ออกจากโลกนี้สู่โลกหน้าที่ปัจจุบันชาติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ออกจากโลกนี้สู่โลกหน้าที่ปัจจุบันชาติ อาตมาอธิบายโลกนี้โลกหน้าไว้ ต่อ โลกนี้หรือโลกหน้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ว่าเป็นผู้ที่แจกโลกนี้โลกหน้า ประกาศโลกนี้โลกหน้าให้ทุกคนเข้าใจแจ่มแจ้ง สัจฉิกัตวา แจกโลกนี้โลกหน้าให้คนเข้าใจ แล้วก็ไปเปลี่ยนแปลงตนเอง โลกนี้โลกหน้าก็อยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันชาตินี้แหละ ถ้าไปบอกว่าโลกหน้าตายไปแล้ว คนนี้สัสสตทิฏฐิ เป็นคนไม่รู้จักปัจจุบันชาติ ไม่รู้จักกาละ ไม่รู้จักสิ่งที่ควรจะปฏิบัติ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต 3 กาละนี้ กาละที่จริงที่สุดเป็นความจริงคือปัจจุบัน อดีตมันก็ไม่ใช่ อนาคตมันก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ เพราะยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังมาไม่ถึงเลย อดีตมันผ่านไปแล้วด้วย ไปแก้ไขอะไรมันไม่ได้ เป็นอย่างไรมันก็เป็นไปอย่างนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็จะไปงมงาย คนที่ไปนั่งหลับตานี้มีแต่อดีตหรือฟุ้งซ่านไปในอนาคต พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร มีแต่อดีต 18 กับอนาคต 44 ท่านสรุปทิฏฐิต่างๆที่พึงคิดได้ มีอยู่แค่นี้ แล้วก็หลงใหลหลับตา ศึกษาติดยึดโง่งมงายอยู่อย่างนั้น อาตมาว่าแล้วว่าอีก ตำหนิแล้วตำหนิอีก พูดชัดๆก็คือด่าแล้วด่าอีก ก็ยังเฉย ไม่รู้ไม่ชี้เหมือนม้าตด มันตดแล้วมันก็เฉยๆ ไม่เหนียมไม่อายเลย ตดหน้าตาเฉย พูดอย่างไรก็เฉย เฉยนี้ชื่อพ่ออาตมา ไม่กระดิกอะไรเลย ใครที่มีไหวพริบสามารถฟังรู้เรื่องเข้าใจได้ ก็มา หาทางออกพัฒนาตัวเอง เกิดมาชาตินี้ ต้องรู้ ต้องได้รับ สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาไปปฏิบัติสัมมาปฏิบัติ บรรลุเป็นสัมมาปฏิเวธให้ได้ พวกเรานี้โชคดี มีโชค เป็นผู้ที่ได้มาพบสัทธรรมเป็นธรรมะที่ถูกต้องดีแล้ว เป็นธรรมะที่สัมมาทิฏฐิ ที่มีปราชญ์เอกคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเปิดเผยความจริงอันนี้ให้เรารู้เข้าใจและปฏิบัติตาม คนเกิดมานี้คุณจะไปเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ศาสตร์ทางโ
อ่านต่อ
ลกเขาร้อยอย่าง พันอย่าง หมื่นอย่าง แสนอย่าง ศาสตร์ทางโลกเยอะแยะ เดี๋ยวนี้ก็อะไรก็นับเป็นศาสตร์หมดเปิดขนาดไหน มหาลัยต่างๆมีศาสตร์นั้นศาสตร์นี้มาอีกแล้ว แต่ศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ก็คือมาเรียนรู้ตนเอง ศาสดาของเทวนิยมทั้งหลาย เรียนรู้สารพัดโลก ฉลาด ได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งจนประกาศศาสนาตนเอง ศาสนาใดศาสนาหนึ่งแข่งกันอยู่ในโลก ของข้าก็ดี ก็หาบริวารกันแต่ละศาสนาก็ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ตัวเอง รู้สารพัดแต่ไม่รู้ตัวเอง อย่างศาสดาที่เป็นเจ้าของศาสนาใดก็ตามต่างๆ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาบาไฮ ศาสนาซิกข์ ศาสนาอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดที่มี ศาสดาเหล่านั้น เกิดมาแล้วก็ประกาศตัวเองเป็นศาสดาก็สอนผู้อื่น คำสอนนั้นก็ไม่รู้ว่าคำสอนนั้นเป็นของตนเอง คำสอนนั้นคือของพระเจ้าให้มา ตนเองเป็นผู้รับคำสอนของพระเจ้ามา ไม่ใช่คำสอนของตน ขนาดตนเองยังไม่รู้ตนเองว่า จริงๆของตนเอง พระเยซูก็เป็นของท่านเอง พระมะหะหมัดก็ของท่านเอง พระมหาอุราก็ของท่านเอง ของโซโรอัสเตอร์ก็ของท่านเอง ท่านสั่งสมมาเป็น กัมมัสกตา เป็นกรรมของตน ตนเองรับมรดกกรรมของตนเองเป็นทายาทรับมรดกความรู้ของตนเอง ไม่มีของคนอื่น แต่ของตนเองยังไม่รู้ว่าตนเองสั่งสมมาด้วยกรรมวิบากแต่ละชาติ พระศาสนาเทวนิยมไม่มีกรรมวิบาก ไม่รู้จักกรรมวิบาก ตายชาติเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้า เลยไม่รู้แล้วว่าต่อไปคืออย่างไร ต้องเวียนตายเวียนเกิดอีกไม่มี ศาสนาเทวนิยมไม่มี rebirth(การเกิดใหม่) ไม่มีการเวียนตายเวียนเกิด ตายชาติเดียวแล้วไปอยู่กับพระเจ้าไปอยู่ที่สวรรค์ ส่วนใครจะทำให้ไม่ดีพระเจ้าไม่ชอบใจสั่งลงนรกก็ตัวใครตัวมัน ถึงมีแต่การอ้อนวอนพระเจ้า ศาสนาอิสลามก็ทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง ออนวอนพระเจ้า บังคับเลยนะอิสลามวันหนึ่งต้อง 5 ครั้ง ส่วนคริสต์ก็ไม่บังคับถึงขนาดนั้นแต่ก็อ้อนวอนกัน อ้อนวอนเสมออ้อนวอนส่วนตัว ไม่เป็นกิจจะลักษณะ ไม่เป็นพิธีการ อันนั้นจะต้องมีรูปแบบ มีสถานที่ มีวิธีการก่อนจะอ้อนวอน ก่อนจะทำละหมาดต้องชำระตนให้สะอาด ทำให้ขลัง มันก็ดีไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันก็ไม่รู้แล้ว เหมือนทิเบต ทิเบตนั้นหนักกว่าอิสลาม กราบไป นอนกราบ นั่งกราบ กราบกลางถนนรถชนตายก็ไม่กลัว รถก็ต้องคอยระวังเดี๋ยวชนคนกราบเดี๋ยวจะบาป เขาทำดีที่สุดแล้วก็ต้องอนุโมทนากราบไป เต็มไปหมดเลย ซึ่งเป็นชาวพุทธนะ พวกเรานี้มาเรียนรู้ มีวิธีการตามที่อาตมาเป็นผู้รู้ เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร พากันทำอย่างไร มาเรียนรู้ มีโพธิปักขิยธรรม 37 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วก็มีใจนี่แหละควบคุม จัดการรูปนาม นามคือใจ รูปต่างๆคือ 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย พวกนั่งหลับตาไม่มีสัมผัสภายนอกนั้นเลิกเลย จึงจมอยู่ยังน่าสงสารมีอยู่เยอะแยะเลย จึงเห็นว่าเป็นความเสื่อมจากสัจจะพระพุทธเจ้าฟังไม่ออก พอเราเอาสัจจะของพระพุทธเจ้ามาประกาศ ก็จะจัดการเราอีกแน่ะ แต่อาตมาไม่กลัว อาตมาไม่ใช่อสูรกาย ไม่กลัว แต่ไม่ใช่สำนวนคึกฤทธิ์หรอก มันหยาบ 640609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า