230924 ศิลปะในการสอนธรรม-พ่อท่าน-ปฐมอโศก-ฬ024.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์102 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 24 กันยายนพุทธศักราช 2523 วันนี้เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 ปีวอกพ่อท่านปลัดที่รักได้แสดงทั้งหมดมีคาถาก่อนฉันที่พฤษภาคมปฐมอโศกมาเจริญธรรมญาติโยมทั้งหลายวันนี้เป็นวันพระวันเพ็ญเดือน 10 ซึ่งในชาวไทยเราถือเป็นวันสารทสะด้วยในวันเพ็ญ 10 บาทซึ่งเราก็มาประชุมกันทีนี้ก็พอดีกับที่ชาวอโศกเรานี่วันพุธเราเป็นวันที่เราจะสังวรระวัง เรื่องของคำพูดในเรื่องของภาษาในเรื่องของปากเสียงเราต้องระวังในเรื่องของปากของเสียงมีสติสัมปชัญญะโดยมามีความตั้งใจมีความตั้งใจที่จะสังวรระวังเน้นเอาตรงจุดปากเสียงคำพูดสำคัญจะออกเสียงจะพูดจะเอาอะไรให้มีสติสัมปชัญญะอ่างดพูดกันให้ได้เลยดีถ้าเผื่อว่ามันไม่จำเป็นอะไรพูดไปแล้วมันก็ผ่านไปจะผิดมากกว่าถูกคนเราที่ยังไม่เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยความเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงแล้วพูดออกมามันก็มักจะยังผิดผิดพลาดพลาดที่เสียหายอยู่เป็นส่วนมาก หาเป็นภาษาเป็นวาจาก็เป็นวาจาทุจริตซะเป็นส่วนมากสุจริตนั้นเป็นส่วนน้อยยิ่งในระยะละเอียดละออกันขึ้นไปแล้วสุจริตทุจริตนี่ต้องวัดฉันวัดระดับขึ้นไปอีกอย่างละเอียดเป็นชั้นเชิงเพราะงั้นวันนี้ก็จะขอพูดถึงเรื่องของวจีกรรมขยายให้ฟังเป็นชั้นๆตอนๆไปลองฟังดูดีๆแปลว่าจีนกรรมนี่ท่านแบ่งออกเป็นทุจริต 4 ให้รู้แน่เชิงว่าอย่างนี้มันเสียหายในแง่แรกที่สุดที่เรียกว่ามุสาเรียกว่าโกหกเรียกว่าพูดเท็จพูดผิดสัจธรรมพูดไม่เป็นความจริงใจอย่างละเอียดก็ตามจุดใดที่ ความจริงตั้งแต่อย่าไปจนถึงละเอียดหมดและแม้แต่ถึงละเอียดแล้วท่านยังจะมีนัยยะที่จะบอกให้ด้วยว่าละเอียดไปถึงขนาดว่าแม้แต่ถูกแล้วไปจะเป็นอย่างไรก็เดี๋ยวก็ไล่ๆไปซะก่อนเดี๋ยวจะอธิบายเป็นขั้นตอนให้ฟังแล้วก็เราจับความหมายให้ชัดเจนว่าถ้าว่ามุสาวาทเป็นภาษาที่พูดแล้วโกหกผิดสัจธรรมผิดความเป็นจริงแล้วก็เป็นไม่ได้เรื่องท

อ่านต่อ

ั้งๆที่เรารู้อยู่ว่าพวกนี้พูดกับคำกันเดี๋ยวนี้เดี๋ยวนี้เราพูดอยู่เนี่ยว่าพูดกลับคำกันไม่เป็นจริงแล้วนี่ทานแย่งกันอย่างที่เรียกว่าเถียงไม่ได้อย่างนี้ก็เป็นผิดหรือไปที่สุดก็คือพูดนั้นไปผิดกับสัจธรรมที่แท้จริงเรียกว่าเป็นพูดโกหกเท็จ อันนี้ก็เป็นหลักใหญ่ๆที่ท่านว่าถึงเรื่องความหยาบคายของภาษาหรือว่าทุจริตของภาษาไว้อย่างขั้นต้นก็จะไม่พูดมากเพราะว่าเป็นหลักใหญ่ทีนี้เราจะรู้ในความใหญ่นี้ได้กว่าเรารู้ความละเอียดต่อไปอีกมันจะมีความละเอียดที่จะซอยบอกลงไปมันก็จะขยายความละเอียดลงไปอีกหน่อยนึงไปตามลำดับหากคำพูดต่อมาท่านเรียกว่าพูดส่อเสียดพูดทะเลาะเบาะแว้งมาพูดข้อใดทางด้านทิศโต้แย้งวิวาทบาดหมางกลับกับความเป็นจริงต่อต้านความเป็นจริงต่อต้านล้มล้างความเป็นจริงถ้าเรียกว่าทะเลาะ คาดบาดหมางต้องให้เวลาพูดกันจะเมาหรือแรงในภาวะที่ความเป็นจริงแล้วล่ะก็ถ้ามันแรงแล้วมันไม่ดีถ้าแรงแล้วมันก็เสียแรงคนพูดต้องแรงมากๆมากเกินไปจนจ่ายจนเกินมันก็ไม่ดีถ้าพูดได้เบาได้แต่ยิ่งเมายิ่งง่ายยิ่งพูดเบาๆก็รู้เรื่องมันดียิ่งเปลืองแรงน้อยยิ่งเสียแรงน้อยยิ่งจ่ายน้อยยิ่งทุนยิ่งประหยัดดีเบาๆได้แล้วก็มีผลพูดเบาๆได้มีผลดีเพราะงั้นถ้าไม่จำเป็นที่สุดแล้วก็ไม่ต้องพูดแรงถ้าจำเป็นแล้วก็พูดแรง นี่มันความหมายของน้ำเสียงหรือคำธรรมดาว่ามันแรงหรือเปล่าเนี่ยพูดดังๆพูดแรงๆอะไรอย่างนี้เป็นต้นง่ายๆทีนี้คำว่าแรงในความหมายที่สูงละเอียดขึ้นไปอีกมาพูดแรงคำว่าแรงคำนี้ก็คือพูดมันกระทบใจแรงนี่เขาเรียกว่าแรงที่จะพูดเบาๆแค่นั้นน่ะพูดภาษาเบาๆพูดอ่อนๆพวกนี้นี่พูดยิ้มไปซะด้วยแต่กระทบใจแรงเหลือเกินเพราะมันไปถูกกับความเป็นจริงที่ผิดเรามีความผิดอยู่ในตัวเราเองมันก็ถูกค้อนทุบในใจแม่งเลยอย่างนี้แรงพระพุทธเจ้าถึงตรัสเอาไว้ว่าทำรุนแรงนั้นคืออะไรทำบุญ แรงนั้นคือคำทุจริตหรือคำที่กล่าวถึงทุจริตสิ่งที่ไม่เกี่ยวพันกับความทุจริตเรียกว่าเป็นความรุนแรงด้วยเหตุอันนี้แหละเราเวลาเราแสดงธรรมที่เราพูดกันนี่ถ้าเราพูดถึงความเป็นจริงที่ไม่กลายเป็นความผิดแต่ถ้าใครมีความผิดอยู่จริงๆเราไปพูดถึงความจริงอันนี้ที่ผิดขึ้นมาเนี่ยมันชักจะแรงแล้วก็เดี๋ยวคนผิดเขาจะยิ่งไม่รับไม่รับยิ่งปลดปกปิดยิ่งตกเกินยิ่งไม่อยากให้ใครรู้แล้วยังไปจับไปพูดเป็นนำเอามาเปิดเผยเป็นน้ำเชื้อออกมาประเดี๋ยวจะได้โกรธกันทะเลาะกันทะเลาะกันละประเดี๋ยวก็ไม่ชอบหน้าไม่ชังหน้ากันแล้ว แม้จะไม่ทะเลาะกันเดี๋ยวนี้ก็เก็บไว้ในใจพยาบาทไอ้นี่ไม่อยากจะคบแล้วมันพูดถึงสิ่งที่เลวร้ายของเราพูดถึงความผิดของเราไปเดี๋ยวมันไอ้เรายิ่งตกยิ่งปิดมันยิ่งพูดถึงมันยิ่งจะควักออกมาเดี๋ยวก็เผลอมันควักออกมาเราขายขี้หน้าตายคนนี้ก็ไม่อยากคบคนนี้ก็แหงนหน้าคนนี้ก็ไม่สนิทชิดเชื้อกับคนที่พูดแม้จะเป็นความจริงแต่เป็นความผิดของเขาเขาไม่ค่อยอยากให้พูดเพราะฉะนั้นเมื่อเราจะพูดถึงเรื่องความผิดเรียกว่าพูดความรุนแรงแม้พูดเบาๆนะไม่ต้องพูดจะส่งเสียงดังๆนี่บอกแล้วว่าดังหรือไม่ดังก็มันก็แรงถ้าพูดถึงเรื่องความผิดหรือทุจริตแล้วมันแรงเหมือนเราจะกล่าวถึงเรื่องทุจริตเมื่อไหร่เราจึงจะต้องเก่ง ศิลปวิทยาต้องมีความสามารถในการที่จะพูดมีปฏิภาณมีความเก่งในการจะใช้คำใช้ความใช้อะไรก็แล้วแต่ที่เราจะสามารถพูดให้ดูไม่แรงอย่างน้อยที่สุดให้เขาศรัทธาเลื่อมใสก่อนให้เขารักเราให้เขาศรัทธาเราให้เขาเชื่อถือเราแม้ว่าเราจะพูดแรงนี่เขาเชื่อถือเราแล้วเขาไม่โกรธเราหรอกเขาไม่ไม่หนังหน่ายเราง่ายถ้าเขาศรัทธาเขาเชื่อใจก็เห็นว่าเรานี่เจตนาดีแม้จะพูดแรงก็หมายดีพูดทุจริตนี้ก็ท่านรู้แล้วว่าทุจริตเนี่ยแล้วท่านก็ตั้งใจจะโขกจะสับเราให้เราก็จะต้องยอมให้โค้งยอมให้ศัพท์เพราะเราศรัทธา ยอมให้โขงไอ้สัตว์ยอมให้พูดกระหน่ำย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำอีกทุบแล้วทุบอีกเพื่อให้เราเองนี่ได้รู้สึกถ้าจะขยายออกไปอย่างลึกซึ้งวิทย์พิสดารละเอียดลอออย่างไรไปเพื่อให้เรารู้ความจริงลึกซึ้งและเราจะได้เลิกความทุจริตนี้เข็ดปราบหรือว่าแหนงหน่ายความสุจริตนี้เราก็ยอมฟังยอมทนฟังและก็จะต้องไม่กลายเป็นคนด้านชาฟังทุจริตอันนี้แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นคนด้านชาโอ๊ยมาเมื่อไหร่แต่ก็พูดพูดจนยอมให้ท่านว่ายังไงก็ว่าไปแล้วแต่ฉันมันก็เท่าๆเก่าคนว่าก็เมื่อยปากเปล่าคนฟังก็ยอมแล้วนี่ ให้ป้าก็ว่าไปจะว่าทุจริตยังไงจะว่าเสียบเสียบลงไปยังไงลึกเข้าไปยังไงแตกให้ละเอียดไปยังไงฉันก็เฉยเป็นน้ำยาเย็นเป็นทองไม่รู้ร้อนอะไรงี้อย่างนี้ใช้ไม่ได้จะต้องสำนึกในจุดนี้มุมนี้ให้ดีเพราะแม้จะไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งพูดในสิ่งที่ผิดความเป็นไปความผิดเป็นความจริงแล้วก็เราก็จะต้องสำนึกสังวรระวังปรับปรุงยาเป็นคนชาเป็นคนชาด้านเราจะต้องสำนึกและก็ฟังในเหลี่ยมมุมที่ดีจริงๆแล้วก็พยายามรู้ว่าท่านบอกให้ไปทำอย่างไรท่านบอกให้แก้ไขอย่างไรท่านบอกให้ปรับปรุงอย่างไรเราจะต้องภาคเพียงใน ปรับปรุงในวิธีการที่ท่านบอกหรือเราจะคิดเอาเองเราก็ไปคิดวิธีการปรับปรุงวิธีการที่จะล้มล้างสิ่งที่ฉันยังชี้ว่าความผิดที่แท้ยืนหยัดยืนยันลงไปยิ่งพูดยิ่งเห็นจริงเห็นจริงชัดๆๆยิ่งเสียงไม่ได้เราก็ยิ่งจะต้องไปหาวิธีการเอาเองด้วยถ้าท่านบอกวิธีการก็จำเห็นว่านี่หมายถูกละยิ่งเข้าใจเลยว่านี่เป็นวิธีการที่มีท่าทีทีเดียวว่ามันจะทำให้เราล้างละสิ่งที่ไม่ดีอันนี้ได้เราก็จำเอาไปทำส่วนคำที่บอกว่าเป็นส่อเสียดที่แท้จริงนั้นคือคำพูดแม้แต่ในวัตถุแม้แต่ในบุคคลเอาความทุกข์จริตของคนนี้หรือเอาความสุจริตก็ตามแต่ ไปพูดเรื่องไม่จริงเขาสุจริตแต่ไปเบี้ยวผู้เข้าไปทุจริตก็ให้คนโน้นเอาความสุจริตของคนนี้ไปพูดทุจริตให้คนนี้ฟังให้ทะเลาะเบาะแว้งกันส่อเสียดให้ตีกันอย่างนี้มีเจตนาร้ายทะเลาะเบาะแว้งด้วยว่าส่อเสียดโดยตรงชัดๆต้องการให้เขาทะเลาะเบาะแว้งกันเกิดโทสะอยู่เสมอคุณข้องหมองใจพยาบาทมาดร้ายอยู่ไม่มีความสงบไม่มีความราบรื่นเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไม่มีความสามัคคีแบบนี้คนผู้ใดทำอย่างนี้เนี่ยเป็นตัวผีตัวเวรตัวกรรมเป็นตัวภัยมากที่สุดในสังคมถ้าจะไปหาเรื่องเอาแต่เรื่องไม่ดีไม่ดีให้คนเกลียดกันชังกันเรียกว่าส่อเสียดแพ้แต่ถ้า เราเอาความทุจริตของผู้นี้ไปพูดกับไอ้ผู้นั้นฟังคนนั้นก็เกิดเกลียดชังพรุ่งนี้เพราะพรุ่งนี้ทุจริตไม่อยากคบหาแล้วเราก็เอาความทุจริตของผู้นั้นมาพูดให้ฟังอีกฝั่งนึงเหมือนกันจริงๆเป็นความจริงด้วยนะในความจริงว่าเป็นทุจริตด้วยแต่เสร็จแล้วเขาก็ไม่ประสานกันไม่กลมเกลียวกันไม่กลมกลืนกันไม่สัมพันธ์กันพยาบาทมาละลูกชิงชังกันไม่เกี่ยวข้องกันอีกเลยอย่างนี้ก็ยังเป็นส่อเสียดยังเป็นความไม่สมควรควรจะพูดกันบ้างจะบอกจะกล่าวกันเพื่อให้เขารู้ว่าในทุจริตเนี่ยเขาเป็นอย่างนี้แหละอันนี้ไม่ดีอย่างนี้ในตัวเขาพอสมควรจะบอกถ้าเห็นว่าเป็นกาละแล้วเป็นเทศะหรือว่าเป็นฐานะที่ควรจะฟังได้พูดได้บอกได้ก็ค่อยควรพูดถ้าไม่สมเหมาะสมควรอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งพูด ประกวดทำกันเปล่าๆเพราะคนเรามันพังทุจริตมันชอบสุจริตมีโดยสัจจะโดยสามัญโดยธรรมชาติโดยธรรมดาของมนุษย์ดีก็ทางทุจริตเรียกทุจริตแต่ชอบสุจริตรักสุจริตเป็นธรรมดาแล้วเราก็ไม่เอาอ่ะเรื่องทุจริตจะพูดนี่ต้องประมาณต้องระมัดระวังเพราะมันรุนแรงแล้วมันก่อให้เกิดการแตกแยกทะเลาะเบาะแว้งอย่างนี้ได้จึงอย่าทำให้มันเกิดส่อเสียดโดยตรงก็คือเอาเรื่องถูกของเขาไปพูดผิดแล้วก็ให้เข้าใจผิดกันทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างนี้ไม่เอาสอบเสร็จชัดเพราะแม้แต่จะเป็นความจริงว่าเป็นความถูกต้องแต่เป็นความผิดของเขาเป็นความทุจริตเป็นความไม่ดีเป็น สนของใครๆเขาแล้วก็นำไปพูดให้คนนั้นคนนี้ฟังกันมากจนกระทั่งเขาไม่คบหากันเกิดทะเลาะเบาะแว้งกันแยกย้ายกันไม่กลมไม่กลืนกันไม่กลมเกลียวกันเลยอย่างนี้ก็ควรระวังอย่าให้เกิดไม่ดีไม่งามเกิดการทะเลาะเบาะแว้งอยู่ในสังคมที่วาดบาดหมางนี่เรียกว่าสอดเสียดทำให้เกิดวิวาทบาดหมางเพราะมันแม้แต่คำถูกต้องสิ่งที่ดีเราก็ยังจะต้องระมัดระวังอีกว่าเราจะต้องพูดกันให้อย่าให้เพี้ยนอย่าให้พลาดอย่าให้ผิดนะอย่าให้กลายเป็นสิ่งที่กลับไปกลายไปเป็นมุสาอีกเพราะฉะนั้นคำส่อเสียดเนี่ยแม้จะเป็นคำดีก็อย่าให้เพี้ยนมันจะเผลอๆเพี้ยนๆไปกลายไปเป็นมุสา เบี่ยงแล้วผิดไปน้อยๆเดี๋ยวผิดมากๆเดี๋ยวผิดกลับคงข้ามไปเลยกลายเป็นมุสาไปก็แล้ววัดระมัดระวังต้องใช้ปัญญาให้ดีทีนี้เมื่อเรารู้คำรู้ความที่ดีขึ้นเก่งขึ้นแล้วเราก็จะต้องพูดภาษาที่ท่านเรียกว่าหยาบวันแรงหยาบคายแรงก็คือภาษาที่ชาวโลกเขาไม่ค่อยนิยมกันมันๆภาษาที่พูดดังๆแรงๆแล้วมันไม่ถูกสัจจะเลยแล้วก็เรียกว่าเป็นคำหยาบส่วนคำที่พูดดังๆแรงๆเหมือนกันแต่เป็นสัจจะถ้าดังแรงๆก็เรียกว่าอยากเหมือนกันรัฐบาลได้ก็ยิ่งดีถ้ามันมีผลมันมีประโยชน์นะพูดเบาๆก็ได้ผลแล้วได้ประโยชน์แล้วก็พูดเบาๆ พูดเบาไม่ได้ผลเขาก็ต้องพูดดังๆบ้างแต่เหนื่อยแต่เหนื่อยก็ต้องเหนื่อยถ้ามันไม่ได้ความก็ต้องเหนื่อยก็ต้องยอมแต่โดยจริงแล้วพูดเบาๆดีเบาง่ายว่างมัธยัสถ์น้อยดีแต่พูดดังๆมากๆก็ชั่วคราวไม่ดีไม่ๆๆเพราะไม่นิ่มนวลไม่อ่อนโยนเรียกว่าไม่สุภาพอยู่นะแล้วอาตมานี่พูดดังพูดก็พูดแรงอาตมารับตรงๆว่าไม่ดีแต่อาตมาก็ขอไว้ว่าอาตมาจะพูดดีพูดนิ่มอาตมาที่จริงอาตมาว่าอาตมาเป็นคนสัญชาติสุภาพอาตมามีชีวิตตัวใหญ่ขึ้นมาตั้งแต่ชีวิตเด็กจนโตอาตมาไม่ใช่เป็นคนก็ชั่วคราวไม่ใช่เป็นคนดัง แรงอย่างนี้ก็ไม่ใช่แต่อาตมาเสียงดังดังอยู่บ้างแต่ว่าไม่ใช่ว่าดังอย่างหยาบดังอย่างแข็งดังอย่างกระด้างอย่างทุกวันนี้อาตมาทุกวันนี้รู้สึกอยู่ว่าอาตมาพูดแข็งกระด้างกระโชกกระชากเพราะว่าพวกพวกเรานี่บอกตรงๆอยู่ในภาวะที่ยังต้องกระชากกันก่อนเพราะงั้นไม่เคลื่อนอยู่ในภาวะธรรมชาติยังไม่เคลื่อนจึงขอกระชากหน่อยนึงต่อไปในอนาคตข้างหน้าก็จะพูดเบาลงพูดกับเจ้าพ่อน้อยลงในอนาคตข้างหน้าจะพูดก่อนพูดอะไรลงไปอีกล่ะแต่ตอนนี้ก็ขออย่างนี้ก่อนจะขออันนี้อาตมามีปัญญาและมีสติสัมปชัญญะที่รู้ว่าต้องพูดอย่างนี้พูดทำอย่างนี้อย่างนี้แล้วอาตมาก็ มีฤทธิ์มีแรงเพียงพอว่าอาตมาจะดุจะกระโชกโฮกฮากจะแรงๆเนี่ยเขาฟังได้ไหมก็ยอมให้ไม่ค่อยสภาไม่ก็ยอมฟังไหมก็ยังมีคนยอมฟังอยู่พิสูจน์ได้แรงๆก็โชคก็ช่างเงียบบางทีก็นำเอาตระหนักแล้วก็อาบอีกก็นำแล้วก็นำอีกก็ยอมให้กระหน่ำยอมให้ขนาบอยู่มีพอเพียงพอจนเหลือมือจนเหลือมืออาตมาที่จะทำงานที่จะสั่งจะสอนที่จะอบรมที่จะทำงานด้วยที่จะเลี้ยงดูพอพอเหลือมือไม่ใช่ว่าไม่เหลือมึงถ้าอาตมาทำแล้วมีคนจะเกลียดจะชังแล้งนายไม่ค่อยมีใครเข้ามาให้สอนให้สั่งพูดแล้วก็แนนก็นายคนดีคนนี้ไปไม่กล้าเข้าใกล้แบบนี้ก็อาตมามือหนักไปแล้วทำจนคนเกรงคน คนขยาดคนไม่เอาด้วยแม้จะเป็นสัจจะแม้จะพูดจริงแม้จะพูดถูกต้องอย่างไรก็ตามถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าใช้ไม่ได้ไม่มีฝีมือไม่มีความประมาทไม่มีความรู้จริงทำแล้วไม่เกิดผลไม่เกิดประโยชน์ผมก็หนีหมดแม้คุณจะดีอย่างไรคุณก็ดีอยู่คนเดียวโดดเด่นพูดดีกับเขาทีไรคุณพูดแรงไปคุณพูดหนักไปคุณพูดอยากไปกระด้างไปไม่เข้าหูเข้าเหมือนกันแหละเข้าแล้วมันแรงอ่ะมันกระทบกับมันก็วิ่งหนีมันไม่ชอบใจรับไม่ติดรับไม่ได้ไม่เอาก็ไม่เกิดผลประโยชน์เหมือนคำว่าพูดหยาบคำที่พูดหยาบโดยมารยาทของสังเคราะห์ของสังคมเขาถือกันในสมัยพ่อขุนรามพูดกูพูดมึงเป็นธรรมดาเพราะนิยมกันทั่วก็ไม่เป็นไร ที่นี่สมัยนี้คำกล่าวนี้กับหยาบแล้วไปใช้คำใหม่เขาเรียกว่าตอนนี้สมัยไม่นิยมแล้วเปลี่ยนแล้วก็เปลี่ยนไปแต่ต้องอย่างนั้นก็ยังใช้อยู่สำหรับคนในบางหมู่บางกลุ่มอย่างคนชาวบ้านบ้านนอกบ้านนาอะไรพวกนี้หรือคนที่สนิทชิดเชื้ออะไรก็ใช้พูดกูพูดมึงจะบอกว่าคำว่ากูว่ามึงนี่เป็นคำหยาบอันนี้ก็เป็นแต่เพียงกลุ่มยอมสมัยเป็นความสมมติที่จริงก็สมมุติทั้งนั้นแหละเขายึดถือการเดินมารยาทสังคมเขาว่ามันหยาบก็หยาบเราก็รู้ถ้าเห็นเรารู้บริษัทรู้หมู่กลุ่มรู้กาละและไม่ควรพูดคำนี้อย่าพูดถามและพูดภาษาคำนี้อย่าพูดคำหยาบบางอย่างบางอันบางคำที่อาตมาพูดคำ จากคำว่าคนจะดุจะด่าจะว่าชี้ลงไปว่าอาการของความฉิบหายนี่เป็นความเสียหายเป็นความไม่ดีนะอาการของความตอแหลเนี่ยพูดตลกไปตลกมาพูดใหม่ๆพูดจับไม่ติดพูดเพี้ยนๆไม่ถูกไม่ตรงไม่เป็นสัจธรรมเขาเรียกว่าตอแหลนะเพราะจะพูดได้ก็ต่อเมื่อเขาศรัทธาพอนะเราถึงจะพูดได้เป็นข่าวคราวเป็นวันเป็นเวลานะไม่ใช่พูดได้อยู่เสมอเพราะอาตมาพูดเนี่ยพูดตามกาลเวลาและหมู่กลุ่มประมาณเป็นครั้งคราวจะเรียกว่าการพูดก็ประมาณนั้นเป็นคำหยาบมาหาได้ใหม่จะพูดว่าเป็นหยาบไม่ได้เพราะว่าพูดนั้นแล้วเข้าใจกันสื่อความหมายเป็นศิลปะในการใช้แรงลงไปได้แล้วนะตอนนี้ แรกเกิดศรัทธาจอมฟังให้พูดได้เราก็พูดแล้วก็ใช้ใช้สื่อแล้วมันเห็นชัดก็พูดใช่นี่มาใช้ภาษานี้ใช้คำนี้ขึ้นมารองรับเข้ามาสื่อแทนความหมายกันเออมันรู้ทันทีมันเข้าใจลึกเข้าใจชัดเลยเพี้ยนมันเป็นผลในการทำศิลปะในการพูดซ้ำศิลปะในการพูดด้วยซ้ำเพราะการที่ผู้ฉลาดที่จะใช้คำฉลาดเหล่านี้ต้องมีการละมีแต่พูดทุจริตชี้ทุจริตก็ดีก็ต้องใช้กาลเทศะบุคคลหมู่กลุ่มประมาณให้ดีจะใช้แรงไปขนาดไหนเบาไปขนาดไหนต้องมีความรู้จริงๆเราต้องมีความประมาทได้จริงๆมีความประมาทได้ว่ามันจะต้องได้อย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้จริงๆมันจะเกิด เกิดประโยชน์จริงหรือด้อยไปน้อยไปไม่ได้ผลไม่ได้ประโยชน์อะไรก็มีจริงๆจะต้องรู้ต้องกระทำโดยเจตนาเพราะผู้จะใช้คำใดเป็นคำหยาบโดยการรู้จักใช้คำใช้ความรับใช้ได้หมดใช้คำทั้งๆที่ใช้ข้างพอขุนรามท่านพุทธทาสบริจาคใช้ตัวกูของกูของกูมาใช้เกลื่อนเมืองเลยพูดดีพูดดิชั้นไหนก็ใช้พูดได้อย่างนี้เป็นศิลปะในการใช้เอาสิ่งนี้มาใช้ถ้าเอาแต่คำเดิมๆก็มันมาว่ากูนี่มันคำหยาบนะแต่ท่านใช้ได้เนี่ยจะเป็นท่านเก่งและท่านใช้ศิลปะได้คนยอมรับไม่ว่าจะในสังคมชั้นไหนเขาก็รับความเสียหายเขาก็ไม่มีถือสาฟังแล้วซาบซึ้งด้วยบอกตัวกูของกูซาบซึ้งสะด้วยซ้ำไป สมเด็จด้วยซ้ำไปอย่างนี้เป็นศิลปะในการใช้คำเช็คความมันเป็นศิลปะในการที่จะใช้ภาษาใช้คำพูดแล้วเราจะต้องพยายามมีปัญญารู้ว่าจาอันนี้เหมาะสมแก่กาละแก่บุคคลแก่หมู่กลุ่มใช้อย่างนี้กับอันนี้สำนวนโวหารอย่างนี้กาละอย่างนี้มันได้ประโยชน์ก็ต้องรู้เพราะคำว่าคำหยาบจึงไม่ตายตัวเสียทีเดียวแต่โดยตื้นๆเผินๆก็เข้าใจได้ว่าคำนี้คนไม่นิยมพูดกันนักคำนี้เป็นภาษาธรรมดาสามัญในภาษาที่ไพเราะตามสามัญของคนคนรู้กันได้เราก็จะเข้าใจอย่างนี้ทุกๆคนก็คงรู้ดีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นในรายละเอียดลงไปอีกแล้วก็จะต้องรู้ว่าคำหยาบจึงเป็นปรมัตถ์นั้นจะต้องหมายความว่าคำนั้นจะต้องเป็นคำที่ ถ้าไม่เกิดทะเลาะเบาะแว้งทำให้เกิดการชิงชังไม่ชอบใจเรียกว่าคำหยาบแต่ถ้าผมพูดแล้วใช้แล้วคำนั้นเกิดไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งเกิดยิ่งหมายแรงถึงใจซาบซึ้งรู้ดีด้วยคำนั้นแม้จะเป็นคำที่บางทีก็ไม่เคยใช้กันน่าเกลียดเป็นคำถือว่าเป็นคำต่ำเป็นคำของคนชั้นต่ำอะไรก็ตามแต่มันใช้ได้ผลอย่างนั้นไม่ทะเลาะเบาะแว้งไม่เกิดการชิงชังเกิดการศรัทธาด้วยซ้ำยอมรับนับถือด้วยซ้ำเพราะพูดเพราะใช้แล้วเกิดได้รับนับยอมรับและโอ้โหดีจังศรัทธาเลื่อมใสในผู้พูดนี้ซะอีกไม่ใช่เกิดชิงชังอย่างนี้ไม่เรียกคำหยาบฟังให้ดีนะที่มีความหมายในรายละเอียดลึกๆขึ้นไปอีกแล้ว ไม่ใช่พูดตื้นๆทีนี้คนที่รู้อย่างนี้ก็ต้องเลือกใช้ไม่ใช่ใช้พร่ำเพรื่อเราต้องรู้ว่าสังคมก็นิยมกันหรือไม่คำว่ากูว่ามึงฉิบหายอะไรต่างๆยกตัวอย่างหรือคำอื่นๆที่ยาวกว่านี้ก็มีอีกไม่อยากไม่เท่านี้ก็มีตามขั้นตอนเราก็จะต้องรู้การใช้ภาษาว่าอย่าให้หยาบคายอย่าให้หยาบคายอย่าให้รุนแรงที่นี่ทำอีกอันนึงในลักษณะที่เรียกว่าคำพูดเพ้อเจ้อคำพูดเชื่อนี่คือคำที่พูดแล้วเปลืองเปล่าพูดไปพูดไม่ได้เรื่องได้ราวที่เพ้อเจ้อที่เลวก็คือเป็นคำพูดที่ทำให้เกิด นาคะโทสะนี้เรียกว่าคำอุทานคำลามกทำหน้าเกลียดเป็นคำเพ้อเจ้อที่ใช้ไม่ได้ความเสียหายพูดแล้วทำให้เกิดราคะโทสะนัยยะคล้ายๆกันกับโทรศัพท์เมื่อกี้ด้วยราคะด้วยเราไม่ได้พูดถึงราคะเพิ่มเติมขึ้นคือพูดไปแล้วคนอื่นมีนัยยะคล้ายๆตัวมันจะชอบเช่นเรามาพูดเนี่ยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างนี้ไม่ได้เรื่องอะไรเลยลามกเป็นเล่านิทานลามกอุทยานติดใจชอบใจชื่นใจแล้วคนนี้ก็จะจำนิยายลามกนิทานลามกนั้นไปแล้วก็เอาความลามกนี้ไปใช้ในที่อื่นๆต่อไปแล้วก็ดูเหมือนเป็นสนุกสนานนะชื่นใจบันเทิงเริงรมย์แต่แท้จริงเอาแต่ความลามกนั้นไปแล้วก็เกิดการ ใจเกิดราคะชอบใจพอใจอยากจะเสพว่าเป็นสุขเป็นอะไรเป็นสนุกแล้วก็เอามุกนี้ไปไอ้อย่างนี้เป็นคำเพ้อเจ้อที่เพ้อเจ้อ 100% เป็นคำเพ้อเจ้อ 100% ไม่ได้อัดได้รถไม่ได้สาระยังแถมลามกซะด้วยอุจาดเสียหายเสียหายแล้วคนนั้นไม่ควรทำไม่ควรจำไม่ควรจะไปฝึกไปปรือเอาไม่ควรไปรับเลี่ยงเลยถ้าได้ยินว่ารักพูดกูจะพูดขอให้เกิดราคะก่อให้เกิดโทสะก็เหมือนกันอันนี้ก็พูดกันน่ะโอ้โหพูดกันยอมใจอย่างโน้นอย่างนี้ในเชิงที่เรียกว่าให้ข้ามให้รุนแรง อำมหิตโหดร้ายมีนัยยะซับซ้อนแต่ว่าให้เอามีเหตุผลร้ายจนไปถึงขนาดพูดหวานพูดเพราะด้วยนะแต่ให้คนนี้ทำให้ใจเหี้ยมเกรียมโหดร้ายเช่นว่าการฆ่าคนนี่ไม่ใช่เรื่องบาปเรื่องบุญไม่ใช่เรื่องอะไรเป็นเรื่องปรมัตถ์เราต้องทำใจให้เป็นกลางจิตว่างถ้าคนเหมือนเอาดาบผ่านลงเป็นอันหนูไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขาของใครเป็นธาตุดินน้ำไฟลมธรรมดาดาบผ่านไปในธนูถ้าดินน้ำไฟลมนี้ไม่มีอะไรบาปไม่มีหรอกโดนไม่มีหรอกพูดเพราะพูดดีให้เชื่อถือคำพวกนี้ไม่ใช่เพ้อเจ้อธรรมดานะทำให้ก่อการใจอำมหิตหลงผิดอ๋อฆ่าคนไม่บาปเหรอทีนี้แหละพังเลย เข้าใจว่าก่อฆ่าคนก็ไม่บาปไม่ไม่ไม่มีกรรมอะไรไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรแบบนี้เสียหายเลยความเชื่อที่ผิดๆความหลงผิดเป็นมิจฉาทิฐิตายแน่สังคมวุ่นวายแน่เดือดร้อนแน่ลำบากแน่นอนทำอย่างนี้ไม่ใช่เพ้อเจ้อธรรมดาเพ้อเจ้อที่เลวร้ายขอให้เกิดนี่มันไม่ใช่โทรศัพท์ธรรมดานะมันอำมหิตอำมหิตโหดร้ายนะยังเย็นๆเพราะมันเชื่อสนิทซะแล้วว่าข้าก็ไม่เป็นไรการฆ่าคนในรุนแรงโหดร้ายไม่ไหวนี่เหมือนคนที่รู้สำนึกดีเราไม่ฆ่าหรอกศีลข้อ 1 เอามาจับเข้าแล้วไม่ฆ่าไม่แกงอย่าว่าแต่ฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์เรายังไม่ทำการที่จะทำให้สัตว์ใดๆตายลงไปนั้นมันไม่ใช่ ของดีเราจะต้องละเว้นจะต้องฝึกปรือทำตนให้อยู่ในทางที่ไม่ต้องไปทำรุนแรงโหดร้ายอะไรได้มันจึงจะเป็นคุณงามความดีแต่เงินแม้แต่คำพูดแล้วก็ไม่พูดก่อให้เกิดการเข้าใจผิดก่อให้เกิดการโทสะราคะอะไรที่นี่ตัวเพ้อเจ้อจริงๆกลางๆเพ้อเจ้อร้ายกาจนะทั้งก่อให้เกิดราคะราคะที่พูดเนี่ยไม่เข้าใจบ้าๆบอๆหัวเราะลามกอะไรนั่นแล้วทำให้ก่อเกิดราคะก็คือไอ้ลามกจริงๆไอ้เรื่องไอ้ไม่เข้าเรื่องของเราผู้ที่เกิดราคะแบบลามกอะไรนั้นเราก็ไม่อธิบายแล้วละวัยในฐานที่เข้าใจไม่พูดอ่ะเราไม่พูดกันทีนี้เพ้อเจ้อชนิดนี้ร้ายแรงอย่างนั้นเป็นเพ้อเจ้อที่คนไม่รู้เรื่องได้ง่ายๆก็คือ มันพูดไปแล้วมันไม่มีมันมีผลอะไรพูดถึงเฉยๆเสียแรงงานเปล่าๆจะเป็นประโยชน์ก็ไม่เป็นประโยชน์จะเป็นโทษก็ไม่เป็นโทษจะเป็นคุณก็ไม่เป็นคุณพูดฟรีจ่ายรายงานเปล่าๆนั่นแหละว่าเพ้อเจ้อจริงๆเพ้อเจ้อก็ไม่มันเสียหายเปล่าเลยนึกว่าเปล่าเปล่าเปล่าเปล่าเปล่ายิ่งพูดมากๆพูดไปวันนึงคืนนึงพูดจ่อยๆนี่ไม่มีอัดไม่มีทำไม่มีรถไม่มีเรื่องไม่มีเราอะไรมึงเป็นคนบ้าพูดไปเปล่าๆว่าบ้าพูดไปทำอะไรอย่างนี้แหละเพ้อเจ้อแท้ทีนี้คนเรามันก็ไม่ค่อยรู้นอกจากจะเพ้อเจ้ออย่างร้ายกาจอย่างที่อาตมายกตัวอย่างไปแล้วก็มาเพื่อที่จะพูดอะไรก็ได้ไปเนี่ย ไม่มีใครรู้สึกไม่มีใครสำนึกไม่มีใครฟังแล้วก็ได้เข้าใจอะไรได้ประโยชน์อะไรก็พูดไปงั้นแหละพูดจริงๆกว้างๆคิดดูซิว่าวันหนึ่งเราพูดเพ้อเจ้อเท่าไหร่เยอะนะเราพูดนี่เราพูดกับคนนั้นคนนี้พูดอย่างนู้นอย่างนี้นึกว่าเราพูดนี่เขาจะได้ประโยชน์ได้ไอ้โน่นไอ้นี่บ้างเปล่าไม่ได้ฟังแล้วก็ทิ้งไปก็ฟังแล้วก็ยิ้มเฉยๆแล้วก็ทิ้งจะบอกว่าให้ชื่นใจก็ไม่เห็นจะมีค่าอะไรชื่นใจอะไรเป็นเศรษฐกิจใจนิดเดียวแล้วก็โยนทิ้งหรือไม่ก็เฉยๆให้ฟังแล้วก็ผ่านเฉยๆไปทิ้งไปเปล่าๆอย่างนี้เรียกว่าพูดคำเปล่าเพ้อเจ้อแท้พูดคำเปล่าเสียเวลานี่พูดติดต่อกันมานานๆเข้าก็เสียเวลาไปตั้งนานแล้วไม่ใช่ไม่ใช่เวลานะ พูดแล้วกว่าจะออกจากป่าไปเข้าหูนี่เดินทางนะกินเวลานะไม่ใช่ไม่กินเวลาพูดมากๆคำก็ต้องต่อๆๆกันไปเพราะงั้นไม่ต้องพูดว่าทำมันไร้ค่ามันก็สูญเปล่าไปหมดเราไม่ทำเพราะเราไม่เพ้อเจ้อทิ้งๆขว้างๆผู้ที่ละเอียดละออมาจนถึงขั้นที่ว่าพูดอะไรจะต้องพยายามพูดเหมือนดอกพิกุลพูดแล้วเรื่องลงไปแล้วแหมมันมีค่านะมันเป็นดอกพิกุลมันเป็นทองคำนะพูดแล้วไม่ใช่ว่าพูดไปแล้วเหมือนกับของเปล่าของว่างของทิ้งไม่ใช่ผู้ใดยิ่งเข้าใจว่าเราควรพูดก็ให้มันมีสารัตถะพูดให้มันอาจมีธรรมก็พูดภาษาสำนวนไทยๆพูดแล้วต้องมีอรรถมีธรรมคือมีสาระมีแก่นสารมีประโยชน์อย่างน้อยเป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้เกิดละราคะ สระแบบเบาๆหรือว่าไม่ทุกข์ร้อนเป็นสุขเพราะฉะนั้นเมื่อตีความกันง่ายๆนี้ว่าไม่ทุกข์ร้อนเป็นสุขเขาก็เลยมาพูดให้คนเอาสบายใจไม่ต้องพูดเอาใจคนบางทีโกหกเขาก็โกหกไปเถอะเพื่อความสบายใจไปอย่างนี้เลวร้ายแล้วผิดสัจธรรมแล้วอย่างนี้กลายเป็นคำบอกแล้วว่าคำนี้เป็นคำโกหกก็พูดโกหกพี่เขาสบายใจอ้าวไม่พูดทำไมล่ะคำโกหกพูดภาษาตัวหยาบใหญ่ตัวต้นด้วยแล้วพูดทำไมอ่ะเพราะเราจะพยายามไม่ให้มันไปชนกันอย่างนี้เพื่อให้เขาสบายใจให้เขาไม่ทุกข์เมื่อมีทุกข์เขาก็ยังเข้าใจผิดๆอยู่อย่างนั้นแหละเพราะโกหกเขาจะเข้าใจผิดๆอยู่เพราะโกหกก็รู้อยู่ว่าเราโกหกไปก็แล้วกันให้เขาสบายใจ ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขอะไรเลยย้ำให้เขาตายใจย้ำให้เขาหลงผิดอยู่ด้วยเพราะเราพูดเฉยๆให้เขาเชื่ออย่างนี้เอาแล้วไปแล้วไปอย่างนี้เขาก็ตายใจว่าไอ้นี่ดีแล้วและเขาได้หลงผิดแล้วหลงผิดเพราะเรารู้นะว่าผิดเราเป็นคนรู้นะว่าคนคนพูดโกหกโกหกให้เขาสบายสบายใจเขาก็สบายใจคือเขาเชื่อตามนั้นแหละตามของเก่าเขาที่เชื่อนั่นแหละตามความเห็นที่เขาที่เห็นนั่นแหละตามความยึดที่เขายึดนั่นแหละแล้วเขาก็ยึดอยู่อย่างนั้นก็ไม่ได้แก้ไขปรับปรุงเลยนะเขายังเป็นคนผิดอยู่เท่าเก่าผิดเท่าไหร่เท่านั้นเขาก็หลงผิดอยู่เท่าเก่าว่าถูกเพราะเราบอกเห็นด้วยเรารู้แล้วนะว่ามันผิดแล้วเราไปก้มๆๆกับเขาเนี่ยเราโกหกเขาอยู่ในตัวเป็นการทำให้เขาตายใจเขาก็เชื่อสนิทเลยมีน้ำหนักคนนี้ก็ว่าด้วยคนนี้ก็ว่าด้วยยิ่ง โอนเข้าไปยิงตายใจมากเขาก็ยิ่งปากมั่นยึดถือมากว่ามันเป็นสัจจะมันเป็นของถูกแล้วสังคมมีอยู่แบบนี้ไม่ระมัดระวังกันสังคมมีอยู่แบบนี้ไม่ระมัดระวังขอเตือนพวกเราอย่าไปทำเป็นช่างมันเถอะโกหกไปกับพวกเขาไม่สบายใจอะไรต่างๆนานาเนี่ยเออเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กำลังยกอ้างเหตุนี้เรื่องนี้พูดกันอยู่มากนะมันก็ไม่เป็นไรหรอกพวกนี้ก็สบายใจแม้จะโกหกโดยเฉพาะหมอเนี่ยไปเอาใจคนไข้บอกว่าเป็นโรคนี้ผมไม่เป็นอะไรอ้าวไม่เป็นยังไงอะไรก็เขาเป็นน่ะเขาจะได้ตั้งใจต่อสู้ไม่อ่ะเราจะมีศิลปะยังไงบอกกับเขาให้เขาตั้งใจต่อสู้จะบอกรุนแรงพวกภาพโดยไม่ดีก็ต้องเข้าใจในจังหวะจากคนมีศิลปะวาทะในการที่จะพูดอย่างนี้ก็ต้อง โกหกไปเลยอย่างนั้นแล้วก็ไม่เข้าใจว่ามันจะดีไม่ดีไม่ดีพระอาจารย์ปฏิเสธหรือว่าหัดค่อยๆแก้ไขยังไงเราต้องคอยมันจึงจะมีศิลปะในวาจาเราถึงจะเป็นคนพูดเป็นพูดเก่งพูดได้ประโยชน์ถ้าไปพูดกลับกันอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน