230824-2-206 ทางเอกภาค2-ตอน206(หน้า444)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท054.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมสมัชชาบรรยายทางเอกภาค 2 ที่พุทธสถานสันติอโศกเรามาเรียนกันต่อถึงหน้า 444 อาทิตย์นี้เราเรียนกันก็สายกว่าทางปฐมอโศกหน่อยปฐมนิเทศขึ้นมาเคาะระฆังปี 245 ปี 3 ก็พร้อมเพียงกันตั้งแต่ปี 3 เพราะว่าเราไปหยุดเอา 5 เศษๆตี 5:15 น เรานั้นเราก็หยุดเรียนเพราะว่าเราจะต้องเตรียมตัวออกบิณฑบาตตั้งแต่ตี 5:25 น หรือ 5:30 น อิทธิปฐมอโศกเพราะต้องบิณฑบาตกันถึง 10 กิโลไกลก็เลยต้องร่นขึ้นไปตื่นมาเรียนตั้งแต่เช้าซิมๆเข้าไปอุโบสถไปค้างกันก็รู้สึกจะบ่นๆหน่อยๆเหมือนกันแต่ก็ทำไงได้เพราะว่าเราต้องบิณฑบาตกันตั้งแต่เวลาดังกล่าวแล้วก็เลยจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเลื่อนไม่ได้ที่โน่นไม่มี ไม่มีเวลาถอยถ้าไม่เช่นนั้นนั่นคือเราเลื่อนออกไปอีกสัก 15 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงเราจะกลับมากินจัดกลับจากบิณฑบาต 3 โมงเช้ากว่าจะลงโลงวันนี้ก็ 4 โมงเช้า 3 โมงครึ่ง 4 โมงนั่นมันสายไปมันมากไปแล้วมันก็ไม่ได้เวลากับญาติโยมเขาด้วยถ้าขืนเลื่อนออกไปแล้วมันจะไปสายเอาเวลาไปถึงขนาดนั้นก็ยังสายนะพอสมควรทีเดียวออกไปจากปฐมกว่าจะไปถึงต้นสำโรงไปถึงห้วยจระเข้ที่จะไปวิ่งสบายมันก็ครึ่งนึงก็ 5 โลแล้วกว่าจะไปถึง ลบ LINE เรามาเข้าเรียนบทเรียนต่อถ้าเราทำได้กำลังได้ยามให้เห็นสภาพจิตที่เป็นโมหะตะจิตคือจิตที่หลงผิดมันเป็นไปอย่างผิดๆแล้วมันก็ได้ออกนอกทางนอกรีดน่องรอยของความไม่รู้คือคนโมหะมันเป็นเชิงที่ดูเหมือนจะเป็นวิพากเป็นวิพากษ์วิธีหรือเป็นรายละเอียดที่เรามองดูเผินๆมันเหมือนใช่แต่แท้จริงมันเป็นวิพากษ์วิธีมันเป็นสภาพที่ค้านแย้งกันอยู่ในตัวคนมองเผินเห็น จิตนี้เป็นจิตดีเหมือนอย่างที่กำลังยกตัวอย่างฮิปปี้ตัวอย่างคนที่มีจิตหลงผิดอย่างฮิปปี้เขานึกว่าเขาเนี่ยหลุดพ้นเค้านึกว่าเขาอิสระเสรีขอได้ปล่อยแล้วสิ้น
อ่านต่อ
โลกดับแล้วซึ่งโรคไม่ได้ติดกับโลกแล้วหลุดขาดจากโลกแล้วอย่างนี้เป็นต้นซึ่งในความหมายของทางด้านจิตวิญญาณก็คือเป็นอสัญญีอสัญญีพรหมในความหมายถ้าไม่มีปัญญาอันยิ่งไม่มีความรู้จริงโดยเฉพาะไม่มีจิตอันเป็นจริงที่ปฏิบัติว่าถูกเป็นสัมมาปฏิบัติ มาถูกทางแล้วล่ะก็เราจะเดาไม่ได้ไม่ใช่สภาวะที่จะดาวเพราะฉะนั้นนักธรรมะที่โดนดาวจึงมักออกนอกลู่นอกทางดังที่เป็นพวกเดียรถีย์ฤาษีต่างๆหรือพวกที่เรียนภาษาภาษาปริยัติและก็เดาๆเอาวันนี้เป็นความหลุดเพราะฉะนั้นจึงจะไปติดตัวเดียวกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เพราะดาวเรียนภาษาเรียนความหมายอะไรต่ออะไรพวกนี้หลุดพรุ่งนี้พ้นพวกนี้ไม่เอาแล้วลูกแล้วกลายเป็นโรคเบี้ยวๆเลยกลายเป็นพุทธศาสนาเดี่ยวๆ ไม่ถูกทางก็ขออธิบายโดยความถูกต้องลงไปให้ฟังอีกซ้ำเมื่อวานนี้ก็ซ้ำไม่ฟังแล้วว่าอสัญญีของพุทธโดยตรงเลยไม่ใช่อสัญญีของฤาษีที่นั่งหลับตาด้วยนะฟังให้ดีมันแบ่งออกเป็นหลายหลายประเด็นนะหลายความความเป็นสภาพของอสัญญีแบบพุทธนั้นเป็นสภาพที่ได้ปฏิบัติมามีลักษณะฌานมีลักษณะวิตกวิจารณ์ปิติสุขแล้วก็อุเบกขาพอมาถึงอุเบกขานี่แหละสภาพที่มันจะดับหรือมันจะเฉยหรือมันจะวางหรือมันจะปล่อยทั้งๆที่รู้ บ้านชั้นใดไม่มียานฌานนั้นไม่ใช่ฌานพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดชัดเจนเลยอะไรช้าช้าราชาอินโนนัตถิปัญญาอาศัยอยู่นัตถิปัญญาอาศัยโดนัทที่ชนะไม่มีฌานที่ไม่มีปัญญาลัทธิชานังอนัตตาที่ปัญญาอธิษฐานไม่มีปัญญานั้นไม่ใช่ฌานลัทธิปัญญานัตถิปัญญาไม่มีปัญญานั้นไม่ใช่ฌานอิจฉาอินโนณปัญญา ไม่ใช่ไม่มีปัญญานั้นอ่ะปัณณะโทษทีไม่มีฌานใดที่ไม่มีปัญญาเพราะงั้นคำว่าชานี่ยืนยันฌานต้องมีปัญญาปัญญาต้องมีฌานเอ้ยไม่ใช่ปัญญาต้องมีฌานฌานต้องมีปัญญานี่เป็นข้อสำคัญเพราะฉะนั้นปัญญาต้องอยู่กับฌานถ้าไม่มีปัญญาแล้วอย่างนั้นไม่นับประชาเพราะฉะนั้นก็ขออธิบายต่อไปอีกนิดนึงว่าอสัญญีสัตว์ที่นั่งหลับตาแล้วก็ดับจิตสนิทเลยไม่รู้เรื่องหมดปัญญาหมดความรับรู้อย่าว่าจะหมดปัญญาเลยสภาพนั้นเขาถือว่าเป็นฌานชั้นสูงของเดือนละ มีที่นั่งหลับตามันกลับไปค้านแย้งกับความหมายที่พระพุทธเจ้าว่าไว้แล้วว่าเปล่าเลยปัญญาหายไปเลยอย่าว่าแต่อย่าว่าแต่ความรู้เลยปัญญานั่นหายแน่ความรู้ไม่มีนี่แม้แต่ความรู้สึกตัวก็ไม่มีดับไปเลยงั้นไม่นับว่าชาญแต่เขาหลงว่าฌานอย่างยิ่งสำหรับในสายโทรศัพท์ตาเพราะคำว่าฌานคำนี้จะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งทานนี่เป็นอุตริมนุษยธรรมใครอธิบายฌานก็คืออธิบายอุตริมนุษยธรรมใครกล่าวฌานก็คือกล่าวอุตรดิตถ์มนุษยธรรมใครแสดงฌานก็คือแสดงอุตริมนุษยธรรมไม่ใช่สิ่งที่จะกล่าวเล่นเป็นอาจิณไต สิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่จะคาดคะเนคิดเล่นคาดไม่ถึงคิดไม่ถึงอ่ะกินตายไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาคิดเล่นๆอ่ะกินตายไม่ใช่เรื่องธาตุคะแนนต้องมีจริงเป็นจริงรู้จริงและต้องให้เป็นสัมมาให้ถูกด้วยเมื่อมาถึงฌานขั้นอุเบกขานี่แหละเราถึงจะเข้าใจสภาพของอสัญญีได้ถ้าไม่มีสภาพจริงเราไม่รู้จักอสัญญีแบบพุทธนะเวลาพรมแล้วก็มาอาศัยมีพรหมวิหารพระพรหมอธิบายในความหมายของความสว่างความลอยความเบาความว่างความพ้นอสัญญีอธิบายถึงความหมดความดับความสูงความ ความนิ่งมีความหมายของจุตูปปาตญาณมี พานเข้าใจทะลุรอบเข้าใจครบรอบนี่เป็นความหมายแท้ที่สุดความหมายแท้ที่สุดของอสัญญีพรหมแบบอธิบายไม่ให้เชิงพยัญชนะให้ฟังแล้วด้วยว่าไม่ต้องกำหนดอีกอ่ะสัญญาไม่ต้องเข้าไปทำความหมายแต่รู้ความหมายด้วยยานด้วยปัญญาญาณทัศนะวิเศษมีความเร็วมีความไวของจิตวิญญาณมีปฏิภาณพร้อมเร็วรู้เร็วไม่ต้องคิดไม่ต้องนึกพอสัมผัสแตะปั๊บรู้เลยในตัวเองยิ่งกว่าอะไรหมดอ่า Facebook Facebook รู้เร็วยิ่งรู้เร็วยิ่งสามารถที่จะแกะรู้ไม่ต้องคิดไม่ต้องกำหนดไม่ต้องเรียนไม่ต้องวิตกวิจารณ์ไม่ต้องวิจัยไม่ต้องทำมาวิจัยด้วยไม่ต้องวิจัยดูแลรู้อะไรเป็นอะไรชั้นเชิงไหนหรือตื่นๆหนาบางอย่างละเอียดชั่วรู้ดีเรียกว่ามันมีญาณสามารถรู้มันมียานเร็วมันมีญาณที่เร็วเพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความหมายไปถึงละเอียดพร้อมว่าเราจะประกอบไปด้วยญาณประกอบไปด้วยความรู้รอบรู้แล้วเราก็จะไปอธิบายว่าเป็นฐานที่ 4 ไม่ได้จะอธิบายเป็นชาญที่ อุเบกขาเฉยนั่นน่ะไม่ใช่เฉยเด๋อไม่ใช่เฉยทื่อๆมันลื่นๆซึมเสื่อมไม่รู้เรื่องเป็นท่อนไม้ไม่ใช่เลยเฉยเพราะว่าสิ่งนั้นมันแตกแล้วเหมือนกับมันไม่มีอะไรแตะแล้วเหมือนไม่มีอะไรติดไม่มีอะไรข้องมันทะลุพร้อมไปหมดเลยไม่มีอะไรข้องติดมันฉลาดรู้เท่าทันอะไรคืออะไรรู้แล้วแล้วก็ไม่ปรุงไม่ปนไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อนไม่สะดุ้งไม่สะเทือนไม่ไหวหวั่นไม่ไหววันหมดอายุหมดสังโยชน์ที่ 9 และผลสังโยชน์ 10 สังโยชน์ 3 คือไม่สะเทือนไม่ไหวหวั่นไม่สะเทือนไม่ไหวหวั่นพุทธจักรไม่มีอะไรกุ๊กกิ๊กอะไรแล้วเห็นรู้ก็เหมือนกับความที่ไม่แตะเหมือนกับความคิดเห็นไม่ได้สัมผัสแต่ได้สัมผัสรู้แล้วรู้เหมือนคนอื่นที่รู้ซึ่งสะเทือนด้วยรู้แล้วก็เกิดปรุงก็เกิดหวั่นไหวก็เกิดมีกิเลสเขาเกิดเดือดร้อนก็ขึ้นแล้วนั่นหมายความว่าคนที่ถูกอำนาจกิเลสนั้นครอบงำเขาสะเทือนเขาไว้ก็ปรุงไปแล้วเขาจี๋จ๋าเป็นทาสซมซานเข้าไปแล้วด้วยนั่นมีกิเลสส่วนคนที่ไม่มีกิเลสนี้แตะแล้วเขาเฉยๆเฉยๆ แล้วก็เฉยๆรู้ด้วยว่าอะไรมันเป็นธรรมชาติของอะไรในโลกรู้จักธรรมชาติอย่างสำคัญยืนอยู่บนธรรมชาติเหนือธรรมชาติเหนือธรรมชาติเหนือโลกเหนือธรรมชาติโลกทุกชิ้นธรรมชาติทุกชิ้นโลกทุกชิ้นธรรมชาติทุกชิ้นแต่การเหนือโลกนี้เหนือธรรมชาติธรรมชาติธรรมชาติธรรมชาตินั้นครอบงำเราไม่ได้มันจะมีรถมีลูกมีกลิ่นมีเสียงอย่างไรก็เฉยๆนี่เรียกว่าอุเบกขาเรียกว่าอันเณรชาเขาเรียกว่าอุเบกขาเรียกว่าอเนชาไม่ไหวหวั่นหมดความไหวหวั่นหมดความสะเทือน สะเทินสะท้านหรือว่าหมดความมันเหมือนมันไม่ใช่เหมือนแล้วมันเป็นกระทบแล้วก็เฉยจะกระทบแรงกระทบเบายังไงก็ตามแต่จะมีฤทธิ์มากหรือมีฤทธิ์น้อยอย่างไรก็ตามแต่กระทบแล้วก็รู้ว่าฤทธิ์น้อยก็นิดน้อยมีฤทธิ์มากนะก็รู้ฤทธิ์มากแต่เราไม่มีไหวหวั่นอะไรเลยรู้ยิ่งพ้นอวิชชาสังโยชน์ดูยิ่งพ้นเอาวิชาสังโยชน์เพราะฉะนั้นความจบมันจะจบอยู่ที่ฌานที่ 4 ต่อจากฌานที่ 4 ไปอธิบายเป็นดวงปัญญาทั้งหมดเป็นวิชาแท้เพราะฉะนั้นวิชา 8 ประการพนัสชาญด้วยซึ่งก็มีญาณด้วยหรือมีปัญญาด้วยมีวิชาด้วยก็ เป็นยานที่ 1 หรือวิชาที่ 1 รวมเป็น 9 วิชาโดยนักเอาชาญเป็นวิชาที่ 1 ถ้าไม่นับวิชาและถ้าไม่นับเอาฌานเป็นวิชาที่ 1 เราก็จะมีวิชาถึงมีวิชา 8 ประการแล้วเราจะรู้ยิ่งอย่างนี้นี่เป็นอสัญญีของพุทธทำไมอธิบายซ้อนลงไปหาวิชาการ 8 วิชา 8 เรากำลังอธิบายอยู่ในภาคที่ 3 ซึ่งจบภาคที่ 2 นี้ก็จะเอาที่เหลือที่อธิบายค้างไว้แล้วมาอธิบายต่อภาคที่ 3 มีความหมายของอสัญญีคือไม่ได้กำหนดไม่ต้องกำหนดเพราะรู้ยิ่งรู้แล้วรู้ทะลุแทงทะลุแจ้งสว่างนี่เป็นความหมายของคำว่าสว่างจริงๆ ของเราก็สะอาดอยู่แตะแล้วเหมือนน้ำกับใบบอนมันก็จะอยู่ด้วยกันก็อยู่จะแตะอยู่ก็ต้องแตะไปเรื่อยๆไม่มีปัญหาเหมือนน้ำก็ใบบอนไม่ดูดไม่ซึมไม่กลิ้งไม่ๆๆไม่ผสมแบบผสมไม่มีธาตุผสมไม่มีสังขารต่างคนต่างอยู่แต่ร่วมทำงานกันได้ร่วมมีจิตมีกรรมร่วมกันได้ผู้ที่ท่านอยู่เหนือโลกท่านจะเป็นผู้อนุโลมเองโดยความจริงใจโดยความซื่อตรงโดยปัญญาที่จะอนุโลมเท่าไหร่จะให้เป็นไปเท่าไหร่แล้วท่านจะตัดเกินกว่านั้นท่านไม่ท่านก็จะตัดเท่านี้แหละเอาเท่านี้ อนุโลมเท่านี้ถ้าเกินกว่านี้ไม่ดีท่านก็ตัดตัดให้แก่เขาท่านเป็นคนกำหนดท่านถึงเป็นตัวพระเจ้าเป็นผู้ที่ใช้จิตวิญญาณเองเป็นผู้ที่กำหนดจิตวิญญาณเองจะสังขารก็สังขารเองด้วยรู้จะกำหนดสัญญาก็กำหนดเองได้รู้ทันไม่มีเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์ท่านก็อุเบกขาเวทนาอยู่อีกเป็นเวทนาชั้นยอดเป็นความรู้สึกที่รู้สึกกับเขาเหมือนกันถ้าจะรู้แต่ท่านไม่ได้รู้สึกทุกข์ไม่ได้รู้สึกสุขอะไรอุเบกขาเวทนาหรืออาจทุกขเวทนาการอธิบายเวทนา หรือการอธิบายอุเบกขาเวทนาก็จะต้องมีตัวเป็นมันเป็นตัวแปรเป็นระดับปลายเป็นคุณธรรมเป็นสภาวะธรรมชั้นปลายจึงไม่ใช่เรื่องด้นดาวอธิบายกันไม่ถูกฌานก็อธิบายแต่เพียงฌานหลับตาเพราะฉันลืมตาหรือเป็นฌานที่มีญาณทัศนะวิเศษแท้ๆจึงต้องรู้ต้องเห็นต้องเป็นต้องมีไม่ใช่ดาวนอกจากรู้เห็นเป็นมีแล้วยังหยิบออกมาอธิบายไม่ได้ง่ายๆนิทรรศน์อันนี้ทัศนาไม่ใช่ว่ามันจะชี้ให้คนรู้ชี้ให้คนเห็นได้ง่ายๆพวกที่ยังไม่มีจะปฏิสัมภิทาญาณสามารถเกิด จิตอย่างนั้นคือจิตถึงฌานอุเบกขาเองรู้ด้วยตนรู้ด้วยตนอยู่ของตนรู้ของตนอยู่นะวางได้ปล่อยได้เป็นได้แต่ว่าจะอธิบายเป็นภาษาไม่มีปฏิภาณไม่มีนิติไม่มีภาษาไม่มีความหมายของภาษาเพียงพอและปฏิภาณที่จะแยกแยะอธิบายเชิงนั้นเชิงนี้จะใช้ภาษายากยังไงค่อยๆอธิบายให้มันสัมพันธ์กันขยายกันยังไงคนฟังจะรู้เรื่องไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่ไม่เก่งไม่มีภาษารู้ของตนเองอยู่เรียกว่าทำผิดอย่างเป็นธรรมชาติคือญาณนั้นก็มีธรรมะนั้นก็เกิดธิติตั้งอยู่ทรงอยู่ในตัวแต่อธิบายออกมาไม่ได้ยังไม่เป็นญาณนิพพาน ยังไม่เรียกว่ายังไม่เป็นยานิพพานนิพพานของพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่นิพพานตื้นๆเป็นนิพพานที่ลืมตาเป็นนิพพานที่โจ่งแจ้งเรียกว่าจับกุมาปรินิพพานจะกุมจำคุกตาเนี่ยหมายความว่านิพพานที่มีตานิพพานที่ตาลืมเห็นเห็นพระพุทธเจ้าแปลจากครูบาปรินิพพานที่ว่านิพพานลืมตาพระโพธิรักษ์ก็เอาต่ออีกนิพพานลืมตาเห็นเห็นต่อเห็นๆเข้าไปอีกประมาณ 1 อาทิตย์ผ่านหลับตาเอาเพราะพูดไม่รู้ก็ดาวใหญ่เลยแล้วก็ไม่เข้าใจเป็นสมาชิกผ่านจะยากอะไรหลับตาเอาประเดี๋ยวเดียวก็ได้เขาก็ว่าไปเป็นความหลงผิดหวังนิพพานต้องไปรับตา เดี๋ยวๆก็ได้เออแบบนี้พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสรู้สิ่งยอดเยี่ยมอะไรพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่อะไรเพราะที่ผ่านมาหลับตาเดี๋ยวเดียวก็ได้คนพูดเล่นๆหัวๆแล้วคนที่พูดนั้นได้หรือเปล่าก็เขาก็คงจะได้ของเขาถ้าเกิดแล้วเขาได้แล้วเขาคงมีเศษของเขาแล้วเขาคงเป็นคนมายอดเยี่ยมแล้วแต่ก็ไม่เห็นจะยอดเยี่ยมอะไรเท่าไหร่สำหรับผู้พูดอย่างนั้นน่ะพระผู้ที่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเล่นก็พูดประมาทก็จะไม่พูดประมาณไม่ใช่เรื่องน่ารู้ถูกนะนี่เป็นอสัญญีแบบพุทธก็จะเป็นภาพที่สูงเป็นทาสอสัญญีธาตุธาตุธาตุธาตุธาตุเหล็กที่กล่าวในชื่อเหล่านี้เป็นชื่อของจิตวิญญาณธาตุจิตธาตุแกเป็นสิ่งทั้งสิ้น อสัญญีไปแล้วก็ได้อธิบายเชิงของความลึกซ้อนต่อไปอีกซึ่งเป็นจิตอุดมคติเป็นจิตของพรมแท้แท้ที่นี้มีลักษณะที่แสดงตนอยู่เรียกว่าสุดทาวาสหรือความเป็นอยู่อย่างบริสุทธิ์สุทะบวกอาวาสอาวาสแปลว่าที่อยู่ที่เป็นที่อยู่ท่านน่ะเป็นท่านอยู่จิตของท่านมันแสดงถึงกายถึงวจีมโนจิตของท่านก็แสดงความบริสุทธิ์ทำให้กายบริสุทธิ์ทำให้วจีบริสุทธิ์เป็นสุดพระอาวาสสุทธาวาสมีสุภาว่าอีก 5 เชิงเชิงความหมายและก็เป็นลักษณะอย่างนั้นมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา มันเป็นเชิงแท้ๆเรียกว่าเอาวิหารพรหมจับปลาพรมสุทัสสาพรหมสุทธิพรมและสุดท้ายมีลักษณะแม้แต่รายละเอียดพวกนี้ไปแล้วเข้าใจทุกตัวจนกระทั่งถึงที่สุดลักษณะอย่างไรเป็นได้หมดจนเป็นถึงที่สุดว่าจะทำอย่างไรกำหนดให้อยู่ในลักษณะใดเข้าใจของตัวเองหมดเลยนี่ขณะนี้จิตของเรายังไม่ตายตอนนี้ไม่เมตตาเท่านั้นมีกรรมกิริยาสูงกว่านี้มีกรุณาลงมือทำช่วยลงมือช่วยเมตตาอยากให้เขาได้ดีกรุณาลงมือช่วยให้เขาได้ดีมุทิตาเสร็จแล้วเขาได้ดีแล้วเห็นว่าเขาได้ดี แล้วก็ยินดีแล้วกับเขาได้ดีอนุโมทนากับเขาแล้วมุทิตายินดีกับเขาได้ดีแล้วอุเบกขาเลิกอุเบกขารู้แล้วจบแล้วได้ดีแล้วก็รู้แล้วว่าได้ดีไม่ต้องติดดีนี่มาเลิกปล่อยวางอุเบกขาเฉยแต่ไม่ใช่ไม่รู้รู้ทุกอย่างเราทำก็รู้ได้ดีเท่าใดก็รู้บริบูรณ์บริสุทธิ์เท่าใดรู้อุเบกขาสุทัศน์สุดทักษิณสุรสีห์สุทัศน์ศรีทัตศรีพัฒน์ศักดิ์รู้เห็นสุยิ่งยิ่งรู้เห็นผู้ที่มีความรู้เหนือสุดและเป็นได้สุดถึงเรียกอกนิษฐาหมดแล้วหมดความเป็นน้องใคร อกนิษฐาพรมเป็นพรหมที่ใหญ่ที่สุดเป็นคุณลักษณะของพรมสุทธาวาสของคุณลักษณะของจิตวิญญาณที่สูงที่สุดเพราะฉะนั้นความเป็นพระเจ้าหรือความเป็นพรหมนั้นยังมีในตัวบุคคลผู้ที่ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ยังมีอยู่เรามีชีวิตเป็นอย่างพระอรหันต์เจ้าที่กำหนดรู้สิ่งเหล่านี้บริบูรณ์ก็เป็นพระอรหันต์ท่านมีปฏิสัมภิทาญาณกำหนดได้รู้ได้ก็จะกระจ่างทำได้เป็นสุขศึกษาอะไรอย่างแจ่มแจ้งไม่ใช่แค่ได้เป็นแค่อภิหารอัตตาคือพอเป็นได้มีเมตตาเป็นได้กรุณาเป็นได้แต่ละจะลดจะยินดีก็ยังมีเชื้อของความยินดีเล็กน้อยติดอยู่อะไรพวกนี้ก็เรียกว่าตนยังไม่ละเอียดยังเหลือเศษเหลือเชื่อ ยังหลงใหลอยู่ในจิตที่เรียกว่าหลงนี่ก็อย่าไปเรียกหลงเลยมันความสะอาดแล้วจิตขนาดนี้เป็นจิตที่บริสุทธิ์จิตที่ดียิ่งเพื่อผู้อื่นโดยตรงไม่มีเพื่อนตนอะไรเลยแม้แต่จะเป็นเศษของจิตอีกทุลีน้อยมาเป็นธุลีทุเรียนไม่มีแล้วเรื่องอสมการหรือจะมีเศษที่ข้องติดอยู่อโศกกลับเป็นมันหมองเพราะมีอะไรแตะติดอโศกกะมันไม่ใช่ความโศกความเศร้าไม่ใช่ความหม่นความหมองแต่มันยังมีเศษใครๆเป็นรอยมันยังมีเศษติดนิดนึงอสมการเรียกว่า รีหมองไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรนี่ก็ภาษาของพระโพธิรักษ์เองแปลอโศกแปลว่าธุลีหมองอันนี้ก็ขอออกนอกนิดนึงว่าเนี่ยอโศกามันอย่างนี้ดูๆแล้วมันดูเหมือนกับไม่สะอาดที่สุดอโศกเนี่ยเพราะฉะนั้นในการปรากฏตัวของอโศกนี่มันก็จะต้องใครเขาตาเพ่งเขาก็จะต้องไปเห็นจุดนัดดูเพชรเนี่ยนะส่องกล้องแล้วส่องกล้องอีกนี่เพื่อที่จะหาจุดด่างเจอเพชรมีรอยมีจุดจนได้เขาจะก็จะเพ่งเห็นมีรอยมีจุดจนได้อสูรกายจึงมีรอยมีจุดให้คนเห็นอยู่อย่างนั้นน่ะมันจะเป็นความบริสุทธิ์ผุดผ่องไปทั้งหมดเลยทีเดียวยังไม่ได้อาตมา อาตมามีบารมีเท่านี้มีบารมีที่ว่าจะให้สะอาดสุดขีดผ่องแผ้วอาตมาคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถแต่ไม่ใช่ไม่ปรารถนานะปรารถนาปรารถนาปรารถนาปรารถนาแล้วก็พยายามที่จะให้บริสุทธิ์สะอาดไม่ใช่ว่าเราเราเห็นว่าเราเองเรามันทำความสะอาดบริสุทธิ์ไม่ได้แล้วเราก็เลยปล่อยปละละเลยไม่ใช่ขอยืนยันว่าไม่ปล่อยปละละเลยขอยืนยันว่าพากเพียรที่จะให้สะอาดที่สุดแต่ก็ไม่อวดดีเท่านั้นเองว่าฉันจะสะอาดฉันจะฉันสะอาดถ้ามันสะอาดได้โดยคนอื่นนี่แหละมองเห็นว่าเราสะอาดแล้วก็อุ้ยท่านสะอาดแล้วท่านบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ทันอย่ากังวลเลยท่านรู้ท่านให้สะอาดสะอาดเถอะเขาจะบอกเราเองของท่านสูงสุดสะอาดสุดแล้วเขาจะบอกเราว่าเราจะไม่ประมาทไม่หลงตัวไม่หลงตนเท่านั้นเราจะเพี้ยนให้สะอาดที่สุดขัดแล้วขัดอีกทำให้ผ่องแล้วทำให้ผ่องอีกเป็นอย่างนั้นทีนี้ก็เข้าเรื่องมดอโศกอ่ะมันยังมีเศษวิรัชอยู่บ้างธุลีเริงอย่างนี้เป็นต้นเรายังมีตัวตนอยู่บ้างมียินดีได้ฟังของเมตตากรุณานั้นคู่หนึ่งมุทิตาก็อุเบกขานี้คู่หนึ่งถ้าเราแบ่งแยกสัดส่วนวิจัยที่ดีผู้เมตตากรุณานั้น ก็เรียกว่ายังเป็นพฤติกรรมยังมีหยาบส่วนมุทิตาและอุเบกขานั้นเป็นจิตเป็นส่วนเหลือเป็นเศษที่ยังลอยเหลือเพราะฉะนั้นเราจะเอาไอ้ลอยๆเบาๆนี้ลบรอยสักแล้วเราต้องลบรอยที่เหลือนี้อีกอาจจะเลี้ยงสำหรับผู้ที่ยังจะต้องใช้ตัวยินดียินดียังมีความพอใจยังมีความจงใช้อันนี้เป็นพ่วงแพจะได้เป็นกำลังใจมันรู้สึกก็ชื่นใจยินดีชูใจอยู่บ้างก็เอาสำหรับผู้ที่สามารถที่จะกระทำผิดสะอาดบริสุทธิ์ไม่จำเป็นจะต้องชู เลี้ยงด้วยปิติเลี้ยงด้วยความยินดีเลี้ยงด้วยความชื่นอกชื่นใจอะไรความเริงความรื่นเริงความเริงใจขึ้นมาไม่ต้องมีก็ไม่ต้องคนนั้นสำหรับบารมีของแต่ละบุคคลไม่เท่ากันมันพูดได้ไม่ต้องเลี้ยงตนได้บรรเลงใจเราก็ยังมีเพียรมีความขยันมีความพอใจที่จะดำเนินกิจการดำเนินอะไรต่อไปได้นี่เป็นรายละเอียดที่ละเอียดสูงสุดเพราะความหมายของศาสนาพุทธที่ว่าเป็นศาสนาที่มีความขยันมีความเพียรมีความอุตสาหะมีกรรมกิริยามีประโยชน์อยู่จึงเป็นความละเอียดละออที่แม้แต่จิตจะทำอย่างไรมันจึงจะขยันอยู่ถ้ามัน ให้มีปิติเอาปิติออกมาเลี้ยงปล่อยให้ตนเองใช้ปิตินี้เป็นฐานอาศัยนี่พูดยังสับหยาบหยาบหน่อยปิติถ้าไปถึงขั้นอนุโมทนานี่มันละเอียดยิ่งกว่าปิติโมทนาก็แปลว่ายินดีอนุแปลว่าตามรู้ความยินดีนี้ให้น้อยลงน้อยลงมีวิราคะมีความจางคลายแม้แต่โมทนาหรือความยินดีก็ยินดีที่อ่อนลงอ่อนลงไปในทิศทางที่จางคลายเพราะฉะนั้นจึงตามดูหรืออนุแปลว่าน้อยโมทนาน้อยๆยินดีน้อยๆลงไปเรื่อยๆอย่าไปปล่อยให้ยินดีนิราศสร้างขึ้นมาเป็นซาบซ่าไม่เอาให้มันไปทางความโตความใหญ่ยิ่งขึ้น เราจะกำหนดใช้ก็ใช้มีร่าเริงยินดีประมาณเท่านั้นก็พออย่าให้ไปกว่านั้นมีขีดขีดขั้นเอาไว้ร้อยพระอริยเจ้าจะอนุโลมอย่างอาตมานี่ทุกวันนี้อนุโลมความยินดีออกมามากๆออกมากับโลกโดยยิ้มแย้มหน้า 50 กว่าบาทก็อาตมานี่กว้างขวางทุกวันนี้จนมากจนบางทีบางคนเพ่งสำหรับคนที่ถือก็ก็เห็นใจก็เอาก็เอาก็ถือดีคนไหนที่เห็นว่าแหมท่านนี้มากไปไม่ได้ถึงขั้นหัวรอดถึงขั้นหัวเราะถ้าถึงขั้นร่าเริงยิ้มแย้มทุกวันนี้ก็ตัวเองรู้อยู่ว่าตัวเองไม่ได้หัวเราะลงลูกค้าอะไรเหมือนอย่างคนอื่นมันหัวเราะไม่ออกเหมือนกันแหละอย่างนั้นมันรู้สึก ขนาดนี้มันไม่ได้ยิ้มแย้มจะมีเสียงในลำคอเล็กน้อยตัวเองรู้สึกรู้สึกเสียงในลำคอเล็กน้อยแล้วเป็นขีดสุดของตนแล้วสูงสุดเกินกว่านั้นไม่ทำนี่ตัวเองก็รู้อยู่ว่าตัวเองกำหนดทุกวันนี้อนุโลมแต่ก่อนนี้ไม่หรอกยิ้มในหน้ายิ้มเฉยๆจะถึงเสียงในตัวเองขึ้นมาแล้วไม่ทำแต่ก่อนนี้แต่เดี๋ยวนี้อนุโลมลงมาถึงขีดนี้ถ้าคิดทุกประการนี้จึงดูหยาบและน่าเกลียดสำหรับคนที่ละเอียดสุขุมจะน่าเกลียดเพราะผู้ใดที่จะทำให้แหลมคมจะทำให้สุขุมประณีตขึ้นไปอีกจงทำรู้ทิศทาง เราทางเดินทางประพฤติทางกระทำในใจเราจะทำในใจอย่างไรเราจะพากเพียรให้ใจเป็นอย่างนี้แล้วก็กำหนดกายวจีของเราที่สุจริตให้งามให้กัลยาณะของเราฝึกไปผู้ที่ท่านมาฝึกแล้วจนกระทั่งท่านกำหนดได้แล้วท่านจะอนุโลมเป็นสัจจานนท์รวมโดยสัตว์เป็นการอนุโลมโดยสัจจะเป็นการอนุโลมโดยความจริงมีสัญชาติแห่งคนตรงไม่ใช่เบี้ยวไม่ใช่เพียงไม่ใช่เลี้ยงเราจะหยุดก็หยุดอีกได้หยุดเลยก็หยุดได้ไม่อนุโลมก็ไม่อนุโลมจะอนุโลมอยู่ก็อนุโลมนี่เป็นเรื่องของฐานจิตที่สูงสุดเรากำหนดจิตจริงๆจิตนี้เรากำหนดจิตนี้เราจะให้เป็นอย่างไรจะให้มีอย่างไรเราเป็นผู้กำหนดเราจึงคือพระเจ้าเองเออศาสนา จึงมีจุดเหนือจุดนี้อาตมาพูดนี่ไม่ใช่ยกตนข่มศาสนาที่มีเทวะหรือศาสนาที่มีกฏศาสนาที่เขาไม่รู้ว่าพระเจ้าอยู่ที่ไหนพระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้อย่างโน้นอย่างนี้อาตมาเห็นความเหนือพระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาที่อยู่ในยุคที่มีความรู้ขั้นเทวะที่เป็นพระเจ้าคือพระพรหมพราหมณ์ก็ศึกษากันพวกการไอ้พวกศึกษาทางสายพราหมณ์สายพรมพวกนี่เขาก็เรียนความรู้ที่สูงสุดที่บรรดาอาจารย์ศาสดาต่างๆที่เขามีเรียนกันพระพุทธเจ้าต้องรู้เหนือกว่ารุ่นเหนือกว่าแน่และท่านก็เห็นว่าอันนี้ เหนือกว่าดีกว่าแน่ท่านถึงสร้างอันนี้เป็นศาสนาของท่านท่านถึงบอกว่าอันนี้มีอะไรเป็นของตนเองถ้าเหมือนกันเท่ากันอย่างเดียวกันก็แน่นอนท่านจะไปโกงของเขามาได้ไงว่าเป็นของท่านทั้งโกงไม่ได้ถ้าศาสนามันก็เท่ากับพรหมเท่ากับพราหมณ์ท่านก็บอกว่านี่ก็เป็นตำราพระท่านก็ไม่รู้โมกขศักดิ์ของพราหมณ์ท่านก็บอกท่านที่ท่านบรรลุธรรมกับเขาท่านก็เป็นสาวกแต่นี่ถ้าไม่ใช่สาวกท่านเป็นศาสดาเองจริงๆมีสิ่งที่เหนือกว่าขึ้นมาอีกอย่างท่านถึงสร้างศาสนาของท่านและท่านก็รู้ขั้นตอนท่านก็ไม่ได้ประมาทดูถูกขั้นตอนของผู้อื่นที่ดี ใช้ร่วมในความดีเป็นขั้นตอนแต่ส่วนที่เหนือสุดเหนือเหนือกว่าเหนือเดี๋ยวก่อนเหนือคืออนัตตาของท่านท่านแทงทะลุอัตราที่แม้ที่สุดถึงเทวะชั้นสูงสุดที่เรียกว่าเทวดาจะเรียกชื่อคอร์ดของพรมหรือกอดอย่างอ่ะรอแต่อันนี้มันเกิดทีหลังนะอย่าว่าโอวาหรืออัลลอนี่ก็เกิดอีกในยุคหลังพระพุทธเจ้าเกิดก่อนเพราะงั้นยกของพระพุทธเจ้าก็จะมีเทวะชื่ออะไรต่างๆจะมีพรมจะมีชีวะจะมีวิษณุจะมีอะไรก็แล้วแต่ที่มียิ่งใหญ่ที่สุด ครบกำหนดไปก็เป็นเทวะทั้งสิ้นมันเป็นพระเจ้ายอดพระเจ้าเป็นอัตตาอยู่เป็นศาสนาที่มีปรามาสต่อมันซึ่งเขาเองเขาอธิบายปรมาตรประมาณอันนั้นไม่ได้ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นมีญาณทัศนะวิเศษที่อธิบายปรามาสประมาณนั้นได้อธิบายลักษณะจิตวิญญาณได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจิตวิญญาณของพระเจ้าก็คือความที่อยู่เหนือจิตวิญญาณสามารถกำหนดสามารถสร้างสามารถให้หยุดให้ดับจุตูปปาตญาณรู้ความเกิดความดับและสามารถทำความเกิดความดับเองโดยตนได้จึงเรียกว่าเนื้อสูงสุดนั่นเป็นลักษณะของ ความถูกต้องสวนอสัญญีสัตว์นั้นก็อย่างหลับตาก็เลยเถิดไปถึงหาความดับประเภทที่พูดกันง่ายๆเลยว่าดับไม่รู้เรื่องคำว่าไม่รู้นั้นก็กลายเป็นคำว่าไม่รู้ไปซ้ำซ้อนกับภาษาคำว่าโง่คำว่าไม่รู้มันด่ามันไม่รู้อะไรเลยจริงๆขาดความรู้ไปเพราะฉะนั้นตัวที่ตรัสรู้นั้นคือตัววิญญาณตรัสรู้ยังมีธาตุรู้นะถึงตรัสรู้หมดวิญญาณหมดตัวธาตุรู้แล้วจะไปตรัสรู้ได้ยังไงเออจะไปมีนิพพานก็เคยถามเหมือนกันว่าเอ๊ะเราบอกว่าเป็นยอดสุขเลยถ้าบอกว่าไม่รู้เรื่องอะไรแล้วใครล่ะเป็นคนเสวยสุขเค้าเคยถามเหมือนกันถ้าพวกอสัญญีก็ไม่มีตัวบอกสิ อาตมาเป็นบรรยายธรรมะอันนี้อยู่ในวัดมหาธาตุมีนักอภิธรรมขุนอะไรคุณวิเศษคุณวิเศษแก่แล้วนะตอนนี้จะสิ้นชีพดับทันไปหรือยังไม่รู้นี่ไม่ใช่แช่งนะพลทหารปีแล้วตรงนู้นก็ตั้งแต่สมัยพ.ศ 14 อธิบายคมๆอยู่นั่นน่ะอยู่ที่วัดมหาธาตุเขาก็ขึ้นไปคานพออธิบายถึงอสัญญีบอกว่าอสัญญีเขาเรียนกันมาว่าฉันดีมันไม่มีธาตุรู้เขาถูกเขาพูดของเขาเรียนมาเขาก็ถูกๆมาเป็นนักเรียนที่สอบได้คะแนนเต็มถ้าเขาสอบกับกลุ่มนั้นเขาได้คะแนนเต็มแต่คำว่าสอบกับพระโพธิรักษ์ได้คะแนนสูงแท้มาสอบกับพระโพธิรักษ์ได้คะแนน 0 0 นี่เต็มเหมือนกันนะศูนย์นี่เป็นเต็มเหมือนกันเรามีเงินเดือนทุกวันนี้มีเงินเดือนของเราพวกเราเนี่ย 0 เต็ม ไม่ขึ้นไปลงไม่มีขึ้นอีกไม่มีลงอีกเต็มนิ่งแน่เที่ยงแท้นิรันดร์ศูนย์เข้าไปสอบก็พอทีหลังนี่ศูนย์ข้อสอบมันก็เต็มคือเขาบอกว่าสัญญาของเขาตามความรู้ของเขาที่อธิบายมาแล้วก็ยืนยันว่าไม่มีธาตุรู้อสัญญีไม่มีธาตุรู้จะไปรู้ได้ยังไงว่าอสัญญีและที่คุณเอามาพูดกันคุณรู้ได้ยังไงมาดูด้วยภาวะและอธิบายไว้ในในในหนังสือทางเองแล้วก็อธิบายว่าศาลนี้จะรู้ได้ก่อนข้าวและหลังข้าวไม่รู้แม้แต่เวลาไม่รู้แม้แต่ตนเองอยู่ที่ใดใช่ทั้งสิ้นถูกของเขาเพราะในช่วงนั้นดับหมดเรารู้ได้โดยอาศัยเวลาอาศัยองค์ประกอบก่อนเข้าเราก็ดูว่าเออนี่ก่อนเข้าอาศัยอยู่ สนิทเรามีเวลาเท่านี้เพราะออกมาจากอสัญญีในเวลา 1 ชั่วโมงเราก็รู้ว่าสามีไป 1 ชั่วโมงรู้ได้ด้วยองค์ประกอบอื่นถ้าไม่มีองค์ประกอบอื่นเป็นเครื่องหมายเราไม่รู้เลยจะตัดช่วงนั้นทิ้งไปเลยไม่มีโรคเขาไม่มีโรคจริงๆเหมือนกันนั่นเป็นความจริงส่วนหนึ่งของเขาเรารู้ความจริงอย่างนี้สัจจะอย่างนี้เราก็รู้สมมติฐานอย่างนี้เราเข้าใจแต่เราไม่เลือกเราไม่เลือกเอาสัจจะส่วนนี้มามาทำแต่เราจะลองเป็นลองมีดูบ้างก็ได้พระพุทธเจ้าทำไม่ถือท่านไม่ห้ามเราจะลองกระทำให้เกิดให้เป็นดูก็ได้อย่างนี้ลองอย่างนี้ไม่มีใครไม่มีใครว่าไม่หรอกก็วัชระใครจะหัดร้องดับจริงไม่รับรู้อะไร ไม่รู้เรื่องอะไรเลยตื่นขึ้นมาก่อนเข้าดูเวลาไว้เลยทีนาฬิกาอาตมาเคยทำเล่นไปหมดแล้วเคยทำไม่ใช่ว่าพูดนี่ไม่รู้เรื่องเดาเดาเอาไม่ใช่ไม่ใช่ดาวที่มาเขียนแจกแจงอยู่ในทางเอกนี้ล้วนแล้วแต่สิ่งที่ผ่านมารู้มาฝึกมาเพียนมาทำมาสัมผ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive