สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาของนาม5 รูป28.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาของนาม5 รูป28 เรามาเข้าสู่ ความรู้ ขยายความคำว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ สมมุติศีลข้อ 1 สัมผัสกับสัตว์ ข้อที่ 2 สัมผัสกับของ ซึ่งมันยังไม่มีชีวิต แต่สัตว์มันมีชีวิตจริง จึงต้องระมัดระวังมากกว่าของ ของมันไม่มีชีวิต แต่กับสัตว์มันมีชีวิต เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง ต้องมีความหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ต้องมีกรุณามีความเอ็นดู แก่สัตว์ทั้งหลาย นี่คือข้อควรระวัง เมื่อคุณอยู่กับสัตว์ คุณมีรูปีรูปานิ เกี่ยวข้องกับสัตว์ก็ต้องระมัดระวัง อย่าให้สัตว์นั้นเสียประโยชน์ถูกทำร้าย อย่าเบียดเบียนสัตว์ อธิบายในกรอบนี้เขาก็เลยบอกว่าในนี้ไม่มีอธิบายว่าไม่ให้กินเนื้อสัตว์ เขาก็เลยกินเนื้อสัตว์กัน หากเราเข้าใจสภาพเป็นวิบากเกี่ยวเนื่องกันกับสัตว์ มันเป็นวิบากเกี่ยวเนื่องเป็นอจินไตยเป็นเรื่องยาก กรรมวิบากเป็นเรื่องยากจะเข้าใจ แต่ว่าอาตมารู้ในกรรมวิบาก เข้าใจว่ามันเกี่ยวเนื่องต่อกัน มันสืบต่อเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันลึก จองเวรจองกรรม มีวิบากกันเยอะ อาตมาก็ว่า ถ้าเราเป็นไปได้ในชีวิตของเรา เราจะยังชีพของเราอยู่ แต่เราไม่ต้องให้มันมีเกี่ยวข้อง ไม่ให้เกิดวิบาก ไม่เกิดพันธกิจที่สัตว์มันจะถือเป็นพันธกิจของมัน เอาเนื้อมันไปกินทำให้วิญญาณของมันไม่มีร่างอาศัย มันก็ถือนะ ดีไม่ดี ฆ่ามันตายเอามันมากิน เป็นยักษ์มารแท้ๆ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว สิ่งที่เราจะยังชีพโดยไม่ต้องไปทำให้มันมีวิบาก มันมีพันธกิจ กับวิบาก เกิดมาจองเวรกันชาติแล้วชาติเล่า เพิ่มเข้าๆ อาตมาว่าก็กินสิ่งที่มันจะยังชีพได้โดยไม่สร้างวิบาก มันไม่ฉลาดกว่าหรือไง ฟังแค่นี้เข้าใจไหม พวกคุณเข้าใจแล้วก็เลิกมาได้ คนไม่เข้าใจก็บอกว่าศาสนาพุทธไม่เคยสอน อาตมาที่สอนนี้มันโยงใยเกี่ยวข้องไม่ได้พรากจากคำสอน

อ่านต่อ

พระพุทธเจ้านะ มันเป็นอย่างนี้ ใครฟังที่อาตมาอธิบายเข้าใจก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวกันกับอาตมาเข้าใจก็ปฏิบัติตาม หากใครไม่ยอมรับ ก็ไปเชื่อตามที่คุณเชื่อ ก็ได้อันโน้นก็ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ไม่ว่าอะไรเราก็ทำตามที่เราเชื่อมั่นตามที่เราเห็นว่าถูกต้อง ในอธิจิตของคนที่เข้าใจอธิศีล ตามที่อธิบายคุณเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติก็เกิดอธิจิต ปฏิบัติได้ผลเกิดอธิปัญญา ขณะที่ปัญญาหรือธาตุรู้ ที่รู้ตามระบบของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าระบบปัญญา ถ้าหากระบบโลกีย์ก็เป็นรู้อย่างฉลาด เฉโก จนกว่าคุณจะมีความรู้อีกอันหนึ่งที่เป็นอัญญา เป็นพลังงานฉลาดอีกอันหนึ่ง มันก็เกิดมา มาทำงาน ปัญญาอธิปัญญาก็เกิดจากที่คุณถือศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ เมื่อสัมผัสกับสัตว์ก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วคุณก็มีความเอ็นดู แม้แต่จิตที่จะไปกินมันก็ไม่ทำเด็ดขาด ถ้ามันมีที่กินอยู่แล้ว กินพืชผักก็พอ อายุยืนยาวดีด้วย วิบากก็ไม่มี สัตว์กับพืชมีอะไรมันถูกกว่ากัน พืชมันถูกกว่าอีก เวลาจะจับมากินจับสัตว์กับจับพืชอันไหนง่ายกว่ากัน ก็จับพืชง่ายกว่า มันไม่วิ่งหนี สัตว์มันกัดเราได้ด้วย มีเหตุผลต่างๆนานา แต่ทำไมคนเรามันโง่หาเรื่องยากมาเลี้ยงชีวิตเขา ก็ควรหาเรื่องง่ายๆสะดวกๆ ไม่มีวิบากไม่มีพันธกิจ เห็นไหมดีกว่ากันเยอะเลย อาตมาว่าถ้าใครตั้งใจฟังอาตมาอธิบายให้ดีๆนะ เขาจะเลิกกินเนื้อสัตว์ คุณเลิกไม่กินเนื้อสัตว์นี้ก็เป็นอธิมุติอย่างหนึ่งของคุณ จิตมันโน้มไปเป็นวิมุติหลุดพ้น คุณเลิกกินเนื้อสัตว์ เข้าใจชัดคุณก็หลุดพ้นวิมุติอย่างหนึ่ง หมดวิบากที่จะไปเกี่ยวข้องกับสัตว์อีกแล้ว แต่ก่อนไม่รู้ก็ไปมีวิบากไปกินไปเกี่ยวพันไปสร้างพันธกิจกับมันมา แม้คุณจะไม่ฆ่าเองก็ไปกินที่คนอื่นเขาฆ่าก็เป็นพันธกิจเกี่ยวโยง คุณก็มีเท่าที่คุณมีไปแล้ว จากนี้ไปคุณก็ไม่มีพันธกิจไม่มีอะไรจะสืบต่อ ไม่มีวิบากกับสัตว์ใดๆอีกเพิ่มเลย ก็หลุดพ้น นอกจากสัตว์แล้วข้าวของที่ไม่ใช่ของของเรา เรารู้ว่าไม่ใช่ของของเราเลย อย่าไปเอามาโดยวิสาสะ ยิ่งจะไปทุจริตไปปล้นจี้ไปเอาเปรียบเอารัดมาก็ไม่เอา คุณสร้างด้วยมือของคุณสิ ระบบวิธีของพระพุทธเจ้ามาร่วมกันสร้าง แล้วเอาเป็นของกองกลาง แล้วร่วมกันแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ตามควร หากคุณอยู่ในนี้จะมีความตะกละกินให้มากเท่าไหร่ก็มีให้พอ มันอุดมสมบูรณ์มีพอ เราเป็นสังคมสมบูรณ์แล้วคุณจะกินให้ท้องแตกเลย ก็ไม่มีใครห้าม แต่คนเราก็ควรกินอย่างพอเหมาะ ยิ่งถ้ามันมีมากมีเยอะ มันไม่กินมากหรอก แต่ถ้ามันมีน้อยจะรีบแย่งกันตะกละตะกราม เอาไปสต๊อกไว้ในท้อง เอาแบบลิงที่เอาไปใส่ในกระพุ้งแก้มก่อนเอาไว้เคี้ยวทีหลัง แย่งเอามาก่อน ศีลข้อที่ 1 ศีลข้อที่ 2 เข้าใจง่าย แต่ศีลข้อที่ 3 เป็นเวทนาเป็นความรู้สึกทางตา หูจมูก ลิ้น กายเป็นความสัมผัส แล้วไปหลงในเวทนาเก๊ อันนี้ยากกว่า ละเลิกยากกว่า พวกคุณเลิกไม่กินสัตว์ก็ได้ ของเขาไม่เอาก็ได้ แต่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ยัง เห็นไหมมันเป็นขั้นๆ คนที่หลุดพ้นจากศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 มาแล้ว มีเหตุปัจจัย แต่เราอยู่เหนือแล้ว เรื่องของสัตว์ไม่ก่อเวรก่อภัย เรื่องของข้าวของข้างนอกเราก็ไม่ก่อบาปเป็นภัยให้แก่ผู้อื่นอีกแล้วแก่ตนเองอีกแล้ว เหลือข้อที่ 3 ผู้ที่มีภูมิธรรมอย่างนี้เข้าเกณฑ์อนาคามี ผู้ที่หลุดพ้นในศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 อย่างจริง จิตของคุณมีจริงๆ สัมผัสกับข้าวของที่ไม่ใช่ของของเราก็ไม่เกิดจิตเกิดอยากได้ของนั้นมาเป็นของเรา ถ้าอยากได้ก็ซื้อหามาตามสุจริต อย่างเก่งก็ต่อรองกัน ต่อรองได้ก็ซื้อ แม้ต่อรองคนที่ใจดีก็จะไม่เอาเปรียบ อย่างพวกเราไปซื้อของ คนที่อยากเอาเปรียบก็ต่อ อีกคนที่ไปด้วยมีจิตไม่เอาเปรียบก็บอกว่าไม่ควรจะต่อเขาเลย นี่คือของจริงสภาพจริงที่เกิด มันไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง ไม่ใช่เรื่องดัดจริตอะไร มันเกิดอาการจริงจากจิตของเราจะเกิดเอ็นดูสงสาร เอื้อเฟื้อเจือจานไม่เอาเปรียบเอารัด จิตของคนชนิดนี้ต้องเรียนรู้และสร้าง ถ้าคนในสังคมในประเทศมีจิตใจเช่นนี้จะอยู่อย่างสบาย เกิดมาชาตินี้อาตมาสอนวิชานี้เท่านั้น ก็เป็นการช่วยสังคมศาสตร์ช่วยรัฐศาสตร์ ถ้าคนมีจิตแบบนี้ในการปกครองบริหาร การอยู่ร่วมกัน มันก็ไม่เกิดการฆ่ากัน เป็นการช่วยเศรษฐศาสตร์ มีการเผื่อแผ่เกื้อกูลช่วยเหลือกันมีทานมีการให้ พวกเราเป็นดินแดนแห่งการให้ ใครเข้ามาเราก็ใจดี แจกให้ไม่ค่อยหวงแหน มันเป็นสัจจะจริงเป็นเรื่องจริง ส่วนตัวของใครจะหวงแหนบ้างก็เป็นส่วนตัวที่เหลือ ของเราเอามานี่ให้เขาไปแล้ว เราก็ยังมีเหลือกินเลย เป็นสิ่งสัจจะยืนยันปรากฏจริงอ้างอิงยืนยันได้ สังคมอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจตก พวกเราไม่มีปัญหาเศรษฐกิจเลย อาตมาจึงคิดจะทำอย่างไรให้ผู้ศึกษาเศรษฐกิจของประเทศชาติ มาเข้าใจอย่างอโศก อโศกไม่มีวิชาความรู้เองหรอกเป็นวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้บริหารเขาก็เป็นพุทธศาสนิกชน อาตมาก็คิดว่าเป็นเวรภัยของมหาเถรสมาคมจริงๆ ที่มาปกาสนียกรรม กาหัวอาตมาว่าอย่ามายุ่งกับอโศก เป็น Untouchable มันเป็นอนันตริยกรรมของมหาเถรสมาคมอยู่ไม่หาย แทนที่ประเทศชาติจะได้รับประโยชน์ ถ้าหากผู้บริหารเข้าใจนะ แต่ที่เขาไม่กล้าอาตมาก็เห็นใจ แต่ถ้าเข้ามานะ อาตมาก็คิดว่าดี ถ้ามาร่วมกับอโศก มาช่วยจัดการเศรษฐกิจประเทศด้วยอาตมาว่าจะดี ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือผู้เล็กผู้น้อยจะเห็นหรือไม่เห็น อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดอาตมาทำสิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐในสังคม อาตมาจะทำจะเผยแพร่จะประกาศ ว่ามาดำเนินวิธีการเศรษฐกิจแบบนี้ตรงกับของในหลวง ไม่ขี้ตู่นะ มีหลักฐานยืนยันว่ามาเอาแบบคนจน มาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มาทำให้รู้จักพอเพียง สร้างสรร รู้จักขีดความพอแล้วก็แจกจ่ายเจือจานเกื้อกูล การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่าขี้หวงขี้แหน อย่าเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ สร้างได้เท่านี้มะนาวขาดแคลนราคามันจะขาย 10 บาท เขาก็จะหาทางขายให้ได้มากกว่า 10 บาท หาทางโฆษณาหลอกล่อ มอมเมาคนอื่น เพราะว่าเป็นคุณนะถึงขายให้ 15 บาท ถ้าไม่ใช่คุณไม่ขาย 15 บาทนะ มันก็มอมเมากันอย่างนี้ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ อาตมาถึงภาคภูมิใจ อาตมาไม่ใช่เพิ่งทำได้ แต่ทำได้กับพวกเราชาวอโศกมานานแล้ว จนสามารถพาพวกเราไปกู้ประเทศชาติ ไปเผยแพร่ลัทธิ ทำกินทำแจก ไปทำแจกอยู่กลางถนนเป็นปี ใครมาก็ให้กิน กินแล้วก็หนีก็ไม่ว่า ให้อยู่ร่วมเป็นมวลประชุมประท้วงก็มี กินแล้วหนีไปเฉยๆก็มีเยอะไป ก็ไม่เป็นไร แล้วเราก็มาทำงานให้แก่ประเทศชาติมาประท้วง จนสำเร็จในด้านการเมือง คือประท้วงอย่างถูกกฎหมาย ประท้วงด้วยความสงบ ประท้วงด้วยการไม่มีอาวุธ ประท้วงด้วยความสงบ สยบความเคลื่อนไหว รัฐบาลไม่มีสิทธิ์จะทำงานต่อไปได้เสร็จไปหลายรัฐบาล ด้วยความสงบสยบความเคลื่อนไหวนั้นเป็นผลสำเร็จ นี่คือนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ พวกเราไม่ได้ใช้อาวุธเลย ไม่ผิดกฎหมายสากล ใช้ความสงบใช้ความจริง ออกมายืนยันประกาศว่าเอ็งผิด ๆๆ ด่าจัดเลยเก่งมาก ด่าเขาสู้แต่ว่าเขาสู้ไม่ได้ สู้ความสงบไม่ได้ สู้ความจริงที่ยืนยันความจริงไม่ได้ ประกาศให้ประชาชนรู้และเข้าใจ ประชาชนก็มีพลังกายวาจาใจมาร่วม จนเกิดพลังรวมที่ยิ่งใหญ่เป็นความสงบเรียบร้อย ราบรื่น พลังความสงบ ขจัดและหยุดพฤติกรรมพวกนั้นสำเร็จไปได้ แต่ก็ยังตีท้ายครัว ยังสะสมอาวุธก็ต้องลอบตามจับกันอยู่ เป็นพวกเศษกากที่เหลือ มันยังไม่ยอมจบเพราะมันยังมีหัวเชื้อมาร ยังมีการให้น้ำเลี้ยงและสร้างอิทธิพลแผ่อิทธิพลมาอยู่ ประเทศไทยตอนนี้มีเศรษฐกิจดีที่สุด อาตมาไม่ได้พูด Bloomberg เขาพูดไว้ การวัดความทุกข์น้อยที่สุดเขาวัดกันที่การไม่มีหนี้ แล้วเขาก็บอกผลมา เพราะฉะนั้นเสียงปากหอยปากปูปากโป้ง บอกว่าเศรษฐกิจแย่ เมืองไทยนั้นตอนนี้เศรษฐกิจแย่ที่ไหน วิเคราะห์วิจัยคำว่าเศรษฐกิจที่เขาเรียนกัน เศรษฐกิจที่เขาเรียกว่า GDP Gross domestic Product การจัดการรายได้มวลรวมของประเทศ ด้วยความคิดของอาตมา รายได้มวลรวมของเราของประเทศเรา คือเราสร้างแล้วเราก็มีผลผลิตนั้นแจกจ่ายจำหน่ายขาย ได้สิ่งแลกเปลี่ยนกลับคืนมา ได้เท่าไหร่ อันนี้เป็น Gross domestic เป็นของเรา จบตรงนี้ แต่ ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์นักเศรษฐกิจสังคมเขาไม่เอา เขาก็ไปเอาข้างนอกด้วย ทั้งๆที่บอกว่า Domestic ของคุณ เขาก็ไปเอาของนอกมาเป็นการตะกละ แล้วคุณก็บอกว่าเศรษฐกิจของคุณดี คุณได้เปรียบจากข้างนอกเขามาเอามารวม แล้วคุณก็บอกว่าเจริญเท่านั้นกี่เปอร์เซ็นต์ มันเป็นการออกนอกกรอบ Domestic เป็นการคิดแบบตรรกะเห็นแก่ได้เอาเปรียบ เอาของคนอื่นมารวมและบอกว่าเจริญ เป็นการเอาเปรียบคนอื่นมันเป็นบาป เพราะแนวคิดของอาตมานั้น ความเจริญทางเศรษฐกิจคือเราสามารถสร้างผลผลิตของเราได้ โดยรวมแล้วเรากินเราใช้เหลือ เอาส่วนเหลือนี้ไปขายให้ถูกๆ หรือให้แจกเลย นี่คือความเจริญทางเศรษฐกิจ หากขี้โลภมากไม่รู้จักพอถือว่าเศรษฐกิจเจริญ ชาวอโศกผลิตแล้วแจกจ่ายคนอื่น ขายให้ถูก ไล่แจก นี่คือเศรษฐกิจเจริญของอโศก เราไม่พูดปากเปล่านะ นี่คือชาวอโศกประสบความสำเร็จในเรื่อง GDP แล้วเจริญแล้ว แล้ววันๆเดือนๆปีๆชาวอโศกแจกให้คนอื่นเท่าไหร่ ไม่มีใครมาคิดให้เท่านั้น สำนักไหนจะมาทำสถิติตรงนี้นะ อาตมาทำงานนี้อยู่ในสังคมและประเทศ แม้ว่าต่างประเทศจะมาเข้าใจวิธีการ เข้าใจทฤษฎีนี้แล้วเอาไปทำตามไปเอาไปเป็น อาตมาก็ยินดีคิดว่ามันจะเจริญ อยากให้อเมริกามาเอาอย่างนี้ไป คำว่า American First มันตรงกันข้ามกับอันนี้ 100 เปอร์เซ็น อย่างที่เขาคิดและทำกัน เขาก็ถือว่าอเมริกาเป็นตัวอย่าง ประเทศต่างๆในโลกก็เลยซวย เพราะไม่เข้าใจตัวอย่างที่ไม่ดี แต่ตัวอย่างอย่างประเทศไทยอย่างชาวอโศก แค่พูดเรื่องในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มันเรื่องเดียวกับที่อาตมาอธิบาย แต่ท่านไม่มีเวลาอธิบายมากต้องทำงานมาก อาตมามีเวลาอธิบายมากหน่อย ก็เลยขยายได้ละเอียดลึก ทั้งด้านเศรษฐกิจมันทำให้สังคมเราอยู่ดีกินดี อยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์ อยู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ เผื่อแผ่แจกจ่ายให้คนอื่นเยอะขึ้น นี่เป็นความสำเร็จของเศรษฐกิจ ศาสนาพุทธนี้เศรษฐกิจก็เจริญ การเมืองก็เจริญ การรัฐศาสตร์ก็เจริญ สังคมก็เจริญ อาตมาว่าอาตมาภาคภูมิใจที่เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาประกาศให้คนมาปฏิบัติตาม แล้วก็ทำได้ขนาดนี้ อาตมาก็อบอุ่นใจชื่นใจภาคภูมิใจยังไม่พอ สามารถคุยโม้โอ้อวด เอามาพูดให้คนหมั่นไส้อยู่นี่ จริง อาตมาถึงวันนี้ไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว เพราะประสบความสำเร็จหมดแล้ว

ศีลข้อที่ 3 มีสำคัญมากเป็นเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นแกนหลักของศาสนา ศีลข้อที่ 4 เป็นวาจา ศีลข้อที่ 5 เป็นใจ เราเรียนหนักข้อที่ 3 นี่แหละ ศีลข้อที่ 1 ข้อที่ 2 เป็นเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์ ศีลข้อที่ 3 เป็นเวทนาในเวทนา ข้อที่ 3 จึงสำคัญมากในการปฏิบัติธรรม มันจะเป็นผลต่อตน ตนเองจะมีวิมุตหลุดพ้นจะเป็นอรหันต์กันตรงนี้ แต่แค่พวกนั้นข้อ 1 ข้อ 2 เป็นประโยชน์ท่านเสียส่วนใหญ่ เรื่องของสัตว์เรื่องของข้าวของ ส่วนข้อที่ 3 นี้เป็นประโยชน์ส่วนตน เราจะต้องเรียนเวทนาในเวทนาเป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ อย่าไปเลอะเทอะ ไปทำกสิณ 40 เป็นกรรมฐานอะไรไม่ใช่ แม้แต่จะไปย่างหนอก้าวหนอมันก็ไม่ใช่ หากจะทำแบบย่างหนอก้าวหนอก็ให้อ่านจิต ไม่ใช่อ่านไปที่ปลายเท้าแตะส้นเท้าแตะซึ่งเป็นกสิณสมถะ ก็ย่ำตรงนั้น ไม่เข้ามาหาเวทนาก็ไม่ถึงกรรมฐานของพระพุทธเจ้า จะมีเวทนาได้จะต้องมีผัสสะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมีใจเป็นตัวที่ 6 ร่วมด้วยเสมอคุณจึงจะต้องเรียนรู้สิ่งที่คุณมีสัญญา มีความรู้ มีธาตุรู้ ที่ไปกำหนดรู้สิ่งเหล่านั้น สิ่งที่คุณกำหนดรู้เหล่านั้นทั้งภายนอกกับภายในร่วมกัน เราเรียกว่า รูป เราเรียกเต็มๆว่า “กาย” รูปที่มีนามร่วมอยู่ด้วย เมื่อผัสสะรับรู้คุณก็ต้องเรียนรูป 24 ร่วมกับมหาภูตรูปอีก 4 รวมเป็นรูป 28 ต้องเรียนรู้รูป 28 ให้ครบ ตากระทบรูปก็ให้รู้อยู่รูป 28 หูกระทบเสียงก็ให้รู้รูป 28 จมูกกระทบกลิ่นก็ให้รู้รูปที่ 28 ส่วนใจนั้นจะเหลือ เนวสัญญานาสัญญายตนะกับอสัญญี ที่อาตมาก็ว่านอกไปจากวิญญาณฐีติ วิญญาณจะรับรู้ ต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบสัมผัสแล้วมีวิญญาณเกิดรู้ หากไม่มีการสัมผัสไม่มีเวทนาก็ไม่เกิดวิญญาณ แล้วจะให้จริงต้องมีสัญญาและสังขารจึงจะครบวิญญาณ หากทำแบบไม่เต็มเว้าแหว่งมันก็ปฏิบัติธรรมได้ไม่เต็ม ปฏิบัติธรรมต้องมีวิโมกข์ข้อที่ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 เป็นหลัก ส่วนข้อที่ ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 เป็นอรูป ต้องมีรูปและต้องรู้ 2 ต้องมีสัมผัสทั้งภายนอกถึงภายใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี พหิทารูปานิปัสสติ ต้องมีสัญญากำหนดรู้ทั้งภายนอกและภายใน อัชฌัตตัง ตั้งแต่รูป จนถึงอรูป จบทั้งภพในและนอก กามภพ รูปภพ อรูปภพ ส่วนข้อที่ 3 คือสุภันเตว อธิมุตโต โหติ นี่เป็นวิโมกข์ข้อที่ 3 คือจิตปฏิบัติแล้วจะมีจิตโน้มน้อมไปหาวิมุติหรือวิโมกข์ เราก็อ่านจิตของเราว่าเข้ากระแสไปในกระแสที่โน้ม อธิมุติอธิโมกข์แปลว่าน้อมไปในวิมุติวิโมกข์ ต้องเรียนรู้ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ว่าจิตทวนกระแสเข้าไปสู่ความเจริญ เป็นสุภะ ควร เป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น ตามที่เรามีความฉลาดรู้ อ่าน อาการ ลิงคิ นิมิต ตามที่อาตมา อุเทศ แล้วไปจับอ่านอาการจึงเรียนรู้อาการ แล้วเรียนรู้ธรรมะ 2 อะไรควรไม่ควร อะไรจริงอะไรไม่จริง อะไรแท้อะไรเท็จ อะไรที่เป็นเท็จก็ทำลายออกให้หมด จนเหลือแต่แท้ๆ นั่นคือการปฏิบัติ นี่จบการพุทธาภิเษกแล้วนะ

มาพูดถึงงานของพวกเรา เพราะเรามีงานเยอะ แต่คนปฏิบัติธรรมก็มีคนที่ปลีกเดี่ยวไม่ค่อยมาช่วยงาน ชาวอโศกจะขยายงานเพื่อร่วมกับสังคมให้กว้างขึ้น เมื่อปฏิบัติธรรมได้มรรคผล ทั้งคนที่ไม่ใช่นักเรียนเป็นฆราวาส ก็ควรจะมาวัดอย่าให้เสื่อม ในความเสื่อม 7 ประการนั้นไม่มาวัดไม่มาพบพระ ไม่มาศึกษาเพิ่มต่อ อย่าทิ้ง แม้แต่นักเรียน เตือนแล้วเตือนอีกว่าเรียนจบก็หนีหายหัวไป ก็มาบ้าง เราก็อยากให้มาช่วยเหลือกันจะได้อบอุ่นจะได้เบาแรง เห็นหน้าเห็นตากันไม่ว่าลูกหลานที่เป็นคนโตแล้ว ลูกหลานนักเรียนก็ตาม ก็ควรจะมาช่วยเหลือเฟือฟายกัน พูดแล้วเหมือนเรียกร้อง แต่ที่จริงก็พึ่งพาตนเองรอดอยู่ แต่อยากจะให้เพิ่มหมู่มวลให้แน่นมีประสิทธิภาพกระจายพลังงานไปสู่ข้างนอกเพิ่มขึ้น ถ้ามันหัวเดียวกระเทียมลีบน้อยอยู่มันไม่พอมันไม่มาก มันเป็นเรื่องสังคมควรเจริญแบบนี้บ้าง ...จบ

610227_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน