สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มหาสติปัฏฐานสูตรกับอานาปานสติสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข23 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มหาสติปัฏฐานสูตรกับอานาปานสติสูตร ตอนนี้มาเข้าสู่เรื่อง สติปัฏฐานหรืออานาปานสติ ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว หากไม่ชัดเจนว่าสติปัฏฐาน กับอานาปานสติ มันคนละอย่าง ใช่ มันมีนัย คนละมุม แต่อันเดียวกัน เหรียญคนละเหลี่ยมมุม สติปัฏฐาน 4 กับอานาปานสติ 2 คือลมหายใจเข้าออก สติปัฏฐานก็มี 4 กายเวทนาจิตธรรม สวดอานาปานสติ คือ อานา กับ อาปานะ คือลมหายใจเข้าลมหายใจออก เป็น 2 ลมหายใจเข้าลมหายใจออกหมายถึงอะไร หมายถึงคุณยังมีลมหายใจ 2 นี้อยู่ หากมีแต่ลมหายใจเข้าไม่มีออกก็ตาย หากมีแต่ลมหายใจออกไม่มีเข้าก็ตาย เพราะฉะนั้นลมหายใจออกลมหายใจเข้า อานากับอาปานะ จะสลับกันก็ได้ เอาอานาปานะคือออก ก็ได้หรือเข้าก็ได้ แต่อาปานะ เป็นออกหรือเข้าก็ได้ มันเป็นความสุดยอดแล้วมีแต่เข้าก่อนนี่แหละ ไม่ต้องไปเถียงกันว่าไหนคือเข้าหรือออก ไปถามว่าเกิดมาแล้วลมหายใจเข้าหรือออกก่อนกัน ชีวะมีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไม่ใช่ตั้งแต่คลอดออกมา อยู่ในครรภ์มารดาก็มีการหายใจ แล้วคุณรู้ไหมว่าลมหายใจออกหรือเข้า แต่คนมีแล้วลมหายใจเข้าออก ตั้งต้นคนเกิดมาอุแว๊ เข้าหรือออกก่อนกัน ไปถามพยาบาลหรือหมอทำคลอดจะรู้ไหม ว่าเด็กคนนี้เกิดมา ลมหายใจออกก่อน แล้วก็ค่อยหายใจเข้าตามมา หรือว่าหายใจเข้าก่อนแล้วค่อยหายใจออกตามมา ใครจะไปรู้ ตัวเด็กก็ไม่รู้ ตัวผู้ที่สัมผัสอยู่ก็ไม่รู้ อย่าไปเถียงกันดีกว่าเรื่องนี้เสียเวลา

มหาสติปัฏฐานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 10 [273] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพร

อ่านต่อ

ะพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและ ปริเทวะ เพื่อความดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการ 4 ประการ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและ โทมนัสในโลกเสียได้ 1 พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1 ฯ จบอุทเทสวารกถา [274] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี (คำว่า “ก็ดี” นี้ภาษาบาลีคือ “วา”) ไปสู่เรือนว่างก็ดี พ่อครูว่า...ตอนนั้นพระพุทธเจ้าอยู่ป่าและสอนคนอยู่ป่าเพราะเป็นไปตามกระแสโลก จนท่านฟื้นภูมิท่านมาได้ ว่าท่านมีภูมิจะเป็นพุทธเจ้ามาแล้ว ท่านได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ก็อยู่ในป่าก็ต้องสอนคนในป่า ท่านก็จะตีทิ้งคนออกป่าไม่ได้แต่ท่านก็ตรัสในอัมพัฏฐสูตรว่า ความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ 1.ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2.ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3.สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4.สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

ให้อ่าน รูป 28 นาม 5 ในปฏิจจสมุปบาท ท่านให้มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่เกี่ยวกับป่านะ พวกอยู่ป่าเป็นพวกทิ้งผัสสะ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ตัวเจตนาเป็นตัวกลางต้องรู้ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา หากไม่มีผัสสะไม่ครบนาม 5 เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่สามารถมีเวทนา ผัสสะ ไม่ได้ คุณจะหลับตานึกเอาเอง จินตนาการเองก็เป็นกิเลสในภพคุณเท่านั้นไม่กระทบกับใคร แต่คุณมีอาการ 32 ที่สัมผัสภายนอกแล้วเกิดเวทนาจึงรู้จักกิเลสหมด แล้วจึงจะยอมรับเป็นสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่ใช่แค่กายสักขีที่ว่าสะอาดหมดจดอย่างไร ก็ไม่รับรองได้ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ยิ่งอุภโตภาควิมุติเลยยิ่งหมดทั้งอาสวะอนุสัย ต้องสำคัญชัดเจนว่าต้องมีนาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทีนี้ นาม 5 นี่แหละ แล้วเวลาจะสมบูรณ์แบบต้องมีรูปอีก 28 ต้องเกี่ยวข้องกับดินน้ำไฟลมต้องเกี่ยวข้องกับชีวะที่มี โคจรรูปกับวิสยรูป มีผัสสะ ถ้าดำเนินไปไม่สัมผัสกับอะไรก็ไม่มีอะไรเกิดหรอก ดำเนินไป หรือสัมผัสกับอะไรคุณก็ไม่เกี่ยว สัมผัสกับอะไรก็ดูแต่ใจอย่างเดียว ค้นหาคำว่าหลับตาในพระไตรปิฎก 45 เล่มนี้ เป็นคำตรัสพระพุทธเจ้ามีไหมให้ปฏิบัติหลับตา แต่เราพูดถึงเรื่องปฏิบัติแบบลืมตา แต่บางคนลืมตาแต่แบบตาแข็งทื่อ ตอนเล่นไสยศาสตร์ อาตมามีเพื่อนที่ทำแบบนี้พอเข้าฌานแล้วลืมตาแข็งทื่อเขาก็ว่าเข้าฌานเต็มแล้ว เป็นฌานแบบในภพนะ ถ้าจริงต้องพิสูจน์ครบทั้งภายนอกและภายใน กับคนด้วยกันจึงเป็นเอหิปัสสิโก ถึงจะเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ แต่ถ้าเป็นของคุณคนเดียวอยู่ภายใน เชิญเข้ามาดูภายในได้อย่างไร เอากล้องส่องไม่ได้ อธิบายรูป 28 นี้ หากรู้ได้แล้วก็จะรู้สภาวะของ เจตสิก 52 89 121 ได้ สมณะฟ้าไทว่า...เขามีคนเขียนมาว่า คนเราเกิดมาคือหายใจเข้าคือมีชีวิต หายใจออกหมดแรงคือหมดชีวิต คนถูกทับร่างตัวแฟบ หายใจออกคือตาย พ่อครูว่า...หายใจเข้ายืนยันการเกิดมากกว่า หายใจออกน่าจะเป็นการตายแต่หายใจเข้ามีออกซิเจนทั่วไปได้ ก็เอาอย่างนั้นก็ได้จบ ไม่เถียงไม่แย้งแล้ว

อ่านพระไตรปิฎกต่อ... นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อ หายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอด กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกอง ลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้นเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังพรรณนามาฉะนี้ พ่อครูว่า...ที่ท่านต้องพูดเรื่องลมหายใจ เพราะว่าสมัยนั้นเขาปฏิบัติแบบหลับตา อยู่กับลมหายใจ ไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟ เอาแต่ลมอย่างเดียว อานาปานสติ ก็แค่นั้นดูลมหายใจ แต่ว่าถ้าไม่รับรู้แม้ลมหายใจก็หมดกายนะ เหลือลมแค่นี้ ลมหายใจด้วย ลมอื่นๆไม่เกี่ยวด้วย ทำไมทำความแคบให้แก่ตัวเองจัง จะรู้แคบทำไมแค่นั้น ท่านอนุโลมสูงสุดแล้วมันก็ได้แต่ได้น้อยแค่นั้น แล้วจะไปตัดสินอรหันต์แค่วงวนลมหายใจเข้าออกนิดเดียว นอกนั้นจะสัมผัสสัมพันธ์กับ ไฟ ดิน น้ำ พืช มนุษย์สัตว์ก็ไม่มีให้สัมผัสเลย แล้วถามหน่อย ดิน น้ำ ไฟ ลม มันก็ไม่มีวิบากไปรักหรือชังเราไม่ได้ แล้วคุณจะตัดวิบากก็ไม่ได้อีก มันต้องมาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีนามธรรมด้วยกันคือสัตว์ พืช พระพุทธเจ้าก็สอนว่ามันเป็นชีวะ มีธาตุรู้แค่สัญญากับสังขาร จิตไม่มีวิญญาณครอง ต้องตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวเป็นต้นไปก็อย่าประมาท อย่าทำวิบากกับมัน วิบากมันไม่นาน แต่เราต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ด้วย สัตว์เซลล์เดียววิบากไม่มาก แต่ก็ค่อยขยายไป กว่าจะเป็นสัตว์ที่มีวิบากมาก ใช้หนี้กันไปมา เป็นอจินไตยมาก สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าค่อยๆอธิบายอนุโลมได้แต่ท่านก็ตรัสไว้แล้ว ตั้งแต่ศาสนายังไม่เสื่อม เริ่มต้นตั้งศาสนาในอัมพัฏฐสูตร มีอัมพัฏฐมานพผู้ฉลาดเก่งมีความรู้มากมายเหมือนสมัยนี้ที่เป็นปทปรมะนี่แหละ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้กายสังขาร ต่อจากนั้นเป็นเวทนา เป็นจิต และธรรมะ ในสติปัฏฐาน 4 กายต้องครบรูปและนาม กายต้องมีภายนอกต้องมีบุคคลที่ 2 มี Definition ความหมายที่ชัดเจนขึ้นอีก ต้องจำกัดความหมายให้ชัดเจนลงไปอีกว่ามันจะต้องมี 2 ต้องมีผู้อื่นอีกเป็นคนที่ 2 เป็นตัวยืนยันร่วมรู้กันได้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นสัจจะที่ครบไม่ได้ มีทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ

พระพุทธเจ้าตรัสต่อ …. ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ พ่อครูว่า...อยู่คือ วิหรติ สำนวนแปลว่าสำเร็จอิริยาบถอยู่ มันเป็นปัจจุบันนั้นอยู่ไม่ได้หายไป status quo มันอยู่ในปัจจุบันนั้นยังมีอันนี้ ขาดกาละปัจจุบันแล้วไม่มีอันนี้ไม่เกี่ยวแล้ว กาละเป็นปัจจุบัน ณ บัดนั้น หรือบาลีว่าเป็นสัมปติ บัด now หรือ suddenly ทันทีทันใดนั้น ในกาละนั้นยังไม่แตกไป ถ้าจะขอพูดอีกว่า คำว่า กาละ คือ กะ กับ ละ แล้วเชื่อมกันด้วย อา สระ มีอะ อา อิ จาก อะมาเป็นอา กะนี้มีพลังเริ่ม แล้วมาเป็นกาแล้วมาเป็น ละ พลังงาน ละ คือ ย ร ล ว คือเศษวรรค มันเป็น cyclic ได้แล้ว ย ร ล ว ส ห แล้วค่อย ฬ คือ cyclic เริ่มเกิด cyclic กาละ คือพลังงานที่เกิดความวนได้ มันมี กัลปะ มีตัว ป. มาก็จะแตกต่างจาก กาละ คำว่ากาละ เป็น ตัวยาว ส่วน กลป เป็นตัวสั้นแต่มีครบ กลปเป็นเจโต กาละเป็นปัญญา หรือ กลป เป็นปุริสภาวะ ส่วนกาละเป็นอิตถีภาวะ กลปะนี้สั้น แต่กาละนี้แน่นแข็ง หรือกาละยาว แต่กลปะคือแข็งแน่นไม่ยาวได้ กลปะ จะฟังเป็น กัลป์ ก็ได้ แต่ถ้ากาละนี้ยาว กัลปาวสาน ก็ยาวเลย กปป นี้มีพยัญชนะเต็มสูงกว่ากลปะ กาละ นี้ กระทำ ล มีพลังงานร่วมทำ กลละ คือเริ่มเกิดแล้ว กลละ เป็นตัวที่ เป็นเนื้อเป็นตัวมากกว่า กาละ กาละนี้เป็นเวลา ส่วน กลละ นี้เป็นน้ำแล้วนะ ส่วน กาละ ยังเป็นอากาศอยู่เลย แตะต้องไม่ได้แต่ กลละ นี้เป็นเชื้อน้ำแล้ว กลล อัมพุธ คณะ เปสิ ปัญจสาขา

[275] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้างพิจารณาเห็นธรรม คือความเกิด ขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้างพิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อัน ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบอิริยาปถบรรพ [276] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออกในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น กายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้ง ความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมี อยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ จบสัมปชัญญบรรพ พ่อครูว่า...ไม่ถือมั่นคือหลุดพ้นแล้ว แต่ยังมีอยู่สักแต่ว่าความรู้สักแต่ว่าอาศัยสักแต่ว่าระลึก ส่วนตัณหานั้นเธอเป็นผู้ที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว ตัณหา คือจิตเป็นกิเลสแล้ว ส่วนทิฏฐิจะเป็นกิเลสหรือไม่ก็ได้ สัมมาทิฏฐิคือไม่มีกิเลส ส่วนมิจฉาทิฏฐิคือกิเลสมี ต้องอ่านถึงว่าตัณหานี้มีกิเลสตัณหานี้ไม่มีกิเลส ท่านเริ่มต้นสอนคนอยู่ป่า อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ป่าก็ดีเป็นต้น สอนคนอยู่ป่าต้องพูดเช่นนี้ แต่ถ้าคนเข้าใจแล้วไม่ต้องพูดอย่างนี้ก็ได้เลย ในป่าไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไรมากที่จะเกี่ยวข้อง ค่าของเงินทองเพชรนิลจินดาสมบัติพัสถานก็มีน้อย แต่คุณมาอยู่ในเมืองมันมีเยอะเลย ทีนี้คุณจะอยู่เป็นคนธรรมดาเป็นคนเมืองคนทั่วไป ต้องเรียนรู้สิ่งที่เขามีจริงเป็นจริงทั่วไปเขา ไม่อย่างนั้นคุณก็อยู่กับโลกแค่เป็นผีตองเหลืองในป่าเท่านั้น ก็ไม่รู้อะไรกับโลก ก็อยู่ในป่าสบายแต่อย่าออกมาจากป่า ถ้าออกมาจากป่าก็ถูกอสรพิษ ขบกินตาย อามิสขบกินตาย มลพิษก็สู้ไม่ได้ ยิ่งออกมาในเมืองมีปรุงแต่งพิเศษสารพัดจะมาหลอกเราอีก อานาปานสติคือหมายเอาลมหายใจเข้าออกของคนที่ยังมีชีวิต ตลอดที่มีชีวิตอยู่ควรจะต้องปฏิบัติสติปัฏฐาน อานาปานสติ หมายถึงลมหายใจเข้าออกหมายถึงชีวะ เมื่อมีชีวะก็หมายถึงปฏิบัติธรรมตอนยังมีชีวิต ซึ่งเป็นธาตุรู้โตกว่าลมหายใจ โตกว่าชีวะอย่างเดียว ชีวะอย่างเดียวยืนยันไม่ได้ หมายถึงพืชก็ได้ หมายถึง เซลล์เดียว สัตว์ที่เพิ่งเกิด เป็นจุลชีพก็ได้ แต่ชีวะหมายถึงที่จะต้องพูดกันรู้เรื่อง หมายถึงที่จะต้องทำความเข้าใจหรือจะต้องอย่าไปจองเวรจองกรรมกับคนที่รู้เรื่องมาก จองเวรมากยึดถือมาก โหดร้ายมาก มันควรจะต้องรีบปลดปล่อยให้หมดเวรภัยกันให้ได้ จากผู้ร้าย ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสิ้นวิบากจากผู้ร้าย ผู้ร้ายมันจะทำอะไรคุณไม่ได้อย่างถาวรยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดมาเจอกันอีกครั้งไหนๆก็ตามสุดท้ายจะไม่เกิดเจอกันอีก วิบากจะจัดสรร แม้จะเจอกันก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนพระเทวทัตทำอะไรพุทธเจ้าไม่ได้ สารพัดจะทำ เอาช้างนาฬาคิรีมา เป็นสัตว์ร้ายที่สุดแล้ว ก็ทำอะไรพระพุทธเจ้าไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้ต่อสู้อะไรเลย มันเป็นบารมี คล้ายๆอาตมา ชาตินี้แม้คนจะมาตบอาตมา เหมือนหินไทถูกตบ ก็ยังไม่เคยถูกตบ ยิ่งเตะถีบก็ไม่มี อย่างเก่งก็แก๊สน้ำตา มีรถชน ตอนเล่นไสยศาสตร์อยู่ ห้อยพระเป็นพวงเขาหามไปโรงพยาบาล ขาบวมเป่งแต่ไม่แตก ไม่มีแผลไม่มีเลือดแต่บวม ตัองรักษาอีกหลายเดือน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน