ไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนาเป็นฐานให้ปฏิบัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.01 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

ไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนาเป็นฐานให้ปฏิบัติ พ่อครูว่า…มาต่ออาหาร 4 ท้ายข้อกวฬิงการาหาร ว่า เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ เมื่อผู้ที่กำหนดรู้ความยินดีเป็นเครื่องชักนำมาสู่โลก โลกนี้ อยังโลโก ที่หมุนเวียนในโลกโลกีย์ ถ้ากำหนดรู้ตัวกามฉันทะ เรียกว่าความยินดี ผู้มีฉันทะในกาม รู้ว่าตนเองยังมีฉันทะในกาม ซึ่งเกิดแต่ตาหูจมูกลิ้นกาย เบญจกามคุณ เมื่ออาริยสาวกใด อาริยสาวก ไม่ได้หมายความแค่พระภิกษุ แต่ฆราวาสก็เหมือนกัน พุทธสาวกทุกองค์ ทุกคน ผู้ที่กำหนดความยินดีที่เกิดในเบญจกามคุณไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้ที่จะกำหนดรู้ได้ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว คำว่าไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้ ภาษานี้ ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีแล้ว แต่ไม่มีสิ่งที่เกินกว่าจะกำหนดรู้อะไร การกำหนดรู้กาม “กาม” เป็นคำใหญ่ เป็นความใคร่ใหญ่ในโลก โลกนี้ โลกโลกียะ ทั้งหมด ซึ่งในกามใหญ่ มีกามกลาง กามน้อยเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเมื่อรู้จัก กามใหญ่ ก็จะได้รู้กามกลาง กามน้อยไปด้วย เพราะฉะนั้น กามกลาง กามน้อย มันอยู่ข้างใน แต่กามใหญ่ อยู่ข้างนอกเหมือนเปลือกไม้ คุณต้องถากเปลือกกระพี้ออกไปก่อน ก็จะหมดความยินดีกับกามนอกได้ แล้วจึงเป็นที่เหลือก็มาถากทำลายกามต่อไปอีก เรียกว่า รูปราคะก็ตาม แล้วจึงจะเหลือกาม ภายในเลย ก็ทำลายให้จนหมดจนหมดแก่น พระพุทธเจ้าต้องทำลายให้หมดเลย กามใหญ่ กลาง เล็ก หมดสูญเลย ผู้ที่ศึกษาผิดไม่ทำตามลำดับอย่างที่ว่านี้ไปนั่งหลับตา เลยผ่านเข้าไปเลย ผ่านเข้าไปนึกว่า ตนเองเข้าไปอยู่ในกลางแก่นเลย เอาตรงนี้คือพวกมักง่ายมักได้ จะเอาเร็วๆ มักได้มักง่ายเอาเร็วๆ

อ่านต่อ

แล้วไม่มีปัญญารู้อะไรเลย บอกว่าหมดตรงนี้จะได้หมดจบ แต่ไม่ได้ทำตามลำดับ เวลาเขานั่งหลับตาเขาจะนั่งสะกดจิตตัวเอง แล้วก็นึกว่าจิตเป็นอย่างนี้ เอาตัวที่มีอาการรับรู้เป็นจิต แล้วก็ให้เรียนรู้จิตนี้แล้วทำให้มันสูญ ที่เขากำลังคิดกำลังสร้างอยู่เป็นการสร้างภพชาติใหม่ โลกนี้ทั้งโลกเขาไม่ได้แตะตั้งแต่ เบื้องนอกเข้าไปเลย เขานั่งหลับตาเข้าไปข้างในเลย สร้างขึ้นมา ซึ่งมันเป็นความเพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่มีของจริงเลย เป็นเรื่องสูญเปล่า น่าสงสาร ไม่มีโลกนี้ให้เขาทำ มีแต่โลกฟ่ามๆเฟ้อๆ ให้เขากำหนดรู้ได้อาศัยถ้าตรงที่ตัวเองมี ธาตุรู้ แล้วเอาหน้าที่ของธาตุรู้ เช่นสัญญามีกำหนดหมายอย่างไรก็ขึ้นมา มันรู้สึกระลึกได้ก็เอาความจำเก่าๆจากสัญญาที่ระลึกได้นี้ ก็เป็นความรู้สึกใหม่ไม่ใช่เวทนาตัวที่มันมีจริง จะเป็นของจริงตากระทบรูป เกิดเป็นความรู้สึก แล้วความรู้สึกนี่แหละคือสังขารปรุงแต่ง มันปรุงแต่งกับกิเลสเรา กับธาตุรู้ของเราปรุงแต่งสังขารกัน เพราะฉะนั้นเวทนา สัญญา สังขาร ก็มีตัวจริงของมันทั้งนั้น กระทบจึงเกิดเวทนาจริง ปรุงแต่งจริงเป็นสังขาร นี่แหละคือเจตสิกของวิญญาณ นี่แหละวิญญาณมันมีอย่างนี้ต้องรู้ด้วยนามรูปแล้วจึงจะเกิด สัญญาเวทนาสังขารปรุงแต่ง แต่อันนี้ไม่มีสักอย่างเดียว ไม่มีของจริงพวกนี้เลย คนหลับตาเข้าไปไม่มีอะไรเป็นจริงมีแต่อดีตกับอนาคต ทิฏฐิต่างๆที่คิดปรุงแต่งอยู่ในจิตเป็นสิ่งเฟิร์สฝันอยู่ในอดีตกับอนาคต ในทิฏฐิ 62 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ช่างน่าสงสารมากเลยมันไม่เข้าใจได้ง่ายๆนะ ความจริงจะมีในปัจจุบันเท่านั้น ทิฏฐิธรรมกาละ ความจริงอยู่ในปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละ แปลเป็นไทยว่าการเกิดในปัจจุบันนี้ มีความเกิดมีสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยประกอบเกิด มีที่ตั้งแห่งการเกิด ตาหูจมูกลิ้นกายถึงสิ่งของที่มีอยู่ในตัวเราเป็นอวัยวะเป็นรูปนาม ที่จะต้องสัมผัสกันมีประสาทมีรูปข้างนอก มีตามีประสาทกระทบกัน มีโคจร กระทบกันแล้วเกิด วิสยรูป เป็นสยะ เป็นตัวตน แต่นี่ไปหลับตาเสียไม่มีอะไรไม่ได้ใช้อะไรในอวัยวะ ไม่ได้ใช้อะไรเป็นสิ่งภายนอกที่เขามีอยู่ในโลกไม่ได้ใช้ คุณไปสร้างลมๆแล้งๆเอาเอง อาตมาอธิบายละเอียดละออให้ฟังเลย เพราะฉะนั้นสายหลับตานี่เป็นสายที่..(ขออภัย)ใช้ภาษาชัดๆ โง่ได้ที่จริงๆ.. สายหลับตา หลงใหลติดยึด ผู้ที่รู้ดีมาพูดก็ไม่เคยฟัง หรือฟังแล้วก็ไม่เคยรู้สึกว่า เอ..มันน่าเอามาคิด ไม่งั้นเราก็หลงจมอยู่กับความไร้สาระไร้แก่นสารไร้สภาพมีจริง ไม่มีอะไรจริงสักอย่างในการนั่งหลับตา ในธรรมะ ในสัจธรรมนะ มันไม่มีรูปนาม ไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากำหนดรู้เท่านั้น แล้วสัญญาตัวนั้นก็ไปกำหนดอะไรขึ้นมาเอง สัญญายนิจจานิ แล้วหลงเที่ยงแท้อยู่กับสัญญานั้น ในโลกที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ยังไม่มีโลกนี้ เพราะฉะนั้นจะไปหาโลกต่อไปที่เรียกว่าโลกหน้า ปโรโลโก เป็นโลกอีกโลกหนึ่งที่ศาสนาพุทธเรียนรู้เป็นดาวอีกดวงหนึ่งเรียกว่า “ดาวโลกุตระ” มันไม่มีสิทธิ์จะไปเรียนรู้ เมื่อไม่มีพื้นฐานของโลกนี้ ไม่มีโลกนี้ให้เรียน

640212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้ อาหาร ให้บรรลุถึง อรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน