560412_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน ๖.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข12 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560412_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน 6 พ่อครูว่า … วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปลุกเสกฯ ครั้งที่ 37 แต่เป็นวันสุกดิบของงานตลาดอาริยะ 2556 อาตมา ก็จะต้องพูด 2 เรื่อง คือธรรมะปลุกเสกฯ กับ เรื่องตลาดอาริยะ อดีตกับอนาคตเป็นเรื่องรู้ได้ถ้าสัมมาทิฏฐิชัด เทวดามาบอกว่าให้ชี้แจ้งให้พวกเราได้รู้เรื่อง อดีต กับ อนาคต เป็นเรื่องรู้ยาก แต่รู้ได้ ถ้าสัมมาทิฏฐิชัด จิตเข้ากระแส ก็จะรู้ว่าอนาคตเราเที่ยงแท้หรือไม่ ในโลกโลกียะไม่มีอะไรเที่ยงแท้ (อนิจจัง) วนเวียนสุขทุกข์ตลอดกาล เป็นสิ่งไร้สาระ ไม่ใช่แก่นสาร วนเวียนใช้เวลาไม่รู้กี่กัป แต่ละคนเกิดแล้วเกิดเล่า วนเวียนไม่จบ เรื่อง อดีต กับ อนาคต นั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนได้อัตภาพมาแล้ว ก็ต้องจัดการชีวิต ปัจจุบันเป็นตัวสร้างหรือทำลาย เป็นตัวจัดสรร หรือสังขาร ให้เป็น สุกตทุกก ฏ านัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก คือ สุกต คือสุขที่ทำแล้ว ทุกกฏานัง คือทุกข์ กัมมานัง คือกรรมที่ทำจะชั่วดี ก็สั่งสมเป็นวิบากของเรา ถ้าโลกีย์ก็เรียนรู้แค่สมมุติ ดีหรือชั่วตามสมมุติสัจจะ ก็สั่งสมกรรมโลกีย์ยังไม่เข้ากระแสโลกุตระ ไม่ข้ามภพชาติ ก็ไม่สามารถข้ามภพชาติได้ เมื่อไม่มีความรู้ในการมนสิการ ทำใจในใจไม่เป็น คือทำใจในใจไม่สัมมาทิฏฐิ ส่วนผู้รู้สัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ยังปฏิบัติล้มเหลว ยังทำแบบโลกียะธรรมดา อย่างเก่งก็ได้แค่ลักษณะความดีเป็นกัลยาณธรรมขั้นโลกียะ เป็นสุกตทางโลกียะ ไม่ได้สูงส่งอะไร ก็วนอยู่ตลอดกาลนาน ไม่สามารถเจริญขึ้นได้ จนกว่าจะรู้ช่องทาง ก็จะรู้จักกรรม ถ้าเราสามารถเข้าใจจากการคบสัตบุรุษบริบูรณ์ ฟังธรรม มีสติสัมปชัญญะ มีสำรวมอินทรีย์ สุจริตกรรม 3 ได้มีสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ และก็จะได้ทำโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ เป็นสติที่พาสู่การตรัสรู้ จะมีอธิ

อ่านต่อ

ปัญญาสิกขา มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ทุกมรรคคังคะเราก็จะมีสติสัมโพชฌงค์เป็นตัวต้น จะมีธัมวิจัยเป็นสัมโพชฌงค์ ทำงานเต็มที่ นั่นคือมนสิการที่ทำเป็นทุกกรรมกิริยา ก็ทำกรรมหายใจเข้าออก เอี้ยวแขนไกวขา สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทุกกรรมที่เรามีสติสัปชัญญะบริบูรณ์ สติก็จะมีสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ มีการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ได้ถูก อันตรธาน 5 มีผู้ค้นมา อยู่ในอรรถกถาจารย์ อันตรธานมี 5 อย่างคือ 1 . อธิคมอันตรธาน อันตรธานแห่งการบรรลุ ในยุคนี้ไม่มีหายไปแล้ว 2 . ปฏิปัตติอันตรธาน อันตรธานแห่งการปฏิบัติ พุทธในเมืองไทยเป็นกัน 95 % แต่ว่าปฏิบัติกันกี่คน ผู้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติก็ไม่บรรลุ ไม่เจริญในอธิศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุติ ไม่เป็นไปตามธรรม(อธิคม)ของพระพุทธเจ้า มันไม่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติก็มิจฉาปฏิบัติ 3 . ปริยัติอันตรธาน อันตรธานแห่งปริยัติ พระพุทธเจ้าท่านได้พยากรณ์ไว้ในเรื่องของกลองอานกะ คือเหลือแต่ชื่อว่า กลองอานกะ แต่เนื้อกลองเพี้ยนไปหมดแล้ว เช่นเดียวกันกับที่เขายึดถือในปรมัต ถ์ แต่ไม่มีเนื้อโลกุตรธรรมแล้ว ของปลอมจะดูสวยดีด้วยเหมือนกลองอานกะ กลายเป็นปริยัต ิ ที่เพี้ยน แต่ก็ยังดีที่มีเหลืออยู่ ที่ อาตมา อธิบายจึงไม่ตรงกับที่เขาอธิบายมา เพราะที่ถูกต้องอันตรธานไปแล้ว 4 . ลิงคอันตรธาน อันตรธานแห่งเพศ คือสมณะเพศก็เพี้ยนอีก คือกลายเป็นสมณะเพศที่ปลอม มาอาศัยทำมาหากิน มาบวชทำลายศาสนา มาทำเดรัจฉานวิชา มาหลอกลวงคนหาเงินบำเรอใจตน อยากใหญ่โตอยากร่ำรวย หาวิธีการประเล้าประโลมกันมากมาย มีสำนักที่เป็นตัวอย่างชัดเจนเลวร้าย ทั้งสายศรัทธาและสายเจโต สายศรัทธาก็หลอกเอาเงิน สายเจโตก็หลอกให้หลง มีเท่าไหร่เทเงินให้หมด แล้วเอาไปผลาญสร้างใหญ่โตเป็นไปเพื่อความ มักมากใหญ่โต มอมเมาด้วยโลกียรส โลกียารมณ์ ดังนั้นปริยัติที่เพี้ยนไปหมด ทั้งสายศรัทธาหรือเจโต จึงไม่เข้าใจลิงค หรือความแตกต่าง ก็เลยมีแต่นักบวชที่ไม่ใช่สมณะเพศ ยิ่งกว่าหีนเพศ(ฆราวาส) ผู้ตั้งใจบวชกลับกลายเป็นพวกลักเพศ (มาปลอมบวช มาขโมยเพศ) แล้วคนก็ให้เอกสิทธิ์ ที่คนยกให้หลายอย่าง เชื่อถือเคารพ ให้เกียรติเคารพ ให้ของทาน ลุกรับ อัญชลี แล้วใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นอุปกรณ์ทำเลว แล้วซับซ้อนหลอกคนให้เลื่อมใ ส เพื่อได้สิ่งที่ต้องการ กอบโกย จนหลงตนว่าตนมีบารมี แล้วก็ทำใหญ่ ทำด้วยสิ่งที่หลงผิด เขาไม่รู้ตัว แต่ที่ทำทั้งรู้ก็มี แต่จริงๆรู้ตัวเหมือนกันว่าตน มีสสังขาร (การประกอบปรุงแต่งอย่างบาป) และเลวร้าย ดังนั้น เพศสมณะก็อันตรธาน ยิ่งมาใช้รูปเป็นนักบวช แล้วมาทำพฤติกรรมบาป บาปก็ยิ่งแพงยิ่งสูง 5 . ธาตุอันตรธาน อันตรธานแห่งธาตุ คือธาตุตั้งแต่วัตถุ จนถึงมโนธาตุ จิตธาตุ หรือวิญญาณธาตุ ธาตุวัตถุที่ดีอย่างพระบรมสารีริกธาตุ ที่แท้จริงก็อันตรธาน มีแต่ของปลอมเสียเยอะ เป็นยุคที่อันตรธานเกือบหมด เราก็มากู้กลับ อย่างเรื่องพระบรมสารีริกธาตุ อาตมา ก็มีผู้เอามาให้ไม่ขาดมือ จริงหรือไม่จริงก็ไม่คิดที่จะพิสูจน์ ถือว่าเป็นเครื่องอาศัย อย่างพระพุทธรูปที่เราสร้างมานั้นคือของไม่จริง คือของสมมุติทั้งสิ้น เราก็เคารพได้สนิทใจ เป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า อาตมา ก็ทำพระพุทธรูปมาใช้ ซึ่งอาจมีปางที่ 2 ของพระพุทธรูปชาวอโศก ก็มีคนมาสเก็ตให้มาก เรียกว่า ปางวิชิตอวิชชา มีพายุสลาตันพัดกระหน่ำอย่างแรงเลย ผ้าจีวรปลิวเลย ถือว่าเป็นผู้ห้ามลม วิชิตอวิชชา คือผู้ชนะอวิชชา มันก็เกิดตามที่ อาตมา จินตนาการ ก็ไม่ได้คิดฟุ้งฝัน ก็เกิดตามเหตุปัจจัย จะเกิดหรือไม่ก็ไม่รู้ ตอนนี้ผู้ที่รู้เรื่องก็อย่างเพิ่งไปขยายผลอะไรมากมาย ถือว่าเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า คนเราต้องอาศัยศรัทธานำ คนตีทิ้งศรัทธาก็ผิด คนหลงศรัทธาทิ้งปัญญาก็ผิดทั้งคู่ ต้องอาศัยทั้ง 2 อย่างคู่กัน พูดถึงนามธรรมในวิญญาณธาตุ ที่เราต้องรู้และทำความเกิดของธาตุจิต ที่เราได้เอาปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าตรัสใน วิภังคสูตร เล่ม 16 ข้อ 2 เป็นต้นไป อาตมา อ่านข้อที่ 7 [ 7 ] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด(ชาติ) ความบังเกิด(สัญชาติ) ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ชาติ คือ การเกิด รวมๆ เป็นคำกลางๆ สัญชาติ คือ คำว่า สัญ เป็นรากฐานของสัญญา คือการกำหนดหมาย เมื่อกำหนดแล้วก็จะมีการเกิด(อย่างวิชชาหรืออวิชชา) ก็จะกำหนดให้มีการเกิดต่อไปแล้วแต่วิชชาหรืออวิชชา จะสั่งสมเป็นสัญชาติญาณเป็นต้นทางที่มีพลัง สั่งสมพาเราเป็นไปโดยอัตโนมัติ ถ้าเรามีสติมากพอเราก็เลือกเฟ้นได้ ถ้าชั่วหนักก็จะมีสติพาชั่วหนักเลย เพราะมันหลงความชั่วว่าดี ควรทำสิ่งชั่ว อย่างนี้คือพวก ดำตฤษณา (อ่านว่าดำ-ริด-สะ-หนา) ถ้าสั่งสมชั่วมากก็เป็นสัญชาตญานเลวมาก สัญชาติ =(ก) เกิด, กิริยาอาการของการเกิด โอกฺกันติ =(อิต) การเข้าไป, การปฏิสันธิ, ความหยั่งลง,การปรากฏ โอกฺกันติก=(คุณ) เกิดขึ้นบ่อยๆ, เกิดขึ้นอีก ถ้าเกิดความยินดี(ปีติ)ต่อก็จะทำให้ทำเกิดความต่อกันขึ้นจึงเกิดยาวต่ออีกเป็นระยะๆยังไม่ขาดตอน เกิด-เกิด-เกิดต่อๆกันไป ไม่มีขาดการเกิด จึงชื่อว่า โอกฺกันติก เราต้องควบคุมการเกิดให้เป็นโพชฌงค์อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญชาติที่เป็นโพชฌงค์ ต่อเนื่องไม่ให้ขาดกระแสโลกุตระ ไม่ให้กระแสโลกียะมาแทรก ก็จะเข้าไปสู่การเกิดอย่างนิพพัตติ นิพพัตติ คือ เข้ากระแส สั่งสมโลกุตระไปเรื่อยๆ จิตเราต้องสั่งสม โสตาปันนะ สั่งสมอวินิปาตธรรม คือเข้ากระแสอย่างน้อย หนึ่งในสี่ส่วน (ส่วนแรก 25 %คือโสตาปันนะ - ส่วนสอง 50 %คืออวินิปาตธรรม - ส่วนสาม 75 %คือนิยตะ- ส่วนสี่ 100 %คือสัมโพธิปรายนะ) จะสั่งสมเป็นนิพพัตติ ก็สั่งสมความเกิดที่เข้ากระแสไปเรื่อยๆ ถ้าเต็ม 50 ถือว่าเข้าขีด ถ้าเลย 75 แปลว่าเที่ยงแน่นอนจะเจริญถาวรมั่นคงไปเรื่อยๆ เป็นนิยตะ ถ้าถึง 75 ก็คือถึงสัมโพธิปรายนะ คือไม่มีตกต่ำไปสู่นิพพานแน่นอน นี่คือการสั่งสมธาตุจิตให้เป็นธาตุเจริญสุดท้ายไปถึงอภินิพพัตติ อภินิพพัตติ คือ การเกิดที่เลิศยอดที่สุด ถือว่าเป็นอรหัตมรรค อรหัตผลได้เลย การจะให้จิตปฏิสนธิ อย่างโอกกันติ หรือเข้าไปในทิศทางที่ควรเป็นจะทำอย่างไร ต้องมีภูมิปัญญารู้ สุกตทุกก ฏ านัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก แล้วพากเพียรปฏิบัติ จะต้องทำปัจุบัน เท่านั้นที่เป็นตัวแปรให้ไปสู่โลกียะหรือโลกุตระ จะเจริญหรือเสื่อม อย่างหมู่กลุ่มเราพาทำ จะให้เจริญได้ต้องรู้ทุกกรรมกิริยา โดยเฉพาะในจิตที่เป็นประธานให้จิตสั่งสมปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต และปัจจุบัน ถ้าเราอยากทำให้ชาติหน้าเที่ยงแท้ให้ได้ ทำให้อนาคตเที่ยง ด้วยการศึกษาด้วยความจริงที่เราจะพยากรณ์อนาคตตั ว เองได้ เรื่องอดีตเป็นตัวสั่งสม แต่ปัจจุบันคือการเกิด เมื่อเราได้ชัดเจน ได้สังวรระวังกรรม ตามบารมี อย่าตะกละตะกราม ต้องทำตัวแปรในปัจจุบัน อ่านเวทนาให้เป็น ทำเวทนาในเวทนา รู้จักสราคะ สโทสะ สโมหะ เราอ่าน ตักกะ วิตักกะ ว่ามีกามหรือพยาบาทมาร่วมปรุงหรือไม่ เป็นอาการโลภะ หรือโทสะ แล้วก็จัดการมันทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ที่เข้ากระแสโลกุตระ เป็นหน่วยกิจที่ทำได้จริงๆ ทำได้ในโลกอบาย ในโสดาบันก็ต้องรู้ฐานะของเรา อ่านจิตของเราจะทำเรื่องนี้ให้ชนะ จนยิ่งมั่นใจว่าคุณปิดอบายได้เลย ศีลของคุณปกติ ไม่อยากฆ่าสัตว์จริงๆ เมื่อก่อนอยากได้มาเลี้ยง มากิน มาฆ่าด้วยพยาบาทก็ตาม ด้วยรักก็ตามในศีลข้อ 1 ในการอยู่กับสัตว์โลก เพื่อนมนุษย์เราก็มีจิตที่เป็นจริงมีเมตตา รู้สึกจริงๆเลยว่าเป็นอย่างนั้น จะมีปัญญาตัดสินว่าสัตว์มันเป็นเพื่อนทุกข์ มันก็เกิดมารับวิบากทุกตัว มันก็แย่เต็มที เราจะไปฆ่ามันอีกทำไม ถ้ามันจะอยู่ทรมานก็ได้ใช้วิบาก แต่ถ้ามันจะมีวิบากดีก็ส่งเสริม แต่อย่าทำให้มันเสียสัญชาติญาณ อย่างเอามาเลี้ยงนั้นเป็นวิบาก เมื่อคุณทำอดีตสั่งสมโลกุตรธรรม เป็นอาริยทรัพย์ จนมั่นใจตามกรอบศีลของคุณ ทำให้ได้อย่างมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ตามเห็นตามรู้ว่าเราได้สั่งสมโลกุตรธรรม มั่นใจว่าศีล 5 เราผ่านแน่นอน เมื่อคืนวาน อาตมา พาไปดูที่ท่าเรือกรมเจ้าท่า มีเด็กๆตั้งเต๊นท์ ก็มีอุปสรรคให้เราพากเพียรอย่าท้อแท้เหนื่อยหนัก เต็นท์ที่เอาไปกางก็ใหญ่คับถนน ใส่เสาไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาในการทำ เสาก็หนักมากแบกกันหลายคน เราดูเรือเรา เราว่าใหญ่แต่เอาไปลงท่าเรือกรมเจ้าท่า เห็นแต่หลังคาเรือ แล้วเรือลงน้ำใหม่ไปเบียดกัน หลังคาบี้อีก เป็นรอยนิดหนึ่ง ก็ดูแล้ว มันจะครื้นเครงไหมนี่ ดูชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่องว่ามาทำอะไรกัน แต่ไม่เป็นไร เราก็บุกเบิกไปก่อน แล้วตรวจดูว่าเราจะให้ประชาชนมาใ ส่ ใจทิศทางนี้ มันดีไหม อาจจะไม่ครื้นเครง ได้นิดหน่อยก็ดีใจเราแล้ว ตามประสาเรา ปีนี้ได้เท่านี้ ปีหน้าก็ตั้งใจให้ดีกว่าเดิม ส่วนกระแสทางโลกเขาก็เพลาลง ในระดับผู้ว่าฯก็รับปาก แต่เอาเข้าจริงก็ให้รองผู้ว่าฯมา เพราะผู้ว่าฯติดงาน แต่เราก็ยิ่งต้องเต็มที่ เพราะอีกทางลดทอนเรายิ่งต้องเพิ่ม เมื่อเราแน่ใจว่าเป็นสิ่งดี ตอนแรกเราไปมีเศษแก้วมากมาย แต่พวกเราก็ทำให้สะอาดเอี่ยมดี เราทำเต็มที่ สินค้าก็ดูกระจิบกระจ้อยน้อยเดียว แล้วคนจะรู้สึกว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นหรือไม่ สินค้าเราไม่ใช่สินค้ามอมเมา เป็นสินค้าจำเป็นมีคุณค่า ของเราไม่แบรนเนม แต่คนย่านนั้นมีหลายกลุ่ม มีพวกสลัมด้วยเขาอาจตื่นตัว ของเราเป็นสาระ เป็นประโยชน์ เขายังไม่ทิ้งฐานราก เป็นฐานของดินอยู่ เราตรวจดูว่าเราได้ทำสั่งสมให้อดีตเราเที่ยงแท้แน่นอนหรือไม่ จนกระทั่งว่าเกิดมาเราก็ยังมีภูมิโสดาบัน ขึ้นไปอยู่หรือไม่ ถ้าทำได้อย่างไม่มีตกต่ำก็ไม่ต้องให้ใครมาดูหมอหรือพยากรณ ์ หรอก ในอวิชชา 8 ใน 4 ข้อแรก คือ ไม่รู้ในอริยสัจ 4 ในข้อที่ 5 คือ ไม่รู้ในอดีต ถ้าเรารู้ เราก็สั่งสมอดีตที่เป็นโลกุตระ ในข้อ 6 เมื่ออดีตและปัจจุบันเป็นโลกุตระ อนาคตก็ต้องเป็นโลกุตระแน่นอน ในข้อที่ 7 คือไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต ถ้าสั่งสมหน่วยกิจของจิตในจิตจนเป็นสอุตรจิตที่ดี ไม่ตกต่ำ เอาสูตรของโสดาบันไปใช้ในสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ได้ ในแต่ละเหตุปัจจัย ยิ่งเป็นอเสขบุคคลในโพธิสัตวภูมิ เช่น เข้ากระแสอปุญญาภิสังขาร คุณก็มีหน้าที่ทำอเนญชาภิสังขารเรื่อยไป คือทำความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ให้แน่นหนา ไปเรื่อยๆ โดยการกระทำ ทั้งกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะใจ ส่วนเสขบุคคลก็ทำให้เที่ยงได้ ตั้งแต่อนาคามี ยิ่งอรหันต์ยิ่งเที่ยง ยิ่งตั้งมันไม่หวั่นไหว เป็นนิจจัง ธุวัง สัสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง มีข้อที่ 8 คือไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต ต้องทำให้ชัดเจน ตัวปัจจุบันคือ ตัวสร้างให้อดีตเป็นอนาคต ตัวปัจจุบันคือ ตัวสร้างให้อดีตเป็นอนาคต เรามีผัสสะเป็นปัจจัยทุกปัจจุบัน เราก็อ่านวิญญาณทางทวาร 6 แล้วรู้เวทนาในเวทน า 108 ต่อเนื่องไป ในมโนปวิจาร 18 ซึ่งมีส่วนแยกสำคัญคือ เนกขัมมสิตเวทนา หรือเคหสิตเวทนา ในพระไตรปิฏกแปลเวทนาที่เป็นเคหสิตะว่า ทุกข์หรือสุขที่อาศัยเรือน ซึ่งแปลไม่ถูกสภาวะ ที่จริงเคหสิตะคืออารมณ์อย่างชาวโลก อย่างผู้ครองเรือนทั่วไป ส่วนเนกขัมมะคือผู้ที่ทำออกจากกิเลส เราอ่านออกหรือไม่ ว่าขณะสัมผัส เราได้ทำเนกขัมมสิตะอยู่ตลอดทุกปัจจุบันหรือไม่ มีการปรับสังขาร ( ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโส อ ภินิโรปนา ) แม้ทำไม่ได้ตลอด แต่ว่าทำได้เท่าไหร่ ถ้า 70 - 80 % 7 วันก็บรรลุอรหันต์หรือได้อนาคามีเลยทีเดียว เราสามารถสั่งสมอดีตอย่างที่เรียกว่าในอนาคตไม่ไปในทุคติแน่นอน เราจัดสรรกรรมเราเองเลย หลายคนมาปลุกเสกฯและก็ทำเตรียมงานตลาดอาริยะไปด้วย มันก็หนักขั้น แต่เรามีปํญญารู้ว่าเราทำเพื่อใคร เราได้ปฏิบัติธรรมหรือไม่ ทุกกรรมกิริยาเราได้พากเพียรฝึกฝน ดังนั้นในอนาคต เราจะเป็นอย่างไร การพยากรณ์คือการรู้ด้วยภูมิปัญญา มีหลักฐานอ้างอิง สิ่งโยงใยพร้อม นี่คือการหยั่งรู้อนาคต และอดีต ก็ตั้งใจพัฒนาตนเอง เป็นธรรมะในวันส่งท้ายงานปลุกเสกฯครั้งนี้ ขอบคุณพวกเราที่เป็นลูกหลานมาช่วยกันจัดงาน ยิ่งกว่าขอบคุณอีก เรายังจะมีงานที่เราจะทำอีก วันนี้เราก็จะพยายามจัดแจงเรือลำสุดท้ายออกไป ส่วนเรือ 2 ลำที่ไปกรมเจ้าท่าแล้ว ก็เป็นเรืออาหารและเรือสินค้า ก็มาช่วยกันทำ เราไปแสดงธรรมของความเสียสละ เป็นพฤติภาพที่หายาก จะบอกว่าแสดงก็ด้วยมีกิเลสนิดๆหน่อย ก็เป็นการแสดงสิ่งดี ถ้าจะฝืนบ้างแต่ดีก็ควรทำ ได้ลดกิเลส ใครจะมีความยินดีชื่นใจ ก็อย่าให้มันหลง ให้มันเป็นอุพเพงคาปีติ พอประมาณ จะไม่ให้มันมีความยินดีพอใจเลยไม่ได้ จะมี ทรถ คือความกระวนกระวายใจ กังวล ว่าเราทำดีจะไม่ได้ดีนั้นเป็นธรรมชาติ อย่าไปกังวลมาก นี่คือทุกข์สุดท้ายของอาริยะ คือทำดีแล้วกลัวจะทำได้ไม่ดี อย่างอรหันต์ใหม่จะกังวลเป็นอนุพุทธะ ไม่ใช้ทุกข์โลกียะ เป็นทุกข์ระดับโลกุตระ เป็นทุกข์ที่จะไม่มีใครอธิบายให้คุณหรอก ทุกข์อย่างนี้เรียกว่า ทรถ แปลว่าความทุกข์ ความลำบาก ความกังวล ความกระวนกระวายใจ แม้พระขีณาสพก็เป็นได้ เพราะเป็นกรรมการงานที่ไปช่วยเขา ไม่ได้หวังอะไรได้มาหรอกแต่เป็นสภาวะที่กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี แต่อยู่ในฐานเจโตสมาธิ ของอเสขบุคคล มาถึงงานที่เราจะทำเป็นงานวันสุกดิบ จะทดลองงาน เราเตรียมงานมาเกิน 6 วัน 1 . วินิจฉัยบุคคล คือพวกเรา ว่าจะทำงานได้แค่ไหน 2 . วัตถุ 3 .จิตวิญญาณ ว่าจะมีเรี่ย ว แรง ความฉลาดได้แค่ไหน เมื่อปฏิบัติไปสู่สังคม แล้วจะมีผลอย่างไร สืบต่ออย่างไร ก็จะได้ดูต่อไป เราทำงานเพื่อสร้างสรร เพื่อให้ก้าวหน้าพัฒนาไป เราไม่ได้ทำงานทำลายโลก เราทำงานช่วยโลก(โลกานุกัมปา) ไม่ใช่พูดแต่ปาก มีความซับซ้อนว่า พวกเรามามักน้อยสันโดษ จะไม่มีมากหรอก แต่จะมีน้ำใจมาก เราจะสะสมกำลังได้มาก เป็นพลังวิมุติ และพลัง 4 ที่มีจริงเป็นจริง เมื่อคืนท่านหนักแน่นอุทานว่า ผมเพิ่งรู้สึกว่าเมื่อก่อนเห็นคนนั่งกินเหล้าริมแม่น้ำ รู้สึกว่ามันไร้สาระเหลือเกิน อาตมา ว่าจิตท่านเจริญมีภูมิปัญญาขึ้น ซึ่งแต่ก่อนดูเราก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ นี่คือจิตจริง ที่มันเกิดจริง รู้สึกจริง เป็นเวทนา เป็นสำนึก เป็นปัญญาที่เข้าใจจริงๆ รู้สึกจริง เราดูโลกอย่างไม่รังเกียจหรือข่มเขา เขาทำไม่ดีก็น่าสงสารแล้ว เราต้องเห็นสงสาร คืออยู่ในความวนเวียน ในวัฏฏะ เราก็รู้สึกสงสารเขา คือคนตกต่ำ คนไม่ดี คนไม่ดีไม่ใช่คนน่าด่า น่าถล่มทลาย แต่เป็นคนน่าสงสาร เราจะรู้สาระอย่างท่านหนักแน่นอุทาน จิตเราจะเห็นจริงเป็นจริงเลย แต่ก่อนเราไม่รู้ ยิ่งพวกล่าลาภ ยศ สรรเสริญ ยิ่งชัดเจน ยิ่งเขาหลงใหลทุจริตไปเรายิ่งเห็นว่าเขาน่าสงสาร เขาดำตฤษณามาก ไม่มีทางให้แสงสว่างเขาเลย ดังนั้นเราต้องหันมาทางธรรมให้มาก เราเอาไม้สั้นไปรันขี้มาแล้วเหม็นมาก เพราะเราตัวเองแค่ไม้สั้น ก็รู้ว่าขี้มันเหม็นจริงๆ แตกหึ่งเลย เราก็คิดว่าเราจะลดบทบาทลงมา เราจะปรับท่าทีหน่อย บอกให้รู้ให้สัญญาณ ได้ข้อสรุปในสัดส่วนที่จะประมาณแล้ว จะมาทำงาน ด้านธรรมะให้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าหยุดเลย พวกเราจัดตลาดอาริยะจะรู้ประมาณว่าของสิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนจะขายให้ใคร และพวกเราที่มีความรู้มากมาช่วยกันจัด ก็อย่าเอาแต่ใจไปทะเลาะกัน เพราะคนรู้มากก็มักอยากให้เอาอย่างที่ตนเห็นว่าดี ก็ให้สามัคคีอย่าทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าท่านไม่นั่งรถที่ใช้สัตว์ลากจูง แต่ อาตมา มาในยุคนี้จำเป็นต้องอนุโลมใช้รถ อาตมา ประมาณตามภูมิ สิ่งหนึ่งที่จะวานช่วยกันดูแลคือ ที่นี่เป็นเมืองพุทธ เวลาเราจัดงานจะมีคนแอบ เอาเนื้อสัตว์ หรืออย่างอื่นที่เราห้ามมากินมาเสพ แต่เราอย่าไปจัดการรุนแรง เราต้องใช้ศิลปะในการบอก คนจะมาจีบกันก็จะมี เราก็ต้องใช้ศิลปะในการห้ามการบอก ใครทนไม่ไหวจะหลุดก็ให้บอกคนอื่นไปบอก สรุปแล้ว อบายมุขแม้แต่เนื้อสัตว์พวกเราก็ช่วยกันดู และกำชับอีกว่า อย่าไปเคร่งกับเขามาก อนุโลมได้ก็ทำ ให้ใช้ศิลปะในการบอก ถ้ามือหนึ่งในการประมาณเราบอกก็ยังไม่ได้ก็ต้องยอมเขา เราก็ช่วยกันทุกอย่างกล่าวโดยอ้อมแล้วพวกเราก็ประมาณทำกัน อย่าไปเคร่งครัดมากไป เราก็เก็งกันไปก่อน อาจไม่ถึงขนาดนั้น เพราะแดดเราก็จัดจ้าน ที่จอดรถเราก็ไกล ต้องเดินมาไกลมาซื้อของ คนเราทุกวันอินทรีย์พละอ่อน มอเตอร์ไซค์ปากซอยจึงรวย เพราะคนอ่อนแอไม่ยอมเดิน แต่ของเราทางก็ไกลแดดก็ร้อน แล้วถ้าตามรายทางเราจะมีร้านรวงตลอด คนก็จะรู้สึกว่าระยะทางมันสั้น แต่นี่ร้านรวงเราก็ห่างกันมากเลย ก็เพราะพวกเราไม่มาช่วยกัน ก็ปล่อยให้ทำกันตามประสีประสา ก็ไม่ว่ากัน (ที่จริงก็ว่าไปนิดหนึ่ง) ถ้ามาช่วยกันก็จะเป็นพลังสร้างสรร ใครมีทุนรอนแรงงานก็มาช่วยกัน แม้เป็นคนนอกก็มาช่วยกัน ปีนี้อาจไม่สมบูรณ์ ปีหน้าก็ตั้งใจใหม่ เราเดินมาถูกทางแล้ว เอากสิกรรมเป็นหลัก ปีนี้ก็ยังไม่เต็มที่ แม้แต่ทานตะวันก็ออกดอกพอดี วันนี้เราจะเอาแพทานตะวันไปโชว์ มีที่ปลูกด้านตะวันออกของหาดแนมตะเว็นด้วย แต่ปีหน้าเราจะปลูกต้นแก่นตะวันแทน สวยน้อยกว่าทานตะวันนิดหน่อย แต่แก่นตะวันมีหัวกินได้ ออกดอกนาน 60 วัน เพราะฉะนั้นปีหน้าเราใช้แก่นตะวันแทน ปลูกแพแก่นตะวัน ทำไร่แก่นตะวัน เราปรุงแต่งให้ได้สัดส่วน ชักจูงให้เขามาสู่ สัปปายะ 4 ( เสนาสนะ อาหาร บุคคล ธรรมะ) เราก็จะช่วยคนได้มากขึ้น ในการ พาณิชย์บุญนิยม คือเครื่องอุปโภค แม้แต่สถานที่ที่เราจะตกแต่งเราไม่ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่เหมือนดิสนีย์แลนด์หรือลาสเวกัส แต่สถานที่เราจะทำให้เขาอยาก เขามาเป็นนักศึกษา ให้มี convergent นำไปสู่นิพพาน จะมีองค์ประกอบอย่างนี้ จะมีส่วนจูงนำชี้นำ (convergent)ไปสู่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง เราสร้างหิน สร้างต้นไม ้ เราสร้างห้องส้วมกางเกงยีนส์ ซึ่งยีนส์นี่ที่จริงเป็นกางเกงชาวนา แต่ทุกวันนี้มีร้านขายกางเกงยีนส์ที่เก่าขาดปะ ถือว่าสุดยอด โก่งราคาให้แพงๆ เขาเอายีนส์มาดู แต่เรา เอามาทำส้วม ซึ่งเขามีแนวโน้มดี ไปสู่ความเก่า ความปะ ขาด ชุน แสดงถึงความมัธยัสถ์ เป็นลักษณะชาวนา ดีกว่าไปเอาเวอซาเช่ วิตตองอะไรพวกนั้น เราจะมีหินน่าทึ่ง อย่างท่านคมคิด เนรมิต M onolith จำลองเป็นหินก้อนเดียว ซึ่งเราก็จะสร้าง Monolith sanctuary เราจะทำขึ้นมาใหญ ่ กว่านี้ ส่วนผาแหงน ที่ทำขึ้นมาคนมาเห็นก็จะว่าเอาหินก้อนใหญ่ไปอยู่บนนั้นได้อย่างไร อย่างต้นพิลึกพิลั่น ก็เอารากมาชี้ขึ้น ก็จะเป็นสถาปัตยกรรม ปฏิมากรรม จิตกรรม ซึ่ง อาตมา เป็นศิลปิน ก็จะจัดองค์ประกอบ ให้คนมาชมก็จะไม่เหมือนกับของทางโลกเขา ของเรามีคอมเพล็กซ์ก็จะไม่เหมือนของเขา อีกอันที่มีคนให้ อาตมา บอก คือเรื่องที่ทางบ้านราชฯ คือ อาตมา ขอแลกเอาบ้านปฐมอโศกมาทำเป็นศาลาสุขภาพ และให้ปฐมอโศกเอาบ้าน ชนะกุล แทน มันเป็นดำริของ อาตมา แต่ชาวปฐมอโศกมีบางคนติดใจว่า ถ้าเป็นความคิดของ อาตมา จะไม่ติดใจ แต่ถ้าเป็นความคิดอื่นไม่เห็นด้วย อาตมา ว่าให้อ่านจิตดีๆ จิตอย่างนี้ไม่ควรให้มีในใจเรา ให้ล้างออกไป ถ้าเป็นความคิดที่ดีที่เหมาะสมก็ควรอนุโมทนา ไม่ว่าจะเป็นความคิดใครก็ตาม ถ้าเหมาะสมดีก็ควรอนุโมทนา ก็ให้ลดตะปูตรึงใจอันนี้เสีย ขอจบด้วย โศลกที่ว่า "ไม่กังวลกับความร่ำรวย ไม่หิวโหยกับความบันเทิง ไม่ปราถนาความเป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีปัญหากับความเครียด ชีวิตจึงไม่ขาดแคลนความเบิกบาน" ขอให้ประสบผ ล ย่างที่ว่าทุกคน เจริญธรรม ...............จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน