สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของไตรสิกขา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของไตรสิกขา พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 55 คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวร ปฐมอโศก งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 42 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) อาตมาเป็นเหลนเจ้าหลานเจ๊ก เกิดปี จอ พ.ศ. 2477 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เป็นงานที่เสกคนให้เป็นอาริยะเป็นสมณะ เป็นผู้สงบ ผู้สงบไม่ได้หมายถึงผู้ที่ เงียบๆ อยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไร ไม่ไม่ไหว ลมไม่พัด ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด ความเงียบสงบแบบของเขานี่เป็นรูปธรรม ส่วนสงบของพระพุทธเจ้านั้นคือ จิต มันเรียบร้อย จิตมันไม่มีตัวนักเลงตัวโกงตัวร้าย จิตไม่มีกิเลส กิเลสหายไปจากจิตเลย ถ้าแต่ละลำดับก็กิเลสแต่ละตัวๆ กิเลสแต่ละลักษณะ แล้วลักษณะเหล่านั้น ไม่มีตัวจริงปรากฏในพฤติกรรมของจิต ไม่เกิดอาการในจิตของเรา ถ้ามันเกิดอยู่มันไม่หายไป เราก็จับมันได้ ต้องจำมันให้ได้ ตัวนี้เกิดมาเมื่อไหร่จำมันให้ได้ มันเป็นเหตุปัจจัยแบบนี้มา มันมาเชียว เราก็ต้องจำมันได้ เรียกว่ากำหนดรู้สัญญากำหนดรู้จำได้ แล้วก็จัดการมันด้วยวิธีปฏิบัติที่เราเรียนมาจากพระพุทธเจ้า แล้วอาตมาก็นำมาเผยแพร่อธิบายต่อ จับมัน วิธีก็กดข่มอย่าให้มันออกแรงมามากอาละวาด อย่าไปกดข่มจนมันหายไป เพราะหายไปมันก็จะไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดี พวกสายสะกดจิตข่มมันจนหยุดไปก็เลยไม่รู้ความจริง ต้องรู้ความจริงโดยเอาความเฉลียวฉลาดเรียกว่าปัญญา ธาตุที่มีพลังงานมีฤทธิ์ในตัวเอง สร้างปัญญา คือสร้างให้มีความรู้ความฉลาด ที่ฉลาดมีพลังเสริมพลังๆให้มีฤทธิ์ จริงนะ ความรู้จริงนะ รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง รู้จักรู้จริงรู้แจ้ง พยัญชนะเหล่านี้ จะใช้เรียกคุณสมบัติของพลังปัญญา ที่ไม่ใช่เฉโก ที่เป็นความฉลาดแบบโลกโลกีย์ แต่นี้เป็นพลังงานใหม่แล้ว คำว่าปัญญาหรือความฉลาดใ
อ่านต่อ
นพระพุทธเจ้าฉลาดในเรื่องเดียว คือรู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ให้สนิทไม่เกิดอีก ไม่มีอีกเลย เรื่องเดียว ความฉลาดของพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องอื่น ปัญญาไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น ความเฉลียวฉลาดอย่างอื่นนั้นจะเป็น เฉกา เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดโลกีย์ โลกจินตา มากมาย พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปวุ่นวายด้วย เป็นแต่เพียงว่า เราจัดการกับจิตเราที่มีตัวนักเลงตัวโกง จัดการกับตัวนี้ให้หมด ในขณะที่เรียนรู้กิเลสของเรา ศาสนาพุทธก็รู้โลกีย์ด้วย ดูบทบาทแบบโลก มันจะเป็นกิเลส รู้ด้วยไม่ได้ขาดจากกัน รู้หน้ารู้ตามันดีเลย เราสร้างพลังงาน ไฟเรียกว่าฌาน ก็ได้ เป็นพลังงาน เป็น Energy เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่พลังงาน Energy สามัญ แต่เป็น Supra Energy เป็นพลังงานพิเศษ มันเป็นฤทธิ์แรงที่ไปกำจัด ฤทธิ์แรงของ ราคะโทสะโมหะ ที่เป็นอุณหธาตุ ลำดับดีกรีของความร้อนแรง ใหญ่โตหนักหนาหรือเล็กน้อยก็แล้วแต่ เป็นลักษณะของสัจธรรมอันนี้ แล้วเราสร้างพลังงานฌานหรือพลังงานไฟพิเศษ ไฟกองใหญ่ที่ไปกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ตัวไหนก็แล้วแต่ ตัวราคะก็กำจัดตัวนั้น ไฟโทสะ ที่เรากำจัดได้มันกำลังเกิดในจิตเรา แล้วเราก็จัดการ เราสร้างไฟอันนี้ขึ้นมาให้ได้ แล้วมันก็จัดการเอง กำจัดไปเอง กำจัดไป มันก็จัดการของมันเอง มันจะเห็นจะรู้ สำหรับคนที่ปฏิบัติจริง หลัดๆเลยนะ พลังงานปัญญา เห็นมันสว่างไม่ได้ลดระดับ สว่างเลย ก็รู้ๆแจ้งๆชัดๆ ไม่ต้องไปหลบหลีกอะไร เห็นๆ เรียกว่าพร้อมทั้ง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ครบเลย แล้วทำให้อันนี้มันอ่อนไป ตัวตนของราคะ ตัวตนของโทสะ ตัวที่เรากำลังจัดการกับมัน มันอ่อนบางเรียกว่า วิราคะ จางคลายลงๆ จนกระทั่ง นิโรธะ ท่านมีอยู่ 4 อัน คือ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสะ นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อนิจจามันไม่เที่ยง มีสองนัย นัยหนึ่งมันโตขึ้นเรียกว่า ปุถุ อีกอย่างหนึ่งมันไม่เที่ยงไม่เท่าเดิมแต่มันลดลงๆ เรียกว่าอาริยะ มันสลายจางคลาย ถ้าโตขึ้นกิเลสมากขึ้นเรียกว่าปุถุชน ปุถุ แปลว่าหนาโตใหญ่อ้วน แต่ถ้ามันจางคลายจนหมดไป ไฟราคะโทสะโมหะมันไม่มีปรากฎการณ์ในใจเราอีก เป็นนามธรรม ไม่มีเส้น แสง เงา สี ร่างกาย แต่เป็นอาการที่เราดูได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นพลังงานละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ เป็นอาการ รู้ได้ด้วยจิตใจเรากำหนดหมายรู้ด้วยสัญญา เครื่องหมายที่เราจัดการกับอาการมัน เรารู้ด้วยนิมิต เปรียบเทียบอาการมันมีอยู่มากหรือน้อยต่างกัน เทียบความต่าง จนกระทั่งมันเหลืออยู่นิดนึงกับหมด ตัวนี้ยากมาก เหลือนิดหนึ่งกับหมดเทียบกันยาก แล้วมันหมดหรือยัง และกับมันหายไปแล้ว กับมีอยู่แวบหนึ่ง นึกว่าหมดแล้วไม่มีอีกแล้วแต่มันแวบขึ้นมา ต้องตรวจในขณะทุกๆเวลาทุกสภาพ ต้องพยายามเสมอ ศาสนาพระพุทธเจ้า พิสูจน์ได้จริงๆ ในเวไนยสัตว์ แต่พวกอเวไนยสัตว์สอนธรรมะไม่รู้เรื่องรับไม่ได้ เหมือนเด็กไม่รู้เดียงสาก็สอนไม่ได้เป็นต้น เหตุปัจจัยไม่ครบ ต้องใช้เวลาจนกว่าจะมีเหตุปัจจัยครบ เหตุใหญ่ของมนุษย์คือกิเลส มันเป็นตัวเลวตัวที่ทำให้ไม่เจริญไม่เป็นสุข ไม่มีความสงบไม่เรียบร้อย ไม่สงบอบอุ่น ไม่เบิกบานร่าเริง ไปในทางอกุศลไม่ดีสักอย่าง เพราะฉะนั้น จุดสำคัญของพระพุทธเจ้าคือเรียนรู้กิเลสคือเหตุใหญ่ จัดการตัวนี้ได้ มันจะเท่ากับทำตัวร้าย กิเลสคือตัวร้ายที่สุดออกไป คนก็จะเป็นคนที่ดี ที่โลกก็ต้องการ โลกต้องการนอกจากคนเกเรคนโง่ก็ตรงกันข้ามกันก็หลงผิด แต่ถ้าคนดีคนจริงด้วยกันไม่ได้วิตถารไม่ได้แปลกประหลาด เป็นสามัญของคนที่จะต้องรู้ว่า ดีคืออย่างนี้ไม่ดีคืออย่างนี้ มันก็สอดคล้องกัน ทุกชาติ ทุกศาสนา ศาสนาพุทธนี้จริงๆแล้ว เราก็ไม่อยากพูด เดี๋ยวก็ไปว่าไปข่มคนอื่นเขา ศาสนาไหนก็แล้วแต่ที่เป็นเทวนิยม มีอเทวนิยมคือ ศาสนาพระมหาวีระศาสนาเชน ไม่มีเทวะไม่นับถือเทวดาบันดาล เชื่อกรรมวิบากเหมือนกัน แต่เขายังไม่มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เขาก็เลยได้ของเขาไปแบบเดี่ยวๆ มักน้อยสันโดษ มักน้อยจริงๆ จนเลยเถิด เห็นแก่ความไม่มี ไม่มีจริงๆเลย จนกระทั่งไม่มีอะไรนอกจากความจำเป็น มีภาชนะชิ้นเดียวใช้ทุกอย่าง มีภาชนะ 1 ชิ้นจริงๆ ใช้สารพัดประโยชน์กับไม้ปัดอันหนึ่งระวังสัตว์เล็กสัตว์น้อย โต่งไปจนแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ไม่ให้เขาตายไม่ให้เขาเจ็บปวด มันไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันดีเกินไป ดีจนกระทั่ง ไม่มีประโยชน์อะไร ระวังอะไรมากอะไรก็ทำไม่ได้ เลยไม่เกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด ประหยัดสุดเกินไปประโยชน์ไม่สูง คือ ลักษณะที่ไม่ได้พอเหมาะ ก็จะไม่ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดพอเหมาะพอดี การทำพอเหมาะพอดีจึงเป็นของศาสนาพุทธเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ให้ได้พอเหมาะลงตัวสมส่วนที่สุด ศึกษาให้ไปตามกรอบเล็กของเราให้พอเหมาะ ของเราได้อันนี้ได้คุณภาพจบแล้วก็ค่อยๆขยายเพิ่ม การมีลำดับ งานนี้จะเน้น ศีล สมาธิ ปัญญา คืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิโมกข์ จบสุด เป็น วิโมกข์ วิมุติ ศาสนาพุทธมีสภาวะและพยัญชนะ แม้เป็นนามธรรมละเอียดขนาดไหนที่ต้องรู้ เรียน และจัดการให้ดีที่สุด ดีสุดที่เรากำหนดหมายคือ กิเลสสูญ ตายสนิท ไม่เหลือการกลับมาเกิดไม่กลับกำเริบเลยจริงๆ อสังกุปปัง ไม่กำเริบอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน สูญแล้วสูญเลย) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีแถมว่า นัตถิอุปมา จบ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับอะไรอีกไม่มีอะไรเปรียบเทียบเป็น Axiom เป็นของแท้ที่หมดการสาธยายเปรียบเทียบกับอะไรอีก เป็นสัจจะแท้ที่สูงสุดแล้วภาษาอังกฤษเรียกว่า Axiom ผู้ใดสามารถปฏิบัติอ่านจิตตัวเองแล้ว อ่านกิเลส แล้วทำให้กิเลสออก จนทำให้เป็นศูนย์ จะต้องมีสิ่งที่ถูกรู้เป็น 0 กับญาณปัญญาคือความรอบรู้ของเราเป็นวิชชาก็ตาม มันรู้มันมีธรรมะ 2 อันหนึ่งถูกรู้ อันหนึ่งเป็นตัวรู้ แม้จะเป็นสูญญากาศธรรม ทรงอยู่ซึ่งความสูญ สุญญตธรรม ไม่ใช่ว่างอะไรอื่น แต่ว่างจากกิเลส ต้องไปอ่านจูฬสุญญตสูตร คือสุญญตะที่ละเอียดสุดแล้วจะชัดเจน ไล่ไปตามลำดับ เอาของหยาบออกก่อน ในที่ศาลานี้ว่างจากไดโนเสาร์ แต่มีเสานะ ก็ขั้นหนึ่งแล้ว เหลือช้าง จนเอาช้างออกไปจากศาลานี้อีก ศาลานี้ก็ว่างจากช้าง ยังเหลือควาย เอาควายออกจากศาลานี้ หมดช้างหมดควาย ศาลานี้ว่างจากควาย หมดควายแล้ว ยังเหลือเสือดำ ต้องปราบเสือดำอีก ศาลานี้ว่างจากเสือดำ ยังมีเก้ง กวาง ยังมีสัตว์เล็กสัตว์น้อย ไล่ลงไปที่มันเหลือจริงๆก็ว่างจากสิ่งนั้นสิ่งนี้ ศาลานี้ว่างจาก สัตตาวาส 9 ศึกษาในขณะมีวิญญาณฐีติ 7 มันยังเป็นสัตว์อยู่ ก็ต้องศึกษาในขณะวิญญาณตั้งอยู่ 7 ประการ อาการของวิญญาณ สัตว์ต่างๆหายไปหมดจะไปจบ ที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะกับ อสัญญีสัตว์เป็นสัตว์ตัวปลายสุดท้ายสองอย่าง เป็นอายตนะสองสุดท้ายที่เราทำสิ่งหยาบ ตั้งแต่ไดโนเสาร์ เป็นช้างเป็นควาย จบไปเรื่อยๆจนกระทั่งสุดท้ายเป็นอากาศ อากาสาฯ ก็ต้องมีธรรมะสองมีวิญญาณ ว่างระดับอากาศ แต่ในอากาศยังมีอะไรอีกเยอะ มีออกซิเจนไนโตรเจนไฮโดรเจน มีคาร์บอนไดออกไซด์อะไรอีก ก็ต้องว่างจากสิ่งเหล่านี้อีก อากาศ ไม่มี เกลี้ยงถึงนามธรรม สะอาดผ่องใสจริงๆ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ ไม่มีพิษภัยแม้เล็กแม้น้อย สิ่งที่ว่างนั้นก็คือ เราก็ทำสิ่งที่ไม่ควรมีออกไป เอาออกแล้วจิตวิญญาณเราจะยิ่งสดใสมีความประสิทธิภาพมาก จิตวิญญาณยิ่งคล่องแคล่ว แรงอย่างดี มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพที่ดี ไม่ใช่ยิ่งอ่อนแอ อ่อนป้อแป้ ไม่ใช่ อาการที่ไม่ดีมันหมดแรง แต่อาการที่ดีมันแรง อาการที่ดียิ่งแรงได้สบาย ยิ่งคล่องแคล่วมีแรง ไม่ใช่ไปด้วยกันดีก็หายชั่วก็หาย กิเลสก็หมดจิตก็หมดไปด้วยไม่ใช่ จิตยิ่งประเสริฐ พระอรหันต์จะมีจิตที่ประเสริฐที่แรงเร็วคุณภาพเต็ม ใช้ได้เต็มที่เลย ไม่เหยาะแหยะ เป็นแต่เพียงอรหันต์จะไม่ใช้ก็ตายเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน ยกทิ้งไปเลย ท่านหายไปอัตตาหายไปก็ได้ สลายเป็นอุตุนิยาม เป็นวัตถุธาตุ ตัวท่านก็จบไปแล้ว บางองค์สายศรัทธาตายแล้วก็ไม่สนิท ต้องไปเสียเวลา ตายแล้วก็เหลือธาตุพีชะ จิตนิยามเหลือพีชะ ที่เป็นอนาคามีธาตุ ที่เป็นขั้นๆ จนกว่าจะสลายไปหมด นานไปไม่รู้กี่กัปป์เสียเวลา เป็นความละเอียดของความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วเอามาสอนเรา อาตมาเรียนรู้มาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็รู้ไม่น้อย ในยุคนี้จะมีคนที่พูดได้อย่างอาตมา เป็นพี่เป็นน้องก็ยังมีน้อยยังไม่เห็น ยังมีนัยหลายมิติ มิติทางศรัทธา ปัญญา ก็มีมิติต่างๆกัน มิติทางวิตักกะก็มี ปล่อยไปเถอะ อีกนานกว่าจะเข็ดกว่าจะมาตั้งหลัก วิตักกะ กว่าจะตั้งหลักเป็นสายศรัทธาก็หนัก กว่าจะเป็นสายศรัทธาที่จะปรับปรุงเป็นสายปัญญาก็อีกนาน กว่าจะถึงขั้นปัญญาได้ เปลี่ยนสภาพเป็นปัญญาได้ หรือเป็นศรัทธาแล้วเติมปัญญาให้เต็ม ก็มีสิทธิ์ที่จะนิพพานได้ ใช้ภาษาแทนสภาวะอาตมาก็หยิบมาอธิบาย ตอนนี้ยังไม่เข้าเรื่องลำดับ การได้อัตภาพได้จิตนิยาม ตั้งแต่เซลล์เดียว จนเป็นหลายล้านเซลล์ เป็นเดรัจฉานมา จนเป็นมนุษย์นี่สุดแล้ว เริ่มต้นจากเป็นมนุษย์ได้สรีระขององคาพยพอาการ 32 ที่มันเป็นองคาพยพของความเป็นมนุสโส ความเป็นคน ในภาษาไทย คอหยักๆ มีแขนมีขา กว่าจะมีปัญจสาขา เรียกว่า 1 2 3 4 5 ได้อันนี้ก็มีวิวัฒนาการมา ตั้งแต่เป็นสัตว์น้ำก่อนเป็นปูปลาก็เป็นสัตว์ดุ๊กดิ๊กสารพัดสัตว์ในทะเลมีมากมาย ใครจะลัดมาได้ หากไม่ลัดก็นาน แต่หากใครเก่งและฉลาดก็จะพัฒนาเร็ว มาเป็นสัตว์เลือดเย็นสัตว์เลือดอุ่น จนกระทั่งมาเป็นสัตว์บก มาเป็นสัตว์ปีก แล้วก็เป็นสัตว์บก จนกระทั่งมาเป็นคน คนกว่าจะเป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่เรียนโลกุตรธรรมได้ ไม่ใช่แค่ร้อยปีพันปีหมื่นปีแสนปี แต่เป็นล้านๆปี การเกิดชีวิตที่ได้อายุ 100 ปีนี้ มันน้อยนัก เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลา อย่าไปประมาทหลงเลยนักหนา มาเป็นคนนี่มีทวาร 6 มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวาร 5 เปิดรับภายนอกมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รูปอย่างนั้นเสียงอย่างนี้กลิ่นอย่างโน้นต่างๆนานาสารพัด มันล้วนแล้วแต่ที่จะหลอกให้เราไปติดยึดไปหลง ว่านี่น่าได้น่ามีน่าเป็นน่ามี สารพัด อะไรทั้งหลายแหล่ถ้ามันไม่พอต้องมี เราก็เอา พอใช้ได้ มันก็มีสัดส่วนพอเหมาะ พอเหมาะแล้วก็ดีสำหรับเรา ไม่ต้องเฟ้อเกินอะไรมากมาย คนก็ไม่เสียเวลา รู้จักเอาพอเพียง แค่นี้พอดีแล้ว ความหมายคำว่าพอเพียงหรือพอดี มันจึงเป็นความหมายที่ รอบรัดดีมากเลย รู้จักการจัดสัดส่วนให้พอดี ภาษาบาลีคือ ปโหติ ป กับโหติ (ครบองค์ประกอบ 3) ก จ ต ฎ ป ภาษาบาลีห้าวรรค ก ก็เกิด ป ก็เกิด เกิดแล้วก็พัฒนามาด้วย จ เป็นความรู้ ถ้า จ รู้โลกีย์ก็ไปโลกีย์ แต่ถ้ารู้โลกุตระก็เป็นอีกมุมหนึ่งแล้วสะสมเป็น ฏ แล้วมาเป็นตัว ต.เต่า ฏ คือตั้งลงหยั่งลง แข็งแรงเรียกว่า ต.เต่า ในนัยที่ต่างกัน ฎ นี่คนไทยเติมเข้าไป ดัดจริตเติมก็ไปก็เลยเพิ่ม ความจริงมันก็พอแล้ว บาลีกำหนดมาพอ ก็ตามเข้าไปอีกเป็น ฎ ชฎา เดี๋ยวนี้ไม่ใช้กันแล้ว เอาภาษาไทยไปใส่บาลี ด.เด็กไง มันเป็นอจินไตยลึกลับ ให้มันลับไปก่อนก็แล้วกัน มันเป็นสิ่งที่พอเหมาะจัดสัดส่วนพอเหมาะ ปโหติ พอเหมาะพอควรได้ดี ปโหติ นี้ยิ่งใหญ่ ป ห ต ที่เป็นตัวตบท้ายสามเส้า แล้วมีคุณสมบัติ สามเส้า อะ อิ อุ หรือ อา อี อู เป็นพลังงานทั้งนั้น พลังงานสร้างเกิดก่อ มันก็จะมีของจริงพวกนี้รองรับภาษาที่กำหนดเรียก มาศึกษาให้ดี แล้วจะพบว่าโอ๊ ถ้าไม่ศึกษาความรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะวนเวียนเป็นโลกีย์ถูกปั่นหัว ถูกหลอกเป็นสมบัติผลัดกันชมแย่งเขามาได้ เขาก็มาแย่งกลับไปอีก แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา สมรักกันไปสมรักกันมา มีสมรักกับแก้แค้นเท่านั้นแหละ สมรักษ์เป็นนักมวย แล้วก็ไปชกเขาให้เกิดคู่อาฆาต มันอาฆาตอะไร ถ้ามันอาฆาตเป็นความโกรธ มันก็จะอาฆาต ชาตินี้ตีแกไม่สำเร็จ ชาติหน้าก็มาตีต่อ ถ้าแค่ชาติหน้าจะเอาชนะด้วยมวยก็แล้วไป แต่บางคนมันอาฆาตไม่เอาแค่มวย ทำให้เขาเจ็บหนัก ไม่ว่าชาติหน้าชาตินี้ก็ขอแก้มือ จนกรรมการไม่ให้แก้ เพราะแพ้แล้วแพ้อีก ล้านต่อขี้หมากองเดียวเขาก็ไม่ให้ชกเสียเวทีเขา สิ่งที่มันเกิดในชีวะที่เป็นจิตนิยามเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นจิตของมนุษย์ที่สอนได้เรียนรู้ได้เป็นเวไนยสัตว์ เข้าเป็นโลกุตระก็เข้าเกณฑ์ เมื่อมาศึกษาก็เข้ากระแสเรียกว่า โสตาปันนะ จิตวิญญาณเกิดอัญญธาตุ เป็นธาตุโลกใหม่เรียก โลกุตรธาตุ ธาตุโลกุตระกับอัญญะนี้มี 2 แบบ แบบหนึ่งมันเกิดเองแต่นานมากเป็นล้านๆกัปป์ คนที่ถามว่าพระพุทธเจ้าองค์เริ่มต้นเกิดเมื่อไหร่ พระพุทธเจ้าจะเริ่มต้นด้วย อัญญธาตุ เกิดเองของท่าน องค์แรกองค์ไหนก็ไม่รู้แหละ เกิดพัฒนาการจนกระทั่งมันสุดแล้ว เอกภพจักรวาลไม่รู้กี่ล้านๆๆๆกัปป์ มันก็จะต้องมีอะไรที่ออกมาเป็นเนื้องอก เป็นพลังงานใหม่ จากสามออกมา สู่ 4 พลังงานนี้มันเต็ม จนกระทั่งมันเกิดมาอีก มันถึงขั้นถึงรอบที่มันจะต้องออกเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 เป็นพุทธะ 9 นี่เป็น พุทธะเต็ม แล้วก็จะค่อยๆมาสร้างศาสนา ที่เป็นศาสนาเดียวในเอกภพ ไม่ใช่แค่ในโลก ศาสนา ที่หมุนเวียนในเอกภพไม่มีสิ้นสุด พระพุทธเจ้าบอกว่า โลกุตรธรรมมีในโลก แต่มีข้อแม้ว่าโลกกลมๆลูกนี้ในยุคนี้บางลูกไม่มีสัตว์แม้แต่สัตว์เล็กมันก็ไม่มีคนหรอก โลกลูกนี้ก็ไม่มี แต่ถ้าโลกไหนที่มนุษย์มีองคาพยพที่จะเรียนรู้โลกุตระได้ มีอาการ 32 ที่เฉลียวฉลาดพอ จนกลายเป็นโลกียะที่โหดร้าย ไม่มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จะมีองค์ใดองค์หนึ่งก็จะมาปรากฏในโลกนี้ เพื่อช่วยโลกช่วยมนุษย์ ที่มันแย่แล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะต้องช่วยมนุษย์ในโลก ไม่ว่าในโลกลูกไหนก็แล้วแต่ ท่านจะมีธาตุกรุณา มีอัชฌาสัยที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณานี้ทั้งนั้น ก็จะมาอุบัติเพื่อช่วยมนุษย์เอง ไม่มีใครมาใช้ ท่านไม่รับใช้ใครหรอกพระพุทธเจ้า แต่ทำด้วยความกรุณาเป็นอัชฌาสัยที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณา กรุณาแปลว่าลงมือช่วย มาช่วยของท่านเอง โลกลูกนั้นก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาอุบัติ มาสอน รื้อขนสัตว์ ออกจากโลกียะไปเรื่อยๆ ความรู้นี้ตัวเองรู้ได้ด้วยตัวเอง จึงเอามาพูด ไม่ได้ลอกเลียนจากตำราอันไหน มั่นใจว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้องด้วย อาตมามั่นใจว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่อาตมารับผิดชอบ ถ้ามันผิดอาตมาก็มีวิบากบาปของอาตมาเอง พูดแล้วก็ต้องรับรองของตัวเอง ถ้าทำแล้วมันผิด คุณก็เป็นวิบากของคุณเอง ไม่มีใครโทษได้วิบากของคุณเอง ถ้าเราถูกก็ไม่มีวิบากนั้น อาตมาเข็ดวิบากหนักหนา เป็นพระโพธิสัตว์ระดับนี้แล้ว ถ้าไม่รู้จักวิบากก็โง่ตายชัก อาตมาก็เลิกโง่แล้ว ไม่เอาแล้ววิบากนั้น แม้มีวิบากดีนี่ ก็แสนที่จะไม่ใช่ง่ายไม่ใช่ไม่หนัก เพราะวิบากดีก็ต้องเอามาทำงานเผยแพร่แจกจ่ายให้คนอื่นได้บ้าง ได้คนเดียวได้วิบากดีคนเดียวได้โลกุตระคนเดียว ในเงื่อนไขที่ชัดเจนแล้ว อาริยะของพระพุทธเจ้า ได้โลกุตระแล้วจะไม่มีการเห็นแก่ตัว มันเป็นเงื่อนไขหลัก มันอยู่ในตัวของมันเอง การได้โลกุตรธรรม นั้นเป็นโลกุตรธรรมที่ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่เห็นแก่ผู้อื่นเกื้อกูลผู้อื่นกรุณาผู้อื่น มันเป็นคุณสมบัติเป็นคุณวิเศษ ในตัวเองเลยจะเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่ ถ้าหากคุณสมบัติไม่เป็นเช่นนั้น คุณวิเศษอันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ใช่อันนี้ ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าของโลกุตรธรรม นี่เป็นเงื่อนไขชัดๆ ผู้ที่สามารถเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ประโยชน์ยิ่ง ประโยชน์ที่จะทำให้สังคมมนุษยชาติที่อยู่ในเอกภพมหาจักรวาล อยู่ในโลก ก็ต้องช่วยกันอย่างนี้แหละ เป็นคุณสมบัติที่ต้องเป็นเช่นนั้นจึงเรียกว่าสุดท้ายต้องเป็นเช่นนั้น ไม่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ใช่ของแท้ไม่ใช่ตถตา เป็นตถตาต้องเป็นเช่นนั้นไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ใช่เช่นนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้นถึงเป็นอย่างนั้น อาตมาก็เคยเป็นแบบโง่เง่าเต่าตุ่นแบบนั้นมา แต่มาเรียนรู้และก็พัฒนามาได้ อาตมาไม่ได้ได้ความรู้แค่จากสัตบุรุษ พระสมณโคดมเท่านั้น ได้มาจากสัตบุรุษอื่นๆที่หาที่สุดไม่ได้ จนมาเป็นได้พบพระพุทธเจ้าสมณโคดม อาตมาไม่ได้พบแค่พระพุทธเจ้าองค์เดียวอาตมาพบพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่พระองค์แล้ว เป็นแต่เพียงพระพุทธเจ้าสมณโคดมเป็นองค์สุดท้ายในยุคกัปป์นี้ที่เราจะพูดถึงได้ อาตมาก็ได้เกิดร่วมมา ท่านก็เป็นอาจารย์ของอาตมามา ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย เพราะก่อนจะมาเป็นอาจารย์เป็นลูกศิษย์กัน ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นอื่นๆด้วย เป็นชาติอื่นเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันมาไม่รู้กี่ชาติ มันเป็นความซับซ้อนจนนับไม่ถ้วน ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจโดยปริยาย สรุป ถ้าเกิดมาเป็นคนแล้วไม่ขวนขวายเอาโลกุตรธรรมก็เวียนวนในโลกียะ ทุกข์ๆสุขๆสมบัติผลัดกันชม แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมาน่าเบื่อ มันไม่มีจบหรอก คำว่าสมบัติผลัดกันชมนี้คุณเข้าใจพยัญชนะนี้ไหม มันเปลี่ยนกันไป แลกกันไปแลกกันมา แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา แล้วคุณก็จำกันไม่ได้ แก้แค้นกันไม่รู้กี่ตลบ ไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้วจำไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มาศึกษา คุณก็แก้แค้นกันอยู่อย่างนั้น สมบัติผลัดกันชม แย่งได้ แล้วคนนั้นก็มาแย่งคืนๆๆๆ เบื่อ ไปเอามาทำไม เท่านั้นเอง ผู้ที่รู้แล้ว จบสุดแล้วหมด จบกิจ เราจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้แล้ว เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นคนใจดำหรือไม่ใจดำ ก็ไม่ใจดำ พระอรหันต์แต่ละองค์นั้นไม่มีหรอกที่จะปรินิพพานไปเสียเลย อย่างน้อยท่านก็มีกตัญญูกตเวที มีความไม่ใจดำ มีความกรุณา เพราะไหนๆพระอรหันต์ก็คือเราก็หมดทุกข์แล้ว เราก็ไม่ลำบากแล้ว เราก็ ฌานก็ได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบาก วิมุติเราก็สามารถรู้และถ่ายทอดให้คนอื่นได้ ถ่ายทอดได้ไม่เก่งก็ช่างเถิด ได้เล็กๆได้น้อยก็ถือว่าทดแทนคุณ พระอรหันต์บางท่านเกิดมาไม่เก่งสอนได้เล็กๆน้อยๆ แล้วท่านก็บอกว่าไปแล้ว ก็ต้องเห็นใจท่าน ท่านไม่เชี่ยวชาญไม่เก่งก็ทำได้แล้วท่านก็พยายามมีกตัญญูกตเวทีใช้หนี้บุญคุณ ท่านมีกตัญญูกตเวที ท่านก็ไม่ได้ใจดำ ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนหรอกจะไม่เกิดมาซ้อนซ้ำ เกิดมาเพื่อช่วยโลกและสืบสานศาสนาพระพุทธเจ้า ทดแทนบุญคุณพระพุทธเจ้า หรือมาช่วยมนุษย์โลกไปด้วย ถ้าคุณฟังด้วยปฏิภาณ มันไม่อยู่ในอกุศลจิตหรอก มันไม่ใจจืด มันต้องมีพอสมควร โลกมันจึงไม่ว่างจากอรหันต์ จะต้องสืบต่ออรหันต์ ถ้าไม่ช่วยใครแล้วก็ตายๆ แล้วมันจะเหลือหรือ มันก็ดับสูญ สูญพันธุ์ไป อรหันต์สูญพันธุ์ พวกสายที่เข้าใจผิด พวกนี้มันพวกอนันตริยกรรม มันมาทำให้อรหันต์เขาสูญพันธุ์ ก็เป็นอนันตริยกรรม คนมาทำให้อรหันต์สูญพันธุ์เป็นอนันตริยกรรม อย่าไปอุตริคิดอย่างนั้น พวกสายหลับตาแล้วอยู่คนเดียวไม่มีอะไรต่อ จนกระทั่งเห็นแก่ตัวไปเดี่ยว เดี๋ยวไปตกอนันตริยกรรมซวยตาย ต้องวนเวียนไปอีกนานนับชาติ คำว่าอนันตริยกรรม คือกรรมที่ทำมากเกินที่จะต้องกลับไปเกิดใช้หนี้วนเวียนในโลกีย์อีก เสียเวลาอีกนานมาก อย่าไปทำกรรมที่เป็นอนันตริยกรรม มันเป็นตัวตัดรอนที่เราให้ไปช้าวนเวียนในนรกในสวรรค์ ในสิ่งที่ต้องไปทดแทนแก้แค้นกันอีกเปล่าๆ มันไม่เป็นไปตามลำดับ ที่เรียบร้อยไม่ต้องวกวนยึกยัก ราบลื่นดุจฝั่งทะเล ลัดที่สุดเร็วที่สุด ของพระพุทธเจ้าใกล้ที่สุดเร็วที่สุดได้สูงสุด นอกกว่านั้นแล้วยึกยักทั้งนั้น ดีไม่ดียืดยาด ยึกยักกว่าจะกู้กลับได้อีก พูดก็เมื่อยแล้ว ไม่ต้องไปจมกับมันอีก สัจธรรมนี้จึงละเอียดลออ คือสิ่งที่จริงอย่างแย้งไม่ได้ แย้งได้ยากมาก คนที่มีปฏิภาณปัญญาเห็นแล้วว่าโอ้โห ชัดเจนแล้วอย่างนี้ มันจริงจนกระทั่งเราก็ใช้ความฉลาดของเราแย้งไม่ได้ อันนี้ต้องจำนนต้องรับ คนไหนแย้งไม่ได้ก็บอกว่าไม่รู้ ก็ไม่เอา ไม่ใช่ ไม่รู้มันก็ต้องมาเอาจากผู้รู้สิ ก็น่าสงสาร ความโง่มันทำให้ช้าลงไปอีก สัจธรรมพระพุทธเจ้าได้หยั่งลง อาตมาได้พาทำและหยั่งรากลงแล้วในยุคนี้ ในยุค 2500 - 2600 ปีนี้ ขณะนี้ ที่พูดถึงกันอยู่ได้ ถ้าตายจากโอกาสนี้ จากร่างกายนี้ของคุณ มันก็ไปอีก วิบากที่มันจะจัดสรรไปอีก เป็นอจินไตย ใครจะไปรู้ว่าตายจากร่างนี้ไปแล้ว วิบากชุดใหม่ที่จะมาให้คุณใช้เกิด เขาจัดมาเป็นส่วนๆ พอไปถึงชาตินี้คุณก็จะต้องไปมีวิบากจัดสัดส่วนให้คุณไปเกิดอีก จะนานเท่าไหร่ จะได้วิบากส่วนที่เอาไปใช้ในแต่ละชาติๆเท่าไหร่ มันเป็นอจินไตยทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นตายลงไปทีนึง ถ้าพบศาสนาพุทธ คบสัตบุรุษ อย่าทิ้งโอกาสเป็นอันขาด เพราะถ้าคุณตายไปแล้ววิบากจะไปจากสัดส่วนต้องไปเกิดที่เอธิโอเปียอีก 500 ชาติ ไปเกิดที่ปาปัวนิวกินีอีกแสนชาติ ตายๆๆ วิบากมันจะต้องไปจัดสัดส่วนมาแต่ละครั้งอันนี้คืออจินไตยที่ยาก เพราะฉะนั้นอย่าประมาทแต่ละชาติๆพบแล้วให้เข้านั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ คบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จะได้มีศรัทธาให้บริบูรณ์ จะได้มีโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ชัดเจนไหมคําสอนพระพุทธเจ้ามีลำดับ มีการโยนิโสมนสิการก็จะมีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ เมื่อมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีทั้งนอกและในมีทั้งผัสสะหกชัดเจน ก็ปฏิบัติสุจริตกายวาจาใจ นิวรณ์ 5 ก็หายไป สติปัฏฐาน 4 ก็เจริญได้บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็เจริญบริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 จะเจริญบริบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็เจริญบริบูรณ์ เท่านั้นแล้ว ก็เท่านั้นแหละ ภาษาอีสานว่าทอนั่นแล่ว เสียงหมดแรงนะลีลาของอีสานชัด พวกเรานี่ฟังธรรมไปยากแสนยากก็เบิกบานร่าเริง เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ฟังได้สบายๆ ก็ยังได้รู้บ้างไม่รู้บ้าง คนไหนรู้ได้ดีๆก็ยังบอกว่า โอ้โหอันนี้ก็รู้อันนี้ก็รู้ แต่อย่าตะกละมากเกินไปจะสำลักธรรมะ อาตมาก็ยังค่อยยังชั่ว เกิดมาไม่ว้าเหว่ไม่โดดเดี่ยว มีผู้มาฟังธรรมแม้จะหน้าซ้ำๆเก่าๆก็ไม่เป็นไร ก็ยังไม่มีสนิม สนิมหลุดออกไปเรื่อยๆก็ดี ถ้าหากหน้าเก่าๆและมีสนิมเขลอะขึ้นก็ตายๆ เก่าๆอย่างนั้นไม่มีประโยชน์ไม่มีผลเลย แสดงธรรมไปก็ยิ่งทำให้หน้าเป็นสนิมขึ้น ตอนนี้หน้าก็ใสขึ้นดีขึ้นสะอาดขึ้นไปได้เรื่อยๆ เสริมกันไป ทั้งในทางด้านวัตถุทั้งในทางด้านโลกียะ มันไม่พรากกันไม่แยกกัน โลกียะกับโลกุตระ มันเป็นองค์รวม อาตมากำลังพยายามอธิบายเรื่องของบวรให้ชัดเจน ถ้าองค์ประกอบของมันมีสามเส้า บวร บ้าน วัด โรงเรียน มันจะครบครัน บ้านคือสังคม ชุมชนหมู่กลุ่มมนุษย์ อยู่รวมกัน อย่างของเรานี้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ชุมชนของชาวอโศก แล้วก็นอกจากชุมชนแล้ว เราก็มีระบบ มีประเพณีจารีตเรียกว่าสาธารณโภคี เสร็จแล้วก็มีการศึกษาเอาใจใส่กัน มีทางการศึกษาสมัยใหม่สมัยเก่า ช่วยกันทำให้การศึกษานั้นเกิดการเล่าเรียน การพากเพียรปฏิบัติประพฤติเรียนรู้ ได้ด้วย บ้าน วัดคือธรรมะ คือเรามีโลกุตรธรรมเป็นแก่น สังคมบวรสังคมสามเส้านี้ อยู่ร่วมกันใช้ชีวิตร่วมกัน เสร็จแล้วมีธรรมะถึงขั้นโลกุตรธรรม ที่อยู่ในนี้มีทั้งแก่นแกน หยาบกลางละเอียด มีทุกลำดับ เสร็จแล้วมีฤทธิ์ ของธรรมะอันนี้แท้ๆ มีเนื้อแท้มีของแท้ มีเจตนาด้วย เจตนาต้องการให้เพื่อนได้ ต้องการให้ผู้อื่นได้ด้วย ไม่ใช่ใจดำ ไม่ใจดำ โลกุตรธรรมนี้มีการเผื่อแผ่เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างออกไปเผื่อแผ่เจือจานอยู่ในตัว แม้คนทำไม่เก่ง ก็พยายามดันให้เป็นรังสี ให้คนอื่นอยู่นะ เพราะฉะนั้นจึงมีส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive