560411_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน ๕.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข12 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560411_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน 5 พ่อครูว่า … สิ่งที่ผ่านไปก็ผ่านไป สิ่งที่ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ องค์ประกอบที่เราทำ มันก็มีสิ่งที่ตั้งอยู่ และดับไป อย่างอายตนะมันไม่ตั้งอยู่ อายตนะเกิดเพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย และก็มีนามรูปเกิด ถ้าเราสามารถรู้ได้เร็วก็จะรู้ว่าอายตนะเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะเท่านั้น พอหมดปัจจุบันอายตนะก็หายไป ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย ดับเหตุปัจจัยแล้วอะไรๆก็ไม่มี เป็นความลึกซึ้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า จิตวิญญาณเป็นตัวรับรู้ และอายตนะเป็นเครื่องต่อ เมื่อเวลามันหมดเหตุปัจจัยแล้ว มันก็ไม่มี ถ้าเราไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเรา แต่ก็ไม่มีปัญหาว่าถ้าเรารู้ว่าสิ่งไหนไม่ควรให้มี เราต้องเรียนรู้ว่า อาการราคะ-โทสะ-โมหะ เป็นอย่างไร เราต้องทำออกจนมันไม่เกิดอีก ทำให้มันไม่เกิดจนหมดชาติ อย่างแท้จริง อย่างนิจจัง ธุวัง สัสตั ง อวิปริณามธัมมัง นั่ นคือผู้ที่ได้รับสัจธรรม ได้รับพุทธธรรม อาตมา เกิดมาในชาตินี้ปางนี้ อาตมา มากับตัวเอง นอกนั้นก็อาศัยคนอื่นที่เป็นมิตรดีสหายดี แล้ว อาตมา ก็มาสัมผัสรู้ว่าคนนี้เขาเป็นเช่นนี้ได้ เช่น เห็นไอสไตน์ เห็นคานธี เห็นในหลวง ที่ท่านมีพฤติภาพกับสังคมมนุษย์ ทั้งความคิดและพฤติกรรม ที่มีผลงานกับมนุษยชาติ ก็ทำให้ อาตมา รู้ลึกซึ้งถึงธรรมะ และมีคนชาวพุทธที่บอกว่าตนเป็นอรหันต์ หรือมีความรู้ความชำนาญอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้ อาตมา มาคำ น ว ณ รู้ความเป็นไป โดยเฉพาะพระไตรปิฏก ที่มีทั้งหลักฐานความจริง และสิ่งขาดเกินอยู่ในนั้น มีข้อบกพร่องอย่างไรก็นำมาเล่าสู่ฟัง ก็เล่าเท่าที่มีภูมิ สิ่งที่เกิดจริง คือพวกเราได้ปฏิบัติตามที่ อาตมา ได้อธิบาย ใครฟังดีฟังได้ เข้าใจ ก็ทำมาจนได้ผล ใจมันประทับใจ ซาบซึ้ง มีพลัง

อ่านต่อ

พิเศษของ พลังปัญญา ที่เข้าใจแล้วจะมีพากเพียรต่ออย่างไร คนนั้นก็จะรู้ว่าจะทำอย่างไร เป็นผลต่อกันไป เช่น เมื่อพลังปัญญาสมบูรณ์ พลังวิริยะ จะเป็นไปเลย จะไม่ขี้เกียจ รู้พักรู้เพียร จะจริงที่สุดเลย เรื่องอะไรเราจะไปขี้เกียจ ส่วน อนวัชชะ แปลว่า ไม่มีการติเตียน ปราชญ์หรือผู้รู้จะไม่ติเตียนการกระทำหรือพฤติ หรือจรณะ ทั้งกาย วาจา ใจ ปราชญ์จะเห็นดีเห็นงาม กรรมนั้นเป็นกรรมดีแน่นอน ไม่มีโทษภัยแน่นอน จะมีตัวเลือกเฟ้น ตัดสิน ทำการงานอันไม่มีโทษ ทำไปทำไม จะมี พลังสังคหะ คือทำมาใช้สอยอาศัย เราได้อาศัยสิ่งที่เราทำ แต่เราอาศัยแต่น้อย นอกนั้นก็แจกจ่ายเกื้อกูลกันไป มีพลัง 4 จะพ้นภัย 5 ใครมองเห็นว่าองค์รวมอโศกเรามีลักษณะที่มีพลัง 4 ซึ่งท่านบอกว่ามี พลัง 4 จะพ้นภัย 5 จะไม่กลัวว่าชีวิตจะเกิดจะตาย ชีวิตจะอยู่อย่างไร จะมีกินหรือไม่ จะมีเงินหรือไม่ จะมีบ้านหรือไม่ ก็หมดกังวล เหตุปัจจัยมันครบ มีแผ่นดินพุทธ มี สัปปายะ 4 (เสนาสนะ-อาหาร-บุคคล-ธรรมะ) ใครอยากไปอยู่ที่ไหนๆของอโศกก็ไป ไม่ว่าจะเป็น ฮอมบุญ ทะเลธรรม ชเลขวัญ จะลงใต้ ขึ้นเหนือ ไปอีสาน ก็มีเยอะ มีบางแห่ง อาตมา ยังจำชื่อไม่ได้เลย แต่ละชุมชนอโศก ใครจะไปอยู่ก็ต้องมีพื้นฐาน ถือศีล 5 ละอบายมุข กินมังฯ เราควรอยู่ตรงไหนก็อยู่ที่ปัญญา เราสบายได้แล้วรู้ว่าที่ไหนขาดแคลน เราควรไปช่วยเหลือจะรู้ด้วยปัญญา ไม่ได้เอาอัตตาเป็นตัวตั้ง เอาประโยชน์คุณค่าเป็นตัวตั้ง มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีอาหารสัปปายะ ที่ทั้งอุปโภค บริโภค ที่ให้ชีวิตอยู่รอด และทำการงาน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่รู้จักทำงาน สัตว์กินเสร็จแล้วก็หมดกิจ แต่คนเรามีคุณค่ามากกว่าที่การทำงาน เรากินเหมือนเติมน้ำมันรถ แล้วก็ทำงาน และที่สำคัญคือมีธรรมะสัปปายะ (ปายะหรืออายะแปลว่าประโยชน์ ) เราพิสูจน์มาถึงทุกวันนี้อโศกเรา ว่าตรงตามพระอนุสาสนีไหม ใครพิสูจน์ได้ก็ไม่กลัว ว่าชีวิตไม่มีอะไรสะสมจะอยู่ได้ไหม ไปไหนก็มีสัปปายะ 4 มันพ้น อาชีวิกภัย พ้นอาสิโลกภัย ที่คนไหนหรือใครจะติเตียนเราก็เข้าใจว่าอันไหนมันเกินไป เราก็ปรับปรุง สัตว์เดรัจฉานหรือคนไม่รู้เรื่องก็ไม่ติเตียน ซึ่งคนนี่ติเตียนได้ เราก็ไม่ทุกข์กับคำติเตียน แต่ไม่หน้าด้านกับคำติเตียน เรารับคำติเตียนโดยไม่ทุกข์ และรับคำติเตียนมาเป็นประโยชน์ ใครติเตียนมาสาดเสียเทเสีย เราก็รู้ ใครติเตียนอย่างสร้างสรร เราก็รู้ อย่าง sms มานี่เราก็รู้เข้าใจว่าเขาเป็นอย่างไร เราไม่ตกใจกับคำติเตียน เราใช้ประโยชน์ได้ แม้แต่ ปาริสสารัชภัย ก็เข้าใจ ซึ้งในเมืองนรกคือที่หาความปลอดภัยได้ยาก แต่เราก็มีการประมาณเลือกเฟ้นในการไปช่วย อย่างมี มหาปเทส ใน มรณภัย สำหรับผู้หมดภัยในวัฏฏะสงสาร คุณจะเวียนเกิด-ตายอีกเท่าไหร่ก็ได้ อรหันต์เกิดแล้วตายได้นี่เป็นความค้านแย้งกับเถรวาทเขา แต่ อาตมา เป็นโพธิสัตว์ต้องมาอธิบายสิ่งเหล่านี้ แต่จำเป็นต ้อง เปิดเผย ไม่อย่างนั้นศาสนาไปไม่ได้ ทำงานถึงวันนี้ได้ผู้คนมาเท่านี้ มีพฤติภาพเท่านี้ ก็ทำให้เชื่อมันว่าสัจธรรมเป็นไปได้พอสมควร แม้ ทุคติภัย คือความชั่วความไม่ดี เป็นไปต่อสิ่งที่ชั่ว เราก็มีปัญญารู้ตัดสินว่าสิ่งนี้ไม่ดีงาม สิ่งนี้ควรอนุโลมเพื่อเขาเราก็ลงไปลุยด้วยกับเขา เราก็เหมือนผู้ลดตัวลดตน ลดศักดิ์ศรี ลดฐานะไปช่วยเขา คนไม่รู้ก็ว่าเราไปลดตัวอย่างนั้นได้อย่างไรสำหรับผู้ยึดถือ แต่คนเข้าใจก็จะรู้องค์ประกอบว่าเหมาะสม ยกตัวอย่าง พระ 2 รูป เจอผู้หญิงตกน้ำ พระรูปหนึ่งลงไปช่วยเลย อุ้มผู้หญิงขึ้นมาได้ ก็เสียวินัย แต่ก็อนุโลมเสร็จแล้วก็วาง จิตไม่ได้แปดเปื้อนไม่มีอยากอวดอ้างหรือมีกิเลสอื่นใด แม้เราจะเสียฐานะเสียศักดิ์ศรี ก็ต้องลดลงไปอนุโลม ให้สมสัดส่วน ใช้สัปปุร ิ สธรรม 7 กับ มหาปเทส 4 เราก็จะทำงานให้โลกได้อย่างประโยชน์สูงประหยัดสุด

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา(ละ)ดับชาติ กับตอบกันด้วยวิญญาณพุทธรวมกันเลย จากคนโง่ ....เมื่อก่อนมีใจเถียงพ่อท่านว่า ที่พ่อท่านสอนว่า ชายเป็นหนังควายหุ้มขี้ หญิงเป็นถุงขี้ผูกโบว์ ก็เห็นไม่ตรงกับพ่อท่าน และคิดว่า ชายก็มีคุณหญิงก็มีคุณ จะทิ้งชายทิ้งหญิงไม่ได้ ทำงานร่วมกันได้ดีด้วย แต่ตอนนี้ไม่เถียงแล้ว เพราะเข้าใจว่าชายที่ต้องทิ้ง คือความมักมากในกามราคะ หญิงที่ต้องทิ้งคือความผูกไว้ ความมีมายา เล่เหลี่ยม ยินดีสมใจตนที่ได้มาสมอยาก ตอบ คุณไปเปลี่ยนชื่อเป็นคนฉลาดได้ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ช่วยอธิบายด้วย ตอบ ต้องตอบย่อๆหน่อย เพราะ 2 ประโยคนี้คือศาสนาทั้งหมด ซึ่งธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ คือสิ่งมีอยู่ ถ้าหมดธรรมะก็คือไม่มีอยู่ คำว่า สุญตธรรม นั้นเป็นภาษา แต่ที่จริงมันไม่มีอยู่ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต คือสิ่งที่มีเท่าที่เราจะรับรู้ได้ เราก็รู้ว่ามีอย่างอกุศล แล้วเราก็แก้กลับได้ ชัดเจนว่าไม่ดีเอาออกหมด เหลือแต่ดี แม้เหลือดีก็อย่ายึดว่าเป็นเราเป็นของเรา อย่ายึดแม้ได้นิพพาน จะรู้เองว่าไม่ยึด แต่อาศัย แต่ที่เราพูดกันอยู่คือเรายังไม่มีใครปรินิพพาน เราจึงพูดในภาวะที่ต่างคนต่างมี แต่เราจะพูดถึงสิ่งที่ไม่ควรให้มี อย่างหยาบกลางละเอียดไปแต่ละขั้นตอน อันไหนที่ควรอนุโลมช่วยเขาก็ทำ แต่เมื่อเราเป็นอรหันต์แล้วเราก็ต้องร่วมอยู่กับผู้ไม่สะอาดนั้นแหละ นี่คือธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ย่นย่อลงมา ส่วนผู้บริสุทธิ์แล้วเราจะไปช่วยท่านได้อย่างไร ท่านมีหน้าที่ช่วยคนต่อเท่านั้น คนที่พระพุทธเจ้าสร้าง นั้นท่านสร้างคนมาเป็นพระเจ้า ท่านสร้างคนมาช่วยคน ท่านมีชีวิตอย่างชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น เขาจะช่วยให้อยู่ให้ทำงานไป แต่ละคนจะตรัสรู้นั้นไม่เท่ากัน มีตั้งแต่คนเล็กที่สุดไปถึงใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ใช่คนก็เป็นสัตว์ ต้องเรียนรู้ความเป็นสัตตาวาส 9 สัตตาวาสข้อ 1 นั้นคือปุถุชน ไม่รู้หรอกมีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน ถ้าสมบูรณ์จะมีกายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน คือเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า อย่างอรหันต์ท่านเรียกอนุพุทธ เป็นคนหนึ่งคนที่ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี มีจิตบริสุทธิ์ คนๆนี้ไว้ใจได้ตลอด จะเป็นโพธิสัตว์ไปอีกเท่าไหร่ จะไม่เปลี่ยนแปลง อนุพุทธที่บริสุทธิ์ที่สุดคืออรหันต์ ถ้าเริ่มเป็นอนุพุทธคือโสดาบันเป็นต้นไป ปฏิจจสมุปบาท อยู่ในอวิชชาข้อที่ 8 ก็ทุกอย่างเป็น Relative เป็นความสัมพัทธ มีสิ่งเชื่อมต่อโยงใยกัน มีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ ตลอดสายไป ตั้งแต่นอกไปถึงในจิตสูงสุด เริ่มต้นจะเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ต้องเข้าใจสังขาร ที่ทุกอย่างในมหาจักรวาลคือการสังขาร ตั้งแต่เหตุปัจจัยภายนอก ยกตัวอย่างมะระที่อยู่บนโต๊ะ ที่มีความสมบูรณ์ ถ้าเอาขึ้นห้าง จะลูกละ 30-40 บาท เห็นแล้วก็คิดว่าดีจัง แล้วคุณมีดูดดึงไหม คือเห็นว่าดีนี่คือสมมุติสัจจะ อุทานว่า ดีจังเลย แต่ว่าเรามีอกุศลอยากได้มาเป็นเราเป็นของเราไหม อาตมา ไม่ได้มีจิตอยากได้มาเป็นเราของเราเลย นี่คือปัจจุบันธรรม เราจะรู้สังขารของเราว่ามีอะไรไปร่วมปรุง แต่อุทานไปคนจะคิดว่ามีกิเลส แต่ว่าอุทานอย่างมีความนิยมชมชื่นว่าเป็นวัตถุที่สร้างขึ้นมาดี แต่ไม่มีใจอยากได้มาเป็นของเรา ไม่มี นี่คือจิตที่ปรุงอย่างสูง คนอวิชชาก็จะมีเราของเรา คือปรุงไปว่าอร่อย ปรุงเป็นรสเลย ถ้ามีเงินก็จะขอซื้อ ถ้าเขาว่า 30 บาท เรามีเงิน สามพัน บาท ก็บอกว่า เอาไป 50 บาทเลย ในปฏิจจสมุปบาท เราเรียนรู้ชาติ ที่มีตรัสไว้ มี ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ อย่างอภินิพพัตติ คือ การเกิดที่คุณเป็นอเสขบุคคล ส่วนโอกกันติ คือ ภาวะที่ปรุงแต่งกันไปเรื่อยๆ ก็เรียนรู้ให้เป็นนิพพัตติ ส่วนชาติ(เกิด) กับสัญชาติ(บังเกิด) คือการเกิดในโลก ชาติ(ความเกิด) สัญชาติ(ความบังเกิด)ก็เป็นความเกิดทั่วๆไปในโลก ส่วนโอกกันติ คือ การเกิดที่ต่อเนื่อง คุณก็ต้องเรียนรู้การตัดความเกิดที่นี่ จนทำได้ก็มีนิพพัตติ จนหมดการเกิดได้เลยก็มีอภินิพพัตติ ส่วนการชาติ สัญชาติก็เป็นการเกิดทั่วๆไป พระอรหันต์ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมี ความกระวนกระวาย คือ ทรถ อย่างใน จูฬสุญญตสูตร [ 341 ] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย(ทรถ)(ท่านไม่ต้องทุกข์ในโลกีย์ แต่ท่านทุกข์ในโลกุตระของท่าน) คือ ความเกิดแห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด แห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโต สมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริงไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ รู้ปฏิจจสมุปบาทจนทำทั้งอนุโลมปฏิโลมได้ก็จบกิจ ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท คือรู้ความต่อเนื่อง และรู้สุญตธรรม ที่เป็นเอง ที่คุณสร้างเอง คุณสูญจากอบายมุข คุณจะสัมผัสอย่างไรจิตคุณก็สูญ ไม่หวั่นไหว หมด อโสก วิรชะ มีจิตเกษม(เขมัง) สิ่งนี้เป็นสุญตธรรม แต่คนที่ไม่รู้เหตุก็ปรุงแต่งไป หลงสุขทุกข์ หลงมีหลงได้ เป็นเราเป็นของเราอยู่อย่างนั้น คุณรู้ป ฏิ จจสมุปบาท ทำทั้งอนุโลม ปฏิโลม คุณก็จบกิจ อุปทานก็เป็นสมาทาน ภพชาติก็เอาไว้อาศัย ไม่ชรา อย่าง อาตมา นั้นไม่ชรา แม้หมดลมหายใจวันนี้ อาตมา ก็ไม่ตาย แต่จะเจอกันอีกไหม วันว.เวลา น.ไหน คนขี้ร้อน...พ่อครูเคยทราบเรื่องอันตรธาน 5 มีอัตถาธิบายอย่างไร ทุกวันนี้ร้อนมาก ทำ ใจอย่างไร ทำไมคนชอบตัดต้นไม้ ตอบ คนเขาต้องการตัดก็อยู่ที่เขา ใครจะรักษาต้นไม่ไว้ก็ทำ คุณร้อนก็อย่าทำใจร้อน ทำใจเย็น ฝึกหัดทนร้อนได้ อย่างนายตูนอยู่กลางแดดร้อนไม่รู้จะร้อนอย่างไร ฝึกจนถ้าไม่เจอแดดไม่เย็น ส่วนอันตรธาน 5 ไม่รู้พยัญชนะใคร เจอก็เอามาให้ดู อันตรธาน 5 มี 1 . อธิคมอันตรธาน คือการบรรลุธรรมไม่เหลือแล้ว ถึงยุคนี้มันเพี้ยนไปแล้ว 2 . ปฏิบัติอันตรธาน คือทุกวันนี้มิจฉาทิฏฐิยังมีอยู่ ก็ปฏิบัติผิดแต่ก็ยังมีอยู่ 3 . ปริยัติอันตรธาน คือคำสอนทุกวันนี้มีพระไตรปิฏกหรือคำสอนอรรถกถาจารย์ก็ยังเหลืออยู่ 4 . ลิงคอันตรธาน คือมีกุศลกับอกุศลมีสิ่งจริงกับไม่จริง เป็นการเปรียบเทียบ ทุกวันนี้มีแต่สิ่งผิดสิ่งชั่ว แต่ว่าใครผิดชั่วมากน้อยกว่ากันเท่านั้น แต่ดีไม่มีแล้วหายไปแล้ว นี่คือกลียุค 5 . ธาตุอันตรธาน คือสุญญตา หมดจบทุกอย่าง ไม่มีเหลือเลย สุญตอัตรธาน เรื่องน่าเศร้า หากดักดานอยู่กับที่ ตอบ อาตมา ทำงาน ตั้งแต่สร้างสันติอโศก อาตมา ให้เขียนไว้บนคานว่า เราไม่หยุดอยู่ คือพระพุทธเจ้าท่านไม่ส่งเสริมการหยุดอยู่ ท่านส่งเสริมการวุฒิ การเจริญโน้มไปสู่นิพพานให้ได้เสมอๆ ถ้าเราเองเราหยุดอยู่ โดยเฉพาะเราอยู่กับหมู่ ถ้าหมู่เขาไปแล้วเราก็หยุดอยู่ ถ้าหมาไล่เนื้อมา คุณก็อยู่กับหมู่หมาไล่เนื้อ ในมหาจักรวาลไม่มีสิ่งใดไม่เคลื่อนที่ และมีการเข้าการออก การขึ้นการลงอยู่ตลอดเวลา มีสิ่งที่ไม่เคลื่อนที่อย่างเดียวคือปรินิพพาน ถ้ายังมีธุลีละอองใด เป็นสัมพัทธภาพเป็นปัจจัยการทั้งสิ้น เรื่องจริงที่น่ากลัวมันไม่มี แต่นึกว่ามี ตอบ อันนี้จริง อย่างสิ่งไม่มีเช่นผี แต่คุณก็กลัวมัน แต่ไอ้ที่มันมี แต่คุณไปนึกว่ามันไม่มี นี่สิยิ่งกว่าน่ากลัว คือหน้ามือ ลงนรกแน่นอน ถ้ามีกิเลสแต่นึกว่าไม่มี ความสุขเอ๋ย ข้าขอลาก่อน ตอบ อันนี้ดี ลาความสุขให้กลายเป็นอทุกขมสุข จากหลานปู่ ...การคิดบวกกับการปฏิบัติธรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร คะ เมื่อการปฏิบัติธรรมทำให้เราเปลี่ยนก็น่าจะเหมือนกันนะ ตอบ การปฏิบัติธรรม ถ้าไม่คิดทั้งบวกและลบก็ผิด อกุศลก็ควรเอาออก กุศลควรอาศัยอย่างแข็งแรง แต่ไม่ไปยึดมัน คุณสั่งสมความตกผลึก ก็จะแข็งแรงเอง เป็นที่อาศัย ต้องแยกความยึดกับความสะสมออกจากกัน อย่างคุณทำทาน ใจคุณไม่ต้องยึดว่าเป็นเราของเรา ทำแล้ววาง คุณทำกรรมดีแล้วก็จบ ไม่ต้องจำ แต่มันเป็นกรรมวิบากของคุณ แต่ถ้าไปยึดว่าเป็นเราของเราจะทวงคืนด้วยก็ไปกันใหญ่ อยากถามเรื่องพระอรหันต์ ....ว่าเป็นผู้ที่ไม่ครองเรือนแล้วใช่ไหม เช่น คนจะเป็นอรหันต์ต้องเป็นโสดไม่ครองเรือน หรือว่าถ้าถึงเวลาจะหลุดพ้นการครองเรือน ยกตัวอย่างการหลุดพ้นการครองเรือน ยกตัวอย่างเขาไม่หาเราแล้วไม่ยุ่งกับเราแล้ว หรือว่าเราจะไม่อาลัยอาวรณ์เขาเลยทำเฉยๆเหมือนไม่สะทกสะท้านเลยหรือเหมือนเย็นชา ชาเย็นหรือไม่ ตอบ คือจิตเรา คุณอ่านสัมพันธ์ภายนอก เช่น คุณแต่งงาน คุณต้องมีภาระที่เกิดแล้ว เอายางลบ ลบ ไม่ได้ ต้องดูเหตุปัจจัย ถ้าคุณเป็นผัวเมียเป็นลูกเป็นพ่อแม่ มาร่วมหัวจมท้ายก็ต้องพึ่งกันจนแก่เฒ่าตายจากกัน แต่ถ้าไม่ต้องช่วยเขาแล้ว เป็นภาระเขาอีกก็ควรมา แต่ถ้าคุณเป็นหลักเป็นตัวช่วยเขาก็ต้องอยู่ช่วยเขาไปก่อน แต่ถ้าใจคุณขาดไม่ได้ ผูกพัน ก็เห็นดีไปตามโลก แต่ต้องทำตามสมมุติสัจจะเราก็ต้องรับผิดชอบ แต่ว่าถ้าเขาช่วยตนได้ คุณจะไปดีทางธรรมได้ก็มาเลย ถ้าภาระจำเป็นก็ต้องทำตามภาระ ตามเหมาะควร อยากให้อธิบายอาตนะที่ว่าเป็นปลายข้างหนึ่ง หมายความว่าอย่างไร ตอบ ข้างหนึ่งคือข้างนอกกับอีกข้างหนึ่งคือข้างใน ที่จริงอายตนะปลายคือข้างในไม่มีอธิบายนะ ผู้ที่เป็นอรหันต์ท่านไม่มีความกระวนกระวายอะไรเลย ที่จริงตั้งแต่อนาคามีท่านก็ไม่มีความลำบากเดือดร้อนอะไรเลย แต่ก็ต้องมีการปรุงแต่ง อาจเรียกว่า ความกระวนกระวาย ความลำบาก(ทรถ) ก็ยังมีอยู่ ตามที่ท่านจะสัจจานุโลมมิกญาณหรือมีสังขารุเปกขาญาณอย่างไร แต่ต้องไม่ประมาท ต้องใช้ตลอดประจำเลย ทุกอย่างรวมที่ความไม่ประมาท ที่คุณหมายอาจหมายถึง อันตา 2 คือข้างอัตกิลมถานุโยค กับ กามสุขัลลิกานุโยค แม้หมดสุขหมดทุกข์ ตั้งแต่อนาคามี ถึงอรหันต์ จะมีฐานที่ตั้งแห่งจิตที่ตั้งมัน ทนได้หรือไม่ต้องทนได้ดีขึ้น แต่ต้องทนเพราะมีทุกสภาวะคือมีขันธ์ 5 อยู่ อากาศมันร้อน-หนาวก็ต้องลำบากอยู่ ถ้าต้องทำงานกลางแดดคุณก็ต้องทำ แม้บางคนมาตอแย อาตมา ยกตัวอย่าง 8705 ก็มาตอแย ใจเราต้องไม่รำคาญเขา คุณทำใจได้จริงไหม ความโลภ เขาทำบุญทำกรรมมาด้วยอะไร เพราะคนโลภมีแต่คนเมินหน้าหนี ไม่มีใครอยากคบ เพราะคนโลภทำความเลวสุดขั้วเหมือนตาบอดหูหนวก อยากรู้ว่าเขาทำกรรมอะไรจึงเป็นคนรวยน่ารังเกียจ ตอบ อย่างที่คุณว่ามา ตอบว่า เขาทำกรรมชั่วก็เลยมีสารพัดชั่วมากับเขา ต้องเรียนรู้อย่างไปทำกรรมชั่วจริงๆ ไม่ต้องการคนชั่วมาเป็นลิ่วล้อ นิโรธ วิมุติ นิพพานเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ตอบ ทั้งหมดเป็นไวยพจน์ใช้แทนกันได้ นิโรธ คืออาการดับ มื ด ไม่มี สิ่งใดที่เราจะให้สลาย ไม่มี ต้องรู้สภาวะนั้น ตั้งแต่กาย วาจา ไปถึงใจ แม้นิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่ให้ มี วิมุติ คือหลุดพ้น ตั้งแต่โลกอบาย เราหมดสุขหมดทุกข์กับอบาย แต่เราก็ยังอยู่กับโลกอบาย แล้วช่วยเขาให้พ้นจากอบาย จิตคุณไม่มีกิเลส มีนิโรธแล้ว นิพพาน นั้นคือ มีทั้งนิโรธแล้ววิมุติ มีทั้งเจโตวิมุติหรือปัญญาวิมุติ จะอนุโลมเรียกนิโรธว่าเป็นปัญญาวิมุติก็ได้ เวทนาในเวทนา ต่างกับจิตในจิตอย่างไร ตอบ เวทนาคือ ต้องรู้อารมณ์ความรู้สึก ต้องอ่านให้ออก อารมณ์ที่มีในมโนปวิจาร 18 ที่เกิดจากการสัมผัสทวาร 6 ต้องเรียนรู้ว่ามีอะไรเป็นเหตุ ต้องเรียนรู้ที่จะดับเหตุ จนมีเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เรารู้ทั้งเนกขัมมสิตเวทนาและเคหสิตเวทนา ส่วนจิตในจิตคือมาตรวัด เป็นหลักวัด ว่าจิตมีราคะ-โทสะ-โมหะ ก็รู้ว่าจิตมี มีลักษณะอย่างไร มากน้อยแค่ไหน คุณก็ต้องทำออกทำให้มันไม่มีจนกว่ามันจะหมดไป ต้องรู้ว่ามันเจริญหรือไม่ ทำให้มันจางลงๆ โดยแบ่งโลกอบาย กามคุณ โลกธรรม อัตตา มันก็เป็นในจิต เป็นองค์รวมมากกว่า เวทนา จิตมีทั้งปัจจุบัน อดีต อนาคต ก็ยังมีอยู่ จนสามารถทำให้มันลดลงได้ แล้วก็จะเป็นไปตามจริง จริตที่เห็นสายเจโตจะมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ตีไม่แตก แยกรายละเอียดไม่ออกคือ สังขิตตจิต แต่ถ้าฟุ้งจับไม่ติดก็เรียกว่า วิกขิตตจิต แล้วก็ทำต่อไปให้มันดีขึ้นอีก จนเป็นจิตตั้งมั่น จิตหลุดพ้นในที่สุด ตอนกลางคืนหลังรายการภาคค่ำ พวกเราก็นั่งคุยกันเรื่องธรรมะที่พ่อครูสอน ปรากฏว่ามีคนๆหนึ่งมาบอกว่า หนวกหู คนจะนอน ดิฉันก็บอกว่าเดี๋ยวนะคะ สามทุ่มแล้วจะนอน ขอพ่อท่านตักกะ วิตักกะด้วยค่ะ ตอบ ฟังแล้วเราก็เห็นว่าคนยึดถือ เขาจะนอนว่าหนวกหูก็มี แม้จะเป็นธรรมะเขาก็ไม่ยินดีก็มี เขาจะนอน ก็มีจริง ส่วนพวกคุยธรรมะก็ไม่ดูสิ่งแวดล้อม สามทุ่มสี่ทุ่มก็ไม่นอน ก็ต้องประมาณให้พอเหมาะ มันจะเกินไป ยกตัวอย่าง น้องชาย อาตมา ที่ตายไปแล้ว น้องชายเขาบอกว่ารู้นะว่าน้ำตาลมันหวาน แต่มันเกินไปมันกินไม่ลงเหมือนกันนะ เมื่อเราไปสอนเขาอัดใหญ่ตอนนั้นปฏิบัติธรรมเคร่ง เราก็จำได้เลยนะ อยู่ด้วยกันก็อนุโลมปฏิโลมกันไป ....................จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน