สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สั่งสมบารมีทำเวทนาอุเบกขา 5 ให้ถาวร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ธรรมะ 2) ตอน สั่งสมบารมีทำเวทนาอุเบกขา 5 ให้ถาวร อาตมามาในชาตินี้ก็เหมือนกันหลงไปตามโลกีย์หาเงินทองเอาเปรียบเอารัดเขา ทำได้ ไปเล่นไสยศาสตร์ก็ไป ทำได้แต่เสร็จแล้วก็รู้ว่า ไม่ถูกต้องก็มาปฏิบัติให้ถูกต้อง จนกระทั่งเข้าใจความจริง 2 อย่างของโลกีย์ ของชาวโลกทั้งหลายกับของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ สร้างพลังงานจิตให้เป็นบุญ พลังงานนี้ก็มีประสิทธิภาพเป็นฌานเป็นไฟ อุณหธาตุ ธาตุร้อน ที่จะมีประสิทธิภาพไปสู้ไฟ ราคะ โทสะ โมหะได้ ผู้ที่ทำใจในใจให้เกิดพลังงานนี้ได้จริงถูกต้องจึงสามารถที่จะทำให้ไฟราคะ ละลาย ไฟโทสะละลายไฟโมหะละลายให้หมดสิ้นไปจากจิตได้ ก็ต้องทำจริงจนเป็นได้ นอกจากคุณจะมีบารมีธรรมมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว จนกระทั่งในชาตินี้เกิดมาเจอพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าบอกธรรม4ประโยคแก่พระพาหิยทารุจีริยะ ก็รู้เลย ท่านก็บรรลุพระอรหันต์ทันที แต่คนที่ยังไม่ใช่ อุคฆฏิตัญญูขนาดนี้ ยังไม่มีบารมีมาก่อน เหมือนกับคุณไพศาล พืชมงคล เปรยว่า เราก็ศึกษาพระไตรปิฎกอ่านแล้วอ่านอีกทำไมไม่บรรลุมรรคผลเหมือนพระยสะ พระยสะ ฟังธรรมกัณฑ์แรกเป็นพระโสดาบัน ฟังธรรมกัณฑ์ที่ 2 เป็นพระอรหันต์ อาตมาก็เลยต้องมาอธิบายว่าคุณยังไม่มีบารมีมา อย่างอาตมานี้ เกิดมาในปางนี้ชาตินี้ มีบารมีเดิมมา แล้วเกิดมาในชาตินี้ ก็เลยไม่ต้องไปศึกษากับสำนักไหน ไม่ต้องไปมีครูบาอาจารย์ไหน เพราะ สำนักไหนก็พาทำผิดหมดแล้ว จึงต้องอาศัยของตนเองเก่าที่มีมาเดิมที่สัมมาทิฏฐิ ทางด้านโน้นเขาก็ฟัง ว่าอวดดีอย่างไร เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าหรือยังไงรู้เองเป็นเอง อาตมาก็บอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญาไม่ได้เป็นสยัมภู อาตมาก็บอกว่า มีพระโยคาวจร สั่งสมบารมีมา อาตมาไม่ได้หลงผิดประกาศว่าเป็นสยัมภู ก่อนจะประกาศสยังอภิญญาก็มาเจอในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็รู้ว่าเ
อ่านต่อ
ราเป็นคนนี้หรือ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ก็เอาโลกนี้โลกหน้ามาแจกแจงให้คนได้รู้ได้ด้วยความรู้ยิ่งในตัวเอง สยังอภิญญา มาปรากฏในโลกนี้ ผู้ที่พบอาตมาก็รู้ว่า อ๋อ เป็นผู้ปฏิบัติชอบองค์นี้เองเป็นสัตบุรุษ องค์นี้เองคือผู้ที่มีความรู้ในธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ที่จะสามารถอธิบายสัมมาทิฏฐิให้เราปฏิบัติบรรลุมรรคผลได้คนนี้เอง คุณต้องพบพระรูปนี้ พบกับภิกษุสมณะพราหมณ์ผู้นี้ ถ้าคุณไม่พบ หรือพบแล้วคุณก็บอกว่าไม่ใช่คุณก็ไปเลย แต่ถ้าพบแล้ว ก็ว่า อย่างนี้ใช่ อัตถิโลเก อ๋อ ในโลกนี้ยังมี สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา จริง แล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าคนนี้จะมาอธิบายโลกนี้โลกหน้าโลกโลกียะโลกุตตระนี้ได้ การแยกแยะแค่กุศลอกุศล ที่เป็นโลกโลกีย์เท่านั้น มันไม่ยากหรอกเทวนิยมเขาก็เรียนกัน ศาสนาทุกศาสนาเขาก็เรียน เขาก็แยกได้ แต่เขาแยกทางจิตไม่ได้ เขาอยากได้แต่รูปธรรมภายนอก แต่ของพระพุทธเจ้าแยกแยะละเอียดเลย จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป้าคือเวทนาในเวทนา เวทนาก็จะต้องรู้ได้มีรูปมีนาม จะต้องรู้ได้ด้วยลักษณะ 2 เทวธัมมา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 แยกเป็น 2 แล้วทำ 2 ให้เป็นหนึ่งคือเวทนาแท้อย่างเดียว ส่วนเวทนาเทียมเวทนาเวทนาไม่แท้ทำให้มาหมดอาการ ทำให้ความรู้สึกอย่างนี้หมดไปจากจิต ให้เหลือหนึ่งเดียวคือ เอกสโมสรณา ทำให้จิตหยั่งลงรวมลง สโมสรณา เป็นอาการของเวทนาแท้ๆ อาการที่ไม่มีกิเลสแฝง ที่มีส่วนทำให้เกิดความสุขความทุกข์ เกิดความชอบความชังเกิด ไม่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นเวทนาสะอาดบริสุทธิ์อย่างเดียว ความรู้สึกไม่โสมนัสโทมนัส เป็นอุเบกขาแท้ๆเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา รู้ลักษณะของเนกขัมมสิตอุเบกขา อ๋อ เป็นเช่นนี้เอง สัมผัสแตะต้องเกิดปฏิกิริยาเกิดอาการสังขารก็รู้สังขารนี้เป็นของเรา รู้นามรูปสัมผัสอยู่ตอนนี้มีอายตนะมีผัสสะมีเวทนา จัดการในเวทนา 3 จิตก็เป็น ปริสุทธา สัมผัสอีกเหตุแห่งกิเลสเคยสัมผัสเมื่อก่อนก็เคยติด เช่น ติดแตงจริงนี้ สัมผัสเมื่อไหร่ไม่ได้กิเลสขึ้น เดี๋ยวนี้สัมผัสแล้วกิเลสลดลง สัมผัสแล้วชัดเจนเราบรรลุธรรม สัมผัสทีไรกิเลสที่เคยชอบเคยชังไม่ชอบไม่ชัง เราก็รู้ว่าไม่มีกิเลส จิตเห็นรูปตามความเป็นจริง จิตเป็นหนึ่งเดียว เอกะ ไม่มี 2 แทรก รู้ความจริงตามความเป็นจริงเป็นเอกคตาจิต จิตเอกคตา ไม่ใช่เป็นจิตอยู่เฉยๆไม่รู้สัมผัสอะไรนิ่งในตาหูจมูกลิ้นกายใจ อันนั้นมันก็เฉย แต่เรียกว่าเป็นเคหสิตอุเบกขา แต่นี่เฉยแต่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา พยัญชนะก็บอกแล้วคนละลักษณะ มันไม่มีกิเลสทำกิเลสออกหมดแล้ว แม้จะกระทบอีกอย่างไรก็ปริสุทธา จิตยิ่งทำอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังประพฤติปฏิบัติไปอีก จิตก็ทำให้สะอาดเร็วสะอาดไวสะอาดได้คล่องแคล่วสะอาดจนจิตสัมผัสทีไรก็ไม่มีเลยไม่มีเปื้อน ไม่มีเลยที่จะหมอง ไม่มีเลยที่กิเลสจะมาทำอะไรจิตได้ ในขณะที่ฝึกแบบนี้ ลืมตาปฏิบัติทำงานอาชีพเป็นสัมมาชีพ หมดมิจฉาชีพ 5 ได้ ทำการงานทุกอย่างหมดมิจฉา 3 พูดจาอยู่ก็หมดมิจฉา 4 ได้ คิดนึกไปพร้อมก็หมดกิเลส 3 ได้ มีกาม พยาบาท หมด เหลือวิหิงสา ก็ทำวิหิงสาหมดอีก จิตหมดกิเลสไปทำกรรมการงานที่กิเลสลดไปๆ การงานก็ดี ไม่มีตัวร้ายไม่มีกิเลสมาร่วมเป็นการงานที่ กัมมัญญตา การงานที่เหมาะควร อเนญชัปปัตเต ฐีเต ไป จนเป็นจิตที่มี กัมมัญญตา เป็นจิตที่ทำงานได้ดีตามสัดส่วนเหมาะควรทุกอย่าง ไม่บกพร่อง สมควรตามองค์ประกอบที่มีเรามีเหตุประกอบอื่นอยู่เป็นบริขาร บริวาร ที่เราร่วมอยู่ มีคนมีสัตว์มีข้าวของมีวัตถุจนกระทั่งเป็นกรรมกิริยา แม้แต่จิตของแต่ละคนแสดงออกมากระทบกับเราทั้งรูปทั้งนามทุกอย่าง เรารู้ทันรู้หมดไม่มีตัวไหนทำให้กิเลสของเราเกิดอีกเลย กัมมัญญตาจิตเราก็เก่งเจ๋งที่สุดเลย จิตเราก็ประภัสสรานี่คือ องค์ธรรม 5 ของอุเบกขา พูดไปแล้วเข้าใจนะเอาไปปฏิบัติตามความหมายแต่ละตัว ถ้าคุณมีปัญญารู้ ที่อาตมาอธิบายนี่คุณเข้าใจคุณก็จะชัดเจนเลยว่า อ๋อ ผู้ที่ได้ไปนั่งหลับตาอยู่นั่นโมฆะบุรุษทั้งหลาย จะเห็นชัดเลยว่าน่าสงสาร แล้วเมื่อไหร่คุณจะบรรลุ ขนาดเราลืมตาฝึกยังไม่เป็นอุเบกขา 5 นี้ได้ง่ายๆ ยังได้แค่ โสดาฯ ว่างๆก็เป็นโซดา มีฟองฟุดๆๆๆ จนกระทั่งเก่งเป็นโสดาบัน สกิทาคามีเป็นอนาคามี จนได้เป็นอรหัตตผล จนได้เป็นอรหันต์ จนเป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบอย่างไม่ขาดหกตกหล่น สัมผัสอะไรอย่างไรเมื่อไหร่ ทุกกรรมทุกกาละ จิตก็ไม่มีวอบแวบ ไม่มีกิเลส เกิดอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” นัตถิอุปมา ไม่ต้องเปรียบเทียบกับอะไรอีกแล้ว เราเปรียบเทียบ นัตถิอุปมาตัวต้น จิตเรา นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”หรือยัง กระทบอันนี้แต่ก่อนไม่ได้เลย เรานี่เหมือนงูเห็นเชือกกล้วย คือสัมผัสแล้วกิเลสขึ้นเต็มที่อ่อนแอตกเป็นทาสเลย จนแข็งแรงขึ้นเป็นตัวเองขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมาๆ สัมผัสแล้วก็อยู่เหนือ สัมผัสแล้วสู้ได้ จนกระทั่งสัมผัสแล้ว แข็งแรงอยู่เหนือเด็ดขาด สัมผัสอีกเท่าไหร่ๆ ก็ไม่มีทางที่กิเลสจะเข้าเลยสมบูรณ์แบบ พระพุทธเจ้าอธิบายขยายความไว้หมด 620408_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เปิดโลกบุญนิยม ตอน3