สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน การปฏิบัติอย่างมีลำดับของศีล 5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน การปฏิบัติอย่างมีลำดับของศีล 5 ทีนี้มาสู่การปฏิบัติโดยลำดับ การปฏิบัติที่มีความพร้อมและถูกต้องอย่างดี ยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ศีล 5 เอาข้อ 1 เลย ศีล 5 ข้อ 1 เป็นต้น บอกว่า ไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ได้ เห็นสัตว์ หรือมีสัตว์อยู่ต่อหน้าสัมผัสกันเลย และก็เป็นโอกาสอย่างยิ่งที่จะฆ่าได้ จริงๆ มีความจำเป็นมีความสำคัญที่จะฆ่าด้วยแต่ก็ไม่ฆ่า เป็นคนอย่างไรก็ไม่ฆ่า แม้ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้จะถึงชีวิต ผู้ที่มีศีลข้อ 1 นี่แหละ จะไม่ทำการละเมิด แม้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ให้ชีวิตนั้นเป็นอันตรายไปเลย ซื่อบื้อถึงขนาดนั้น พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ทัณฑะศาสตรา เครื่องทำร้าย จะไม่สร้างเลย ประเทศที่มีศีล สังคมที่มีศีลข้อ 1 จะไม่สร้างอาวุธ เราไปชุมนุมประท้วง ดันมีคนอยู่ในกลุ่มพวกเรา ไปซ้อนทำระเบิด เราจับได้เราก็จัดการอย่างสำคัญ เราจะไม่สร้าง นอกจากไม่สร้างแล้ว มีความละอายที่จะทำร้ายสัตว์ ทำร้ายคนอื่น อย่าว่าจะทำลายเลย จะเบียดเบียนเราก็ละอาย มีความเอ็นดูด้วย แม้แต่สัตว์นั้นจะมีเขี้ยวมีงามีเล็บมีพิษในตัว มีความกรุณา ถ้าช่วยได้ ที่ควรจะช่วยก็ช่วย แต่ถ้าไม่ควรจะช่วยก็ไม่ต้องช่วย เช่น อาตมาเคยยกตัวอย่าง เห็นงูมันกินเขียด ก็ไปช่วยเขียดมันออกจากปากงูมันไม่ใช่เรื่อง งูจะให้มากินผักคะน้าได้อย่างไร มันไม่กินพืชผักมันก็ต้องกินสัตว์ มันเป็นเขียดเป็นหนูมันก็ต้องกิน เราก็ต้องรู้ความเหมาะควร มีความเอ็นดูมีความกรุณา ข้อสุดท้ายนี้ยิ่งใหญ่มาก หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์แต่ละตัว ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จะเห็นประโยชน์ของมันว่ามันจะมีประโยชน์ขึ้

อ่านต่อ

นมาได้เท่าไหร่ ก็จะช่วย เช่น ช่วยให้สัตว์เซลล์เดียวเป็นอรหันต์มันจะเป็นไปได้ก็ช่วยเหลือ แต่มันจะเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ช่วยให้มันมีชีวิตต่อไป อย่าไปเบียดเบียนทำร้ายอะไรมัน แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ที่จะไปทำร้ายสัตว์อื่นก็เป็นวิบากของมันเอง มันก็ต้องรับวิบากของมันเอง เราไม่รู้ ว่าเซลล์นี้หรือสัตว์ตัวนี้มันจะมีวิบากดีหรือว่าไม่ดี เราไปยุ่งเกี่ยวกับมัน เราไปแทรกแซงไม่ได้ คนแต่ละคนมีวิบากของตัวเองไม่ใช่น้อยอยู่แล้ว แถมและเสริมกันอีกมันไม่ควร พระพุทธเจ้าให้ทำสัจจะที่ปลอดภัยมาก นอกจากจะไม่แล้วยังช่วยกันให้เจริญได้อีก แต่อย่าไปช่วยเขาให้ลงนรกให้เขาจมในทางที่ผิด ก็อย่าไปทำ อันไม่สมควร ในธรรมะของพระพุทธเจ้านี้จึงละเอียดรอบถ้วนหมด ยกตัวอย่างข้อที่ 1 เมื่อเราอยู่ในโลกก็จะมีการสัมผัสสัมพันธ์ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ให้ไปนั่งหลับตาแล้วสร้างจิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ จะต้องลืมตาแล้วเกี่ยวข้องกับสัตว์เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับการสัมผัสทวารภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมี 5 ทวารนี้ เป็น ปสาทรูป ก็พร้อมที่จะทำงาน โคจรรูป 5 พร้อมที่จะทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตากลายเป็นคนไม่เต็ม ไปนั่งหลับตาก็เหมือนกับคนตาบอด แต่นั่งหลับตานั้นไม่ใช่ตาบอด อย่างเดียว ตาก็ไม่รับรู้หูก็ไม่รับรู้ เช่น ไม่ได้ยินไม่ได้รู้ไม่ได้รับรสไม่รู้สึกทางกาย แล้วบอกว่านั่นคือการทำจิตให้ยิ่ง อธิจิต หรือว่าเป็นสมาธิ มันจะเป็นการปฏิบัติที่หลงทางอย่างสนิท ตรงกันข้ามตีลังกากลับ ไม่ใช่การปฏิบัติสัมมาสมาธิที่เป็นสมาธิของพระอาริยะ อริโยสัมมาสมาธิ ซึ่งมีการลืมตาปฏิบัติประกอบด้วยมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานต้องฟังให้เข้าใจ เป็นทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจแล้วก็ไปมีสติมีความพยายามสัมมาสติ สัมมาวายามะช่วยกันกับสัมมาทิฏฐิ เป็นพลังงานช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดผลสัมมาสมาธิด้วย ขณะที่มีทำงานอาชีพ จะเป็นการปลูกผัก จะทำงานสื่อสาร ทำงานอะไรก็แล้วแต่ทำงานการเมืองทำงานทุกอย่างที่เป็นสัมมาอาชีพ ก็จะต้องมีสติมีความพยายาม อ่านกิเลสจากอาชีวะ การงานเลี้ยงชีพนั้น อ่านไปในการสัมผัส จะต้องใช้จิตนี้ไปทำงานตรวจสอบ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เมื่อจิตสัมผัสแล้วแยกแยะ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์จะทำงานไปด้วย มีสติแล้วต้องมีธรรมวิจัยประกอบพร้อมอยู่ ธรรมวิจัยทำงานร่วมไป วิจัยออก วิจัยอะไร วิจัยเอากิเลสออกไปจากจิต ที่มันเกิดๆๆอยู่ แล้วแยกกิเลสออกมา ทำลายกำจัดๆๆ ของพระพุทธเจ้ารู้หน้าตากิเลสให้รู้ นี้ตัวปลอม เหมือนกับตำรวจรู้ว่าตัวโจรอยู่ไหน จับโจรได้ก็จัดการ ตามกระบิลเมืองตามกฎหมาย โจรร้ายถึงขั้นให้เอาเข้าคุกหรือว่าลงทัณฑ์ตามกฎเกณฑ์ของสังคม ก็ต้องจัดการ ไม่ทำอย่างเหลาะแหละ สีลัพพตปรามาส จับโจรได้ก็มาลูบหัวกับโจรเล่นกับโจร ไม่จัดการลงโทษมัน เรียกว่า สีลัพพตปรามาส ไม่ได้ ต้องจัดการกับมันให้ทันที การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแม้แต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ ของจะเป็นของอะไรก็แล้วแต่ พ้นไปจากร่างกายของเรา แม้แต่ร่างกายของเราท่านก็ให้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา ของที่นอกตัวเรานอกร่างกายเรา ไม่ใช่สิทธิ์ของเราไม่ใช่ของของเราก็อย่าไปแค่ วิสาสะ ต้องระมัดระวัง ยิ่งไปฉวยมาเป็นของเราเลย ยิ่งไปปล้นจี้ใช้อำนาจไปเอาของเขามา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา มันเลวร้ายที่สุด นี่เป็นคุณธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอน แค่ของกับสัตว์เราก็ปฏิบัติให้ได้ดี ทำได้เราก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยไม่เป็นโทษภัยกับใคร เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ส่วนข้อที่ 3 คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เป็นพิษภัยต่อตนเอง ตนเองโง่ หลงรูปอย่างนี้ เราชอบรูปอย่างนี้ไม่ชอบรูปแบบนี้ก็ทำร้าย เสียงอย่างนี้ชอบ เสียงอย่างนี้ไม่ชอบถึงขั้นทำร้าย กลิ่น รส ก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ชอบก็ทําร้าย อย่างนี้ต้องศึกษา มันเป็นภัยต่อตนเอง และมีการเกี่ยวข้อง พันธกิจ เกี่ยวข้องกับผู้อื่นไปทำร้ายผู้อื่นต่อ ถ้ามีแต่เฉพาะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสตัวเอง ไม่ไปถึงขั้นศีลข้อที่ 1 ข้อ 2 ก็เป็นภัยแก่ตัวเองอย่างเดียว เพราะฉะนั้นศีลข้อที่ 3 กามคุณ 5 เราติด เราหลงผิดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเราก็ไม่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีศาสนาพุทธนี่แหละสมบูรณ์แบบที่สุด เรียนรู้อาการของความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา แล้วมันรู้สึก เวทนานี้เป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ ถ้ารสชาติสามัญเป็นรสแท้ สัมผัสต่างๆมันเป็นรูปอย่างไรก็รู้อย่างนั้น มันไม่มีความชอบความชัง ไม่มีดีไม่มีชั่วอะไร มันก็อยู่ของมัน แต่ถ้ามันไปเกี่ยวข้องกับอะไรแล้วมันจะเป็นพิษเป็นภัยกับอะไรได้ ก็ขยายความไป รู้แล้วก็ช่วยจัดการ เรียนรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันนี้สำคัญ เกี่ยวกับสัตว์กับข้าวของก็ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่ พระพุทธเจ้ารู้ในความเป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ลึกซึ้งกว่าของศาสนาอื่น ให้ทรงไว้ซึ่งเป็นธรรมะโลกุตระที่ปลอดภัยสูงสุด ถ้าปฏิบัติในกรอบความรู้ที่เขามีความรู้กัน ส่วนของพุทธนั้นลึกซึ้งสูงสุด อาตมายังภูมิใจดีใจที่ได้อาตมาอธิบายธรรมะขึ้นมาในยุคนี้ ก็ยังมีคนเข้าใจปฏิบัติได้อย่างพวกเรา พระพุทธเจ้าประกาศถึงโลกุตรธรรม คนก็รับได้น้อยไม่เท่าที่ควร น้อยเกินไป ทุกวันนี้อาตมาก็ยังว่ามันมีน้อยเกินไปตามประสาเรา ตัวอย่างพระพุทธเจ้า ขนาดท่านมาประกาศแล้ว คนก็รู้โลกุตรธรรมได้น้อยกว่าควร อย่างอาตมาประกาศและคนรับรู้ได้ประมาณนี้ อาตมาก็ว่า efficient คุ้มค่า efficiency มันมี effectiveness มันมีผล efficiency คุ้มค่า เราก็ยังทำงานมีผลคุ้มค่า มาถึงวันนี้อาตมาพูดได้อย่างนี้เพราะมันเกิดแล้วไปแล้ว ได้เท่านี้ก็เอาละ ตายวันนี้วินาทีก็ไม่มีปัญหา สบายใจ (โยมว่าอย่าเพิ่งตาย) อันนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติ หากคนมีคุณค่าประโยชน์เขาก็ไม่อยากให้รีบตาย หากจะตายก็จะพยายามช่วยปั๊มหัวใจขึ้นมาอย่าให้ตาย ทีนี้ มาเข้าสู่การปฏิบัติ การปฏิบัติก็ให้ละเอียด เป็นศีล แล้วจะเกิดอธิจิต อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติหรืออธิโมกข์ ท่านแปลว่า มีจิตโน้มไป ไปสู่วิโมกข์ธรรมวิมุตธรรม มันมีกระแสมีพลังมี Trend โน้มไป มีทิศทางไปสู่ความเจริญ เรียกว่าอธิมุติหรืออธิโมกข์ ผู้ที่เข้าใจและสามารถอ่านได้ อ่านกระแสจิตอันพลังงาน อ่านอาการของจิตมันมีทิศทางของมันได้ นั่นแหละคือผู้ที่เข้าถึงธรรม เป็นผู้รู้จักธรรมะ ขั้นจิตเจตสิกที่มีทิศทางมีกระแส ทวนกระแสจากโลกีย์ ไปทางโลกุตระ อ่านอาการนั้นออกจริงๆรู้จริงๆเห็นจริงๆ ที่พูดแบบนี้พอเป็นได้ไหม (โยมตอบว่าได้) ที่สื่อภาษานี้สภาวะตรงกันนะ ถ้าตรงกัน อาตมาประสบความสำเร็จจริงๆ effectiveness มีประสิทธิผลจริงๆ

610227_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน