กถาวัตถุ 10 คือพูดอย่างไรก็เป็นไปเพื่อล้างกิเลส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

กถาวัตถุ 10 คือพูดอย่างไรก็เป็นไปเพื่อล้างกิเลส พวกเรานี้ฟังธรรมะกันทุกวัน ไม่เว้นเสาร์อาทิตย์ แสดงธรรมกัน นอกจากวันที่มันมีเหตุการณ์สำคัญเท่านั้นที่จะไม่มีเทศน์ ก็ไม่ได้ฟัง ถ้าเทศน์ มาฟังกันทั้งนั้ั้นแหละ ไม่ได้เทศน์น์ก็ไม่ได้มาฟัง แต่ถ้าเทศน์แล้วอาตมาเทศน์ สมณะสิกขมาตุ ที่เทศน์ออกอากาศนี้ ยังมีนอกเวลาที่จะถ่ายออกอากาศอีกนะ บางที ท่านหินจริงเทศน์ ก็ถ่ายทอด บอกคนฟังทางบ้านว่า มีคนฟังอยู่ที่นี่ 3 คน นอกนั้นก็ไปทำงานกัน ท่านก็เทศน์ครึ่งชั่วโมง ก่อนฉัน มีคนฟัง 3 คน 2 คน บางทีอาตมาไม่เห็นคนฟังสักคนมีกล้องก็ถ่ายท่านก็เทศน์ อย่างท่านเพาะพุทธ ท่านเทศน์กับข้างฝา ตั้งกล้องของท่าน แล้วก็เทศน์กับข้างฝา พวกเรานี่เทศน์เก่ง อาตมาว่า เทศน์มีสาระด้วยนะ ไม่ชมนกชมไม้หรือว่าเทศน์ไปอะไรต่ออะไรเยอะแยะที่เขาเทศน์กัน มันก็ไม่เหมือนกัน แนวการเทศน์ไม่เหมือนกัน สารัตถะของชีวิตต่างกัน โดยเฉพาะของชาวอโศกเรานี่ เป็นโลกุตระ มีโลกุตรธรรม มีโลกุตรธรรมคืออะไร ไม่มีโลกุตรธรรมคืออะไร มีโลกุตรธรรมก็คือ มีการชี้บ่งบอกถึงกิเลส ถึงเหตุแห่งทุกข์ ถึงตัวที่ควรจะรู้จักมัน แล้วก็ละล้างกำจัดมันซะ ไม่โดยอ้อมก็โดยตรง มีมากกว่ามีน้อย เทศน์แล้วจะมีการให้ล้างกิเลส ก็จะมีพลความอันนั้นอันนี้ประกอบบ้าง ที่ไม่ได้ให้ล้างกิเลสก็มีน้อย นอกนั้นก็มีแต่เทศน์ให้ล้างกิเลสนั่นแหละมีมาก เกือบทั้งกัณฑ์แต่ละรูปๆ ทั้งนั้นเลย ซึ่งอันนี้อาตมาภาคภูมิใจพวกเรานี้มีสาระ จะเทศน์อะไรก็เป็นไปอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในกถาวัตถุ 10 คำว่า กถาวัตถุนี่ แปลว่าพูดกันธรรมดา คนที่พูดกันธรรมดา อาการพูดของคนธรรมดาเป็นไปเพื่อ กถาวัตถุ 10 .(เรื่องที่ควรกล่าวชักชวน) 1. อัปปิจฉกถา (เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน) 2. สันตุฏฐิกถา (เรื่องที่ชักน

อ่านต่อ

ำให้สันโดษ ใจพอ) 3. ปวิเวกกถา (เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส) 4. อสังสัคคกถา (เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส) 5. วิริยารัมภกถา (เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร) 6. สีลกถา (เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล) 7. สมาธิกถา (เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ) 8. ปัญญากถา (เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา) 9. วิมุติกถา (เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส) 10. วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)

นี่คือเรื่องที่พูดกันที่จะกล่าวกัน จะพูดกันก็อยู่ในนี้ 1.พูดไปก็ชักนำกันให้ออกจากความมักมาก สู่ความมักน้อย มากล้าจนกัน แล้วจะไปรวยกันตรงนั้นตรงนี้ ไม่พูดกันเลย อันนี้เป็นเรื่องจริงเลย ไม่ใช่ว่าพูดแล้วคนจะมีลักษณะนี้ได้ด้วยหรือ จริง อย่างชาวอโศกตั้งแต่ข้อ 1 พูดแล้วก็ชักนำให้มากน้อยกัน 2. ชักนำให้สันโดษ ให้รู้จักใจพอ เขาแปลสันโดษว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ อาตมาว่าไปถามเอากับคนรวย ไปถามบิลเกตเขาดูสิ เดี๋ยวนี้คนรวยกว่าบิลเกตส์ก็มี อาตมาจำได้แค่บิลเกตส์ ไปถามบิลเกตส์ดูว่าเขาจะพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ไหมมันก็พอใจสิ พระพุทธเจ้าจะหมายถึงอย่างนั้นหรือ อาตมาว่าไม่จริง “พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่” พระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงอย่างนี้หรอก จริงๆแล้วมันแปลว่า ใจพอ มันรู้จักพอ แต่ก่อนเรายังไม่เคยพอเลย อะไรมา สวาปามทั้งนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ให้มาเท่าไหร่เราก็ยินดีทั้งนั้น ไม่เคยหยุดไม่เคยพอ รับเละ ถ้ารู้จักพอก็จะเจริญ ถ้าไม่รู้จักพอก็ไม่เจริญ อาตมาว่าจะเอาพระสูตร อัตถิราคสูตร 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกาม ปวิเวก กามคือความยินดีในโลกทั้งหลาย ในตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่กระทบอะไรก็ยินดี 4. เรื่องที่ชักนำมาให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส อันนี้เราแปลนะ ของทางเถรสมาคมเขาแปลกันว่าคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เท่านั้นเอง เขาไม่มีคำว่ากิเลส สังสัคคะ คือประกอบสวรรค์กัน อสังสัคคะคือ ไม่ประกอบสวรรค์ แต่เขาก็แปลกันว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ซึ่งอาตมาก็ว่า เอ๊.. เจตนาแปลให้ผิดเพี้ยนให้เลี่ยงออกไปหรือเปล่า แต่เขาก็บอกว่าเขาเรียนบาลีแปลกันมาอย่างนั้น อาตมาแปลนี้นอกรีต ..เอา ก็ยอมแพ้ 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร วิริยารัมภะ คำนี้พวกเราสังเกตตัวเองเถอะ มาอยู่กับชาวอโศกแล้ว ขี้เกียจขึ้นขนมาอย่างไรก็แล้วแต่ พอมาอยู่ที่นี่แล้ว มันจะมาขี้เกียจขึ้นขนอยู่อย่างเก่าไม่ได้แล้ว มันจะถูกพาชักนำให้รู้สึก นอกจากคนที่มันแย่จริงๆ มาที่นี่แล้วก็ได้ช่องเลยนะ หลบเลี่ยงเลย เดี๋ยวก็รู้สึกว่าตำรวจมีเยอะที่นี่ เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็อยู่ไม่ได้ 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล มีสีลกถา ให้บริสุทธิ์ก็คือ ให้เรียนรู้เรื่องศีลและศีลจะชำระกิเลสให้ออกจากจิต อาตมาแปลนี้ก็ไม่เหมือนเขานะ ศีลนี้จะชำระกิเลสให้ออกจากจิต เขาก็ไปแปลว่าศีลนี้ชำระแค่กายกับวาจา ถ้าอยากได้ชำระกิเลสออกจากจิต ให้ทำจิตเป็นสมาธิต้องไปนั่งสมาธิเอา ศีลนี้ชำระแค่กายวาจา อาตมาว่าก็ออกนอกรีตจริงๆ ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่าชำระแค่กายวาจา พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ากายวาจาและมีใจ เขาก็ไปตัดเอาแค่กายกับวาจา พระพุทธเจ้าก็อธิบายรายละเอียดของใจ แน่นอนว่า ศีลจะต้องกระทบกับกายก่อน แล้วก็เกี่ยวข้องกับวาจา คือท่านตรัสให้ครบกระบวน แต่เขาก็เอาแต่ที่ชอบๆ นี่เป็นการกร่อนธรรมะพระพุทธเจ้า ทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนและเสื่อมไป 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่นแล้ว ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ เขาแปลกันอย่างนี้หรือ? (สู่แดนธรรมว่า ผมสรุปมาอย่างนี้เองครับ) 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส มีวิมุติ 10. เรื่องที่ชักนำให้รู้แจ้งเห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส เราก็แปลกันเองบ้าง ก็ไปตรงกับเขานะ รวมความ แม้มีพลความอื่นๆ เดี๋ยวก็เข้าหาเป้า ผู้ที่อยู่กับศีลธรรมเดี๋ยวก็นึกถึงศีลธรรมอยู่กับชีวิตเสมอๆ จะอยู่ที่ไหนแม้จะทำงานอันนี้เดี๋ยวก็คุยกันไปคุยกันมา แม้จะพูดถึงเรื่องอันนู้นอันนี้ พูดถึงเรื่องลูกหลาน พูดถึงครอบครัว พูดถึงอาชีพที่เคยผ่านมา เดี๋ยวก็เข้าหาธรรมะแล้ว มันจะไม่ไปเชิงโลกๆ ไม่ใช่เตลิดเปิดเปิงพูดถึงเรื่องครอบครัวพูดถึงเรื่องมิตรสหายอะไรไป ชักจูงไปหาโลก ไปกันใหญ่ ออกเรื่องทางโลกีย์สนุกสนาน พวกเราจะไม่...ชัดเจนสังเกตเลย ถ้าใครไม่อยู่ในกรอบธรรมะมันจะไป แต่ถ้าใครอยู่ในกรอบธรรมะแล้วจะเข้ามาหาอันนี้ มันจะเป็นเช่นนั้น นี่คือสิ่งที่จริง พวกเรานี้มาปฏิบัติธรรมที่อาตมาพาทำ เห็นธรรมฤทธิ์ ของธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาอธิบาย อาตมาไม่ได้มาบังคับพวกเราเลยนะ เทศน์อย่างเดียวที่มาก มากเทศน์ แต่ไม่ได้ไปจู้จี้จุกจิกให้ทำ ที่นอกเวลาเทศน์ มีแต่พูดเล่นนอกเวลามีแต่พูดเล่น อาจพาดพิงธรรมะก็มีบ้าง นอกนั้นก็คลายๆเบาๆ ก็รู้อยู่ว่าเราเทศน์นี้มันหนัก เป็นธรรมะหนักๆทุกที นอกเวลาอาตมาก็มีแต่จะพูดเล่นๆ พูดอะไรต่ออะไร จะเห็นได้ว่าอย่างนั้น แต่ก็ไม่นานเดี๋ยวก็เข้าหาธรรมะอีก อาตมาที่เอามาพูดเพราะมีประสบการณ์กับพวกเราอย่างนั้น นี่คือสิ่งที่จริงๆแล้วพวกเราก็ได้ดีจริงๆ ฟังธรรมะกันไม่มีเบื่อ ตั้งใจฟังกันแต่ละวันแต่ละวันทุกวัน อาตมาว่าคงไม่มีที่ไหนเขาเทศน์กันขนาดนี้ เทศน์ทุกวัน วันหนึ่งหลายคาบด้วย บางทีก็มีกะปริดดกะปรอยแต่เป็นหลักก็คือ 18.00 น. นี่แหละ ก็ถึงเป็นความเจริญ จะเป็นความเจริญของชีวิต เรารู้ว่าเราควรฟังอะไร เราควรมีสิ่งที่เป็นเครื่องอาศัยในชีวิต คือธรรมะ เป็นเครื่องอาศัยในชีวิต แล้วเราก็ได้เจริญไป ชีวิตของเราเคยได้ไปหลงผิดหลงทางอะไรในทางโลกโลกีย์ เสียเวลากับมัน ไม่เห็นความสำคัญ แต่ตอนนี้ก็ได้ชัดเจนแล้วมามีชีวิตอย่างนี้แล้ว เราก็จะมีแต่ความเจริญ นี่ไม่ได้พูดป้อยอเอาอกเอาใจพวกเรา แต่พูดเอาสัจจะความจริง ฟังไป หลับบ้างไม่หลับบ้างก็ไม่เป็นไร บางคนง่วงบ้างไม่ง่วงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ก็พยายามนะ พยายามที่จะให้มาตื่นให้มาฟังให้ได้มากที่สุด ผู้ที่ฟังธรรมะแล้ว ไม่ค่อยได้ง่วงกับเขา ฟังธรรมะทุกวันทุกวัน มาฟังก็ไม่ได้ค่อยง่วงกับเขาเป็นอย่างนี้คนที่เป็นอย่างนี้ มีบ้างไหม ยกมือซิ คนที่ฟังไม่ค่อยได้ง่วงกับเขาหรอก มีอยู่เยอะนะ แต่ไม่ถึงครึ่งนะ ก็เห็นใจธรรมะเราธรรมะหนัก ไม่ได้เหมือนธรรมะประโลมโลก ให้มหาสมปองมาเทศน์คงจะไม่หลับกันนะ ..บางคนบอกไม่อยากฟังเลย ไปโน่น มันก็จริงๆ คนเราจะนิยมชมชอบกับอะไรหรือไม่อะไร ก็เป็นเรื่องรสนิยมที่แท้จริง

640214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนอัตถิราคสูตรให้หมดสุขหมดทุกข์แท้จริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน