สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีเวทนาเป็นกรรมฐานให้สัมผัสวิโมกข์ 8_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีเวทนาเป็นกรรมฐานให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ทีนี้มาเข้าสู่ตัวลึก การปฏิบัติธรรมต้องมีกรรมฐาน มีกรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ คือเวทนา แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไปหลงสมถะ ก็เลยเอาจุดที่จิตสงบ เป็นสมาธิว่าเป็นสมถะสงบ จิตจดจ่อจ้องสะกดจิต ให้จิตเข้าไปยึดเหนี่ยว แล้วไปจดจ่อนิ่งกับตรงนั้น ซึ่งเป็นความรู้สามัญ เดียรถีย์ ของใครก็เข้าใจได้ง่ายฝึกเข้าก็สำเร็จ ซึ่งมันต่างจากสมาธิของศาสนาพุทธที่จิตเป็นสมาธิ จะยิ่งคล่องแคล่วปราดเปรียวมีประสิทธิภาพสูง เป็นกายกัมมัญญตา กายปาคุญญตา ยิ่งคล่องแคล่ว ในเจตสิก 3 วิญญาณก็ยิ่งคล่องแคล่ว เจตสิกก็ยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งสงบก็ยิ่งคล่องแคล่วมีประสิทธิภาพ 2 อย่างพร้อมกัน ทีนี้พุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ของ 60 ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ธรรมะสองนี้เมื่อมีสิ่งทรงในความเป็นสอง เรียกอย่างหนึ่งว่า รูป เรียกอย่างหนึ่งว่า นาม นี่คือธรรมะสองหรือเรียกรวม ว่า “กาย” เรียกว่า “รูป กับ นาม” หรือ “กาย” คำว่า กาย ย้ำว่า คือสภาพองค์รวมที่มีตลอดเวลา ที่ประพฤติขาดจากความเป็นกายไม่ได้ กายนี้ที่ขาดไม่ได้คือที่มีสัมผัสภายนอกไม่ได้ หากขาดแล้วไม่มีกาย ผิดจากธรรมะสองผิดจากศาสนาพุทธเลย ผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ตัดทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณเหลือแต่ลมหายใจ มีความรู้สึกแค่ลมหายใจเท่านั้น ที่เหลือดินน้ำไฟ ...ลม เหลือแต่ลมเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากขาดจากลมไปแล้วไม่มีกาย คนที่ปฏิบัติธรรมไม่มีความรู้สึกกับลมที่หายใจเข้าออกที่มีภายนอก อยู่ภายนอกนี้ แล้วก็บอกว่าไม่มีความรู้สึกแล้ว ลมภายนอกก็ไม่มี มีแต่ลมภายในก็อยู่กับลมภายใน แล้วก็บอกว่าเข้ากสิณลม ว่างั้นเลยนะ

อ่านต่อ

แล้วลมขึ้น ลมลง ลมขยายใหญ่ เล็ก ไปใหญ่เลย ซึ่งก็เล่นไปได้ออกนอกทางศาสนาพุทธ เสี่ยงมากที่จะออกนอกทาง ต้องไม่ไปทำ ต้องทำการลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกาย มหาภูตรูป ดินน้ำไฟลม ทั้งสัตว์ทั้งมนุษย์ ทุกอย่างที่มีอยู่ภายนอก คุณอยู่ขณะนี้อยู่ในกรอบขอบเขตที่คุณสัมผัส คุณก็ต้องรับรู้มีสติเต็ม รับรู้ทุกอย่าง สัมผัสอะไรที่จะต้องพิจารณาก่อนอยู่ใกล้ ทำร่วมก็ทำงานร่วมกับอันนั้น อย่างรู้เต็มๆ สติเต็ม ความพยายามเต็ม แล้วก็พยายามปฏิบัติ

การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ผู้สำเร็จสูงสุดพึงกระทำ มีอย่างหนึ่งคือ “ให้” สูงสุด คือ “ทาน” ที่เป็นตัวต้นตัวใหญ่ตัวจบ ทั้งตัวต้นและตัวจบคืออยู่ที่ทานคือการให้ เป็นบารมีใหญ่ เป็นสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติแล้วจะได้สิ่งนี้ พระอรหันต์จะมีสมบัติอยู่ 3 อย่าง 1. ให้ 2.เมตตา 3.อุเบกขา พระอรหันต์จะมีอยู่ 3 อย่างนี้เท่านั้น อยู่กับ 3 อย่างนี้ มีจิตเมตตา คือ ตัวประพฤติ อยู่กับใครก็มีเมตตา ต้องการให้เขาเป็นไปได้ด้วยดี พ้นทุกข์มีสุข หรือหวังประโยชน์เพื่อสัตว์เพื่ออะไรทั้งปวง ถ้าอยู่กับของดิน น้ำ ไฟ ลมก็หวังให้มันเจริญพัฒนาไปดี มีจิตเมตตา ช่วยแล้วก็มีมุติตา จบแล้วก็อุเบกขา อย่างนี้เป็นต้น การปฏิบัติจะให้เกิดอธิจิต หนึ่งคุณต้องมี รูปีรูปานิปัสสติ นี่คือวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 สำนวนที่ท่านใช้กำกับว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบริบูรณ์ทุกอย่างสมบูรณ์ เป็นวิมุติ วิมุติตัวแรกคือปัญญาวิมุติ ถ้ายังไม่มีกายอย่างชัดเจนอย่างสมบูรณ์ ยืนยันได้อย่างเป็นสักขี แม้จะมีกายเป็นสักขีที่ยืนยันได้ แต่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจะไม่มีวันเรียกว่า บุคคลนั้นปฏิบัติมาในวิธีใดก็แล้วแต่จะไม่เรียกบุคคลนั้นว่าอรหันต์ ส่วนบุคคลที่วิมุติสมบูรณ์คือ อุภโตภาควิมุติ แต่อรหันต์เริ่มต้นได้คือปัญญาวิมุติ คุณจะรู้ได้ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีรูปกับนาม จึงเรียกว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สุขุมละเมียดละไม ละเอียดลออมาก ที่จะอธิบายเข้าใจได้ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะต้องปฏิบัติในขณะมี วิญญาณฐีติ แล้วจะต้องเรียนรู้ความเป็นสัตว์อีก 9 ชนิด เรียกว่าสัตตาวาส 9 แล้วต้องเรียนรู้ขณะมีวิญญาณตั้งอยู่เรียกว่าวิญญาณฐีติ วิญญาณฐีติจะศึกษาได้มีหลักอยู่ 7 หลัก ส่วนสัตตาวาสนั้นจะมีหลักอยู่ 9 อีก 2 ที่วิญญาณฐีติยกไว้ ก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอสัญญี สองอันนี้ท่านยกไว้ ท่านไม่เรียกว่าสัตว์ทีเดียว แต่เป็นสัตว์สุดท้ายแล้ว เป็นสัตว์นามธรรมล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกายนอก วิญญาณฐีติ มีกายนอกด้วย คนที่ไม่เข้าใจคำว่ากายได้สมบูรณ์ปฏิบัติธรรมไปไม่เป็นอรหันต์หรอก ก็จะปฏิบัติธรรมไม่มีกาย ก็ไม่มีวิญญาณฐิติ เต็ม 7 ก็จะไม่รู้ว่ากายที่ต่างกัน สัญญาที่ต่างกัน คุณจะไม่รู้ คุณจะพิจารณาไม่ออกแยกไม่ได้ เพราะความเป็นสัตว์ ย่นย่อ เรียกว่า สัตว์มนุษย์ สัตว์มาร สัตว์เทวดา มี 3 อย่าง เทวดาสัตว์นรกและมนุษย์ มี 3 สภาพแยกได้ง่ายๆ ถ้าคุณเข้าใจความเป็นสัตว์ที่ว่านี้ มันจะต้องชัดเจนตรงที่ จิตหรือวิญญาณไม่ใช่ร่างภายนอก ร่างภายนอก เป็นสัตว์เดรัจฉานตัวตนนั้นไม่ใช่ ไม่ได้เรียนตรงนี้ คำว่าเดรัจฉาน ก็เป็นภาษาธรรมะซ้อนลงไป เป็นสัตว์ชั้นต่ำสัตว์นรก เป็นอสุรกายวินิปาตต่างๆหรือว่าเป็นสัตว์เทวดาเป็นสัตว์ชั้นสูง มนุษย์เป็นสัตว์ชั้นกลาง ถ้าเป็นมนุษย์จริงๆจะต้องมีภูมิธรรมรู้ว่าอะไรสูงอะไรต่ำ แล้วก็ต้องอยู่อย่างสูงอยู่อย่างควร ไม่ได้อยู่อย่างต่ำ ไม่ต้องใช้คำว่าเทวดาหรือนรก แต่รู้องค์ประกอบสังขารธรรมว่าควรปรุงแต่งอย่างสูงหรือควรปรุงแต่งอย่างต่ำ ก็ต้องปรุงแต่งอย่างสูง แม้แต่วิญญาณฐีติข้อ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน มีองค์รวมมีสัญญาเจตสิกที่กำหนดมุ่งหมายมีความจดจำรู้ แม้ว่าสัญญาของคุณที่ไปเรียนรู้กำหนดคนละเรื่องคนละอย่างกับของพระพุทธเจ้า มันต่างกับที่สัมผัสอยู่ภายนอก อย่างทนโท่ มีองค์ประกอบรูปี รูปานิปัสสติ รูปีคือรูปอันนั้น นี่คือมะนาวมีรูปของมัน รูปานิ คือผู้มีรูป คือคุณเป็นคนมีตาก็สามารถมีรูป แต่ถ้าคุณไม่มีตาคุณก็ไม่มีรูปานิ ตาบอดเป็นต้นหรือสัตว์ไม่มีตา ก็ใช้อย่างอื่นเรียนรู้ ก็ไม่มีรูปานิ หรือตาบอดก็ไม่เห็นไม่ปัสสติ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 มีตาต้องสัมผัสด้วยตา มีรูปนามสัมผัสด้วยกาย วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 หากคนหลับตาปฏิบัติ ตาดีเอาไปทำให้ตาบอดอีก เป็นการออกนอกทางพระพุทธเจ้า พวกเราได้ฟังเป็นกุศลหูไหม แล้วปฏิบัติธรรมให้เป็นบุญหูคือลดกิเลสได้ ได้ฟังได้เป็นกุศลหู เอาไปปฏิบัติได้ผลลดกิเลสเรียกว่าบุญหู

ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 จึงเป็นหลักสำคัญที่สุดที่จะเอาไปปฏิบัติธรรม เป็นหัวใจศาสนาเลย ธรรมะ 2 เหล่านี้รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ภวันติ คือ รวมเป็นผลสำเร็จ สำเร็จอิริยาบถอยู่ โดยส่วน 2 ธรรมะสองทำให้เป็นหนึ่งและของโดยส่วน 2 ความเป็น 2 ก็ยังอยู่ ตาก็ลืมตาอยู่ ของก็ยังอยู่ แต่ทำเวทนา 2 เวทนาเก๊ให้เป็นเวทนาแท้ ภวันติ คือทำสำเร็จแล้ว นี่สรุป การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ คุณเอาไปทำเสร็จ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะของคุณเอง จบแล้ว จบศาสนาพุทธแล้ว เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเกิดเวทนา ขยายความว่าถ้าจะปฏิบัติต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงจะเกิดเวทนา แปลความหมาย paragraph แรก ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ก็จะมีเวทนาเป็นตัวเกี่ยวข้อง คุณก็จะต้องให้มีเวทนาอยู่ร่วม เมื่อจะมีเวทนาคุณจะต้องมามีผัสสะเป็นปัจจัย ที่คุณจะได้เวทนา ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยแล้วคุณจะเอาเวทนามาจากไหน ไม่สามารถไปซื้อตามห้างขายยาหรือห้างสรรพสินค้า ไปแย่งใครมา ไปเก็บตกจากที่ไหนๆเขาทิ้งจากใครมันไม่ได้ มันจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงจะเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสเมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ คุณจะมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ต้องมีผัสสะ หากดับผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา ไม่เกิด system analysis ไม่เกิด input process output outcome impact พระพุทธเจ้าสอนมาแต่ในยุคโน้น ในยุคนี้ภาษาสากลก็ยังเอามาใช้เลย เป็น System analysis พุทธเจ้าสอนมา 2000 กว่าปีแล้ว สำคัญคุณจะต้องมี เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ที่ต้องใช้เป็นปัจจัยแห่งเวทนาจะต้องมีเวทนาเป็นตัวปฏิบัติ หากไม่มีเวทนาเป็นตัวปฏิบัติก็ไม่สามารถรู้เหตุปัจจัยโดยเรื่องราวทั้งหลายเป็นนิทาน เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย คุณจะไม่รู้เหตุ ไม่รู้สมุทัย เป็นตัวพ่วง เหตุก็เหตุ สมุทัยก็เหตุ ปัจจัยก็เหตุ จะไม่มีอิทัปปัจจยตาต่อไปได้ถ้าไม่มี มีเหตุนี้จึงมีเหตุนี้ไปเรื่อยๆ จนจบเหตุดับเหตุได้ ภาษาไทยเรียกว่าจบเห่ ย่อ ต.เต่าสระอุ มาเป็นไม้เอก จากจบเหตุมาเป็นจบเห่ พอจบเห่ได้ก็จบแห่ สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมนี่ เลิกได้ไหมไปหลับตาปฏิบัติมันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ไม่เกิดอย่างนั้น อาตมาพูดนี้เมตตาเห็นใจ ทำไมไปหลงผิดงมงายกับการนั่งหลับตา เมื่อไหร่จะรู้สักที มันป่วยการและเสียเวลา และยังพากันหลงผิดงมงายเลอะเทอะไปหมด มันเลยเสียศาสนาพระพุทธเจ้า อาตมายากจริง เกิดมาในชาตินี้คนยังหลงผิดอีกมาก ที่พอรู้กันก็มีแค่นี้ น่าสงสารน่าเสียดาย มันเสียศาสนาเสียเวลาเสียแรงงานเสียทุนรอน โดยเฉพาะ เสีย Effectiveness เสียประสิทธิผลที่ควรจะเกิดควรจะมี มันไม่เข้าท่าเลย เสียดายศาสนาพุทธ ซึ่งมีประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดแล้ว กลายเป็นเสียประสิทธิผลไป มันน่าเสียดาย เราพูดในวงของพวกเรา พูดออกอากาศไปฝากสายลมแสงแดดไป เผื่อหูกระทะจะกระทบบ้างกระทบกระทอ เครื่องสานชนิดหนึ่ง กระทะกระทอมันมีหูแต่มันไม่รู้เรื่อง

610227_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน