610413_พ่อครูตอบคำถามงานวิจัย ทีมแพทย์วิถีธรรม เรื่อง สวนป่านาบุญ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

610413_พ่อครูตอบคำถามงานวิจัย ทีมแพทย์วิถีธรรม เรื่อง สวนป่านาบุญ

สื่อธรรมะพ่อครู(สุขภาพบุญนิยม) ตอน สุขภาพ บุญ และ 3อาชีพเพื่อมนุษยชาติ คุณมั่นมิ่งบุญว่า..คำถามว่า เภสัชวัตถุ ตำนานในสวนป่า นา และ บุญ พ่อครูว่า... ศัพท์คำว่า เภสัชวัตถุ อาตมาก็ไม่ค่อยจะเข้าใจ คนที่ตั้งมานี้ คุณมั่นมิ่งบุญว่า... คำว่า สวนป่านาบุญ อาจารย์ ป่า นา และ บุญ เป็นเรื่องของการทำกสิกรรมไร้สารพิษที่จะทำให้ชาวนา กสิกรรม เป็นอยู่ที่ดีขึ้นมีศีลธรรม พ่อครูว่า... อาตมาเชื่อว่าผู้รู้ทั้งหลาย แม้แต่อาจารย์ที่ว่านี้ เข้าใจคำว่าบุญ คือกุศล ไม่ได้ลึกลงไปถึงคำว่า บุญ คือ การตัดกิเลส เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องอธิบาย จะว่าเป็นบุญ มันก็ใช่ จะว่าการจะใช้วัตถุอะไร ไปในการรักษาในเรื่องกายขันธ์ เป็นการรักษาทุกข์ทางกาย ในสวน ในป่า ในนา ก็ใช้วัตถุพืชพรรณ ผลหมากรากไม้ในการรักษา มันเป็นเครื่องใช้ในการรักษาพยาธิ รักษาความเจ็บป่วย และคำว่าบุญนั้น ก็หมายถึงนามธรรม ที่ทางจิตวิญญาณ ผสมผสานเข้าไปด้วยว่า เป็นเรื่องการ กุศล เป็น เรื่องสิ่งดีงาม เป็นเรื่องที่ ช่วยเหลือเกื้อกูล มวลมนุษยชาติ ให้พ้นทุกข์ ความเจ็บป่วยต่างๆ ส่วนเราเข้าใจคำว่าบุญนั้น ยิ่งกว่านั้น คือ การรักษาทั้งวัตถุ และจิต ให้พ้นทุกข์ทั้งกาย ทั้งจิต เป็นความสมบูรณ์ที่ครบครันทุกอย่าง การรักษาการเจ็บป่วยได้ไข้ของมนุษย์ ถ้ามีความรู้ในเรื่องของจิตมาก มันก็ดี รักษาคนให้หายป่วยได้อย่างดี หรือแม้แต่เป็นทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางร่างทางสรีระ ที่มันเป็น เจ็บป่วยก็เพราะว่า มีโรค มีความไม่สมดุลของอวัยวะต่างๆ ซึ่งก็เป็นธรรมดาของการเจ็บป่วย เป็นทุกข์ทรมานทางจิตของเรา ถ้าจิตเรายิ่งช่วยไม่ให้ไปติดยึดมันมาก พยายามปล่อยวางเป็น พยายามที่จะไม่เอาทุกข์ไปทับถมตน เพราะทุกข์ที่มันเป็นพย

อ่านต่อ

าธิ มีความไม่สมดุลของชีวะสรีระเราอยู่แล้ว ก็เป็นทุกข์แล้ว แล้วก็ยังจะไปเศร้าหมอง เราก็ยังจะไปอย่างโน้นอย่างนี้ แม้แต่อยากให้หายเร็วๆ มันก็ไม่ควรจะไปมีจิตที่ไปบังคับ มีกิเลสไปผสมอะไร ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า จิตของเราควรจะทำอย่างไร เป็นการรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า เราไม่สบาย เป็นเหตุทางร่างกาย อย่างนั้น อย่างนี้ รู้จักเหตุ ในการรักษาโรคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน ก็รักษาที่เหตุทางสรีระทั้งนั้น จิตของเราอย่าไปทับถมตน เป็นจิตที่เข้าใจความจริง ตามความเป็นจริง ของความไม่สบาย ความเจ็บป่วย แล้วเราก็มีความเข้าใจดี ก็วาง ไม่ต้องไปอยากอย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งเป็นความประสงค์ของตัณหา เมื่อเราไม่ทำ จิตของเรายิ่งเห็นในไตรลักษณ์ เห็นความเจ็บป่วย ว่าเป็นธรรมดา ธรรมชาติ แล้วก็ยังดำเนินต่อไปอยู่ หากเรารักษาให้สมดุล ได้เท่าไหร่ ก็รักษา ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นอะไร เราก็จะมีปัญญา ที่จะทำให้จิตเราไม่ไปทับถม ก็จะหายเร็ว เพราะว่าจิตเราไม่ไปทำให้มันยืดยาด หรือจะปล่อยวางเรื่องสรีระ และรักษามันด้วยเภสัช รักษาสิ่งที่ควรรักษา ตามเหตุปัจจัยของสรีระร่างกาย ถ้าจิตไม่มีกิเลสแล้ว มันจะดี จะพูดด้วยอจินไตย ความสามารถพิเศษทางจิตใจ ก็ยิ่งมาก ยิ่งดี เพราะจิตวิญญาณเป็นเรื่องพิเศษ ช่วยให้เราเจริญดี เป็นไปตามที่เราไม่ได้ไปทับถม มันก็ยิ่งเป็นไปได้ ในอจินไตยที่มันไม่ไปทับถม แต่มันทำให้เกิดเป็นการช่วย ให้เกิดการฟื้นตัวให้ดีได้ อันนี้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ส่งเสริม แต่ทางเดรัจฉานวิชชา ก็ใช้จิตรักษา มันก็มีส่วนเป็นไปได้มี แต่ทางศาสนาพุทธ เราไม่ส่งเสริม คุณมั่นมิ่งบุญว่า...อาจารย์ที่ปรึกษาหนูชื่อ อ.อัจฉรา เคยมาที่นี่ด้วย นี้เป็นช่วงศึกษาธรรมะของท่าน ท่านพยายามค้นคว้า ตอนนี้ที่ท่านปฏิบัติก็คือ ส่วนใหญ่ไปปฏิบัติ 3 วัน ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ นั่งสมาธิ เดินจงกรม วิปัสสนาไปด้วย แต่ในเนื้องานวิทยานิพนธ์ของท่าน พยายามดึงเข้าหาธรรมะ และพยายามแสวงหาคำตอบ การวิจัยเรื่องนี้ท่านพยายามจินตนาการว่า นาบุญคือผืนจีวรที่พระอานนท์นำมาตัด นำมาจากคันนา ก็เชื่อมโยงถึงพรหมจรรย์ ท่านก็คิดว่าถ้าชาวนามีคุณธรรม มีศีล จะทำให้ชีวิตชาวนาเจริญขึ้น แล้วก็ทำแล้วแบ่งปัน วิธีการวิจัยของท่านคือ หาคำเหล่านี้มาเชื่อมโยงได้คำตอบ ก็เลยตามหา ผู้ที่สัมภาษณ์มาหลายคนจะได้คำตอบว่า ส่วนใหญ่ สุขภาพแข็งแรง เพราะทานอาหารสด ไร้สารพิษ ทำโดยไม่ได้กดดันว่า จะต้องสำเร็จหรือไม่สำเร็จ มีหลายท่านเชื่อมโยงกับสุขภาพ 8 อ. อยากให้พ่อครูช่วยเชื่อมโยงให้ฟัง พ่อครูว่า... เชื่อมโยงมันก็เชื่อมโยง เพราะว่า 8 อ.ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่เป็นเหตุปัจจัย ที่จะทำให้เกิดความสมดุล ความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลอวัยวะเจ้าการ นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าเลย อวัยวะเจ้าการมันไม่ทำงานสมดุล ก็เกิดการเจ็บป่วย หากมีการทำให้สมดุล จุดไหนก็พยายามแก้กัน หมอไม่ว่าชาติไหน ปางไหน จะเป็นปัจจุบัน จนถึงอดีต ก็รักษาที่เหตุ ถ้าไม่รู้เหตุ ก็ได้แต่รักษาเดาส่ง ตายพอดี หรือไม่หายก็ตาม เป็นเรื่องอริยสัจ เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเรื่องบุญ เอามาสัมพันธ์กัน เข้ากับเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ ถ้าจะอธิบายคำว่าบุญอย่างลึกซึ้ง ทางนามธรรม หรือว่าทางปรมัตถธรรมไปอีกเลย อาตมาก็อธิบายไม่ไหว ไม่มีความสามารถ ที่จะอธิบายละเอียดลออไปได้ คุณมั่นมิ่งบุญว่า...สวนฟ้านาบุญ เป็นชื่อชุมชนหนึ่ง เป็นเรื่องของสามอาชีพกู้ชาติ ไม่ทราบว่าเก็บข้อมูลมาถูกไหม พ่อครูว่า... 8 อ.ข้อสุดท้าย คืออาชีพ เป็นการงานที่เราทำเป็นหลัก เลี้ยงชีวิต เช่น คุณนายเล่นไพ่เป็นอาชีพ เล่นประจำเลย แต่แท้จริง ไปบอกพ่อบ้านว่า อาชีพแม่บ้าน ก็ไม่รู้ว่าอาชีพคุณนายอาชีพเล่นไพ่ หรืออาชีพแม่บ้าน ถ้ามีอาชีพแม่บ้าน ก็ควรจะดูแลบ้านช่อง หรือคนมีอาชีพทางด้านดูแลสุขภาพร่างกายของคน ก็เป็นอาชีพ อาชีพทำเหล้าขาย ทำให้คนกินเหล้า ติดเหล้า จนเป็นตับแข็ง แม้แต่ทำอาหารที่ใส่สิ่งที่เป็นพิษเข้ามาในอาหาร อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นเรื่องของอาชีพ เพราะฉะนั้นคนที่จะไม่ให้มันเกิดเจ็บป่วย เราก็จะต้องไม่สร้างอาชีพที่จะทำให้คนเจ็บป่วย โดยมีสารที่ทำให้ไม่ดี เกิดเจ็บป่วย แม้แต่สิ่งที่กินใช้ อะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นคำว่าบุญ ก็ถ้ามีจุดมุ่งหมายปลายทางดี แบบโลกีย์ หมายถึงเป็นกุศล แต่ตัวจริงของบุญนั้น มันไม่ใช่กุศล มันไม่ได้ไปแย่งหน้าที่ของกุศลหรอก เป็นบุญแท้ๆ ที่อาตมาอธิบายนั้นเป็นปรมัตถ์ เป็นความรู้ที่สูงสุดแล้ว มันมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ผู้ที่เป็นมนุษย์โลกีย์ทั่วไป ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เพราะเขาไม่ได้ปฏิบัติธรรม แต่พวกเราปฏิบัติธรรม ก็ควรทำจิตของเราให้ไม่มีกิเลส แม้กระทั่งแค่ว่าอยากให้หาย หรือว่าอยากอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ อยากให้มันดี อย่างโน้นอย่างนี้ เป็นแต่เพียงจิต เราไม่ทับถม อาตมาว่า พูดกันไปพูดกันมานี้ มันจะมากเกินกว่าความเป็นจริงแล้ว มันก็กลายเป็นเรื่องฟุ้งซ่าน ด้วยความเป็นเรื่องที่สร้างสิ่งที่มันไม่เป็นอะไร ขึ้นมา จนเป็นจริง เป็นความเพ้อเจ้อ จนเป็นอุปาทาน มันจะมากไป บุญ มันก็คือชำระกิเลส เท่านั้นเอง จะให้จิตใจของเรา ไปทำให้จิตมันทุกข์ร้อน ถ้าเรามีความรู้ว่า เราเจ็บตรงนั้นตรงนี้ ก็พวกเรานี้ศึกษาธรรมะ ยกตัวอย่าง อย่างหลวงพ่อถนอมคูณ ศึกษาธรรมะเข้าใจแยกความเป็นจริงของจิต กับพยาธิได้ พอถึงเวลาวาระ สรีระเราก็ช่วยกันมาตั้งนาน ล้างไตมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ถึงเวลาที่สุดแล้ว มันไม่ไหวแล้ว ก็วางใจ หรือแม้แต่มีชีวิตอยู่ ก็วางปล่อย อย่าไปยึดติดอะไรมากมาย อย่างหลวงพ่อถนอมคูณ ไม่ได้เดือดร้อนใจอะไร จนทำงานมาก ไม่ตามประสาคนป่วย จะทำเกิน ก็จะโหลดดึงฉุด ต้องรู้ความพอเหมาะพอดี สรีระพอดี ส่วนมากคนที่มาทำเกินๆ มันไม่มีมากหรอก ส่วนมากทำให้ขาด เจ็บป่วยเท่านี้ แต่อ่อนแอเกินกว่าความจริง พักผ่อนเกินจริง ก็เลยไม่เกิดสัมประสิทธิ์มากระตุ้น พลังงาน coefficient เป็นเรื่องสำคัญมันจะช่วยได้ ทำให้เจ็บป่วยน้อยลง

คุณมั่นมิ่งบุญว่า..ในเรื่องวัตถุ... พ่อครูว่า... อาตมาไม่มีความรู้เรื่องวัตถุ จะตอบได้แต่เรื่องของบุญเท่านั้น บุญไม่มีอะไรมาก แต่มีผลมาก บุญเป็นเครื่องชำระกิเลสเท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจอันนี้แล้ว หรือไม่เข้าใจ ก็ต้องมีความฉลาดที่จะต้องรู้ว่า อย่าไปทำจิตอย่างนั้น ที่จะเป็นการทับถม จะเจ็บป่วยมากกว่านั้น ตอนนั้นที่ตั้งสวนฟ้านาบุญนั้น ยังไม่ได้ลึกซึ้งในเรื่องของบุญ ที่จะอธิบายกันลึกซึ้ง เหมือนทุกวันนี้ ถ้าหากมาวิเคราะห์ถึงทุกวันนี้แล้ว ก็แทบจะใช้ไม่ได้เลย เพราะมันจะงงเอาวัตถุกับจิตใจมาปนกัน

คุณมั่นมิ่งบุญว่า..ในแง่ของการทำสามอาชีพกู้ชาติของบ้านราชนั้น เกี่ยวกับสุขภาพอย่างไร พ่อครูว่า... สามอาชีพกู้ชาติ นั้น ก็มี กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และ ขยะวิทยา ที่จริงมันเป็นเรื่องของความคิดอาตมา ที่ตั้งอันนี้ขึ้นมานั้น มันเป็นการรวมมนุษยชาติ มันมีสิ่งที่ตาย สิ่งที่เกิด กสิกรรมธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิด ปุ๋ยเป็นสิ่งที่ตาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรู้ความจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะธรรมชาติของกสิกรรม การสร้างสิ่งที่เลี้ยงชีวิต มันก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ กินแล้วเสร็จสร้างกสิกรรมมาเป็นอาหาร กินแล้วก็มาเป็นอุจจาระ เป็นสิ่งที่ทิ้งในอนาคต เรียกว่าเป็นขยะ แต่เราพยายามที่จะทำความเข้าใจ ให้รู้ว่า ทุกสิ่งนั้นมันวนเวียน ในความรู้สามัญของมนุษย์ กสิกรรมก็มาใช้อุจจาระ ที่เป็นสิ่งที่มันทิ้ง ไปเป็นปุ๋ย มันไม่ใช่ขยะ มันเป็นปุ๋ย เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาคำว่า ขยะให้ดีๆ ว่า สิ่งที่เป็นของทิ้ง ที่เป็นขยะ แต่บางอย่างไม่ควรทิ้ง เอามาหมุนเวียน มันก็จะเกิดวงจรของกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด แล้วก็ขยะ มันก็จะไม่มีส่วนเสีย ถ้าผู้ใดเข้าใจองค์รวมของ 3 ง่ายๆนี้เลย นี่แหละจะทำให้เกิดความเจริญ อาตมาเน้นมาที่สาระของปัจจัยชีวิต คืออาหาร การกิน เพราะฉะนั้นถ้าประเทศชาติ ประเทศไทยใช้ หรือเน้นเรื่องของกสิกรรม ไม่ไปเน้นในเรื่องอุตสาหกรรม อย่างที่ในหลวงเราได้ตรัส ท่านบอกว่าการก้าวหน้าแบบอุตสาหกรรมนั้น เป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ท่านไม่ได้ตรัสว่า ให้เน้นมาทางกสิกรรมเลย แต่อุตสาหกรรมบางอย่างก็สำคัญ แต่ประเทศเรา ไม่ใช่โซนประเทศอุตสาหกรรม ส่วนเขาอยู่ในโซนประเทศอุตสาหกรรม ก็ต้องเน้นอุตสาหกรรม แต่ของไทยไม่ควรจะต้องไปหลงผิดตามภูมิประเทศ รู้จักตั้งแต่การเอามาใช้ซ้ำ การหมุนเวียนเอามาใช้ จนกระทั่งการทิ้งเศษกาก ที่เป็นพิษแล้ว เอามาหมุนเวียนใช้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องทำการ reject ทิ้งไป

คุณมั่นมิ่งบุญว่า...การทำกสิกรรมไร้สารพิษ ช่วยเรื่องของสุขภาพอย่างไร พ่อครูว่า... เราสามารถทำกสิกรรมไร้สารพิษ ด้วยความเป็นจริง จนกระทั่งทุกวันนี้ กสิกรรมไร้สารพิษ เป็นงานกสิกรรมที่เจริญไป แพร่หลายไปทั่วประเทศไทยแล้ว ทั้งๆที่ไปโดนเขาถูกครอบงำ ด้วยวัตถุที่มีสารเคมี ปุ๋ยเคมีอะไรไป ถูกปุ๋ยเคมีครอบงำ จนกลายเป็นทาสปุ๋ยเคมีไป จนเกือบหมดแล้ว เราก็มาช่วยให้เป็นกสิกรรมธรรมชาติ เป็น organic จนดีขึ้นมาแล้วทุกวันนี้

คุณมั่นมิ่งบุญว่า...หนูคิดว่า คำตอบวิทยานิพนธ์นี้กลายเป็นเรื่องอาหาร ไม่ใช่เรื่องของเภสัช กลายเป็นอาหารไร้สารพิษ พ่อครูว่า... ธรรมดาเภสัช ก็มาจากพืชพันธุ์ธัญญาหาร มาจากกสิกรรม ส่วนบุญก็บอกแล้ว ไม่มีอะไรมาก เรียนรู้ให้สำคัญ ถ้าคนไม่รู้ไปสอนเขา ก็ทำจิตไม่ได้หรอก เช่น ไม่ให้ทำจิตทับถมตน เป็นต้น แต่พวกเรานี้เรียนรู้ได้ อย่างน้อยเราก็ไม่ทุกข์ร้อน ดิ้นรน เกินการณ์ หรือขวนขวาย จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องถูกต้มกัน ในสังคม เรื่องความเจ็บป่วยนี้ คนหากินกับความเจ็บป่วยของคน จนกระทั่งกลายเป็นยา สูงสุดของไดเร็คเซลล์ รีดนาทาเร้น ตั้งราคาหยูกยากันสูง หรือไม่มียาก็รักษาทางจิตให้หาย เราเองเราไม่โง่ ก็ไม่ถูกต้ม คุณมั่นมิ่งบุญว่า ... เคยจำได้พ่อครูเคยบอกว่า นาบุญกับนาธรรมดาต่างกัน นาบุญ คือคนนั้นปลูกเพื่อจะให้ ถ้าพูดคือนาไร้สารพิษ ก็คือการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่ประโยชน์เพื่อตัวเอง พ่อครูว่า... ก็เป็นแง่เชิงความหมายที่ถูกต้องเป็นความเจริญความดี หมอเขียวว่า...ก็ขออนุญาตนำเอาที่พ่อครูได้เทศน์เกี่ยวกับบุญ เกี่ยวกับการชำระกิเลส ไปใส่ในดุษฎีนิพนธ์ ป.เอก ของ ม.สุรินทร์ พ่อครูว่า... วันนี้เหมือนจมอยู่ในภาษา การศึกษา แต่ไม่มีสภาวะ อาตมาก็เลยยิ่งตามไปด้วยไม่ได้ เพราะไม่มีสภาวะจริง สภาวะจริงที่ลึกซึ้ง เข้าหาจิตวิญญาณ มันเยอะเหมือนกัน จิตเจตสิกต่างๆ แม้แต่รูป 28 หากเข้าใจแล้วเอามาใช้จริง พระพุทธเจ้าสอนรูป 28 และนาม 5 แต่เขาไปจิต 89 121 มันก็จริง เป็นสภาวะตัวจบ ตัวสมบูรณ์แล้ว มันเป็นผลแล้ว ตรงนี้ ก็ไปเอาแต่ชื่อพวกนี้ อย่างที่ไม่มีเหตุปัจจัย สัมพันธ์กัน อภิธรรมกลายเป็นปรัชญา เจริญงอกงามกัน หมอเขียวว่า...ถ้าป.เอก คนนี้หมดคำถามแล้ว มีอีกคนหนึ่ง เรื่องการเคี้ยวให้ละเอียด จะได้เป็นการล้างอุปาทานได้ไหม

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน นักปฏิบัติธรรมกับการเคี้ยวอาหาร คุณยุ้ยว่า...ขอเรียนอย่างนี้ว่า ตอนนี้เก็บข้อมูล และประเมินอีกทีว่า จะมาถามคำถามพ่อครูเมื่อไหร่ จากคราวที่แล้วได้เก็บข้อมูล พ่อครูได้อธิบายว่า เป็นการล้างอุปาทาน ได้มาไม่เกิน 1 หน้า ให้ท่านแสนดิน ให้ท่านช่วยดูให้ จริงๆก็ยังมีคำถาม ด้วยจิตที่ตั้งไว้ จะนำธรรมะที่ถูกตรงไปสู่อ.อัจฉรา ยุ้ยเห็นว่า ถ้าได้นำธรรมะที่ถูกตรงให้ท่าน แต่แรกให้ท่านอ.หมอเขียว ให้ทำเรื่อง กรรมกับสุขภาพ ก็คิดว่าเราไม่ได้มีบารมีภูมิธรรมอะไรในจุดนี้ ก็คิดว่าจะจมในวิบากกรรมของตนเอง จนมาได้เรื่องจากอ.อัจฉรา เรื่องการเคี้ยวกวฬิงการาหาร เพื่อสุขภาพของคนไทย และชาวลาว ได้เก็บข้อมูลไปบ้างแล้ว แต่เรามีความยึดอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เรียบเรียงคำถาม ถามพ่อครู...แต่ในวาระนี้ ตอนนี้ได้แต่ชื่อเรื่อง

พ่อครูว่า... การเคี้ยวให้ละเอียดมีอะไรบ้างล่ะ หมอเขียวว่า...การเคี้ยวมีผลต่อสุขภาวะ พ่อครูว่า... ภาษาก็บอกตรงๆแล้วว่าการเคี้ยว ก็คือ ทำให้อาหารมันแหลกเหลว มันมีสภาพที่เหมาะแก่การจะกลืน มันก็มีไปตามความรู้ ก็น่าจะรู้ แต่เพียงว่าอาหารที่เราจะกินเข้าไปแล้ว เราจะเคี้ยว อาหารควรเคี้ยวแหลกเกินไป หรือว่าควรเคี้ยวพอดี ถ้าเผื่อว่าเคี้ยวแหลกเกินไป อาตมาไม่มีความรู้ คำว่าไฟเบอร์ แหลกเกินไปแล้ว ไฟเบอร์มันหมดไปหรือเปล่า หรือว่ามันก็มีไฟเบอร์ หรือถ้าจะพูดอีกมุมหนึ่ง แหลกเกินไปแล้ว สรีระมันก็จะต้องมีการทำงานย่อย แหลกเกินไปจนมันไม่ต้องย่อย แล้วสรีระจะอ่อนแอไหม อาตมาก็ไม่มีปฏิภาณไปนึกถึง ก็เห็นว่า ไม่ต้องมีอะไรมากกว่า เคี้ยวพอจะกลืนได้ พอดี อาตมาก็ได้ยินมาบ้างว่า กินอาหารต้องเคี้ยวให้ละเอียด แล้วเคี้ยวให้ละเอียดเกินไป มันจะเหลือไฟเบอร์อยู่ไหม เลยจะกลายทำให้เราอ่อนแอไหม อย่างนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาตมาก็ไม่มีความรู้ถึงขนาดนั้น การเคี้ยวจะไปมีผลอะไรกับจิตใจ อย่าไปเคี้ยวให้มันกัดปาก ก็เท่านั้น อาตมาก็เคยมีกัดลิ้น กัดปากบ้าง หากเคี้ยวหยาบไป ก็ไม่ค่อยดี ทรมานสรีระเรา หมอเขียวว่า...เคี้ยวแล้ว ล้างชอบชังในรสของอาหาร พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น พระพุทธเจ้าก็สอนแต่เพียงว่า อย่าไปติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ของมัน กวฬิงการาหาร จะไปซอยการเคี้ยวหยาบละเอียดอะไรมากมาย ก็ไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น หมอเขียวว่า...พระพุทธเจ้าเน้นไม่ให้ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พ่อครูว่า...ใช่ กวฬิงการาหาร หากไปติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันก็ไม่ดี ก็เรียนรู้ผัสสะ กับเจตนา ถ้าไม่มีผัสสะ คุณก็เรียนรู้สภาวะ ที่เกิดจากผัสสะ ผัสสะมันก็มี 3 เจตนามันก็มี 3 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ผัสสะ 3 ท่านให้เรียนรู้ เวทนา 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ส่วน มโนสัญเจตนาหาร ก็ให้เรียนรู้ ตัณหา 3 วิญญาณาหาร ให้เรียนรู้ รูปนาม อาหารรูป ก็ย้อนมาสู่ อาหาร 4

คุณยุ้ยว่า...การเคี้ยวหากเราตีเรื่องพฤติกรรม… การเคี้ยว ที่จะพาไปสู่สุขภาวะที่ดีหรือไม่ดี ที่มองคือ สุขภาวะ ทาง WHO จะมอง สภาวะทางกาย ทางจิต ทางสิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณ

พ่อครูว่า... มันไปทางสรีระไป ถ้าทางนามธรรม ก็มีละเอียดของมัน หากจะไปละเอียดทางวัตถุ ก็จะเยอะอีก อาจจะเป็นเพราะว่า ศาสนาพุทธสอนเรื่องทุกข์ และการดับทุกข์เท่านั้น ถ้าหากจะไปเรียนอย่างอื่น ก็จะมากมายมหาศาล ในวัตถุทั้งหลาย เป็นโลกจินตา เป็นเรื่องเกินขอบเขต ที่จะพูดถึงอีกมากมาย พูดเมื่อไหร่ก็ได้ ในเรื่องรูป วัตถุต่างๆ เราไม่จำเป็นต้องไปเกี่ยวข้อง หลายวัตถุ เราไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องอีกเลยในชีวิต

คุณยุ้ยว่า...การเคี้ยวช่วยรักษาโรคอย่างไร ...แพทย์วิถีธรรม อ.หมอเขียวพาเรากิน อาหารรสธรรมชาติ รสไม่จัด และพยายามเคี้ยวให้ละเอียด อาจารย์สอนให้พวกเราเคี้ยวให้ละเอียดจนเป็นน้ำก่อนจะกลืน แล้วล้างความชอบ ความชัง ในจิตวิญญาณของเรา พ่อครูว่า... ถ้าล้างความชอบความชังแล้ว ก็ควรจะจบ เคี้ยวให้เป็นน้ำ ก็ไม่เคยศึกษา และไม่เคยปฏิบัติ ตั้งแต่เกิดมาอายุป่านนี้ ยังไม่เคยเคี้ยวจนอาหารเป็นน้ำ แล้วค่อยกลืน อันนี้อาตมาว่าคงเสียเวลามาก กว่าจะกินข้าวจบ มันเกินไป เว่อร์ เคี้ยวจนเป็นน้ำ แล้วค่อยกลืน กินข้าวไม่เสร็จเสียที ในแต่ละมื้อ มันจะเกินไปหลายๆอย่าง เอาแต่พอสิ่งที่ควรเป็นไปได้ พอเหมาะพอสม หากเกิน มันก็จะตลก มันไม่น่าจะไปถึงขนาดนั้น หมอเขียวว่า...ในขณะที่กำลังเคี้ยว ก็ให้ล้างความชอบความชัง ถ้ารีบกลืนมันจะชอบ แต่ถ้าไม่อยากกลืน มันก็ไม่ชอบ พ่อครูว่า... ก็ได้ ถ้าควรจะเคี้ยวให้มันแรงกว่านี้หน่อยได้ รีบกลืน มันก็ไม่พอเหมาะพอสม ก็ถูก หมอเขียวว่า...หากเราควบคุมจิตไม่ให้ชอบหรือชัง เราก็จะควบคุมว่า จะกลืนหรือไม่กลืนก็ได้ พ่อครูว่า... ถ้ากินเข้าไปแล้วเราจะไม่กลืน แล้วจะกินเข้าไปทำไม จะเคี้ยวทำไม หมอเขียวว่า...บางคน สิ่งที่มันเป็นพิษ เราเคี้ยวไปแล้ว ถ้าหากอัสสาทะมันหมด เราก็สามารถจะคายออกมาได้ หรือจะกลืนก็ได้ เป็นต้น เป็นลักษณะที่จะพยายามให้อ่านอาการชอบหรือชัง เมื่อชัดเจนว่า เราไม่ชอบหรือชัง ก็สามารถกินได้อย่างสบายใจ เพราะไม่มีกิเลสปน เป้าหมายคือไปสู่จุดนั้นครับ พ่อครูว่า... บางอย่างมันจะละเอียดเกินไป ก็ดูๆหน่อย

คุณยุ้ยว่า..ถ้าร่างกายส่วนใหญ่ สรุปได้ว่าหากเราเคี้ยวให้ละเอียด ก็จะเป็นการบดย่อยตั้งแต่ในปาก กระเพาะก็สามารถย่อยง่ายขึ้น ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น การขับถ่ายสะดวกขึ้น ส่วนของจิตใจ ได้ลดความใจร้อน ความเร่งรีบ อาหารที่ทาน ก็มีส่วนด้วย อาหารสุขภาพ พ่อครูว่า... เคยพาทำกินแบบผสมรวม ก็ทำให้รสชาติมันรวม แต่ถ้ากินเฉพาะ กินข้าวที กินพืชผักที กินอาหารแต่ละอย่าง กินเฉพาะน้ำพริก ก็น่าดูเหมือนกัน กินเฉพาะน้ำพริก มันทรมาน เพราะรสชาติมันจัดทั้งเค็ม เปรี้ยว หวาน ไม่มีอะไรมาบรรเทาเลย น้ำพริกก็คือ ความเฉลียวฉลาดหลอกตัวเอง ของมนุษย์ เอาทั้งเค็มเปรี้ยวหวานมาใส่เข้าไปแล้วเรียกว่าน้ำพริก ชื่อคำศัพท์ว่า น้ำพริก แต่ที่จริงคือ เอาสิ่งที่มันเป็นรสเปรี้ยว เค็ม หวาน อะไรทุกอย่างมาผสมกันอยู่ในนั้น ใครค่อนข้างชอบหวาน ก็ใส่หวานมาก ใครชอบเผ็ด ก็ใส่เผ็ดมากหน่อย ใครชอบเค็ม ก็ใส่เค็มมาก..อะไรก็ว่ากันไป ก็แค่น้ำพริก รวมรส เพื่อผสมผเส นำพาอย่างอื่นให้เรากินได้ มนุษย์มันสร้างน้ำพริกมาให้คนกิน ถ้าหากกินน้ำพริกเฉยๆ รวมรสทุกอย่างความจัดทุกอย่างนั้น ยากจริงๆ หรือแม้แต่พืช ที่เราจะกิน พืชแต่ละอย่าง กินแต่ละอย่าง มันไม่ใช่ง่าย ถ้าผสมเป็นน้ำพริกมาเลย มันก็จะง่าย ถ้าเอาแต่ละอย่าง บางอย่างมันขม บางอย่างมันเผ็ดเกินไป ถ้าหากเรารู้รส ถ้าเราจะกินสิ่งนี้ มันจะมีรส มีกลิ่น อะไรของมัน เราก็รับรู้ การกินผสมกัน ก็เพื่อให้กินได้ง่าย หรือทำให้เป็นการมีความร้อน ต้องผัดอะไรมันก็จะเกิดบรรเทารสลงไปบ้าง บรรเทากลิ่น เพื่อให้กินได้ง่ายขึ้น เป็นความสามารถความรู้ของคน สัตว์เดรัจฉานมันไม่มีหรอก สัตว์กินพืชมันเจอพืชที่ไหนมันก็เคี้ยวกินเลย สัตว์กินเนื้อ มันเจอเนื้อที่ไหน มันก็กิน ไม่มีทางเอามาต้ม เอามาทำพะโล้ เอามาผัด เอามาดอง อะไรต่างๆสารพัด

แก้วใจเพชรว่า...มีข้อมูลในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอน พระเจ้าปเสนทิโกศล ในเรื่องของเทคนิคการเคี้ยวอาหาร ว่า ทำจิตอย่างไร ที่จะไม่เป็นทาสของอาหาร ที่เกี่ยวกันเนื่องนิทานคัมภีร์พระไตรปิฎก สังยุตตนิกาย โทณปากสูตรที่ 3 พระพุทธเจ้าตรัสว่า หัวข้อนี้เป็นการลดความอ้วนที่สอนพระเจ้าปเสนทิโกศล เพราะว่าเป็นคนที่บริโภคอาหารมากเมื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ามักจะสัปหงก [364] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ... เขตพระนครสาวัตถี ฯ ก็สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหาร หุงด้วยข้าวสารหนึ่งทะนาน ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยแล้ว ทรงอึดอัด เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [365] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นเสวยแล้ว ทรงอึดอัด จึงได้ทรงภาษิตพระคาถานี้ ในเวลานั้นว่า มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ [366] ก็สมัยนั้น มาณพชื่อสุทัศนะ ยืนอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ พระเจ้าปเสนทิโกศล ฯ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกสุทัสสนมาณพ มารับสั่งว่า มาเถิด เจ้าสุทัศนะ เจ้าจงเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค แล้วจงกล่าวใน เวลาเราบริโภคอาหาร อนึ่ง เราจะให้นิตยภัตแก่เจ้าวันละ 100 กหาปณะทุกวัน ฯ สุทัสสนมาณพรับสนองพระดำรัสพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งพระพุทธเจ้าข้า ดังนี้ แล้วเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค กล่าวในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระกระยาหารว่า มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน ฯ [367] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงดำรงอยู่ โดยมีพระกระยาหารหนึ่งทะนาน ข้าวสุกเป็นอย่างมากเป็นลำดับมา ฯ ในลำดับต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์ทั้ง 2 คือ ประโยชน์ภพนี้ และ ประโยชน์ภพหน้าหนอ ฯ

คุณยุ้ยว่า...การเคี้ยวให้ละเอียดมันอยู่ที่จิตใจเราหรือเปล่า คนทั่วไปไม่สนใจการเคี้ยวอาหาร พ่อครูว่า... มันรีบกิน ที่จริงแล้ว มันจะมีความเคยชิน ถ้าเผื่อว่า เรากินอาหาร ก็พยายามเคี้ยวให้พอเหมาะ มันก็ชินอย่างนั้น การรีบเคี้ยวอาหาร ก็หยาบ การย่อยก็ต้องใช้พลังงานมาก การเคี้ยวละเอียด ก็ไม่ควรจะต้องเคี้ยวจนเป็นน้ำแล้วถึงกลืน เลยไม่ต้องใช้อะไรการทำงานสรีระ ก็ไม่ได้ใช้งาน มันก็จะอ่อนแอแย่เลย เราก็ต้องเคี้ยวอย่างพอเหมาะพอดี เคี้ยวอย่างกลืนพอได้ ก็ใช้สามัญสำนึก ก็พอแล้ว นี่ก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้วคน หรือสัตว์ต่างๆ มันก็ทำของมันอย่างพอเหมาะพอสม คนมันก็มีอยู่แล้ว ไม่ต้องอะไรมากหรอก นอกจากคนที่มีกิเลสมาก รีบเคี้ยว ไปกิน ไปเล่น ไปหาเงิน อย่างนั้นไม่ต้องสอนอะไรกันมาก ไม่ได้มาปฏิบัติธรรมหรอก หมอเขียวว่า...พวกใจร้อน ถ้าลดกิเลสได้ ก็ไม่มีอะไร พ่อครูว่า... ถ้าลดกิเลสได้ ไม่ต้องติดในลาภยศสรรเสริญอะไรมาก ก็จะมีเวลา ใช้ในการกินอาหาร ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อนไปหาเงิน ไม่ต้องรีบร้อนไปหาลาภยศอะไรต่างๆ ถ้าไม่มีโลกธรรมมากมาย มันก็มีเวลาเคี้ยว คุณยุ้ยว่า...พ่อครูให้มาเน้นลดกิเลส เริ่มมรรค 8 พ่อครูว่า... เราต้องรู้เจตนาในมโนสัญเจตนาหาร ถ้าเรามีจิตติดในกาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นหลัก ถ้าไม่มีกิเลสติดพวกนี้มากมาย มันก็ไม่มีอะไร ส่วนกิเลสชั้นสอง สาม ภวตัณหา ก็ลึกไปตามลำดับ กามตัณห าไม่มีอะไรมาก เรื่องของ ภวตัณหา เป็นเรื่องของอนาคามี ส่วน วิภวตัณหา เป็นเรื่องของโมหะ ก็คือเรียนรู้ในภพทั้งสาม กามภพ ภวภพ(รูปภพ อรูปภพ) คนเราต้องมีตัณหาที่ 3 คือวิภวตัณหา คือเราต้องการล้างกิเลสที่มันติดภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ในอนาคามีก็จบ จนไม่มีภพ ก็เหลือแต่ ตัณหาอุดมการณ์ พระอนาคามีไม่มีความต้องการในกามแล้ว สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่มีกิเลส มีแต่เรื่องของตัวเอง ที่มีเศษเหลือ รูปภพ อรูปภพ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็เข้าตรงนี้ เท่านั้นเอง

ลดกิเลสเป็นหลัก จะถึงสวนฟ้านาบุญ ก็ต้องลดกิเลสเป็นหลัก กินอาหาร ก็ลดกิเลส ไม่ใช่กินแต่เพียงเลี้ยงร่างกาย เลี้ยงร่างกาย ก็เป็นสุขภาพ เป็นวิทยาศาสตร์สามัญ ก็เรียนอยู่แล้วไม่มีปัญหาหรอกทางโน้น ทางศาสนาจึงเรียนเรื่องของบุญ เป็นการลดกิเลสอย่างแท้จริง แต่ทางโลกเขาเรียนกันที่ไหน เขากินอาหารมีแต่มัวเมา มีแต่ไปกับกิเลส แล้วก็หลอกกัน ปรุงแต่งหลอกกัน เป็นเชฟมือหนึ่ง คุณยุ้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน