230812 เครื่องตักกิเลสของสมเด็จพ่อ-พ่อท่าน-สันติอโศก-ค057.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปเป็นการอบรมทำวัตรเช้าเรื่องเครื่องตัดกิเลสของสมเด็จพ่อโดยพ่อท่านโพธิรักษ์เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมพุทธศักราช 2523 ณพุทธสถานสันติอโศกขอเชิญท่านรับฟังได้ณบัดนี้ค่ะ พ่อตั้งใจจะศึกษาจะทำอะไรมีสติสัมปชัญญะตลอดทุกขณะแต่ละขณะเราทำขณะให้เป็นพุทธะเราเป็นเลิศพุทธะเราต้องรู้ความหมายของคำว่าพุทธะให้มากความหมายสั้นๆที่ท่านแปลกันไว้ดีแล้วพุทธะหมายความสุภาพถึงความรู้ความตื่นความเบิกบานแจ่มใสเรียกว่าพุทธะซึ่งเราจำกันมานี่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งไม่ใช่พูดปากเปล่าไม่ใช่พูดให้ปากเปื่อยแต่พูดให้เป็นจริงให้เรามี ให้เราได้จริงแม้เราจะเป็นสุตะพุทธะได้แต่แค่ฟังมาเข้าใจความหมายแล้วก็เข้าใจให้ได้และเราก็จะต้องมาเป็นอนุพุทธะตามเป็นพุทธะหรือแม้เป็นพุทธะน้อยๆมันจะยังไม่บริบูรณ์เราจะแอดเป็นพุทธะมันไม่แปลกอะไรหรอกพระพุทธท่านยังกุศลให้ถึงพร้อมพุทธท่านไม่ยั้งอกุศลเราจะมีธรรมะวิจัยเราจะมีสติเป็นผู้ตื่นเป็นผู้ที่ก็จะทำตนให้เป็นอยู่เสมอถ้าขยันโดยย่อชาตรียาวนะโยคะเราจะเป็นพุทธอื่นมีความตื่นและมีความรู้ลึกรู้ตัวทั่วพร้อมมีสติปัฏฐานเพราะ รู้ทั้งกายนอกและรับรู้ทั้งกายในยางมุทุพูเต้ยังแววไวรู้ใจจริงๆไอ้รู้กายรู้ด้วยแล้วละเอียดไปถึงใจรู้เป็นภายนอกหรือรู้ตัวทั่วพร้อมภายนอกเป็นภายนอกรู้ว่าเรายังไว้ซึ่งกุศลหรือสุจริตกายกรรมหรือยังเราพร้อมไปด้วยสุจริตวาจาหรือยังเราพร้อมไปด้วยมโนสุจริตมโนหรือยังระลึกรู้อยู่รอบทุกวันรู้รู้รู้รู้รู้รู้รู้รู้รู้นอกในรู้ตั้งแต่กายรู้เวทนารู้อย่างไปถึงจิตและไปถึงอารมณ์คือสภาพอีกสภาพหนึ่งของ จิตก็เป็นโครงสร้างหรือเป็นกายของจิตหรือเป็นความประชุมอันหนึ่งคำว่าจิตทำเป็นความประชุมวันนี้แล้วยังหยั่งลงไปถึงนามธรรมถ้าจิตเป็นรูปธรรมารมณ์เป็นนามจิตราเรียกว่าโรคเป็นสิ่งที่ถูกรู้ส่วนธรรมารมณ์นั้นเ
อ่านต่อ
ป็นตัวรู้ซะเองเรารู้ถึงอารมณ์ของจิตอย่างเข้าไปถึงข้างในสุดสุดท้ายอารมณ์แม้แต่ในปัจจุบันขณะนี้อารมณ์เราเป็นอย่างไรเราจะมีความรู้ที่รู้เป็นหมดทุกคู่แต่แววไวใจจริงหมดทุกพูดแต่ภาษาของพระไตรปิฎกแปลว่าอ่อนซึ่งบอกแล้วว่าอ่อนนี่ไม่เอาอ่อนนี่มันเยอะก็บอก ปอ 8 ปอกเปลือกไม่เอาแล้วเอาอย่างแหลมคมคล่องแคล่วปราดเปรียวเป็นสภาพจิตรู้จิตรู้ที่แววไวมุทุพูดแต่กรรมดีเจเหมาะแก่การงานเราจะต้องมีฌานได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 เป็นผู้มีฌานอยู่เมื่อผู้ใดมีฌานแล้วนั่นแหละคือผู้มีอิทธิพลแล้วที่จะทำการงานเหมาะสมแล้วที่จะทำการงานเพราะจิตไม่มีตัวรู้ตัวเธอจิตไม่มีตัวรู้ตัวตืดหมดทุกตัวส่วนมันจะยังไม่เบิกบานร่าเริงไปเสียทีเดียวก็ อาจจะทำงานคร่ำเคร่งก็อาจจะไม่เบิกบานร่าเริงไปสักทันทีแต่ถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมและรู้พุทธะพุทธะแม้จะทำงานอยู่ก็ร่าเริงเบิกบานเริงร่าเริงเบิกบานเป็นภายในยังไม่พอแผ่รังสีออกมาเป็นอภัสราพรหมถึงภายนอกออกมาให้เห็นได้ออกมาให้สัมผัสได้มีราศีแห่งผู้เบิกบานร่าเริงมีรังสีแห่งความเบิกบานร่าเริงมีความเรืองรองส่องแสงออกมาเป็นอภัสราพรหมทีเดียวไอ้ผู้มีสิ่งดีเราไม่ต้องการสิ่งที่หม่นหมองและไม่ต้องการสิ่งที่เคร่งเครียดอับเฉาเราไม่ต้องการ สิ่งอย่างนั้นไม่ใช่เป็นที่นิยมแม้ค่านิยมของโลกแท้ๆจริงๆเขาก็ไม่ต้องการความหม่นหมองอับเฉาเคร่งเครียดเขาต้องการความร่าเริงเบิกบานนั่นเป็นค่านิยมร่วมเราไม่ได้คะแนนกับโลกเลยเราทำสิ่งเดียวกันกับโลกเพราะแม้จะคำว่าเฉยไปถึงชาญ 4 แม้แต่เราจะมีวิตกวิจารณ์แล้วเราลดผิดจะวิจารณ์วิตกวิจารณ์คือเราพยายามทำควบคุมจัดแจงตัวเราให้จิตของเรานี่เป็นเอกจิตของเรานี่อยู่ในสภาพที่รู้รู้ทั้งอารมณ์รู้ทั้งกรรมกิริยากายวจีมโน ตัวทั่วพร้อมลูกกลายเป็นภายนอกปฏิสังเวชนียรู้หมดมีสติและรู้ปะติสังเวทีรู้ทั่วพร้อมรู้ทั่วพร้อมรู้ทั่วพร้อมรู้จริงๆลืมตาปลอมๆก็รู้อยู่หลับตาก็รู้รู้กายเราจะยกแขนยกขาเอี่ยวแค้นไกลขาขยับเขยื้อนหรือทรงอยู่เราทรงอยู่ในท่าอะไรท่านั่งนั่งอยู่เป็นสุจริตแล้วยังหรือว่านั่งผิดแสงเขียววัดนั่งผิดนั่งผิดนี่ผิดส่วนที่เราหมายบางครั้งเราอาจจะเอาเอาทำอย่างนี้อนุโลมอย่างนี้แต่ว่ามันก็อาจจะไม่เหมาะกับอากาศในกิริยาในขณะที่ขณะหนึ่งแต่ขณะนี้อย่างนี้เหมาะแล้วเพราะเราต้องทำอย่างนี้เพื่ออย่างนี้อะไรเรารู้ของเราตลอดเวลามีความมุ่งหมายมิ ธนารมณ์คำว่าเจตนารมณ์นี้สำคัญถ้าเรารู้เจตนารมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งสุดท้ายแล้วท่านเอาที่เจตนาเป็นสำคัญเจตนานั้นไม่ใช่เจตนาร้ายไม่ใช่มุ่งร้ายไม่ใช่ปรารถนาร้ายแต่ปรารถนาดีว่าเจตนาเป็นที่สุดเจตนาเป็นที่หมายเป็นที่ตัดสินกรรมเจตนาทั้งพี่ก็ไปภิกขเวกัมมังวทามิภิกษุทั้งหลายเจตนานั่นแหละเป็นที่สุดแห่งกรรมเราจะพิจารณาที่เจตนาต้องเป็นกุศลและเจตนาเมื่อเป็นกุศลและเจตนาที่สุดในที่สุดแล้วกายกรรมก็ดีว่าดีกรรมก็ดีหรือมโนกรรมก็ดีก็จะต้องเอาถ้าเป็นเจตนาดีเป็นกุศลเจต แล้วก็เป็นที่สุดได้ซึ่งเจ้าจริงใจต้องซื่อสัตย์ผู้ที่มีความระมัดระวังวิตกวิจารวิตกวิจารณ์คือความระมัดระวังคำสังวรวิตกจะต้องมีส่วนจิตที่มีปัญญาวิตกวิตกกังคือเหตุและผลวิชาการมีเหตุและผลยิ่งและก็รู้คุมพฤติกรรมของเราอยู่วิจารณญาณคือพฤติกรรมคือความประพฤติประพฤตินอกประพฤติในพฤติกรรมของการพฤติกรรมของวาจาพฤติกรรมของจิตเราดูความประพฤติให้ยิ่งไอ้ที่ไม่ไม่ควรจะมีความประพฤติอย่างนั้นไม่ว่ากายพฤติกรรมการทุจริตของวาจาพฤติของใจและไม่ควรจะให้มีเราก็จะต้องไม่เรา ใช่สิ่งที่มีอย่างยิ่งกายกรรมก็ยิ่งมโนกรรมก็ยิ่งมโนกรรมก็ยิ่งยิ่งในที่นี้หมายถึงความดียิ่งความถูกต้องยิ่งความงามยิ่งเป็นทั้งเบื้องต้นงามด้วยอาทิงามด้วยงามด้วยประโยชน์สารงามทั้งยามเบื้องต้นทำการทำลายไล่เรียงรู้พร้อมกายเวทนาจิตธรรมอารมณ์ไล่ก็ไปนอกรอบแรกๆต้องกายก็เวทนากายนั้นรูปเวทนานั้นนามกายตั้งแต่กายหยาบไปจนตายในไปถึงความเป็นจริงที่ยังรวมๆอยู่กับจิตแล้วก็ยังแท ต้องไปหาเวทนาตอนนี้เราสุขหรือเราทุกข์เรารู้แม้จะมีความฝืนกลั้นก็อย่าเพิ่งไปตีราคาว่าการฝืนกลั้นนั้นเป็นทุกข์ขันติปรมังตะโปตีติกขาเป็นองค์ของโอวาทปาฏิโมกข์ที่เราจะต้องรู้มันยังไม่ถึงที่สุดยังไม่ถึงนิพพานยังไม่ถึงนิพพานเราก็จะต้องรู้ว่าเราเพียงพูดถึงนิพพานกันก่อนแต่ว่าความสุขความผลัดสุดปรือจะต้องฝืนกลั้นตั้งตนอยู่ในความลำบากเราก็ต้องเข้าใจว่าการตั้งตนอยู่ในความลำบากเพราะเราว่าเราทำอันนี้เป็นวิธีทำอันนี้เป็นการสังวรสำรวมอยู่ในจุดมุ่งหมายจิตใจของเราเข้า ไอแล้วก็จะทำให้มันสอดคล้องทำให้มันลงตัวอยู่เราฝึกปรือไปตลอดเวลามีองค์ประกอบของสติปัฏฐานมีองค์ประกอบของอานาปานสติมีองค์ประกอบของโพดชงมีองค์ประกอบของสะมาเรียมรรคองค์ 8 มีความรู้ในใจรู้ถึงองค์ธรรมของนามธรรมตั้งแต่อวิชชานั้นมีนิวรณ์ 5 เป็นอาหารนิวรณ์ 5 มีทุจริต 3 เป็นอาหารทุจริต 3 มีการไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เป็นอาหารการไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็มีความไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นอาหารผู้ที่ไม่มีสติสัมปชัญญะก็เพราะไม่มี ฉันแยบคายเป็นอาหารไม่มีจิตอันแยบคายก็เพราะว่าเราไม่มีศรัทธาเป็นอาหารไม่มีศรัทธาเพราะไม่ได้ฟังสัจธรรมเป็นทหารไม่ได้ฟังสัจธรรมเพราะไม่เข้าใกล้สัตว์บุรุษเพราะฉะนั้นเราเข้าใกล้สัตบุรุษแล้วเราก็พยายามฟังสัทธรรมเมื่อเราฟังสัจธรรมเราก็จะมีศรัทธาเมื่อเรามีศรัทธาเราก็จะมีจิตหยาบคายเมื่อเรามีจิตแยกคายเราก็จะมีสติสัมปชัญญะเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะเราก็จะควบคุมอินทรีย์สังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อเราสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อยู่กายก็จะเจอประชาชน หนูก็จะสุจริตสมเหมาะสมควรได้ตามที่เรามีภูมิปัญญาจริงใจอย่าเบี้ยวอย่าแฝงยายแบ่งเอาเสพอย่าแบ่งเสพให้มันเต็มๆรู้อยู่ว่านี่ทุจริตจะเป็นจอมโจรบัณฑิตจะแอบกินอย่าเบี้ยวเอาเสพเสพติดอยู่ตัดไม้หมดเลยทำมันไม่ถูกให้ตรงเต็มตัวกายกรรมก็ดีว่าจะทำก็ดีมโนกรรมคนดีในขณะที่เราสำรวมสังวรควบคุมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็ดีจัดแจงกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมก็ดีในขณะที่เราฝึกอยู่ตลอดเวลานั่นแหละเรากำลังดำเนินโพดช่อง 7 สมัยก่อน เดินยืนนั่งนอนคิดนึกกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอาชีพการงานความพยายามมีสติสัมปชัญญะต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำธรรมอยู่ตลอดเวลาเดินแท้ก็คือสมโภชชง 7 มีโพชฌงค์ 7 เป็นตัวเดินแล้วเราก็ระลึกรู้อยู่ก็คือกายเวทนาจิตธรรมรักรู้อยู่ทำยอดเข้ายืดออกควบคุมนอกควบคุมในหมุนเวียนอยู่เสมอนี่วรภามันก็ถูกรีดถูกค่าถูกกำราบปราบปรามไปเองเมื่อปราบปรามอาหารของอวิชชาได้อภิชามันก็แห่งนั้นมันมีสภาพเสื่อมติดต่อกันสัมพันธ์กันไปอย่างนี้นะสัมพันธ์กันอย่างนี้จริงๆ เพราะเราทำอย่างนี้โดยหลักใหญ่ๆสัพพะสังวรสูตรที่ท่านตรัสเอาไว้เราก็จะล้างค่าอาสวะทั้งหมดคือเราฟังไปนี่เกิดลูกเป็นทัศนาเสร็จแล้วก็ไปสังวราจะอธิบายเมื่อกี้คือการสังวราใหญ่ๆสังวราในการควบคุมมีตั้งแต่เรามีโพชฌงค์เรามีสติปัฏฐานเราควบคุมกายวจีมโนและสำรวมอินทรีย์พยายามไม่มีสติสัมปชัญญะทำจิตให้แยกคลายลงไปเรื่อยๆสุขุมประณีตต้องไปเรื่อยๆๆๆพอเราเชื่อแล้วเห็นแล้วเข้าใจแล้วศรัทธาแล้วเราได้ฟังสัจธรรมมาก็มา พอเราได้ใกล้สถานีรถมาแล้วก็ทำอยู่ทำอยู่เกิดทัศนะแล้วเกิดญาณทัศนะแล้วเกิดเข้าใจดีแล้วเห็นแล้วรู้แล้วหนอรู้แล้วเราก็สังวรสังวราสังวรแล้วก็สังวรอีกเรียกว่าปฏิเสธนะขอบคุณสำหรับคุณทำให้คุณทำไม่เคยทำแล้วทำแล้วทำทวนไปทวนมาย้ำไปซ้ำซากไปซ้ำซากมาทัศนารู้เห็นแล้วอย่าไปรู้เปล่าสังวรสังวราเมื่อสังวราแล้วมันก็จะเกิดบทปฏิเสธวรรณาคือมันจะคบคุณเสพคุณทำให้คุณไม่เคยชวนไปชวนมาปฏิเสธว่านาก็คือทำให้คุณไปคุณมาทำให้เคยไปเคยมาปฏิบัติแล้วชวนเล่าปฏิเส ประคบเห็นคุณทำให้คุ้นอยู่คบเห็นอยู่สัมผัสๆอยู่ปฏิเสธเสวนาเสวนาสัมพันธ์อยู่หรือเราเรียกง่ายๆสวะเอาตัวนะออกก่อนเอาตัวนหนูออกก่อนเสวกอยู่หรือเราเสวยอยู่แล้วก็ได้สวะแปลว่าพบศพเขาไม่เกิดการอยู่ปรากฏการณ์อยู่สภาวะศพ 2 มีประสบการณ์อยู่ประสบการณ์อะไรที่เราจะให้มันมีเสมอล่ะชวนไปชวนมา ที่เสวนาแม้จะฝืนคำแปลเอาอัดในคำว่าอธิบายสนานอธิบายลักษณะและจะฝืนอยู่ก็คือจะฝืนให้มันวาสนานี่มันดียิ่งขึ้นเป็นอาทิตย์เราทำกายเรากายก็เป็นอาทิเราทำศีลศีลก็เป็นอธิเราทำจิตเราทำที่จะต้องเกี่ยวถึงจิตเสมอจิตมันรู้จิตมันตื่นจิตมันเข้าใจไม่ใช่คนทำเผลอๆเพราะๆอะไรไม่ใช่ให้มีสติเต็มรู้เหตุรู้ปัจจัยรู้ว่าเราทำอย่างนี้ถูกต้องแล้วนะให้มันชัดคมให้มันตรงแท้ให้เป็นผู้ปฏิปันโนสุปฏิปันโนเราตั้งใจปฏิบัติดีแล้วก็ปฏิบัติให้อุชุเป็นทิศทุกชุดกรรมกระทํา อุชุตรงกรรมเราก็ทำนี่ทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมให้ตรงอุชุปฏิปันโนปัจจุบันทวนแล้วทวนเล่าให้เขาถึงอุชุเราจะได้ยิ่งรู้เรียกว่าญายะปะฏิปันโนจะเกิดภูมิยิ่งญายะธรรมยิ่งรู้ญาญ่านี่ไม่ใช่การรู้ธรรมดาเป็นการรู้อย่างอย่างธรรมถึงธรรมกลายเป็นยายะปะฏิปันโนเข้าถึงความเป็นยายะธรรมเรามีญาณธรรมเกิดญาณรู้ไม่ใช่รู้ธรรมดารู้พุทธไม่ใช่รู้ผิดๆไม่ใช่ลูกฝึกเปลือกมันจะรู้พุทธายะเนี่ยแล้วเราก็จะรู้และได้เมื่อรู้และได้ก็เป็นสามีกี่มโนตามที่เราทำได้ สมหมายเรียกว่าพูดได้ทำสมควรตามธรรมสมควรแก่ธรรมหรือเราเป็นเจ้าของธรรมะที่เราทำจริงๆปฏิบัติจริงๆไม่ใช่สักแต่ว่ารู้ทำทวนแล้วปฏิปัตติมีทวนแล้วทวนเล่าปฏิปันโนเข้าถึงการทวนแล้วทวนอีกไม่ใช่ได้ง่ายๆหมูๆพอฟังปุ๊บรู้ปั๊บจบแล้วเราได้แล้วไม่จริงหลักการของพระพุทธเจ้ามีแต่ปฏิคำว่าปฏินี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆทวนย้อนทวนทวนซ้ำแล้วซ้ำอีกซ้ำซากปฏิไม่ใช่เรื่องง่ายๆแต่ถ้าเราทำให้เป็นอธิษฐานได้ขึ้นมาขึ้นมาขึ้นมาเป็นอัฐิวาสนาทั้งกายวาสนาทั้งจิต น้าของเรานี่เราอบรมทั้งกายอบรมทั้งจิตอาทิขึ้นมาโดยเฉพาะอาทิตย์จิตก็คือเกิดความเป็นได้ในจิตสมาธิต่อได้เนืองๆจิตของเราเป็นอย่างนั้นในเนื่องขึ้นไม่ขาดขณะไม่ขาดอกุศลแทรกเป็นกุศลจิตหรือเป็นตัวถูกตัวดีเรื่อยๆขึ้นมายิ่งตั้งมั่นยิ่งดียิ่งขี้แตกยิ่งตั้งมั่นยิ่งมั่นคงพอตัวขึ้นมาเรื่อยๆยังมั่นคงลงตัวไม่ใช่มันคงพอตัวมั่นคงลงตัวชี้แจงนี่มั่นคงลงตัวลงตัวจนเป็นคะแนนชอบปัจจัยเรียกว่าแข็งกล้าองอาจพอตัวแล้วจริงนี่สำ ของโพธิรักษ์แปลอนินทรีย์มันแข็งกล้าองอาจพอตัวแล้วจริงคือได้ลงตัวมาด้วยสีแต่นี่สั่งสมให้มันลงตัวลงตัวเหมาะสมความเหมาะสมความถูกต้องมั่นคงมั่นคงลงตัวมันมั่นคงแล้วมันก็ลงไปที่ตัวเราเนี่ยมั่นคงความมั่นคงนี่ลงที่ตัวจริงๆไม่ใช่ทำแล้วก็ไม่ลงตัวทำแล้วก็เพี้ยนเพี้ยนเพี้ยนเพี้ยนพลัดพรากอยู่เรื่อยไม่ใช่สั่งสมมาไอ้การงานที่เราจะรู้ว่าเราจะทำการงานอะไรทำอะไรเราทำอะไรเรามีกรรมอะไรคิดถูกทุกคำที่เราทำสั่งสมลงไปสั่งสมลงไปได้รู้รู้ก็ทำงานตรวจสอบอยู่แล้วก็ถูกตรงแล้วก็หยั่งลงซ้ำลงซ้ำซากลงเป็นคิดแต่ขี้แตกขี้แตน ธิติมั่นคงลงตัวลงไปที่ตัวเรานี่แหละมั่นคงมันลงตัวแล้วแม่นด้วยล่ะคำว่าลงตัวนี่หมายความว่าแม่นเปล่าถูกสัดส่วนไม่เบลอไม่พลาดเป้าหมายลงไปเรื่อยได้จริงๆไม่ใช่เทออกจากนอกปากนอกเทออกนอกที่รองรับไม่ใช่แล้วก็ไม่ผิดเพี้ยนเป้าหมายมั่นคงลงตัวลงตัวจนสุดท้ายเป็นอนันต์กล้าองอาจพอตัวทีนี้พอตัวไม่ใช่ลงตัวพอทีเดียวอย่างมากพอยังสมควรพอมากไปก็ไม่ใช่น้อยไปก็ยังไม่ถึง แข็งกล้าองอาจพอตัวแล้วจริงต้องมีตัวให้ได้แล้วเลยแล้วก็จริงด้วยคำที่ใส่เข้าไปในไม่ใช่คำไม่มีความหมายทุกคำต้องรู้ความหมายและภาษาไทยแข็งกล้าภาษาไทยแข็งกล้ายังไงแข็งแรงกล้าหาญองอาจซ้ำซ้ำลงไปอีกแข็งกล้าองอาจพอตัวแล้วจริงต้องมีความจริงเราสั่งสมลงไปแม้ถึงขั้นคิดแต่อันนี้ชอบปัจจัยนั้นคือความสมบูรณ์ทำอะไรทำการงานการงานอะไรสร้างวิชาก็วิชานี้แหละสั่งสมลงตัวจน แข็งกล้าเด็ดเดี่ยวแข็งกล้าองอาจพอตัวสมที่เราควรจะเป็นจะมีจะได้เลยสมเกียรติเดียวพอตัวแล้วให้เป็นกตญาณให้รู้เป็นกตญาณคือเป็นญาณรู้ที่แล้วจริงๆผู้ตัดสินได้เป็นพระอรหันต์ต้องมีจักรยานแล้วแล้วจริงๆแล้วเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดไม่บอกว่าแบบแบบไม่มีขณะที่เสียทุกอย่างสมบูรณ์อย่างนี้เป็นต้นเรียกว่า 100% ถ้าแม้ไม่ 100% มันจะขาดอยู่บ้างก็เป็นอรหันต์สอบได้อาจจะเหลือเศษเอาวิมุติอยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ 1% 2% 3% 4% ถ้าตัดเคิบแล้วก็ประมาณ 15% อย่างหลุดร่อนเป็นอรหันต์ วิธีแก้หน่อยก็สอบได้คาบเส้นเรียกว่าผู้ที่สอบพระอรหันต์ตั้ง 85% ขึ้นไปตัด Curve ตัดการตัดสินผล 85 สอบได้ 85 เปอร์เซ็นต์ยอดสุดแล้วไอ้ 50% นี่จะเอามาตัดสินเราเป็นอรหันต์เพราะเราได้ 50% แล้วไอ้ขี้หมาอย่างนี้ก็ไม่สอบกันหรอกชั้นสูง 50% เที่ยงอะไรเพลินหน่อยเดียวก็หลุดไม่เอาต้องเอาเที่ยงแท้มั่นคงเด็ดเดี่ยวอ่า 70% ก็ยังไม่เอา 75% ก็ยังไม่แน่เอา 85% ขึ้นไป 85 ถือว่าคาบเส้นสอบได้ค่าเส้นอาหารพึ่งข้ามเส้นเพราะฉะนั้นเลย 85 เป็น 90 95 ยิ่งอรหันต์แน่ๆยิ่งร้อยเปอร์เซ็นต์หมายความว่าสุดยอดไม่ต้องพูดกัน 100% สุดยอดแล้วก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอรหันต์ควรจะไม่ด่างไม่พร้อยแต่นั่นแหละมันเป็นอุดมการณ์แล้วมันเป็นความหมายมุ่งที่เราจะต้องถึงอย่างให้ถึงเข้าให้ถึงต้องเข้าใจในความหมายที่กล่าวนี้แม้จะพูดกันด้วยภาษาสังขยาเลขว่า 85 เปอร์เซ็นต์ 90% อะไรก็ต้องเข้าใจความหมายที่ชัดแท้มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่เม็ดมะขามจะได้นับเป็นเม็ดๆได้จิตไม่ใช่เม็ดมะขามจะมานั่งนับจิตเป็นตัวเม็ดมะขามอยู่ไม่ใช่แต่จิตมีสิ่งที่จะประมาณได้อย่าเดา อยากเข้าข้างตนอยากไปนั่งยืดย่าทำเป็นเม็ดมะขามมันไม่ใช่ตัวใช่ตนมันไม่ใช่เรื่องมันไม่ใช่แท้มันเป็นตัวเป็นตนเอามานับเป็นเม็ดมะขามไม่ให้แก่ตัวเองซะหมดใส่คะแนนให้แก่ตัวเองยันเตเลยคนอื่นเขาดูรู้ได้ผู้รู้ย่อมรู้กันเพราะเราจะต้องเอาให้ละเอียดสุขุมประณีตแยบคายยิ่งเนื้อแน่นๆเนื้อแท้ๆแล้วเราให้คะแนนมันอย่างสูงสูงเนื้อเศษๆกากๆหรือว่าเนื้อความเราไม่เอาเราเอาสุขุมประณีตให้ละเอียดละออบอกอย่างนี้เนื้อเจ๋งๆเลยอาทิจิตเป็นอย่างนี้อธิบายวาสนาเอาอย่างนี้สูงขึ้นไปเป็นรอบๆๆเลยว่าปริวัตรชนะเราจะมีชีวิตใหม่ปล่อยวิวัฒนาแปลว่ามีชีวิตใหม่เกิดขึ้นแม้รอบเล็กปริว เนื้อรอบเล็กหมายความว่าแหวนขาดออกของเก่ามาได้เป็นรอบๆแม้รอบเล็กเว้นขาดมาได้รอบนึงก็จะรู้ว่าชีวิตเราเป็นชีวิตใหม่นี่เรามาสร้างคนที่ถูกโลกก็เอาไปเป็นคนของโลกมานานแล้วเนี่ยเราพยายามจะสร้างคนใหม่มีชีวิตใหม่ตัดรอบของอารมณ์หลงตัดรอบของจิตวิญญาณผีผีหรือขี้หลงขี้หลงตามโลกเราปรับกันมาจนกระทั่งเราตัดรอบแม้รอบเล็กมีชีวิตใหม่อย่างนี้เราก็สบายส่วนหนึ่งแล้วเป็นปริวัตรชำนาญยิ่งทำแล้วทำอีกทำแล้วทำอีกซับซ้อนเป็นทัศนาที่ตามที่รู้ที่เห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ วราสังวรระวังปฏิเสวามิทำให้คุณไม่เคยทำซ้ำแล้วซ้ำอีกขึ้นไปอีกอธิบายสนาแม้จะฝืนจะกลั้นยังไงก็ทำไม่ได้หรือเพิ่มวาสนาให้ยิ่งทั้งพยัญชนะและอัตถะฟังดีๆนะอธิบายควบคู่ไปหมดอธิบายว่าศาสนาเรายิ่งยิ่งขึ้นและหรือเราอดทนข่มขืนได้ง่ายขึ้นปริวรรตง่ายเบาแล้วไม่ยากไม่ลำบากโดยไม่ยากโดยไม่ลำบากขึ้นมาแล้วทำยิ่งขึ้นปฏิวัติชนาธิปใหม่นี้ยิ่งจะเบายิ่งจะง่ายยิ่งจะโปร่งขึ้นโปร่งขึ้นเป็นวิโนทัยวิโนทัยเอาความหมายว่าบรรเทายิ่งบรรเทาเบาบางยิ่งง่ายปลงง่ายขึ้นมากมันยิ่งง่าย อ้ายจนสุดท้ายเด็ดขาดเป็นอัตโนมัติลงตัวพอตัวเรียกว่าภาวนาเกิดผลเป็นที่สุดภาวนาแปลว่าเกิดผลการเกิดผลถึงซึ่งผลการเดินทางมาตลอดปริวรรตนาวินโมทนาการเดินทางมาทั้งนั้นนี่สรรพสามวรสูตรพระพุทธเจ้าตรัสเราจะล้างอนุสัยอาสวะสัพพะอาสวะพระสูตรสังวาระก็คือผลรวมกระทํา ขาตั้งแต่ทัศนาถึงภาวนานี่เป็นโครงสร้างใหญ่นะจะล้างอาสวะนี่ไม่ใช่ว่าไม่ต้องมีรวมหมดเลยถ้าเราเข้าใจแล้วสัมมาทิฏฐิก็อยู่ในนี้สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะสัมมาสติสัมมาสมาธิอยู่ในนี้หมดอยู่ในสภาวะของมรสุมนี้หมดตั้งแต่ทัศนาเริ่มต้นเกิดทัศนะเกิดเห็นรู้อ๋ออย่างนี้หรอจนสมาธิจนเข้าใจเป็นทิฐิอย่างถูกต้องลงตัวชัดเจนแล้วก็เป็นสมาชิกก็เป็นประธานปฏิบัติทางเดินคือมีสัมมาองค์ 8 แล้วก็มีสัมมาวายามะมีสัมมาสติเป็นองค์ห้อมล้อมพยายามมีสติรู้ตามที่ทัศนะเราเกิดสังวรด้วยไปให้ปฏิเสธเสวนาทุกขณะให้เสพคุณในส่วนที่ทิศทางกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมจัดรูปเข้ารูปกินดีเสมอทำไปเรื่อยๆนี่คือกรรมวิธีอุบายเครื่องออกโครงสร้างใหญ่ของศาสนาอธิบายหลายสูตรเอามาสัมพันธ์กันเอามาเกี่ยวข้องกันให้เข้าใจแล้วเราก็จะได้จะเป็นจะมีกายกรรมกายกรรมโครงงานบัญชีกองงานมโนโดยเฉพาะจะถูกอกถูกลมมโนราห์เราเนี่ยถูกอบรมถูกลากจูงถูกมอมเมาถูกทำให้เสียหายเสื่อมโทรมานานแล้วเพราะงั้นเราก็จะต้องควบคุมกระทำกันจริง มโนราห์เนี่ยถูกอบรมถูกลากจูงถูกมอมเมาถูกทำให้เสียหายเสื่อมโทรมมานานแล้วเพราะงั้นเราก็จะต้องควบคุมกระทำกันจริงเรานึกถึงหลักชัยเป็นพุทธะอย่างสำคัญด้วยก่อนเราเป็นผู้รู้อยู่หรือเป็นผู้อื่นอยู่หรือเป็นผู้เบิกบานร่าเริงอยู่หรือยาอับเช้าอย่าหม่นหมองบอกแล้วว่าถ้ามีความอับเฉาความหม่นหมองใดอารมณ์ไม่ดีอารมณ์ไม่ชอบอาริสอารมณ์ไม่ชอบอารมณ์ไม่ดีไม่เอาทั้งสิ้นเพื่อรู้ในธรรมารมณ์รู้ในอารมณ์ของเราถ้ามีความไม่ยินดีเป็นอารมณ์ที่ไม่ชอบไม่เอาต้องเป็นประมุขช้าต้องเป็นอารมณ์ที่เบิกบานร่าเริง ให้สอดคล้องกับพุทธะพุทธะนี่แปลความหมายคำว่าเบิกบานร่าเริงให้สอดคล้องหม่นหมองเล็กน้อยไม่เอาอ่ะไม่พิจารณาเลยว่ามันจะเป็นยังไงเอาออกก่อนแล้วจะไม่พิจารณาตามหลังว่าความหม่นหมองที่ทรัพย์จรเข้ามาหาด้วยจิตเราเลิกนั่นเมื่อนี้เมื่อกี้นี้เกิดเพราะเหตุอะไรเราต้องทำจิตใจก่อนไม่ใช่ไปพิจารณาตอนจิตมองเอาออกก่อนแล้วจะไม่พิจารณาตามหลังความหม่นหมองที่ทรัพย์จรเข้ามาหาจิตตามเมื่อนั้นเมื่อนี้เมื่อกี้นี้เกิดเพราะเหตุอะไรเราต้องทำจิตใจก่อนไม่ใช่ไปพิจารณาตอนจิตมองไม่เอาจิตหมองไม่เอาเลยคิดเอา เราไม่พิจารณาตามหลักของท่านธรรมวิทย์ตะโกเจ้าคุณนร Check It Up ของท่านไม่ใช่คิดเอานะของท่านสุภาพของท่าน get it out แต่ของพระโพธิรักษ์คิดเอาคนละตัวกันต้องเอามันออกเลยดีดมันออกไปให้เร็วอย่าทะลุตัวมันชัดแล้วว่านี่มันเป็นความหมองเป็นความหม่นเป็นธุลีหมองไม่เอาทั้งนั้นแหละแม้จะเป็นอักษรกลางนี้เรายังจะดีดอโศกกะออกนะถ้าแปลหยาบๆนี่ก็แปลว่าไม่ส่งไม่ทราบถ้าแปลถึงขั้นมงคลธรรมชั้นละเอียดแล้วล่ะก็ยังแปลว่าทุเรียนหมอนเราจะต้องไม่ยึดแม้คำว่าอโศกเรา อโศกนะแต่เราไม่หยุดอโศกแต่เราไม่ติดอโศกและเราไม่เป็นแม้แต่อโศกไม่เป็นอะไรทั้งนั้นน่ะเป็นสุญญตาแม้สุญญตาก็ไม่เป็นอีกไม่ติดไม่ยึดไม่ยึดมั่นยึดหมายในสุญญตาด้วยเนี่ยเป็นคำย้อนแย้งเป็นพิพัฒน์ชวาทีหรือเป็น direct ติดชั้นสูงสุดและเราไม่ไม่ติดยศอะไรแม้แต่นิพพานผู้ใดนิพพานก็ไม่ติดไม่ยึดในนิพพานไม่สำคัญมั่นหมายในนิพพานว่าเป็นของเราถึงที่สุดมันจะถึงขั้นอย่างนั้นจริงๆเพราะในขณะที่โดยเฉพาะเรามีอโศกกับหรือว่ามีเศษธุลีหมองก็ไม่เอาหมองหยาบๆที่รู้อยู่ชัดๆแจ้งๆจะเอาไว้ทำไมไม่เอาไว้ทำไรเอาออก และพิจารณาใช้ปัญญามีธรรมวิจัยมีสติสัมปชัญญะมีธรรมะวิจัยมีวิริยะทำงานไปพิจารณาไปจนตัดรอบไปอธิบายสนามปริวัตรชนะวิโนนาภาวนาให้เกิดภาวนาให้เกิดภาวนาแต่ก่อนนี้อธิบายตามธรรมะอาจารย์เกจิอาจารย์ปาจารย์สมัยก่อนเขาอธิบายไล่เรียงมาเอาให้เป็นภาวนาหนักเข้าก็ไม่ต้องพูดแล้วต้นอ้าวมาพาภาวนาหลักเข้าภาวนาแปลว่าเริ่มต้นปฏิบัติภาษาอังกฤษภาวนาแปลว่าตัวการเกิดผลแปลว่าการเกิดสภาพภาวะนี้เกิดภาวะและเกิดสภาพนั้นแล้วภาวนาเป็นเจ้าของของภาพนั้นเป็นเจ้าของของสภาพนั้นสภาพที่เป็นกุศลสภาพที่เป็นพระอริยเจ้า ภาพของความสำเร็จบริบูรณ์ประกอบจนสำเร็จแต่เดี๋ยวนี้อธิบายกันด้วยภาษากระบวนการมาภาวนามาทำให้เกิดภาวนาธรรมเหล่านั้นก่อนลงมาจนกระทั่งมันเหลือแต่ภาวนาพอมานั่งเริ่มต้นทำถูกยังไม่ถูกยังไม่มีสมาธิเลยนะภาวนาแล้วเริ่มต้นมาภาวนาเนี่ยมันพูดมาอย่างนี้การเรียนภาษามันลากจูงมันอยากได้ใหญ่อยากได้ปลายเอาภาษาปลายมาเป็นต้นแล้วก็หัวกลับหัวขวิดหัวกลับกันไปกันมาทำภาวนาทุกวันนี้จึงมาแปลกันว่าผู้กำลังพากเพียรปฏิบัติเรียกว่าภาวนานี่เป็นความหมายทั่วไปเลยนะคะอธิบายมันเบี้ยวแล้วที่จริงภาวนาเป็นตัวปลายเราได้ทำทาน ที่เราได้รักษาศีลถึงที่เกิดภาวนามัยเพราะเรามีพลานามัยสีลมัยอันบรรลุก็เป็นองศาของทานศีลภาวนาพระฌานนั้นก็เกิดผลเพราะศีลนั้นก็เกิดผลจึงเรียกว่าภาวนามันเป็นองค์ถึงเศร้าไร้รักหรือองค์สามเศร้าทำเพราะว่าน้ำมันเกิดแล้วที่เราเกิดผลแล้วที่เราภาวนาไม่ใช่ท่องบทภาวนาไม่ใช่เริ่มต้นหัดภาวนาคือการเกิดผลถ้าคุณเริ่มหัดแล้วคุณก็เริ่มได้ก็เป็นผลได้ที่น้อยๆนั่นแหละค่อยๆสะสมไปถ้าได้สมผลแล้วรอบชัดแล้วมันต้องยืดยากอย่างที่อธิบาย ปัสสาวะสังวรสูตรพูดตกหล่นด้วยสภาวะสมณะสูตรมีหลักตั้ง 7 กว่าจะถึงภาวนามันง่ายๆเมื่อไหร่มีทั้งการซ้ำซากมีทั้งการตัดรอบแล้วตัดรอบอีกปริวรรตมาแล้วปริวรรตนาอีกเว้นขาดรอบไปเรื่อยๆเกิดชีวิตใหม่ชีวิตใหม่ตลอดชีวิตใหม่นะเราเกิดเป็นอริยะเป็นบุคคลใหม่และถึงจะเป็นคนที่เบาว่างง่ายคล่องตัวสบายขึ้นสบายขึ้นเป็นพี่น้องชาวนาจนสุดท้ายถึงตัดสินให้แก่ตนเองได้เป็นภาวนาบอกว่าเด็ดเดี่ยวแล้วสะอาดพร้อมไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรอีกก็เป็นไปได้โดยอัตโนมัติโดยลงตัวจริง อันนี้บอกถึงนิสสรณะคือเครื่องอุบายเครื่องออกอุบายเครื่องออกเรามาเรียนรู้นี้ก็แน่ใจว่าพวกเรานี่จะรู้จะรู้ทุกข์จะเข้าใจโทษภัยของทุกข์แล้วเราก็ปฏิบัติมีอุบายเครื่องออกทุกข์เราจะรู้สิ่งที่เรียกว่าทุกข์นั้นบางทีโลกเขาเข้าใจว่าเป็นภาษาพระเป็นรสอร่อยเราก็รู้ว่ารสอร่อยนี้แหละคือทุกรสอร่อยนี้แหละคือเหตุแห่งทุกข์เราจะรู้โลกเขาก็เรียกว่าความสุขความอร่อยแต่เรามา ภาษาท่านี้รสนิยมที่โลกเขานิยมนี้มันเป็นมายามันเป็นมายามันหลอกคนมานานแล้วเหมือนเราจะดับภาษาพระเราจะดับทุกข์เราจะดับเหตุแห่งทุกข์ด้วยการพิจารณาเกิดวิปัสสนาญาณให้เกิดอาทีนวญาณให้เกิดการเห็น rt นะว่าเห็นโทษเห็นภัยโทษภัยความหลงโทษภัยความโง่โทษใครเขาโมหะอวิชชาโทษภัยของความอยากใคร่โทษภัยของความไปยึดถือความเคืองความโกรธความหม่นความหมองความอับความเฉาเราไม่เอาโทษภัยของมันเราจะต้องรู้ด้วยปัญญาของเรารู้เห็นชัดเป็นทัศนาทัศนะรู้เห็นชัดเจนขึ้นมาถึงแม้ เห็นยังจะต้องมาล้างให้เจโตวิมุติรู้ด้วยปัญญาเข้าใจด้วยยานต้องมาล้างจริงอ่ะมีเจโตวิมุติหรือเจโตที่วิมุตจริงแล้วเมื่อรู้แล้วตรวจสอบจิตอ้อจิตของเราวิมุติแล้วตามเหตุผลตามความหมายนี้รู้ได้บรรยายอีกใจตัวเราเองก่อนอยู่เป็นหลักมันก็อุปโภคหรือเรารู้ด้วยปัญญาเข้าใจเป็นทัศนะเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วเรายังต้องมาสั่ง 2 ปึกปรือเดินทางล้างละทำสังวรทำปฏิเสวามิวัดชนาวิโนนาภาวนาเพราะมันทำเพราะเราทำจริงมันจะเกิดสติก็จะเจริญสติสมชัยจะเจอคุณก็มาสำรวมอินทรีย์ 6 ได้เก่งขึ้นเรื่อยๆเนี่ยมันจะเจริญเป็นอาหารเจริญขึ้นมาเรื่อยๆมันมันย้อนชวนไอ้อาตมาเอาแต่ทาง มาหาทั้งหัวอาตมาเอาจากทักทายมาหาทางหัวใช่มั้ยสำรวจอินทรีย์ 6 เก่งก็ควบคุมกรรม 3 ได้ดีควบคุมกรรม 3 ได้เป็นสุจริตควบคุมคำ 3 ได้ดีเพราะคุณคุมกรรม 3 ได้ดีโดยเฉพาะมโนกรรมคุณจึงเจริญโพชฌงค์เจริญสติปัฏฐานโพชฌงค์ก็เป็นบทบาทไม่ใช่ภาษาแล้วเก่งโพชฌงค์เจริญในโพชฌงค์สติสัมปชัญญะเป็นสติสัมโพชฌงค์ 7 สู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive