เรียนรู้วิญญาณาหารกับนาม 5 รูป 28.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

เรียนรู้วิญญาณาหารกับนาม 5 รูป 28 มาเรียนรู้ อาหาร 4 ต่อ ถ้าไม่มีผัสสะไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีเวทนา 3 ไม่มีสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ให้เรียน เมื่อไม่มีเวทนา 3 ก็ลึกไปถึงเจตนาไม่ได้ ถึงจะเป็นมโนสัญเจตนา เจตนาที่วิ่งออกไป มันยังยึดติดยังมีที่มุ่ง มุ่งในสิ่งที่เราไปอุปาทานยึดไว้ ว่าต้องได้อย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้เคยมีเคยเป็น สัญญะ เคยยึด เคยติด เป็นตัณหา 3 ตั้งแต่กาม ถ้าไม่เรียนรู้ กาม ด้วยรูปนาม

อันที่ 4 คือวิญญาณ ต้องเรียนรู้รูปนามแล้วจะรู้หมด ท้ายท่านบอกว่า เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ นามรูป ใช้งานเมื่อกระทบทางทวารทั้ง 5 ก็เกิดเวทนา สามารถเรียนรู้ได้เพราะคุณมีนามรูป หากว่าวิญญาณคุณไม่มีนามรูป วิญญาณคุณเป็นสัมภเวสี หลับตาเข้าไปปุ๊บ ไม่มีที่ตั้งของวิญญาณ ไม่มีวิญญาณฐีติ วิญญาณคนที่หลับตาเป็นสัมภเวสีทั้งหมด วิญญาณไม่เป็นวิญญาณฐีติ ฐีติ คือที่ตั้ง วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งที่ตาหูจมูกลิ้นกายก็เป็นวิญญาณสัมภเวสีวิญญาณล่องลอย จับเอามาไม่ได้เอามาปฏิบัติไม่ได้เพราะมันล่องลอยไม่มีที่ตั้ง มันไม่มีที่อยู่ไม่มีที่จะหยิบมาเป็นของจริง ไม่ใช่ของที่จับมั่นคั้นตาย สัมผัสต่างๆเกิดเวทนาแล้วมีตัณหาซ้อนอยู่ในเวทนานี่ไง ซึ่งคุณไม่มี เพราะนามรูปคุณไม่มี ที่ตั้งของนามรูปคุณไม่มี คุณมีแต่สัมภเวสีไม่เรียกว่าวิญญาณ จะเรียกว่าวิญญาณก็เป็นธาตุรู้ของอัตภาพหนึ่ง แต่อัตภาพนั้นจับมันมาทำอะไรไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน ภิกษุสาติบอกเรารู้แล้วว่า วิญญาณคือไอ้ที่ลอยไปลอยมา พระพุทธเจ้าก็บอกภิกษุสาติ ว่า ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้

อ่านต่อ

ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซร้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) เหตุปัจจัยคือที่มีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบกันและมีประสาททำงาน แม้ตากระทบรูปประสาทคุณไม่ทำงาน หูกระทบเสียงประสาทคุณไม่ทำงานร่วม ไม่ได้ยินหรอก เสียงนั้นกระแทกหูขนาดไหนก็ไม่ได้ยิน ลิ้นกระทบรถ ทั้ง 5 ทวาร ต้องเรียนรู้วิญญาณฐิติ ถ้าไม่เรียนรู้ว่าธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมีวิญญาณตั้งอยู่ทางตาหูจมูกลิ้นกาย มีคู่ทั้ง 5 คู่ รวมกับใจเป็นธาตุรู้เป็นองค์ร่วม ร่วมกับทวารทั้ง 5 เป็น 6 คู่ ถ้าล้างกิเลสทางตาหูจมูกลิ้นกายไปหมด ถึงจะไม่มีกิเลสในตาหูจมูกลิ้นกาย จึงเหลือกิเลสภายในเรียกว่ามโน อันข้างนอกออกหมดแล้วจึงเหลือมโน ถ้ากิเลสตาหูจมูกลิ้นกายล้างออกไม่หมด คุณจะไปหามโนไปอยู่ที่จิตลึกที่มโน มันตลก มันไม่เป็นจริง ความจริงต้องมีตากระทบรูป หูกระทบเสียงอยู่ข้างนอก มีปัจจุบันกาล ท่านบอกแล้วต้องมีองค์ประกอบ ถ้าไม่มีองค์ประกอบมันไม่ใช่วิญญาณ มีเหมือนกัน วิญญาณที่จะศึกษาที่เป็นที่ตั้ง ให้ศึกษามันไม่มีแต่มันเป็นวิญญาณสัมภเวสี เป็นวิญญาณล่องลอย อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่เคยเอามาสอน เพราะจะไปทำอะไรกับมันได้มันล่องลอยไม่มีตั้ง ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นที่ตั้งถึงจะเรียนรู้ได้ ท่านผู้หลับบตาปฏิบัติ ไปทำให้หูหนวกตาบอด อาตมาเป็นผู้นำให้มีตาหูจมูกลิ้นกายมากระทบ อย่าไปสอนให้หลับตาหลับหูเหมือนที่สอนกันในพระสูตร อินทริยภาวนาสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ 10. อินทริยภาวนาสูตร (152) [853] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าไผ่ ในนิคมชื่อกัชชังคลา ครั้ง นั้นแล อุตตรมาณพ ศิษย์พราหมณ์ปาราสิริยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ แล้วทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการทักทายปราศรัยพอให้ ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [854] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกร อุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการ เจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียง ด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของ ปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอด ไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส แล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ [855] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า อุตตรมาณพศิษย์ ปาราสิริยพราหมณ์ นิ่ง คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงรับสั่งกะ ท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ปาราสิริยพราหมณ์ ย่อมแสดงการเจริญอินทรีย์ แก่สาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง ส่วนการเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของ พระอริยะ ย่อมเป็นอีกอย่างหนึ่ง ฯ

พ่อครูว่า…ที่จริงในพระไตรปิฎกมหายานก็น่าจะมีมากอยู่ พระเจ้าก็น่าจะพูดในหลายพระสูตรพระนั่งหลับตาไม่เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียงเหมือนกับสอนให้ตาบอดหูหนวก ทำไมเขาจะโง่เง่าดักดานไปนานขนาดไหน ขออภัยจริงๆ อาตมาอายุ 87 ปีแล้วก็พูดได้ เหมือนพูดกับลูกกับหลาน ส่วนใหญ่เขาก็อายุน้อยกว่าอาตมากัน ก็น่าสงสารจริงๆ ผู้ที่มาศึกษาใฝ่แสวงหา เป็นเจตนาดี พระที่มาบวชแล้วไม่ได้แสวงหาทางนิพพาน แต่มาอาศัยเรียนได้เปรียญ 9 ปริญญา ตรีโทเอก ได้ฐานะมีลาภยศสรรเสริญ เป็นพระมหาศาล เป็นเจ้าคุณ มีพระหนุ่มตอนนี้เพิ่งได้เป็นเจ้าคุณ เป็นพระในสังคม สอนเก่ง อธิบาย อยู่ทางเหนือ ก็ได้ลาภยศสรรเสริญสุขไป สอนแจ้วๆ อาตมาว่า จะต้องไปใฝ่หาทำไม เราอยู่ทางโน้น ก็สามารถปฏิเสธได้ว่าอย่าให้ผมเลย ผมก็ทำงานไปเฉยๆ ไม่ต้องมาให้ตำแหน่งผมหรอก เพราะคนมันแย่งตำแหน่งกันอยู่ เอาไปให้คนอื่นเถอะผมไม่เอา ท่านก็ไม่ไปยัดเยียดหรอก แล้วบอกว่าไม่ยินดียินร้ายแล้วไม่ยินดียินร้าย แล้วจะไปรับทำไม อาจแก้ตัวว่าเกรงใจพระผู้ใหญ่ก็ได้ เรื่องพวกนี้ส่อแสดง ผู้ที่ยังรับอยู่แล้วปากพูดว่าไม่รับเขามาให้ก็ว่าไป แม้แต่มหาบัวก็เป็นระดับชั้นธรรมนะ แต่ไม่ได้มากกว่านั้น น่าจะได้ชั้นพรหม แต่ได้แค่ชั้นธรรม เมื่อขึ้นถึงชั้นพรหมก็จะได้เป็นสมเด็จ มหาบัวได้เป็นชั้นธรรม ส่วนท่านวิริยังค์ได้เป็นชั้นสมเด็จก่อนตาย ไม่จำเป็นต้องไปนั่งหลับตาก็สำเร็จ เรียนรู้จริงๆในจรณะ 15 วิชชา 8 ฌาน 4 เกิดจากการปฏิบัติจรนะของพระพุทธเจ้า เกิดจากการปฏิบัติศีล และอปันกธรรม 3 มีสัทธรรม7 ก็จะเกิด ฌาน 1 2 3 4 ทั้ง 11 หลัก ถ้าไม่มีศีลเป็นตัวหลักแล้วไม่มี อปันกธรรม 3 โมฆะจากศาสนาพุทธ ไปหลับตาไม่มีอปันกปฏิปทา ไม่ได้มีการสังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีการโภชเนมัตตัญญุตาคืออาหารที่พูดไปแล้ว กวฬิงการาหาร อาหารที่กระทบทางตาที่จะกินเข้าไปทางปาก กลิ่นรสสัมผัสทางกายมาค้นหา คุณต้องเรียนรู้อันนี้แล้วละกิเลสจากอันนี้ คุณจะเรียนรู้ได้ทั้งหมดทั้งผัสสะเวทนา มีตัณหา จะรู้นามรูป เทวะ องค์ประกอบ 2 แล้วทั้งหมดคือถ้ารู้คือวิญญาณแยกเป็นเวทนาสัญญาเจตนา ก็เรียนรู้นาม 5 เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ คุณไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะคุณทำใจในใจไม่ได้ เพราะไม่มีเวทนาไม่มีสัญญาไม่มีเจตนาให้คุณปฏิบัติ นาม5 คุณไปปฏิบัติไม่ได้ ขาดผัสสะตัวเดียวคุณเป็นโมฆะหมดเลย ไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา สัญญาจะกำหนดรู้ตามเวทนาจะได้รู้เจตนาในเวทนา มีตัณหาซ่อนอยู่ในเวทนา คุณกำหนดรู้ไม่ได้เรียนรู้ไม่ได้ เพราะไม่มีผัสสะตัวเดียวก็ไม่มีฐานะแห่งการปฏิบัติ วิจัยจากอาหารสูตร พตปฎ. ล.16 ข.7 นาม 5 รูป 28 จึงเรียกว่านามรูป ให้คุณศึกษาวิญญาณ มีนาม 5 แล้วปฏิบัติเรียนรู้ด้วยรูป 28 คุณจึงจะรู้จักวิญญาณครบจึงจะปฏิบัติวิญญาณให้ตัวปฏิบัติคือฐานปฏิบัติคือเวทนา จึงจะปฏิบัติเวทนา 108 ได้ ถ้าคุณไม่ได้ปฏิบัติเวทนา 108 กระบวนการ 108 อย่างครบบริบูรณ์ทำตั้งแต่ต้นจนจบ อดีต ปัจจุบัน อนาคต 36 36 เป็นศูนย์ได้หมด คุณไม่จบ คุณไม่ได้เป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นใครที่มาอ้างว่าเป็นอรหันต์ อาตมาเอาเวทนา 108 เป็นเครื่องเช็ค คุณพูดกับอาตมา อาตมาจะถามคุณ ปุจฉาฯ คุณก็วิสัชนามา ลองดู ปุจฉาด้วยเวทนา 108 ถ้าคุณไม่ได้ปฏิบัติมโนปวิจาร 18 ต้องมีสัมผัส 6 ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสทางภายนอกภายใน เมื่อสัมผัสแล้วจึงจะเกิดเวทนาสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ให้คุณปฏิบัติ ดับสุขดับทุกข์ได้ เหลือโสมนัสโทมนัส คุณก็ดับโสมนัสโทมนัสก่อนที่เกิดก่อนได้ ในสำนวนที่ท่านแปลไว้ดับก่อนได้ ได้หมดก็หมด เหลืออุเบกขา แม้ได้อุเบกขาแล้ว แยกเนขัมมะกับเคหสิตะ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ซึ่งต่างจากเคหสิตอุเบกขา ต่างกันอย่างไรปฏิบัติเมื่อไหร่ ปฏิบัติออกได้เป็นชั้นๆจากสุขภายนอกหรือภายใน ถึงจะเป็นความสงบปราศจากกิเลสอุเบกขาที่มีองค์คุณ 5 อาตมาพูดภาวะคุณจะรู้เรื่องกับอาตมาเลย พระอรหันต์ด้วยกันจะรู้กันเลยไม่ว่าคุณไม่รู้พยัญชนะแต่ก็จะเอาภาษาไทยที่พูดกันรู้เรื่องมาพูดกัน อาตมาก็ไม่รู้ภาษาบาลี อาตมารู้สภาวะก็มีภาษาไทยเรียก ก็แปลเป็นภาษาไทยเรียกกันอย่างนี้ บริสุทธิ์จากกิเลสคืออย่างไร ปริโยทาตา อาตมาแปลเองหมดเลยนะพวกนี้ ท่านแปลไว้ว่า ปริสุทธาคือบริสุทธิ์ ปริโยทาตาคือผุดผ่อง มุทุคืออ่อน กัมมัญญตาคือ เหมาะควรแก่การงาน ปภัสสราคือ ผ่องแผ้ว แต่อาตมาอธิบายสภาวะรายละเอียด ปริสุทธาคือ หมดกิเลสจิตบริสุทธิ์แล้วกระทบสัมผัสกับสิ่งต่างๆ กับสัตว์กับคนกับของกับพืชก็บริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้นอีก มันมีความละเอียดได้มากมายหลายหน้าที่เราไปติดยึดอีกไม่รู้กี่อย่าง กระทบแล้วก็จะรู้ว่าเราสะอาดได้มากขึ้นบริสุทธิ์ได้มากขึ้น ถึงจะรวมลงเป็น มุทุภูตธาตุของเรา จิตของเรารวมเป็นภาวะ 2 ที่ทำให้เป็นหนึ่งได้ทำให้เป็น 0 ได้เรื่อยๆ พวกคุณฟังอาตมาภาษาพวกนี้ไม่มีในพระไตรปิฎกอธิบาย หรอก อาตมาอธิบายขยายความเองรู้เรื่องไหม แต่เขาบอกว่าโพธิรักษ์พูดเอาเอง ก็พูดเอาเองสิอาตมาเป็น สยังอภิญญา แต่พูดกับพวกคุณที่เป็นพุทธศาสนิกชนในยุคนี้ สื่อภาษาไทยที่เป็นภาษาถิ่นรู้เรื่องเข้าใจได้และรู้จักตัวตนของกิเลสด้วย กิเลสจากสัตว์กิเลสจากของกิเลสจากพืชกิเลสทางตาหูจมูกลิ้นกายรู้ไหม เอาออกได้ไหม ….ได้ก็ได้สิไม่ได้ถามว่าหมดหรือยัง ถามว่าได้ไหม...ได้ หรือว่าไม่หมดก็ดีแล้วไม่หลงเหลือตัวเอง ก็เอาให้หมดเลยจะได้เป็นอรหันต์ ก็บอกว่าอาตมารู้ได้อย่างไรว่าตนเองเป็นอรหันต์ ก็เพราะว่าอาตมารู้จิตเจตสิกต่างๆของตัวเอง จะมาอธิบายอย่างนี้ก็เอาของตัวเองมาอธิบายด้วยภาษาของอาตมาอย่างนี้ ทำเป็น 1 เป็น 0 ได้อย่างนี้ ไม่มีในอรรถกถาอาจารย์ไหน ทำจิตเป็น 1 เป็น 0 จาก 2 หมายถึงสภาวะที่เป็น อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุ พวกคุณเข้าใจได้ไหมล่ะ มันไม่มีชีวิตชีวาอะไรแล้วแม้มีชีวิตชีวาก็ไม่ปรุงแต่งเป็นบาปเป็นบุญอะไรแล้วเป็นพืช เราก็เอาไว้อาศัย เรายังไม่ตาย เป็นชีวะอยู่ ส่วนอันไหนที่ทำให้เป็นอุตุได้แล้วก็ทำไป อย่างเช่นอบายมุขทั้งหลายเราก็ไม่มีกิเลสกับอบายมุขพวกนั้นหมดแล้ว มันก็เป็นอุตุไปหมดแล้ว ขอโทษทีไรก็ไม่มีชีวะเลย อย่าว่าแต่ไม่ทุกข์ไม่สุขเลยกลางๆ รู้ว่ามันเป็นชีวะอยู่ มันไม่มีชีวิตอินทรีย์ คุณก็รู้ตัวนี้อินทรีย์ของชีวะ ชีวิตรูป ก็มาเรียนอินทรีย์ของชีวิต ในรูป 24 อุปาทายรูป จาก ภาวรูป 2 เป็นหทยรูปมาเป็นอาหารรูป มาเป็นชีวิตรูป อินทรีย์ของรูป ก็รู้ว่าพลังงานชีวิตของมัน ยังมีชีวิตอยู่นะ แต่ชีวิตนี้มันก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงที่มีอยู่ก็อาศัยอันนี้เพราะเรายังมีชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องสัมผัสมันก็เฉย สัมผัสมันก็ทิ้งไม่ได้ไปเกี่ยวกับชีวิตอะไรเราเลย เราก็ไม่เกี่ยว ดินน้ำไฟลมที่จะเอามาเป็นอาหารก็เราไม่เป็นไรกินดิน กินหินกินเหล็กกินปูน เราไม่กิน เรากินแต่พืช จริงมันอาจจะมีดินที่กินได้ เช่น เกลือมีดินอยู่บ้างเป็นต้น ก็กินบ้างก็เท่านั้นเอง เกลือมันก็ไม่ชีวะ ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป

_สู่แดนธรรม...เมื่อเช้าคุยกับคุณอัมพร ถ้าหากอุตุเป็นอรหันต์ ถ้าไม่หางานให้ทำ อุตุมันก็เสื่อมได้ เหมือนเครื่องยนต์ จารบีหรือลูกปืน ถ้าจอดนิ่งๆอุตุมันเสื่อม มีความหมายเช่นกันไหมครับ พ่อครูว่า…ใช่ ดินน้ำไฟลมก็มีเหตุปัจจัยของสังขารปรุงแต่งเอามาใช้ได้อยู่ มันก็เลยเอามาประกอบกันเป็นชีวะ ดินน้ำไฟลมประกอบเป็นชีวะ พีชะ พืชจากพืชก็ปรุงแต่งเป็นจิต สู่แดนธรรม...เพราะเหตุนี้พ่อท่านถึงต้องทำสัมประสิทธิ์ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า…ใช่ จึงต้องพยายามเอาดินน้ำไฟลมเอามาปรุงแต่งขึ้น เนื้อหนังมังสามันเหี่ยวอยู่ ณ ตอนนี้ มันไม่เหมือนอายุ 20 ปีตอนนี้มันไม่ใช่อายุ 20 ปีจริงๆมันเหี่ยว มันไม่ตึงเต่ง ก็จะพยายามปรับปรุงขึ้นมา ที่พูดวนไปเวียนมา มาหาเป้าสาระแท้ๆ ตรงๆ ของสภาวะนั้นๆๆ แล้วเราก็จะเข้าใจความจริงเลยว่า มันก็มีอยู่ประมาณนี้แหละที่เราใช้เรียนใช้ศึกษา จนกระทั่ง เราเข้าใจแล้วเราก็ ละล้างที่มันติดยึด จนจิตเราไม่ยึดติด อะไรที่เราต้องอาศัยก็อาศัยมันไป ชีวิตก็เข้าใจแล้วว่าเราอาศัยมัน คนไม่เข้าใจก็หาว่าเรายังยึดติด ก็มันไม่ตายยังไม่ตายก็อาศัยมันหน่อยไม่ได้ติดยึดหรอก ไม่มีแม้อาศัยไม่มีแม้แต่อาลัย ก็อาศัยมันหน่อย ตายจากกันแล้วก็เลิกไม่อาลัยอาวรณ์อะไรอีก มีแต่อาศัยไปบ้างก็ขอใช้ทำงาน อาตมาเข้าใจอันนี้ไม่ใช่เข้าใจแค่ชาตินี้ ที่อธิบายได้มากมายวนไปเวียนมาซับซ้อนลึกซึ้ง จนกระทั่งพวกคุณ..(ขออภัย) พวกคุณตามที่อาตมาพูดไม่ถึงสภาวะจริงเท่าที่อาตมาพูดหรอก บางอย่างอาตมาพูดลึก ก็แค่จำไว้ก่อน ยังไม่ถึงสภาวะ บางอย่างภาษาก็ยังไม่เข้าใจเลย ที่พูดยืนยันก็เพื่อให้พวกคุณเข้าใจชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง ที่ว่าจริงก็ ดินน้ำไฟลม ปฐวีปฐวีอาโปเตโชวาโย เพราะว่าไม่มีใครมาพูดละเอียดละออขยายฉีกชี้ละเอียดเข้าไปเรื่อยๆอย่างอาตมา จะไม่ใช่เป็นอย่างที่อาตมาพูดถึงนี้ เหลืออีก 9 นาที ขอไล่รูป 28 ให้ฟัง มหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอุตุแท้ๆ มันก็จะร่วมกันมาผสม เป็นร่างเป็นสรีระ สรีระของเราก็มีตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งก็จะมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเข้าไปรวมกันอยู่ที่ใจ อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)

ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส) (กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน)

ปสาทรูปไปโคจรพบกันเค้าก็จะเกิดสภาพรับรู้ขึ้นมา ตาหูจมูกลิ้นกายมี 5 ใจมี 1 ให้เจ้าหนึ่งมันร่วมกับกาย 5 ซึ่ง 5 สอง 5 เป็น 10 เสร็จแล้วท่านก็เป็นนับหักออกครึ่งหนึ่ง นับเหลือแต่ 9 ไม่ไปนับ 10 เพราะถ้าไม่มีใจ ต้องมีใจร่วมด้วยจึงมี 5 คู่นี้ใจไปร่วมใน 5 คู่นี้ สำคัญที่สุดคือโผฏฐัพพะ ซึ่ง 5 นี้แหละเป็น 1 ตา หู จมูก ลิ้น กาย เอาไปครึ่ง, ใจเอาไปอีกครึ่ง โผฏฐัพพะก็เลยเป็น 9 ถ้าคุณไม่มีใจไปอยู่กับโผฏฐัพพะ ก็ไม่เกิดนามรูป สรุปว่า เป็น 10 แต่มานับ 9 ค. ภาวรูป 2 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช) ภาวะ 2 คือรูปกับนามกระทบกัน ต้องเรียนรู้รูปนามหรือเทวะ หรือกาย ก็คือ 2 แต่กายเป็นทีละคู่ 2 ต้องเรียนทีละคู่ โดยแยกเป็นความต่างกัน มีอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เพศผู้ เมีย เพศชายเพศหญิง บวก ลบ เป็นต้น จากภาวรูป 2 ก็ไล่ไปหา ง. หทยรูป๑ = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป อภิธรรมท่านไม่รู้ก็ไปเอาที่หัวใจที่เป็นอวัยยะ แต่ที่จริงไม่ใช่ หทยรูปไม่ใช่ที่อยู่หรอก แต่เป็นองค์รวม คำว่า ห คือความจริง, ท คือ ตัวมีสภาพแข็งแรงเต็มที่, ย คือพลังงานเริ่มต้น ตัวแรกของเศษวรรค ส เป็นตัวที่ 5 ของเศษวรรค ใน ย ล ว ส ห ฬ อ เมื่อมี ท มี ห มีความจริง มีความแข็งแรงหนุ่มแน่นสดใหม่ ย คือพลังงาน มันจะมารวมกัน 3 เส้า ห ท ย ไม่มีที แต่ดูได้ว่านี่คือสภาวะของจิต ฆ คือ สภาวะหทยรูป ตัวนี้แหละเรียนรู้ชีวิตของมัน เราจะเรียนรู้ความไม่มีชีวิตของมันดับชีวิตอินทรีย์ของมัน ดับมันก็สูญไป อุตุไปได้หรือดับมันได้ครึ่งหนึ่ง เป็นพีชะ จ. ชีวิตรูป๑ = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส เราจะทำจิตให้มันเป็น อุตุหรือพีชะต้องดูพยัญชนะที่สื่อสภาวะพวกนี้ หากไม่พูดกับคนอื่นก็รู้ของตัวเองเท่านั้น เป็นปฏิพัทสัมผัสโสแล้วมีอธิวจนสัมผัสโสก็สื่อสารให้คนอื่นรู้ได้ จากนั้นก็เป็นเครื่องอาศัย ฉ. อาหารรูป๑ = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร เครื่องอาศัยพวกนี้ หรือจะขยายให้ยาวไปเลย ในอวิชชาสูตร นิวรณ์เกิดจากอวิชชา 1. อวิชชา มีอาหารอาหารของอวิชชา คือ นิวรณ์ 5 2. นิวรณ์ 5 มีอาหาร คือ ทุจริต 3 3. ทุจริต 3 มีอาหาร คือ การไม่สำรวมอินทรีย์ 4. การไม่สำรวมอินทรีย์ มีอาหาร คือความขาดสติสัมปชัญญะ 5. ความขาดสติสัมปชัญญะ มีอาหาร คือความขาดโยนิโสมนสิการ 6. ความขาดโยนิโสมนสิการ มีอาหาร คือความขาดศรัทธา 7. ความขาดศรัทธา มีอาหาร คือการไม่ได้สดับสัทธรรม 8. การไม่ได้สดับสัทธรรม มีอาหาร คือการไม่ได้เสวนาสัปบุรุษ การไม่ได้เสวนาสัปบุรุษอย่างบริบูรณ์ย่อมยังการไม่ได้ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์

การไม่ได้ฟังสัทธรรมอย่างบริบูรณ์ย่อมทำความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ ฯลฯ คนไม่ได้ฟังไม่ได้คบอาตมาก็ไม่ได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ไม่ใช่ว่ารู้จักอาตมาว่าเป็นโพธิสัตว์เป็นสัตบุรุษแต่ก็นานๆทีมาพบไม่ใช่ ต้องมาคบคุ้นต้องมาฟังธรรมให้บริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)

ช. ปริเฉทรูป๑ = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา ญ. ลักขณรูป 4 = 21.อุปจยะ ความเกิดอยู่เจริญขึ้นไป 22.สันตติ ความเชื่อมต่อสืบเนื่อง 23.ชรตา เคลื่อนไปสู่ความเสื่อม 24.อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ

640212_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้ อาหาร ให้บรรลุถึง อรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน