ปหาราทสูตร อโศกนานาสังวาสกับเถรสมาคม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปหาราทสูตร อโศกนานาสังวาสกับเถรสมาคม คนที่เลิกอบาย เลิกกามคุณได้มาเป็นลำดับลำดามาเรื่อยๆ ก็เป็นผู้ที่รู้จักความเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในปหาราทสูตร ท่านตรัสไว้ 8 ข้อ อัศจรรย์นะ อัศจรรย์ไม่เคยมีมาเลย มหาสมุทรกับพุทธธรรม 1. มหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับ ลาดไปโดยลำดับ ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่ลึกชันดิ่งไปทันที 1. พระธรรมวินัยมีการศึกษาไปตามลำดับ มีการบำเพ็ญไปตามลำดับ ไม่ใช่มีการบรรลุอรหัตตผลโดยทันที 2. น้ำในมหาสมุทรมีปกติคงที่ไม่ล้นฝั่ง 2. สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ละเมิด สิกขาบทที่บัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต 3. มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพ ย่อมซัดซากศพขึ้นจนถึงบนบกทันที 3. สงฆ์ (ในพระธรรมวินัยนี้)ไม่ร่วมกับผู้ทุศีลและจะขับไล่ให้ไกลจากสงฆ์ 4. มหานทีทุกสาย ไหลลงสู่มหาสมุทร แล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่ามหาสมุทรทั้งสิ้น 4. คนในวรรณะ 4 เหล่า คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร เมื่อออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ย่อมละชื่อและโคตรเดิม รวมเรียกว่าสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทั้งสิ้น 5. แม่น้ำสายใดสายหนึ่งในโลกที่ไหลไปรวมลงสู่มหาสมุทร และสายฝนตกลงจากฟากฟ้า ก็ไม่ทำให้มหา สมุทรพร่องหรือเต็มได้ 5.ในพระธรรมวินัยนี้ แม้มีภิกษุจำนวนมากปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส-นิพพาน ก็ไม่ทำให้นิพพานพร่องหรือเต็มได้ 6. มหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม 6. พระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติ-รส (ความหลุดพ้น) 7. มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ แก้วมุกดา ฯลฯ 7. พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมาก มีรัตนะหลายชนิด คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ฯลฯ 8. มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ขนาดใหญ่ คือ ปลาติมิ ฯลฯ มีตัวขนาดใหญ่ 100 - 500 โยช
อ่านต่อ
น์ 8. พระธรรมวินัยเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ใหญ่ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ และผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุอริยผล 4 (ปหาราทสูตร เล่ม 23 ข้อ 109) พ่อครูว่า…ประชุมกันแล้วยกวัดทันที คือ ตอนแรกเมื่อบวช อยู่กับเถรสมาคมได้ 5 ปีก็ขอแยกประกาศนานาสังวาส เราประกาศออกมาเรียบร้อยเสร็จตามพิธีกรรม ตอนแรกก็ยอมรับ ตอนหลังก็ขี้โกง เอาพลังหมู่ใหญ่เป็นอำนาจ ทำปกาศนียกรรม เราเองไม่ทนเปื้อนอยู่กับเขาหรอก อาตมาประพฤติเป็นสัจธรรมมาโดยตรง ก็เลยขอแยกออกมา แต่เขาก็ทำเป็นตีกิน มันทำประกาศนียกรรมเหมือนมันรังเกียจเรา เขาก็กลบเกลื่อนด้วยการหลอกประชาชน บอกประชาชนว่าเขานี่แหละเป็นผู้ขับ อัปเปหิ โพธิรักษ์กับหมู่อโศกออกไปจากหมู่ใหญ่ ทำเป็นเท่ ที่แท้หมู่น้อยนี้ประกาศออกจากหมู่ใหญ่ เพราะเป็นพวกสกปรก ขออภัยที่พูดชัดๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะมีสิ่งสกปรกเปรอะเปื้อนอยู่อย่างนี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านสะอาดมาก แม่เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์จริง กระนั้นเขาก็เชื่อได้ว่าห่างไกลจากสงฆ์แล้วสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา สาวะกะสังโฆของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้อาตมาพูดได้ ถ้าพูดอย่างนี้เมื่อก่อนเขาเอาตาย อาตมาทำงานมา 50 กว่าปี มีหลักฐานยืนยันปฏิบัติได้ตามพระไตรปิฎกอาตมาก็จึงต้องเป็นผู้จำนน ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไป ก็เป็นความสำเร็จนะ เป็นความสำเร็จของอาตมาที่ทำงานนี้สำเร็จในชาตินี้ แม้ว่ามันจะได้มวลปริมาณของผู้มาปฏิบัติธรรมได้มาประมาณนี้เท่านี้ มันก็ถูกแล้ว เพราะคนที่ไม่สามารถที่จะเข้ามาได้ มาไม่ได้ มี เขาอยากมา แต่มาไม่ได้ จม พวกจมไม่ลง จนกระทั่งฟื้นไม่ได้ เขาก็มาไม่ได้ ผู้ที่เข้าใจผิดเลย จะมาทำไม อโศกพวกไม่ถูกต้อง พวกอะไรต่ออะไร แล้วก็หลอกชาวบ้านชาวเมือง ต่อให้เขาเข้าใจผิดว่าอโศกนี้เป็นพวกผิดหรือเป็นพวกมาทำลายศาสนา บาปซ้ำบาปซ้อนเห็นมั้ย ตัวเขาเองบาปโง่ไม่รู้เรื่อง แม้รู้แล้ว ก็ไม่ยอมรับ แล้วโกหกต่อ เพราะฉะนั้น นรกอเวจีเป็นของเขาไปทั้งหมดเลย รู้แล้วว่าเราถูกก็ยังโกหกต่อว่าผิด ผิดๆ เพราะมันได้ประกาศอย่างนั้นไปแล้ว น่าสงสาร สู่แดนธรรม...ก่อนหน้านี้พ่อครูบอกอาตมาไม่กลัวเพราะไม่มีอสุรกายแล้ว พ่อครูว่า…ถ้าอาตมากลัวจะมาทำได้ขนาดนี้เหรอ ทำมา 50 ปีแล้วเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอาตมาไม่ได้กลัวอะไร เป็นความแกล้วกล้าอาจหาญ อาสโภ เป็นสัจจะ เป็นความเป็นจริง มันเป็นความกล้าหาญเพราะเรายืนอยู่ในความถูกต้อง ยืนอยู่ในความจริง อยู่ในความประเสริฐ ความพิเศษ แล้วเรื่องอะไรเราจะต้องไปอ่อนแอ จะต้องไปอาย จะต้องไปเหนียม มันจะต้องไปกลัว ไม่ ไม่มีพวกก็ไม่กลัว มั่นใจเพราะว่าธรรมะพระพุทธเจ้าที่แท้ เป็นสัจธรรมที่แท้ จะไปกลัวอะไร มั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจ สู่แดนธรรม...ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ ที่หนุนหลังก็ไม่มี พ่อครูว่า…ก็อาตมานี่แหละใหญ่เป็นไก่ตัวพี่ เดี๋ยวนี้ก็ยังประกาศว่าตัวเองเป็นไก่ตัวผู้ สู่แดนธรรม...ลูกจะได้เป็นตัวอย่าง พ่อครูว่า…อย่าไปทำแบบหลงตัว มันเป็นสิ่งที่เป็นตถตา สิ่งที่เป็นเช่นนี้ ต้องเป็นเช่นนี้ เป็นอื่นไม่ได้ มันเกิดแล้วจริงๆ มันต้องเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เป็นเช่นนี้ต้องเป็นเช่นนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้ เป็นความจริงเช่นนี้จริงๆตรงๆเป็นสัจจะเลย เป็นตถตา อิวิตถตา อนัญญตถตา อิทัปปัจจยตา ธรรมนิยาม 4 ต้องเป็นจริงเช่นนี้อย่างนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอก 1. ตถตา (ตนเป็นเช่นนั้นๆ ได้อย่างอัตโนมัติแล้ว หรือได้ความว่างเป็นสัจธรรมเช่นนั้นเองในตัวแล้ว) 2. อวิตถตา (ความจริงที่เที่ยงแท้แล้ว-ไม่กลับกลาย) 3. อนัญญถตา (เป็นไปอย่างนั้นแน่จริงชนิดไม่มีสิทธิ์เป็นอื่นอีกแล้วอย่างนิรันดร์) 4. อิทัปปัจจยตา (เพราะเป็นสิ่งนั้นได้จริงแล้ว จึงสืบต่อเชื้อความจริงในสิ่งนั้นได้.. อย่างมีของแท้จริงเกิดขึ้นสืบทอดให้กันและกันจริง) 640609_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก 2564 ผู้พ้นอสุรกายจึงได้ไปอยู่โลกหน้า