่ว่ามีตัวตนบุคคลเราเขาเป็นอย่างไรแค่นั้นก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าระลึกชาติที่เป็นปรมัตถ์ พระพุทธเจ้าท่านระลึกชาติเข้าไปถึงสัจธรรมเป็นปรมัตถ์ ที่ท่านได้ทำสำเร็จมาหมดแล้ว ในชาตินี้ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรม เป็นสยัมภูแล้ว อย่างอาตมาชาตินี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมกับใครที่สัมมาทิฏฐิจนอาตมาไปเป็นศิษย์สำนักนั้นแล้วมีศิษย์พี่ศิษย์น้อง แต่อาตมาไม่มี อาตมาขยายความ พระไตรปิฏก เล่ม 16 เรื่อง... วิญญาณจะเกิดต้องมีผัสสะ ก่อนมีผัสสะต้องมีชาติ ซึ่ง ชาติมี 5 คือ(ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) แปลว่าการเกิดทั้ง 5 คำ แต่เกิดในสภาวะต่างกัน ทั้ง 5 สภาวะ ชาติ คือการเกิด เป็นองค์รวมไม่ละเว้น รวมถึง คำที่เหลือด้วย ชาติเป็นคำกลางๆ รวมทั้งการเกิดแบบโลกีย์ด้วย รวมโลกุตระด้วย รวมในชาติ สัญชาติ คำว่า สัญ คือความจำหรือตัวกำหนดรู้ แปลได้สองอย่าง คือคลังสมบัติและทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ โดยดึงเอาความจำเก่ามารู้ก็ได้ แล้วก็รู้ในปัจจุบันได้ ดีไม่ดีรู้อนาคตได้ หมายว่าเป็นไปอย่างไร คนที่เกิดมา สัตว์ที่เกิดมามีสัญชาติญาณ ก็คือความรู้มาจากความจำเก่า แล้วมาทำหน้าที่กำหนดรู้โดยอัตโนมัติ อย่างต่อมไร้ท่อนี่ก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่งเป็นสัญชาติญาณสั่งการได้ คุณมีสัญชาติทางโลกีย์ เช่น สัญชาติชั่วก็จะออกมาทำชั่ว ถ้าไม่ได้กำหนดรู้เพราะมันแรงและเร็วจนคุณไม่สามารถกำหนดข่มมันได้ มันก็ออกมาทำงาน แล้วก็บอกว่าไม่รู้ตัว เช่น ไปตบเขา รู้ว่าไม่ดีแต่ไปตบเขาแล้ว สัญชาติญาณทำงานมา เอาให้แรงขนาดไหนก็แล้วแต่สัญชาติญาณ อย่างไมค์ไทสัน กัดหูเขาได้ เหมือนตำรวจทุบรถ เป็นสัญชาติญาณดิบ ถ้าให้เขารู้ตัว มาถามเขาจริงๆตอนรู้ตัว เขาก็รู้ว่าไม่ดี ไปทำลายของคนอื่นเขา แล้วก็ยังไม่รู้ว่าเขาไปทำชั่วอะไรให้แก่ตนเองหรอก สรุปคือสัญชาติญาณเกิดจากของเก่าของตนเอง ส่วนใหญ่เป็นโลกีย์ แต่เป็นโลกุตระได้ถ้าได้ฝึกมาก็จะใช้สัญชาติอย่างโลกุตระ โอกกันติ ท่านแปลว่า การหยั่งลง อะไร? คือการเรียนรู้ได้ แทนที่จะเกิดอย่างสัญชาติ แต่คุณมีปัญญารู้ว่าอันนี้มันจะเกิดนะ หยั่งลงหรือตั้งขึ้น คือญาณเราหยั่งลงไปรู้ความเกิดของจิต การเกิดนี้ไม่ใช่แบบตัวตนบุคคลเราเขา การเกิดทั้ง 5 ไม่ใช่หมายถึงรูปธรรมตัวตนบุคคลเราเขา แต่หมายถึงนามธรรม การสัมผัสรูป ในรูปต้องมีญาณไปรู้ ถ้าไม่มีญาณก็ไม่รู้จัก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งการเกิดตรงกลางของการหยั่งรู้นี่คือ ญาณ แล้วเกิดการแยกแยะ (วิภังค์) ว่ามันรู้อะไร แยกแยะให้รู้ เช่น เราสัมผัสอันนี้ กัดมันแกว หวานมันดีจังเลยรสดี ถูกกิเลสมากเลย ภาคกลางเรียกมันสำเภา กัดเข้าไปก็ว่าหวานกรอบ จะเป็นไทย ฝรั่ง จีน แขก กัดมันหัวนี้ก็ได้รสเดียวกันหมด นี่เรียกว่า รสธรรมชาติ แต่ทีนี้มันมีอีก รสหนึ่งคือรสกิเลส เป็นอัสสาทะ ต้องกำจัดอันนี้ ไม่ใช่ไปกำจัดรสสัมผัสที่ลิ้น แต่รู้ความจริงตามจริงของรสประสาท แต่อีกรสหนึ่งที่เป็นรสทิพย์ อันนี้แหละที่เป็นความรู้ใน วิชชาข้อที่ 4 ในวิชชา 9 คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ รสหนึ่งคือรสธรรมชาติ อีกรสหนึ่งคือรสกิเลส แต่ถ้าทำแบบไม่รู้รสที่ลิ้น อันนั้นคือรสประสาทเสีย หูได้ยินเสียง ถ้าเทียบเสียงนี้ได้ยินว่าไกล ใกล้ นอกจากได้ยินแล้วก็มีสัญญะว่านี่เสียงกลอง เป็นเสียงตะโพน พวกนักกลองจะรู้ว่าเสียงมันคืออะไร มันต่างกันอยู่ เสียงนี้เสียงเปิงมาง อันนี้เสียงบัณเฑาะ นี่คือเสียงธรรมชาติ แต่ที่เป็นธรรมะคือคุณชอบหรือไม่ชอบ คุณอยากหรือไม่อยาก อย่างรสนี้ก็รู้ว่านี่หวาน รู้ว่ามันมีธาตุที่จะเอามาใช้ได้ มันเป็นมันแกวก็รสอย่างนี้ รสกล้วยก็รสอย่างนี้ แล้วรู้ ชั ดว่าจะทำลายตัวไหน แต่การนั่งหลับตาดับนี่ทำลายเกลี้ยงเลย ไม่รับรู้เลย ไม่ได้เรียนรู้แยกแยะเวทนาเลย ว่าชอบหรือชัง สุขหรือทุกข์ ถ้าเป็นอุเบกขาก็ต้องรู้ตามจริง รู้หวาน เค็ม เผ็ด รู้ว่าเสียงเบาหรือแรงอย่างไรก็รู้ แต่ไม่มีอัสสาทะ ที่ว่าเป็นรสชอบใจหรือไม่ชอบใจ ถ้าคุณไปหลับตาแล้วจะแยกแยะกิเลสได้อย่างไร คุณกระทบทวาร 6 จะรู้ได้อย่างไรว่ากิเลสเกิดจากการกระทบสัมผัสเพราะนั่งหลับตาไม่ได้สัมผัส คุณจะเดาได้อย่างไร คุณเดาก็คือสัญญา เคยจำได้ก็เป็นคราวๆ แต่เกิดจริงก็ต้องพิสูจน์ยืนยันตอนเกิดจริง ถ้าไปนั่งหลับตาสมาธิไม่มีทางได้นิพพาน เป็นได้แต่มิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ มิจฉาผล อาตมาทำเป็นทั้งสองอย่าง ทั้งนิโรธแบบหลับตาดับซึ่งไม่ยากหรอก แต่ของพระพุทธเจ้าให้แยกแยะกุศลอกุศล แล้วกำจัดเหตุ จนไม่มีทั้งสุขทุกข์เป็นเฉยๆ โดยเฉพาะได้ฐานนิพพานคืออุเบกขา ต้องรู้แยกแยะว่าเป็นเนกขัมมะหรือเคหสิตะ เราออกจากสิ่งติดยึดที่เป็นอยู่ เกิดโอกกันติหยั่งลงแล้ว ทำ ให้กิเลสลดได้เป็นนิพพัตติ แล้วลดกิเลสจนหมดเกิดเป็นขั้นสูงสุดเรียกว่าอภินิพพัตติ จะทำอย่างรู้ๆเห็นๆ เป็นอนุปัสสี 4 มี อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี จนเป็นปฏินิสัคคานุปัสสี โอกกันติ คือเริ่มมีญาณปัญญาหยั่งรู้ ถ้า ชาติ สัญชาติยังไม่มีญาณหยั่งรู้จิตเจตสิก ถ้าทำได้เป็นนิพพัตติก็จะเกิดใหม่เป็นพันธ์ุใหม่ เกิดนิพพัตติเป็นการเกิดที่รู้กิเลส ละกิเลสตาย คุณทำอนิจจานุปัสสี จะรู้ว่ากิเลสไม่เที ่ ยง เราทำมันลดได้ เห็นความไม่เที่ยงแบบลดลงหรือทวีขึ้นๆ ถ้ากิเลสมันเพิ่มก็ไม่ไปหานิพพาน แต่ถ้ากิเลสลดลงเราก็เห็นความจางคลาย จนมันดับเราก็รู้ความต่างว่าการลดลงหรือหมดก็ต่างกัน ถ้าไม่หมดก็อ่านออกยังมีลีลาอยู่ มีอาการรูป มันยังมีวิญญัติยังไหวอยู่หรือมันดับแล้วไม่เคลื่อนไหวแล้วทำอย่างลืมตา อย่างมีปัญญา มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง เราทำอย่างรู้สัมผัสนามธรรมที่ไม่มีตัวตนสีสันให้เห็นแต่รู้ได้ด้วยการฝึกกำหนดรู้ใน อาการ ลิงค นิมิต ซึ่งมันมีอาการก็รู้ แล้วมันต่างกันอย่างไรเป็นลิงค มันมีความแรง มันมีความเบาอย่างไร ในลักขณรูป มีวิการรูป มันมีอาการหรือไม่มีอาการก็รู้ ยิ่งรู้วิญญัติรูป แล้วคุณก็รู้จักอาการในรูป 24 ซึ่งไม่ใช่รู้แค่ภาษา แต่อ่านสภาวะออกด้วย จะปฏิบัติธรรมได้สนุก มันอ่านรู้ของจริงเหมือนดูหนังจีน สนุกก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน