การบ้านการเมืองของชาวอโศกเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
การบ้านการเมืองของชาวอโศกเป็นเช่นไร พ่อครูว่า…งานอโศกรำลึกและบูชาพระบรมสารีริกธาตุของเรา ซึ่งเป็นงานประเพณีสำคัญของชาวอโศกครั้งนี้ก็ปฏิบัติประพฤติกันมาเป็นครั้งที่ 40 ไม่ใช่น้อยแล้วนะปีละครั้ง เคยวรรคเว้น ไม่ได้ทำ มีปีหรือสองปี เราเคยไปทำถึงกลางถนนก็เคย ตอนที่ไปทำงานช่วยชาติ เราไปติดอยู่กลางถนนราชดำเนิน ไปประท้วงแบบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ ที่เราได้พากันไปทำ ก็ขอขยายความประเด็นนี้ ในวันอโศกรำลึกนี้ หลังจากที่อาตมาเทศน์ก็จะมีข่าวเด่น ชาวอโศก รวบรวมกันมาตลอดปี ท้าวความถึงงานการเมือง งานการเมืองก็ดี งานการบ้านก็ดีหรือจะแยกภาษาว่าเป็นงานทางธรรม ธรรมะต้องอยู่ทั้งการบ้านและการเมือง ธรรมะไปขาดจากการบ้านไม่ได้ ธรรมะขาดจากการเมืองก็ไม่ได้ ในความหมายที่เป็นเนื้อแท้ของคำว่าการบ้านการเมืองคืออะไร การบ้านก็คือเรื่องของบ้านๆ ยังไม่รวบรวมถึงส่วนรวม ถ้าเรียกว่าการเมืองก็คือของส่วนรวมกันทั้งประเทศ การเมืองคือพฤติการณ์ของมนุษยชาติสังคมรวมทั้งประเทศ เรียกว่าการเมือง ถ้าการบ้านก็เฉพาะพฤติการณ์นั้น รวมเฉพาะกลุ่มใด การบ้านของบ้านบ้านหนึ่งครอบครัวหนึ่งก็เป็นของครอบครัว ต้องรู้จักตัดแต่ละปริเฉท ให้การบ้านสงบเรียบร้อย อบอุ่นสงบเจริญดีมาก ก็แล้วแต่บางครอบครัวก็ครอบครัวแตกแยก ครอบครัวแตกสลายไม่สงบเดือดร้อนวุ่นวายทะเลาะกันตีกัน แตกแยกกันก็ว่าไป ก็เป็นของจริง พฤติกรรมจริง ของคนในแต่ละสังคม ตั้งแต่เริ่มจาก 1 บุคคลถึง 2 บุคคลก็เริ่มต้นเป็นสังคม 3 บุคคลก็เกิดไซคลิก 4 5 6 7 8 ก็เป็นสังคมกลุ่มที่โตขึ้นมากขึ้น จนถึงเป็นล้าน หลายล้านเป็นพันล้าน ตอนนี้ประชากรประเทศสูงสุดก็มีพันกว่าล้าน ประมาณ 1,400 ล้าน อินเดียกับจีนไม่รู้ใครมากกว่ากัน การเมืองที่อาตมาพาทำมา มันถูกพวกมิจฉาทิฏฐิ พวกที่มีเล่ห์เหลี่ยม
อ่านต่อ
มากรอกความไม่จริง เป็นความเท็จ ความขบถ ความไม่ถูกต้องบอกว่าการเมืองกับธรรมะไม่ต้องมายุ่งกัน แยกการเมืองกับธรรมะออกจากกัน นี่เป็นเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองตัวเลวร้าย ก็เป็นแต่เพียงว่าขยายความกันมาหลายทีแล้ว ถ้าสังคมไหน การบ้านก็ตาม การเมืองก็ตาม ถ้าไม่มีธรรมะแล้วมันจะอยู่สุขอย่างไร เข้าใจบ้างสิ แค่นี้เข้าใจไม่ได้โง่ตายซะ แค่นี้เข้าใจไม่ได้ใช่ไหม คำว่าธรรมะหมายถึงอะไรก็ไม่ต้องอธิบาย ไม่มีคุณธรรมไม่มีธรรมะมีแต่อธรรม อยู่ในบ้าน 2 คนมันก็แย่แล้ว มีแต่อธรรมทั้งคู่ มันจะเป็นอยู่สงบจะอยู่สบายอบอุ่นได้อย่างไร มันก็เดือดร้อนกันตลอดกาลนาน ยิ่งเป็นระดับประเทศโดยเฉพาะระดับโลก ระดับโลกก็จะมีเครือข่าย เป็นนานาชาติระดับชาติที่รวมกันจับมือกันผสมผสานกัน แม้จะมีอะไรต่างก็พยายาม มันบังคับไม่ได้ในสิ่งที่มันมากอย่างขึ้นไปแล้ว จะบังคับให้เหมือนกันเลยไม่ได้ ตั้งแต่วัตถุรูปจนไปถึงนามธรรม การยึดถือในจิตใจ จะไปบังคับกันทีเดียวไม่ได้ มันก็ต้องอนุโลมปฏิโลมให้มันกลมกลืนพอจะประสานกันได้ เรียกว่ากลมเกลียวกลมกลืนกันได้ อย่างพอสมควร มันถึงขั้นสงบ ก็ถึงจะใช้ได้ ที่นี่การเมืองของพระพุทธเจ้าอาตมาได้พยายามพูดโยงไปถึงขั้น แม้แต่ยุคพระพุทธเจ้าก็มีประชาธิปไตย สมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย เพราะเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นยุคทาส เป็นยุคที่ไม่มีสิทธิมนุษยชน เขายังไม่เข้าใจสิทธิของทาส ไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนที่ควร บริหารปกครองกันทั่วโลกก็ยังไม่เข้าใจ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านผ่านยุคกาลไม่รู้กี่กัปกีกัป กัปที่เจริญเป็นประชาธิปไตยขั้นก็ผ่านมาแล้วแต่ยังไม่มีภาษา ท่านก็เลยไม่ได้ตรัสคำว่า ประชาธิปไตย ท่านตรัสแต่คำว่าธรรมาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยโลกาธิปไตยกับอัตตาธิปไตย โลกา หมายถึง องค์รวมของมวลชาวโลก เกี่ยวกันรู้จักกันสัมพันธ์กัน ตกลงกันว่าจะทำความร่วมมือกันเรียกว่าโลก ก็ให้โลกมันสงบ ก็เกิดจากอัตตาของแต่ละคน ต้องมีปัญญาต้องมีเจโต ต้องมีศรัทธาที่จะทำได้ในคน ต้องประกอบด้วยศรัทธากับปัญญา เป็นแรงพลังงาน 2 อย่าง พลังงาน static dynamic ที่จะต้องทำงานร่วมกัน พลังงาน static เป็นพลังงานบวก พลังงาน dynamic เป็นพลังงานลบ ต้องประกอบกันเป็นพลังงาน 2 อย่างที่จะร่วมทำให้เกิดปฏิกิริยาเรียกว่าพลังงานนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดพลังงานอะไร ต่างคนต่างนิ่ง มันก็นิ่งเฉยไม่เกิดพลังงานอะไรขึ้นมา มันเกิดพลังงานและต้องเป็นพลังงานที่ต่าง จึงจะทำงานได้อย่างดีมีความเจริญ ถ้าอย่างเดียวกันเป็นหนึ่งเดียวกันมีแต่เสื่อมกับเสื่อมถ้าอย่างเดียวกันเหมือนกันเลยก็มีแต่เสื่อม มันต้องมีภาวะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญจึงจะทำให้เจริญขึ้นได้ ความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า แม้ยังไม่มีพยัญชนะตั้งเป็นประชาธิปไตย ก็จะเอาอธิปไตย 3 ธรรมาธิปไตย โลกาธิปไตย กับอัตตาธิปไตย มีธรรมเป็นตัวกลาง คุณธรรมเป็นคุณวิเศษ ยุคพระพุทธเจ้าก็มีคุณวิเศษ ถ้ามีธรรมนูญก็เป็นกฎหมายกลาง กฎหมายรวม หลักเกณฑ์รวมธรรมนูญ ผู้ใดศรัทธาธรรมนูญ ทั้งทุกประเทศมีกฎหมายรวมเป็นธรรมนูญทุกประเทศ นอกจากว่ากฎหมายธรรมนูญก็มีไป แต่อำนาจบาตรใหญ่ของฉันเป็นเผด็จการนั่นแหละ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้เดี๋ยวนี้บางประเทศก็ยังมีอยู่มากน้อยก็แล้วแต่ ยกตัวอย่าง เกาหลีเหนือเป็นคอมมิวนิสต์เต็มเหนี่ยว เผด็จการด้วยคนเพียง 1 คนเป็นใหญ่ นอกนั้นต้องฟังคนนี้คนเดียว เป็นอย่างนั้น เมื่อพวกเราได้เข้าใจ อาตมาได้นำพาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาใช้ เป็นประชาธิปไตยที่มีพลังงานทั้งคุณธรรมที่เป็นคุณวิเศษ ต้องเรียกคุณธรรมนี้เป็นคุณวิเศษคือ อุตตริมนุสสธรรมเป็นโลกุตรธรรม ที่เข้าใจ ซึ่งเดี๋ยวนี้เขาก็ยังเข้าใจกันไม่ได้ อย่างเช่น นักรัฐศาสตร์ อาตมาจะพูดอย่างไรเขาก็ยังมึนตื้อ เขาบอกว่าอาตมาเป็นตัวตั้งตัวตีเอาอันนี้มาใช้ อาตมาว่าจะมาเอาจากของพระพุทธเจ้ามาใช้ การปฏิวัติรัฐประหาร ใช้ศัพท์สมัยใหม่ ปฏิวัติหรือรัฐประหาร ประหารอะไร ประหารรัฐบาลทรราชย์ ไปปฏิวัติล้มรัฐบาลทรราชย์ ปิด ที่บริหารปกครองไม่ดี ตั้งแต่ทักษิณซึ่งมันก็ยังไม่เข้าร่องเข้ารอย ทักษิณก็ยังต้องมีเชิงจะใช้ทหารเข้ามาปฏิวัติ ทำทีเป็นมาปฏิวัติ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ก็ทำทีเป็นปฏิวัติ แต่ก็ไม่ได้ยิงอะไรให้เขาบาดเจ็บเลย ประชาชนก็ประท้วงเป็นหลัก พอชนะแล้วประชาชนก็เฮโลเอาดอกไม้ไปใส่ปลายปืน ไม่ว่าจะเป็นรถถัง ปืนใหญ่ ปืนเล็ก ก็แล้วแต่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการที่เห็นกันได้ชัดเจน บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์มา จากนั้นก็ค่อยๆเข้าใจพลังงานมวลรวมของประชาชนที่มีคุณวิเศษ คือ เอาความสงบมาไล่ความรุนแรงความเลวร้าย เอาความถูกต้องมาไล่ความผิด เอาความถูกต้อง เอาความดีงามเข้ามาไล่ความเลวร้าย ความผิด ความไม่ถูกต้องความทุจริตกรรมต่างๆ ที่เขาประพฤติ นี่เป็นเรื่องจริงของตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่พวกเราออกไปพ.ศ.2549 นำออกไปเลยคนก็วิจารณ์ อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งรวมแล้วใช้เวลา 2549 ถึง 2557 จึงสิ้นสุด มันก็มีเว้นวรรคพักยกบ้าง ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ มาสมัคร มาสมชาย จากสมชาย ก็มาอภิสิทธิ์ แล้วถึงมาเป็นยิ่งลักษณ์ พอยิ่งลักษณ์ก็หมดจบ เป็นการล้างบาง ตั้งแต่นั้นมาก็เป็นอันว่าประชาชนปฏิวัติได้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่า พลเอกประยุทธ์ได้นำรถถังได้นำปืนมายิงอะไร ไม่ใช่ ประชาชนปฏิวัติเรียบร้อยแล้วสงบเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการ เตรียมพร้อม อาวุธยุทธภัณฑ์ รถถังออกมา อย่างไรก็ไม่ได้ปฏิบัติการอะไรเป็นเรื่องรุนแรงเลย มันก็เป็นเพียงองค์ประกอบ ทั้งๆที่โดยพฤตินัยต่างๆ นิวัฒน์ธำรงก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรแล้ว ซึ่งเขาเป็นผู้รักษาการนายกฯ มันก็ไม่มีอำนาจอะไร เขาก็ไม่มีสิทธิ์อะไรเป็นแต่เพียงให้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น พลเอกประยุทธ์ ก็มาทำเป็นสัญลักษณ์ พูดกันอย่างสุภาพเสร็จจบ ก็ประกาศต่อโลกตามวิธีการที่เคยทำ เสร็จแล้วพลเอกประยุทธ์รักษาการหัวหน้าผู้รักษาความสงบก็ขึ้นไปทำหน้าที่ ประชาชนก็เป็นประชาชนจริงๆที่เป็นประชาชนชั้นสูง ไม่มีใครเข้าไปแย่งอำนาจของนายกประยุทธ์ ไม่มีแม้แต่พวกเราจะมีทหารอยู่ด้วย แม้จะเป็นทหารเก่าเป็นพลเอกเหมือนกัน ยังพลตรีจำลองก็อยู่ในสวน พลอากาศเอก พลเรือเอก ก็มีอยู่ในหมู่พวกเราช่วยกันปฏิวัติ มีพลเอกปรีชาขึ้นไปบนรถ 6 ล้อ ประกาศยึดอำนาจแล้วให้ปลัดกระทรวงอธิบดีต่างๆมารายงานตัว อาตมาจำได้ไม่มีใครเข้ามา พลเอกปรีชาแสดงตามจารีตประเพณีวัฒนธรรมของการปฏิวัติเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ก็ไม่ได้ตั้งกันหรอก มันเป็นโดยอัตโนมัติ ก็ไม่มีใครมาไม่มีก็แล้วไปก็เลยต้องมาประท้วงต่อ จนกระทั่งเด็ดขาดอีก ทำฎีกาขึ้นไปถวายทูลเกล้า หอบฎีกาไป พูดทวนแล้วก็ขำๆอยู่ในใจ โอ้ย มันเหมือนคนบ้านนอก เศรษฐีบ้านนอก อยากแต่งสวยก็แต่งเด๋อด๋าไป มันมีทรัพย์แต่ว่ามัน บ้านนอกเชยๆ ไม่เข้าหลักเกณฑ์เขา เจ้าหน้าที่เข้ามารับฎีกาไป เขาก็บอกว่ามันเป็นฎีกาของประชาชนปฏิวัติไม่เคยมีเขาก็ถือมาคืนเราก็ไปนั่งประท้วงต่อ สนุกจริงๆ ประท้วงกันจนไปนานจนพอสมควร พลเอกประยุทธ์ก็มาสานต่อเราก็ถือว่ามารับไม้ต่อจากประชาชนเสร็จ แล้วเพราะเราก็สบายเลิกกลับนอนบ้านตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ยังไม่ได้ออกไปอีกเลยแล้ว ไม่ต้องออกนะจ๊ะ ดีแล้ว นี่ยังมีพวกกระเหี้ยนกระหือรือทำเป็นอย่างโน้นอย่างนี้หาเรื่องโน่นนี่ต่างๆนานา ส่วนอาตมาก็ดูตอนนี้เหมือนกับนั่งบนภู ดูหมาน้อยกัดกัน ไม่ใช่เสือกัดกันนะ ง้องแง้งๆ พวกหมาๆจะทะเลาะกัน แต่พวกที่เป็นเสือจริงๆจะสงบ ไม่มีปัญหาอะไร สังคมสรุปได้อย่างนี้เลย เพราะเจริญแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ประชาชนปฏิวัติ ด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่ใช้อาวุธ ไม่ใช้ความรุนแรง มีแต่ภาคฝ่ายรัฐบาลทรราชรุนแรงกับประชาชน ส่วนประชาชนไม่มีใครไปรุนแรงกับรัฐบาลเลย สงบเรียบร้อย ยอมให้เขาทำร้ายทำลายจนมีคนตายบ้าง โดยฝีมือของทางรัฐบาลเขา ก็มี Error บ้างต้องขอบคุณผู้ที่เสียสละ เสร็จแล้วก็ประสบผลสำเร็จ แล้วก็ดำเนินการมาตลอดก็เป็นเหตุการณ์ของโลก ที่มีการปฏิวัติโดยประชาชน ใช้ความจริงความถูกต้องเป็นอาวุธ เรียกว่าบุญญาวุธเป็นอาวุธประหาร ใช้ความดีงามความถูกต้องเป็นบุญญาวุธ ยืนยันมีคนไปอภิปรายมีคนไปเอาหลักฐานประกาศยืนยันไขความจริงเราเอาความถูกต้องมาบอกมายืนยันสิ่งที่ผิดเราก็บอกเลยอะไรผิดอย่างไร ผิดมหามหันต์อยางไรก็ว่าไป คำว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ” ประโยคนี้อาตมาเป็นคนพูดขึ้นมา ขออภัยไม่ได้รื้อฟื้น แต่หลายคำที่เป็นวาทกรรมใช้พยัญชนะเพื่อเป็นเครื่องนำในการใช้ร่วมกันปฏิบัติ ที่บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือตั้งแต่ สันติ อหิงสา อโหสิ เขาไม่ยอมรับเอาคำว่าอโหสิ เขาเอาแต่สงบ อหิงสา อโหสิไม่เอา อโหสิ แปลว่า ไม่จองเวรจองกรรมกันต่อ เขาเอาแต่สงบอหิงสาคือไม่รุนแรง แต่ไม่เอาอโหสิก็ไม่ยอม พวกนี้พวกยังหนังจีนอยู่ หนังจีนลูกต้องแก้แค้นให้พ่อ มันก็เป็นเรื่องสามัญที่คนยังไม่สมบูรณ์ด้วยโลกุตรธรรม มันก็ต้องมีบ้างมีผสมอยู่ในพวกเรา อย่างมวลมนุษยชาติ รวมแล้วคนไทยมีภูมิธรรมที่เอาความสงบไปประหารความรุนแรง ร้ายแรง สำเร็จ เอาความสงบไปประหารความรุนแรงได้ จะบอกว่าไปฆ่าเขาหรือ ไม่ใช่หรอกแต่เอาความจริงเป็นเครื่องประหารเป็นการฆ่า ซึ่งมันลึกซึ้งนะเอาความจริงเอาความถูกต้องมายืนยันจนเขาจำนนต่อความจริงถูกต้องว่า คุณนั้นผิดแน่ๆ ที่ถูกมันต้องชนะ ที่ผิดมันต้องแพ้ ต้องหนีออกไปให้คนที่ถูกเป็นผู้บริหารทำงานกับประชาชน แต่คุณไม่ใช่ คุณผิด คุณก็ไป เขาก็ใช้อาชญวิทยาของเขา เขาโกงไปเป็นแสนล้าน ล้านล้าน อะไรอย่างนี้ นี่คือปรากฏการณ์จริงไม่ใช่พูดเล่น phenomenol หลายกาละ หลายพฤติการณ์ หลายปริเฉท เอามาอ้างอิงปรากฏการณ์ในชาติ ประเทศไทยเป็นตัวอย่างอันสวยสดงดงาม ต่อไปในอนาคตถ้าหากประชาชนไม่มีภูมิธรรม ไม่มีคุณธรรม ก็ปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ไม่ได้ แต่เพราะประชาชนมวลส่วนใหญ่ของประเทศไหนมีภูมธรรมของโลกุตระก็จะไม่เอาความรุนแรงฆ่าแกงคนอื่น เพราะฉะนั้นทางโน้นมาแม้ จะเป็นพวกที่อยู่ในอาณัติของฝ่ายรัฐบาล ก็ยังเป็นคนไทยมีคุณธรรมอุตตริมนุสสธรรม เขาจึงไม่กล้า เช่น ตำรวจเขาสั่งให้มาเอาเราให้หมดเลยนะ พวกอโศก พวกกองทัพธรรม กวาดให้หมดเลยนะ ตำรวจสั่งการ ลากโล่ห์มาแล้วนะ แต่เขาทำไม่ลง พวกนี้เขานั่งสงบ นั่งประนมมือและเขาจะทำได้อย่างไร มีเหตุการณ์จริงเรื่องจริงเขาก็ต้องถอยทัพกลับไป เสร็จแล้วมายิงระเบิดใส่บ้าง ก็ลากโล่ห์ถูลู่ถูกังไป รายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องจริงจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยจบ พลเอกประยุทธ์ขึ้นมาก็จึงสมบูรณ์แบบ นี่คือสัจธรรมที่จะบอกว่าเป็นเรื่องของการเมือง เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรม เรียกว่า ธรรมาธรรมะสงคราม ธรรมะก็ต้องชนะอธรรมโดยสัจจะของมัน ถ้าหากอธรรมชนะธรรมะ มันก็ผิดจากสัจจะ ซึ่งมันก็มีอยู่ในโลกหลายประเทศ อธรรมชนะธรรมะ พวกนายทุนพวกอำนาจบาตรใหญ่ก็ใช้อำนาจอธรรมชนะธรรมในหลายประเทศ แต่ละประเทศก็มีธรรมะชนะอธรรมก็อยู่อย่างสงบสบาย อย่างเช่นประเทศไทย เราพูดนี้ไม่ได้ยกย่องตัวเอง ไม่ได้หลงตัวเอง แต่ย้ำยืนยันความจริง อาตมาไม่ได้ยกข้างตัวเองแต่พูดความจริง ย้ำน้ำหนักให้แรงๆทั้งพูดซ้ำซากหลายคราวไม่ได้หมายความว่าอยากอวดอยากอ้าง อยากยกตัวยกตน ไม่ใช่ ไปทำความเข้าใจภาษาที่อาตมาพูด ซึ่งไม่ใช่คำแก้ตัวแต่เป็นคำจริง ที่บอกว่ามันไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ ด้วยสัจจะภาวะแล้วไม่มี feedback อย่างนั้น จิตอ่อนแอจิตไม่ดีจิตไม่ซื่อไม่ตรงไม่มีเลย มันมีแต่จิตที่ตรงๆ จิตใจกล้าหาญชาญชัยธรรมดา จิตอ่อนแอไม่มี มีแต่จิตที่กล้าหาญ สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีจิตอะไรมาเลอะเทอะแปดเปื้อนอะไรเลย ไม่มี สะอาด ก็อธิบายเป็นภาษาไทยนี่แหละ 1. อาตมาไม่เก่ง 2. การใช้ภาษาก็ไม่เก่ง ส่วนภาษาวิชาการ อาตมาก็ไม่รู้ถึง เป็นแค่ไส้เดือนกิ้งกือ ยังไม่ถึงระดับงูๆปลาๆหรอกนะ ก็พูดความจริงไม่ได้ถ่อมตนเกินจริงอะไร ก็ได้ขนาดนี้ ก็ช่วยกันไป พัฒนากันไป สรุปแล้วงานการที่อาตมาพาทำ มันมีการบ้าน การเมืองทำหมด การบ้านอาตมาก็ทำ การบ้าน การสังคม การชุมชน จะบอกว่าระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ยังพูดเต็มปากไม่ได้นะ อาตมาทำงานระดับจังหวัด พอจะพูดเต็มปากได้แต่ขนาดหมู่บ้าน ตำบลก็ยังไม่เท่าไหร่ ไม่กี่หมู่บ้าน ก็ได้แต่ขนาดนี้แหละ พิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ งานอโศกรำลึก ปี 2564