570103_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่องบรรลุธรรมให้ได้จะไม่เสียชาติเกิด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570103_เรื่องบรรลุธรรมให้ได้จะไม่เสียชาติเกิด ที่เวทีชุมชนมัฆวานฯ โดย พ่อครูโพธิรักษ์ วันนี้วันที่ 3 มกราคม 2557 ที่เวทีชุมชนมัฆวานฯ พ่อครูว่า … อาตมาก็ย้ำแล้วนะว่าเกิดมาเป็นคน อาตมาสรุปได้ว่า เกิดมาเป็นคนแล้วไม่มีอะไรจะดีไปกว่า ให้ชีวิตของเราได้ธรรมะ ถ้าไม่ได้ธรรมะชาติหนึ่งก็เกิดมาแล้วตายสูญเปล่า แต่ที่จริงถ้าไม่ได้ธรรมะก็ได้กิเลส ถ้าไม่ศึกษาธรรมะอย่างสัมมาทิฏฐิก็ยากที่จะไม่สะสมกิเลสใส่ตน ทรัพย์ที่ควรสะสมก็คือธรรมะ ย ิ่ งยุคนี้ใกล้กลียุค คนห่างไกลธรรมะมาก แม้เมืองไทยก็ตาม เมืองนอกก็ตาม มีหลายประเทศคล้ายกัน มันเดือดร้อนจริงๆเขาจึงออกมาทำ แม้เราก็ตาม ออกมานี่ไม่สนุกหรอกแต่ก็ต้องทำ อาตมาได้เคยพูดถึงธรรมในแนวลึกซึ่งเชื่อว่าไม่มีใครเคยบรรยายซึ่งอาตมาไม่ได้ไปเคยได้ยินได้รู้จากใคร แต่เป็นของอยู่กับอัตภาพของอาตมามาแล้ว คนหนึ่งเกิดมาก็มีอัตภาพของตน หรืออัตตา คือตัวตนของคนๆหนึ่ง ที่เป็นนามธรรม ที่เกิดมาแล้วหมุนเวียนในวัฏฏะสงสาร เขาพามีพาเป็นไป อะไรว่าดีก็พยายามพากเพียรให้ตนทำให้เกิดความดีงามก็ดีเรียกว่ากุศล ก็ได้อาศัยส ิ่ งกุศลก็ได้สบายบ้าง หรือได้โลกธรรม ได้กาม อันน่าพอใจ แล้วก็สั่งสมอัตตาตัวเองก็ตัวอัตตาคืออัตภาวะ หรือสภาวะหนึ่งที่พัฒนามาตามลำดับของนิยามชีวิต จิตนิยามจะสามารถเรียนรู้กรรม เรียนรู้ธรรมะ เป็นเวไนยสัตว์ มีภูมิธรรมจะเรียนรู้ได้ ถ้าไม่ได้สั่งสมมาก็เรียนรู้ไม่ได้ เกิดมาสั่งสมบาป สั่งสมกุศลอกุศลไป โดยอวิชชาจนกว่าจะพัฒนาตัวเองให้รู้จักกรรม ต้องพากเพียรใส่ในยินดีเชื่อถือแล้วทำได้ คำว่าธรรมะกับกรรม ก็คล้ายกัน ก็ต้องประพฤติกันจนเกิดผล พระพุทธเจ้าตรัสรู้โลกุตรธรรม ที่มี 9 อย่าง คือบุคคล 8 รวมกั บ นิพพานอีก 1 ก็เป็น 9 คุณธรรมชนิดนี้ ผู้ศึกษาก็จะอ่านออก แล้วสั่งสมเป็
อ่านต่อ
นสมบัติใส่ตนเองไป โลกุตรธรรมเป็นตัวที่รู้จักฐานรากหรือจิตนิยาม เรียกว่าปรมัตถ์ หรืออภิธรรม เรียกย่อว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน ชีวิตอาตมาตั้งแต่รู้ว่าตนได้ธรรมอันนี้ บอกแล้วว่าชาตินี้อาตมาไม่ได้ปฏิบัติโลกุตรธรรมแต่ว่ามาฟื้นของที่ได้มาเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าท่านก็ฟื้นของท่าน แต่อาตมาไม่ได้เทียบเท่าท่านหรอกแต่มีลักษณะคล้ายกัน เมื่ออาตมามารู้ตัวชาตินี้ก็รู้ว่าตนเป็นใคร มาทำอะไร เมื่อบอกเข้าคนก็หาว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็ยืนยันว่าอาตมาอวดไปนี่ไม่ได้ทำเพื่อให้คนนับถือ หรือทำเพื่อแลกโลกธรรม หรือให้คนมาเป็นหมู่พวก ทำลัทธิไปล้มลัทธิอื่น อาตมาทำนี่ก็เป็นการขัดแย้งกับหมู่ใหญ่ เช่น ท่านอธิบายเป็นการสร้างอัตตาใส่ตน ไม่เข้าใจกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ เพราะทำแล้วยิ่งสะสมอัตตา ที่อาตมาพาทำนี่ก็ทวนกระแสเขา อาตมาว่ามันต้องมาล้างตั้งแต่กามภูมิ มาล้างรูปภูมิ อรูปภูมิ ทำแล้วก็รู้ว่าหมดภพชาติได้จริง อาตมาเห็นว่าการอยู่ในหมู่ใหญ่มันทำได้ยาก ก็เลยแยกออกมาประกาศตนเป็น นานาสังวาส คือเป็นพุทธที่แตกต่าง ยึดถือแตกต่างกัน มีศีลไม่เสมอสมานกัน มีความรู้ความเห็นความเข้าใจต่างกัน ศีลไม่เสมอสมานกัน เช่น ศีลข้อ 1 เราไม่กินเนื้อสัตว์ ปฏิบัติศีลเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เกิดวิมุติ แต่เขาทำแบบแยกส่วน อาตมาว่าสูตรปาท่องโก๋ของท่าน อาตมาว่าสูตรเขาไม่ถูกต้อง กินแล้วท้องอืดท้องเฟ้อ อาตมาก็ขอออกมาตั้งร้านปาท่องโก๋ร้านเล็กๆ ทำมาแล้ว 38 ปีก็เกิดหมู่กลุ่มขึ้นมาได้ ทำให้สอดคล้องกับสมัย ต้องเอาภาษาที่ใช้ในยุคนี้ มีบาลีบ้างก็ค้นคว้าให้ตรงสภาวะ ตรวจสอบส ภ าวะให้ตรงกับภาษา คนได้รับรู้ก็มาทำตาม เอาชีวิตมาทำแบบนี้ ลดละไป ตั้งแต่ก่อนมีชีวิตมุ่งมั่นล่าลาภยศสรรเสริญ แต่พอมาเข้าใจก็มาลดละปล่อยวางออกมาก จนเป็นคนไม่สะสม รวมกันเป็นหมู่กลุ่มสาธารณโภคี สัจธรรมนี้ยืนนานไม่เปลี่ยนแปรตั้งแต่เป็นโสดาบัน มีตั้งแต่โสตาปันนะคือเข้ากระแสแล้วพัฒนาสู่อวินิปาตธรรมคือไม่ตกต่ำแต่ยังไม่ควบแน่นจนกว่าจะถึงขีดที่เรียกว่า นิยตะคือเที่ยงแท้เป็นคุณสมบัติแท้ เป็นของจริงถึงขั้นนั้นจึงเปลี่ยนแปลงยาก แต่พระพุทธเจ้าสอนไม่ให้ประมาท แม้ถึงขั้นนี้ไม่เอาจริงก็เวียนกลับได้ แต่ยากแล้วเพราะได้ลดละกิเลสมีทั้งเจโตและปัญญาเป็นหลักย่อย ถ้าเลยกว่านี้สูงกว่านี้ก็เป็นสัมโพธิปรายนะคือเจริญไปสู่ที่สูงจนจบเป็นอรหันต์ได้ คนเป็นโสดาบันจะถึงโสดาปัตติผลก็เที่ยงแท้ต่อการเป็นอรหันต์ แม้จะเหลาะแหละไม่ทำให้สมบูรณ์อย่างไรก็ตาม ก็วนเวียนไป ถ้าหลงระเริงกับสุขจะยาวนานมาก เรียกว่าหลงในภพของกาม ในความยินดีของรสชาติโลก ได้โลกธรรมก็ตาม พระพุทธเจ้าพยากรณ์ผู้ที่เป็นโสดาบันแต่หลงในกาม ก็ตรัสไว้ว่าจะวนเวียนในโลกนานมาก คนนั้นคือนางวิสาขา ท่านเรียกว่าโสดาบันชนิดที่ เป็น วัฏฏะภิรฏโสดาบัน คือไม่ตกต่ำในอบายแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ในอบายแต่ก็ยินดีในกาม ระเริงในกามในโลกธรรมก็จะนานมาก อโศกนี่ก็คือพุทธ มีคนแนะให้เรียกว่าศาสนาอื่น เป็นธรรมแบบโพธิ์ก็ได้ แต่อาตมาไม่บังอาจขบถต่อพุทธหรอกเพราะว่าที่ทำอยู่นี่คือพุทธรรม ใครจะฉลาดทำแบบอื่นก็ทำเถอะ อาตมาทำเนื้อแท้พุทธนี่แหละ ทำมา 40 กว่าปีแล้ว ได้พิจสูจน์ถ่ายทอดบรรยายจนเกิดเนื้อแท้ขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านทรงระลึกชาติได้นั้น การระลึกชาติที่คนทั่วไปทำก็คือระลึกว่าตนเกิดเป็นอะไร เป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นคน ชื่ออะไร ตระกูลไหน แต่ถ้าระลึกอย่างนั้นก็ไม่เข้าปรมัตถ์ เพราะจะไม่เข้าใจ สัตว์โอปปาติกะซึ่งเป็นข้อที่ 9 ของทิฏฐิ 10 สำคัญมากว่าสัตว์โอปปาติกะมีคุณสมบัติอย่างไร ถ้าไม่รู้สภาวะสิ่งเหล่านี้ก็ท่องกันไปแต่ไม่เกิดญาณ อย่างบุพเพนิวาสานุสสติญาณก็ไปเข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขาหมด จริงเป็นตัวตนก็มีได้อย่างพระเวสสันดร ระลึกได้เหมือนฉายหนังนี่เป็นความจำได้ ก็ไม่ใช่ของจริงในปัจจุบัน อย่างความเป็นพระเวสสันดร ท่านก็ระลึกถึงโลกุตระจิตว่าเป็นจิตอย่างไร พระเวสสันดรเป็นปางแห่งทานยิ่งใหญ่ ก็ไม่ได้อธิบายว่าใจโลกุตระของพระเวสสันดรเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้เข้าถึงปรมัตถ์ก็น่าสงสาร แยกโลกุตระกับโลกียะไม่ออก อย่างทานนี่ทำอย่างไร ทำใจอย่างไร ใจจึงเป็นผล เราได้ทำใจของเราอาการของใจเราเป็นอย่างไร เราได้มนสิการอย่างไร คุณได้ทำใจให้ได้อย่างท่านทำ ในขณะ ที่มือคุณได้ให้ทานหรือไม่? ถ้าทำใจให้ได้คืนกลับมามากกว่าเดิมมากๆ ก็คือทำใจให้โลภเพิ่มขึ้น จิตของคุณทำใจไม่ให้กิเลสลด กิเลสเพิ่มอีกต่างหากก็คือ นัตถิทินนัง เขาสอนกันมาผิดๆซึ่งอาตมาพูดถูกว่าเขาสอนอย่างผิดๆ แม้แต่ทาน ศีล ภาวนาก็อธิบายกันไม่ตรง ทำแล้วไม่เกิดมรรคผล ศาสนาพุทธก็เลยไม่มีอาริยธรรม ไม่เกิดโลกุตรธรรม ขออภัยที่พูดแล้วเหมือนไปว่าหมู่ใหญ่ที่สอนกันมานะ พระพุทธเจ้าท่านระลึกถึงสิ่งที่ท่านได้มีมาแล้วได้ คือธรรมะของการเป็นพระพุทธเจ้า ในพุทธุปาทกาละว่าคนจะมีดวงตาเห็นธรรมได้แค่ไหน ตรวจสอบสัตว์โลก ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณแล้วมีพุทธการกธรรมแล้ว แต่เมื่อวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็รู้ตัว แล้วท่านก็ตรวจพบว่าคนมีกิเลสหนามากเลย แล้วจะสอนให้บรรลุได้อย่างไร? ท่านก็ปริวิตกว่าจะเสียของนะ นั่นคือปริวิตก เสร็จแล้วชั่วเหยียดแขนออกคู้แขนเข้า สหัมบดีพรหมก็มาอาราธนาซึ่งก็คือจิตพรหมของท่านแหละมาอาราธนา ให้ท่านประกาศศาสนาว่าผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ ท่านก็ตรวจว่าพอได้ก็ประกาศศาสนา แล้วไปโปรดปัญจวัคคีย์ซึ่งได้หนีจากพระพุทธเจ้ามา อาตมาพาทำมาก็ยังดีที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกให้ค้นคว้าอยู่ แต่เขาก็เข้าใจไปคนละอย่าง เช่น ฌานคือการเผากิเลส อย่างที่อาตมาเข้าใจก็ไม่เหมือนใครที่เขาทำกันมาสอนกันมา ไทยเราเขายกให้ว่าเป็นต้นแบบพุทธศาสนาแห่งโลกแล้วนะ แต่เขานับถือกันทั่วโลกแล้ว แล้วอาตมาเป็นใครที่จะมาค้านแย้งท่าน แล้วอาตมาไม่คิดจะมาเบ่งก็เผยแพร่ไป อุตสาหะพากเพียรไป ผู้ใดเห็นดีได้ก็มาทำ อาตมาก็เจียมเนื้อเจียมตัวเพราะพูดเชิงยกส ิ่ งที่ถูกต้องแล้วเราเองมีอย่างนั้น เช่นอธิบายฌานเป็นอย่างนี้นะ แล้วเราก็ทำสมาธิแบบลืมตา สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ก็ยังดีมีมหาจัตตารีสกสูตรในพระไตรปิฎก หรือ ฌาน สมาธิ แบบพุทธ ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 อธิบายเป็น จรณะ 15 เลย ฌานคือการเผากิเลสสั่งสมเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ที่เขาสอนกันมาไม่ตรงกับที่อาตมาสอน พระพุทธเจ้าว่าศาสนาพุทธเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ พุทธก็ยังไม่เกิด เมื่อท่านตรัสรู้ก็เกิดศาสนาพุทธเลย ไม่ต้องทะเลาะกับใคร แต่อาตมาเกิดมาพุทธศาสนาเกิดแล้ว แล้วอาตมาเป็นใครจะมาบอกว่าที่ทำกันมานี้ไม่ใช่พุทธ อาตมาก็ตัวแค่นี้จะไปสู้ใครเขาได้ แต่ใครเห็นดีก็มาปฏิบัติร่วมกัน เกิดมาแล้วเป็นพุทธโดยกำเนิดอย่าปล่อยปละละเลย ถ้าฟังอาตมาพูดก็ตั้งสติดีๆตั้งใจดีๆ หลายคนอายุยาวแล้วก็ตั้งใจ อันนี้คือคุณค่าของชีวิต พากเพียรเอาให้ได้ ชีวิตจะได้ไม่สูญเปล่า คนที่เกิดมาไม่ได้พุทธนั้นน่าสงสาร เป็นพุทธโดยสำมะโนครัวมากมาย ควรเห็นค่าของพุทธที่มีค่าย ิ่ งกว่าเพชรกว่าทอง ให้มาศึกษาพุทธนี้ให้ได้ ถ้าผู้ใดเข้าใจแต่ละเลยว่าเราได้แค่นี้ ได้อาศัยโลกธรรมแค่นี้ คนก็เป็นกันอย่างนี้มาก แล้วก็หลงไปกับโลกธรรม ไม่เห็นว่าส ิ่ งที่ลึกซึ้งกว่ายังมี ถ้าจะมียศก็มีได้ แต่อย่าไปยึดถือ ยศคือตำแหน่งที่เขาระบุให้ทำงานในขอบเขตนี้ ตามรู้ตามสามารถ ถ้าดีขึ้นเก่งขึ้นเขาก็ขยายขอบเขตยศให้ทำงานให้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องกำหนดหมาย เราไม่จำเป็นต้องยึดถือเอาไปข่มเบ่งถือตัว ถ้าได้รับการยกย่องชมเชย ก็เป็นสัจจะ ถ้าคนเห็นดีเห็นงามเขาก็ส่งเสริม ถ้าไม่เห็นดีงามก็ไม่ส่งเสริม เช่น คนไปนับถือโจรว่าดีเยี่ยม คุณก็ไปส่งเสริมโจร ทุกวันนี้หลงโจรเสียเยอะ เรียกว่าโจรบัณฑิต ร้ายแรงมาก คือรู้ทางโลก ล่าโลกธรรมเก่ง ใช้ความรู้เล่ห์เหลี่ยมซ้อนเชิงเป็นอกุศลมากมาย พรางลวงหลอกคน คนไม่รู้จักจอมโจรบัณฑิต แล้วมันก็เข้ากับทิฏฐิของคุณที่หลงใหลในโลกธรรมก็คิดว่าคนนี้เก่งมา ก็อยากได้อย่างเขาหรือคิดว่าคนนี้เขาบันดาลโลกธรรมให้เราได้ คนที่ใจไม่ติดในโลกธรรมได้ก็มี แต่ไม่หนีในโลกธรรม ไม่หนีในกาม แต่กิเลสไม่มี จึงอยู่เหนือลาภยศสรรเสริญเหนือกาม ทั้งหมดคืออัตตา เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ไปหลงปฏิบัติแบบหนีโลก ไม่เข้าใจว่าความรู้ที่ควรมีควรเป็นที่ได้อาศัยเลือกเฟ้นไว้ใช้สอยได้ เช่น คอมพิวเตอร์ก็ใช้ประโยชน์ได้ แล้วในนั้นมีสิ่งมอมเมาอุจาดมากมาย เราไม่ไปเสียเวลากับส ิ่ งเหล่านี้ แม้เราไม่สุขไม่ทุกข์กับมันแต่ว่าไปเสียเวลาทำไม บาปคือเพิ่มกิเลส บุญคือการชำระกิเลส แต่เดี๋ยวนี้เขาทำบุญกันกิเลสยิ่งอ้วนมากขึ้น ยิ่งฉลาดยิ่งเอาไปล่าลาภ ยศ สรรเสิรญ กาม อัตตาก็โตขึ้น กิเลสยิ่งหนาขึ้น ไม่ได้บุญหรือแต่ได้บาป เพราะคำว่าบาป หรือบุญ เป็นโลกีย์ แล้้วบาปที่เขาอธิบายกันก็อธิบายแค่ว่าลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ แต่ใจเป็นอย่างไรไม่สอน เช่นทุกวันนี้เราออกมาชุมนุม คนไม่เข้าใจก็มาทำร้ายเรา ถึงขัั้นฆ่าให้ตายเลย หลายคนได้รับจ้างมาทำ แล้วคุณก็ได้เงินแต่เงินไม่ใช่สมบัติแท้จริง ดีไม่ดีได้เงินมาก็เอาไปทำบาปซ้ำซ้อนอีก ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะ ได้เงินมาได้ยศมาก็ได้เพ ิ่ มกิเลสอกุศลแก่ตัวเอง ในอัตตภาวะ วิบากคือผลของการกระทำชั่วทำเลว อันนั้นต่างหากคือส ิ่ งที่เป็นทรัพย์ผนึกในอัตภาวะ ไปกับเราออกฤทธิ์เลวร้ายกับเราไปอีกนานเลย ไม่คุ้มกับเงินที่เราได้มา บางคนได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่าเขา ได้เงินมาแล้ว ก็ตายจากไปอีกอาจถูกเขาฆ่าตายไป แล้วคุณได้เงินไหม? ยังไม่ได้ใช้นะก็คือไม่ได้เงินอยู่ดีแต่ได้กรรมชั่วกรรมเลวใส่อัตภาวะไปแล้ว แม้ได้เงินมาก็ไม่ใช่สมบัติ มันไม่ได้เอาไปด้วยกับอัตภาพ กรรมที่คุณทำกรรมที่คุณฆ่าต่างหากคือสมบัติของคุณไปกับคุณ ไอ้เงินมันไม่ไปกับคุณหรอก หรือยิ่งเอาเงินไปเสพโลกีย์หนักหน้าเข้าไปอีก นี่เพราะไม่รู้จักธรรมะ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ได้เสพบำเรอกิเลส กิเลสก็ยิ่งอ้วน แต่ถ้ามีเงินก็เสพได้ กิเลสก็อ้วน ย ิ่ งเข้าใจผิดไปอีกว่าเป็นส ิ่ งดีก็หลงเงินไปหาเงินให้มากๆอีก คนทำอย่างนี้มีแต่บาปกับบาป เขารู้ว่าคนที่อยู่บนดาดฟ้าคือตำรวจ แต่เขามาโกหกว่าไม่ใช่ตำรวจ ทั้งที่ตนสมรู้ร่วมคิดกับตำรวจนั้น แล้วถ้าตำรวจนี้ยิงคนตายจริง แล้วโกหกว่าไม่ได้ยิงอีก ก็ย ื่ งบาปซ้ำซ้อน ถ้าโกหกได้สนิทก็ยิ่งไปดีใจอีกยิ่งบาปซ้ำอีก แล้วพอคนจับได้ก็มายอมรับแต่ว่าก็ยังบอกว่าไม่ได้ยิงอีก แล้ววิถีกระสุนเขาก็บอกว่ามาจากมุมสูง โกหกให้เขาจับส้นได้อีก ที่ยกมานี่คนเขาทำให้เห็น เราไม่ทำก็ดีแล้ว นึกถึงตนว่าถ้าเราจะฆ่าคน จะฆ่าอย่างไรนะคนทั้งคน อาตมาในชีวิตนี้เคยฆ่าสัตว์ ฆ่าปลามาก่อน อาตมาตกปลาไม่เก่งได้ตัวเล็ก ได้ไม่มากอีก แม้แลกเบ็ดกับเพื่อนก็ยังไม่ได้มากเท่าเพื่อน ทำบาปไม่ขึ้น นี่เป็นบารมีอาตมา อาตมาแค่ฆ่าสัตว์ที่โตสุดก็คือไก่ ที่ฆ่าเพราะแม่อยู่ไฟต้องต้มไก่ใส่เหล้า ตาม สูตรจีน ที่จริงพ่อเป็นคนฆ่าวันละตัว มาวันหนึ่งพ่อไม่อยู่ อาตมาเป็นลูกชายคนโตก็ต้องทำ มาถึงก็จับหักปีก ถอนขนคอ แล้วใช้มีดเชือดคอ ทำตามที่พ่อทำมาก่อน แต่พอเชือดแล้วก็โยนใส่หม้อ แต่มันก็ยังเดินโย่งๆอยู่ อาตมาใจเสียววาบเลย สงสารมันน่ะ นี่คือตัวเดียวที่เคยฆ่าไก่ นอกนั้นก็ฆ่าปูปลา เท่านั้น นอกนั้นสัตว์อื่นไม่เคยไปล่าอะไร เคยไปกับเขาล่ากระปอม ยิงหนังสะติ๊ก ไม่เคยได้สักตัวเลย เพื่อนมันได้เป็นพวงแบ่งให้กินไม่อร่อยเลย มันไม่ค่อยมีเนื้อเลย ยังนึกเลยว่าทำไมคนฆ่าคนได้ ในชีวิตอาตมาไม่เคยไปชกต่อยกับใคร แม้เคยหัดชกมวย แต่พอนัดเพื่อนที่โกรธกันไปท้าชกกัน อาตมาแอบไปฝึกมวยมาแล้วไปตามนัด แต่เพื่อนที่นัดไม่ไป เลยไม่ได้ชกกัน เพื่อนคนนั้นชื่ออารีย์ มีน้องสาวชื่ออารอบ เรียน ม. 6 มาด้วยกัน อาตมาเรียน ม. 6 สองรอบ มีคนสังเกตว่าพอ ผบ.ทบ. เดินออกมาจากบ้านป๋าเปรมก็บอกนักข่าวว่าตำรวจคือชายชุดดำบนตึกเลย ผบ.เหล่าทัพปฏิเสธนายกฯในการหยุดสุเทพ แล้วป๋าเปรมให้เนกไทแก่นายกฯ ที่มีข้อความบนกล่องเน็กไทว่า ต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน โอ้โห เสียบไหมนะ เขาจะรู้สึกไหม? มีคนให้ข้อมูลมาก็ว่ากันไป คนเราเกิดมามีอัตภาพ ถ้าอัตภาพของเราจะมีอยู่ก็ควรมีแต่กุศลต้องหยุดอกุศลใส่อัตภาพ แม้โลกีย ์ กุศลเราก็จะได้อาศัย คือได้โลกธรรม โลกีย์ ได้บำเรอกาม บำเรออัตตา ก็เป็นกุศลได้ ใส่เข้าไปก็หนามากขึ้น พระพุทธเจ้าค้นพบว่าไม่มีทางหมดอัตตาได้เลยอย่างนี้ท่านก็มาค้นพบ จิตเจตสิก รู้แล้วล้างอกุศลโลกีย์ จนเห็นว่าอัตภาพอกุศลกุศลก็วนเวียน เรามาลดจนเป็นอรหันต์หมดสุขหมดทุกข์ จึงได้เรียนรู้ว่า อัตภาพคือสุข คือทุกข์ การหมดอัตภาพก็เป็นอรหัตตา คือมีอัตตานะ แต่อัตตาของท่านไม่ลึกลับแล้ว อัตตาที่สุขที่ทุกข์คืออัตตาโลกีย์ เมื่อไม่ลึกลับรู้แจ้งว่ามันไม่ใช่เราไม่ใช่เขาหรือใคร จิตยึดคือแต่ก่อนติดยึดว่าอบายคือสุข คือทุกข์ เมื่อเราล้างได้หมดก็รู้แล้วว่าเหลือที่อาศัย จิตวิญญาณที่อาศัยก็ไม่มีอบายภูมิ ต่อมาสกิทาคามีก็ล้างกิเลสกาม กิเลสภพอย่างไม่หนีโลก มีการผัสสะทวาร 6 ครบ แต่กิเลสเกิด ตอนสัมผัสทวาร 6 ก็เกิดกิเลส ก็รู้กิเลสแล้วล้างกิเลส เหตุของมันคือโง่ไม่รู้ เรามาล้างจนมันหมด กามก็ยังสัมผัสอยู่แต่เหตุแห่งสุขทุกข์หมด ก็ยังอยู่กับโลก ไม่หนีไปไหน พระอนาคามีหมดกามภพแล้วเหลือเศษส่วนแห่งรูปราคะ อรูปราคะ แม้มีอยู่ข้างในแต่มีหิริโอตตัปปะ มันไม่มีรสชาติอันนั้นแล้ว มีแค่ระริกระรี้ภายใน ส่วนมากเป็นความจำ ก็ไม่ต้องอาศัยอัตตาที่ต้องสุขทุกข์อีก จนกระทั่งตรวจส ิ่ งที่เหลือในอรูปฌานอีก เผาอีกจนหมดพ้นอุทธัจจสังโยชน์ สู่สัญญาเวทยิตนิโรธ สูงสุดเป็นอรหันต์ ถึงที่สุด เป็นอรหัตตาสูงสุด แม้เป็นอรหันต์แล้วเป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งเข้าใจว่าอัตตาที่อาศัยคืออะไร คืออัตตาที่ สม าทานคือไว้อาศัย ผู้ที่รู้จักแล้วคือ สม าทาน คือยึดไว้ด้วยความสมบูรณ์กิเลสไม่มี ถือไว้แค่นั้น จึงรู้ว่าอาทานหรืออาการยึดไว้คืออะไร ตั้งแต่เราไม่ยึดอบายเป็นอย่างไร หรือไม่ยึดในกามเป็นอย่างไร ไม่ยึดในรูปภพ อรูปภพคืออย่างไร เราทำไม่ยึดมาตั้งเท่าไหร่แล้ว ไม่ยึดในอัตตาคืออะไร เข้าใจง่ายนะแต่ทำให้มันง่าย แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเราหัดไม่ยึด ล้างมาจนหมดความยึดถือตั้งแต่อบายภูมิ มาทำรูปภูมิ แล้วมาสู่อรูปภูมิ ทำเป็นจนเป็นอรหันต์ ถ้าคุณจะยึดไว้อย่างผู้สมาทาน อย่างผู้สงบ ผู้เหนือ คุณจะวางเมื่อไหร่ก็ได้ เลิกแล้ววางอัตภาวะได้ พระโพธิสัตว์จะรู้ดี สุขนี่คือตัวหลอก เป็นสุขขัลลิกะ ตัวอัตตาคือกิลมถะ ผู้เป็นอนาคามีก็จะมีแต่อัตตา ขันธ์ 5 หรืออัตตา ที่ เป็นภาระ ไม่มีกามแล้วก็ยังมีอัตตา จึงต้องเลิกให้หมด ส่องโต่งเป็นเช่นนี้ ผู้หมดกามภพก็เหลืออัตตา ก็ไม่เป็นภัยแก่โลกแน่ อย่างอนาคามีบางคนก็อยู่กับโลกได้อย่างไม่เป็นภัยเป็นโทษแก่โลกแล้ว มีแต่โทษภัยส่วนตัวแต่ตัวก็จะรู้ว่าขืนปล่อยให้หยาบมากกว่านี้ก็ไม่เอา แต่ก็ดีที่เป็นประโยชน์แก่โลก อนาคามีจึงทำประโยชน์แก่โลกเยอะ คนมีเยอะที่หลงไม่เอาอรหันต์เอาแค่อนาคามีก็พอ แต่ผู้ที่สูงของพุทธจะรู้ว่าจะไม่ไปเกิดในสุทธาวาส พระพุทธเจ้าท่านเป็นสายปัญญาไม่ไปอยู่ในสุทธาวาส 5 ท่านเป็นอนาคาฯก็ต่ออรหันต์เลย พระพุทธเจ้าจึงบรรลุได้เร็วเพราะเป็นสายปัญญา ไม่วรรคไม่พัก แต่อาตมาไม่เหมือนท่าน อาตมาแวะอยู่ ในหมู่พวกเราอาตมาบอกได้ว่า อนาคามีเยอะ ก็ระริกระรี้อยู่อย่างนั้น แต่ช่วยสังคมอยู่ ศีล 5 คือโสดาบัน ,ศีล 8 คือสกิทาฯ ,ศีล 10 คืออนาคามี, แต่ก็อยู่ในสังคม ส ิ่ งที่ติดยึดก็เป็นส่วนตัวคนอื่นไม่รู้กับตนหรอก บางคนมีรูปราคะ อรูปราคะ แต่บางคนมีมานะ แต่จะไม่มากเพราะอนาคามีลดละมามากแล้ว อยู่กับโลกอย่างไม่เป็นพิษภัย อนาคามีอยู่ได้จนเป็นจักรพรรดิ์ บางทีมีผัวมีเมีย แต่ก็ลิงลมอมข้าวพอง พอเลิกก็ง่ายมาก เกิดมาอย่างน้อยได้อนาคามีภูมิก็ยังดี ไม่เป็นพิษภัยต่อโลก แต่ ช่วยโลก ยิ่งเป็นอรหันต์ยิ่งดี จะไปเสียเวลาเป็นอนาคามีทำไม เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว จิตอภิปโมทยังจิตตังก็มี คือจิตใสสว่าง ไม่เศร้า ไม่มีเศษธุลีหมอง อาจมีธุลีเริงบ้าง หมดอโศกะ(ธุลีหมอง) หรืออาจมีวิรชะ(ธุลีเริง)ไม่เปลืองแค ล อ รี่ มาก แต่ประมาทไม่ล้างของตน แต่ถ้าล้างเสียเป็นอรหันต์ก็เป็นหลักประกัน อยู่กับโลกไปอย่างเท่าไหร่ก็ได้ ทำประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติไป ก็ได้อธิบายเนื้อหาสาระธรรมะที่บางคนอาจเพิ่งเคยได้ยิน ก็ขอแจ้งข่าวมรณ านุ สสติ ลุงชูศักดิ์ แก้วทอง ชาวสันติอโศก สิริอายุ 84 ปี ตั้งศพที่สันติอโศก ฌาปนกิจศพวันอาทิตย์ที่วัดบางเตย … จบ