สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปายะ 4) ตอน ความลงตัวของพระอาริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัปปายะ 4) ตอน ความลงตัวของพระอาริยะ ตอนนี้เราจัดงาน คนเราฉลาดจัดกันไปตามวัฒนธรรมและค่านิยมแต่ละชุมชนสังคม เอสกิโมก็จัดได้องค์ประกอบแบบนั้น จะให้จัดแบบทะเลทรายก็คงไม่ง่าย จะให้เหมือนกับทางเอเชีย หรือทางยุโรปจะเย็นมากก็ได้ระดับหนึ่ง ทำไปตามความเหมาะสม คนที่เข้าใจองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ คอมโพซิชั่น เราก็จะรู้ว่าควรจัดอย่างไรให้เหมาะสมตามสัปปุริสธรรม 7 ประการ พระพุทธเจ้าได้บัญญัติเป็นทฤษฎีหลักไปเลย แล้วมีมหาปเทส 4 นั่นแหละคือสุดยอดแล้วไม่มีอะไรที่จะลึกซึ้งกว่านี้อีกแล้ว มันเป็นเรื่องครบบริบูรณ์ถูกต้อง ชีวิตคนเรามีความรู้สึกมีความรอบรู้ หากมีอวิชชาเดี๋ยวก็เป็นรู้สึกอย่างโน้นอย่างนี้ เว้าไปแหว่งไป ไม่ชอบ ชอบ โกรธ แค้น รัก สุดยอด ดูดดึง มันก็เป็นภาษาที่มีสภาวะต่างๆ ผู้ที่เข้าใจพยัญชนะภาษาแล้วรู้ว่าสภาวะที่พูดเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เข้าใจ ใครที่เอาความรู้สึกปั่นป่วนไปตามโลกเขาที่เขาเห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็เอาตามเขา อย่างนั้นเมื่อย เราโง่เอาให้จิตเราเป็นไปตามที่เขาปั่นหัวเราเหมือนกับจิ้งหรีดที่ถูกปั่นหัว มันเวียนหัวมันก็กัดกันจนคอขาดก็ยังไม่รู้เรื่องตาย เราอย่าไปถูกปั่นเหมือนกับจิ้งหรีดถูกปั่นหัว เราก็ฉลาดสักที แข็งแรงสักที เสร็จแล้วเราก็ศึกษาฝึกฝนชีวิต ชีวิตแต่ละชีวิตของใครของมัน ใครจะไปละลาบละล้วงปฏิบัติแทนให้ไม่ได้ ของใครของมันปฏิบัติเอาเอง ปฏิบัติให้ได้มรรคผล ซึ่งเป็นจริงได้สูงสุดได้ แล้วก็แบ่งกันไว้ขั้นที่1 2 3 4 5 มีจนถึงอนาคามีอรหันต์ ได้อรหันต์ขั้นที่ 1 ก็เป็นอรหันต์ขั้นต่อไป โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมา
อ่านต่อ
สัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียนรู้สภาวะของกายและจิต ในมหาจักรวาลนี้ประกอบด้วย กาละ มีอยู่ตลอดนิรันดร์กาลตราบใดที่ยังมีเอกภพ มีในโบราณ มีกาแล็กซีมีจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ต่างๆอยู่ เกิดขึ้นตั้งอยู่สลายไป แล้วก็มีชีวเข้ามาอาศัยในโลกแต่ละดวง เป็นชีวะตั้งแต่เซลล์เดียวจนถึงเป็นล้านเซลล์จนถึงเวไนยสัตว์ เป็นขั้นอาริยบุคคล ถึงขั้นบรรลุสูงสุดในความเป็น จนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกพระองค์ไม่มีใครบอกว่าจะไปให้สูงกว่าพระพุทธเจ้านอกจากคนบ้า แต่ในโลกนี้ก็ยังมีคนบอกว่าตัวเองสูงกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใด ๆ เป็นต้นธาตุต้นธรรม มีแล้วนะคนอย่างนี้ในประเทศไทย คือมันไม่รู้ที่สุด อันตคาหิกทิฏฐิ 10 คนไม่รู้ที่จบที่สุด โลกมีที่สุดไม่มีที่สุด อัตตามีที่สุดหรือไม่มีที่สุด หรือหลงว่ามีที่สุด ไม่เชื่อว่ามีที่สุดเป็นต้น อธิบายในสิ่งที่ยาก แต่อาตมาพอรู้ ไม่ใช่อวดดีแต่เป็นสัจจะขยายความให้ฟัง มันรู้เองไม่ใช่ง่ายๆสิ่งลึกซึ้งสูงรู้เองไม่ได้ง่ายๆต้องอาศัยคนมาบอก เพราะฉะนั้นทุกพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ไหนบอกว่าท่านรู้จักพระพุทธเจ้าองค์แรกเลยที่เกิดมาไม่มีใครรู้ได้ ไม่เหมือนศาสนาเทวนิยมที่พระเจ้าสร้างทุกอย่างสร้างมาตั้งแต่ต้น แล้วส่วนปลายของพระเจ้าสั้นนิดเดียวคือตายแล้วไปอยู่กับพระพุทธเจ้าชาติเดียวอย่างนั้นเลย คำอธิบายหลักของศาสนาเทวนิยมก็คือศาสดาของเทวนิยมที่มีความรู้นั่นแหละ มีศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาซิกข์ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดแบบนั้น มีทั้งเปลี่ยนแปลงได้และเป็นนิรันดรได้ มีทั้งนิรันดรและมี 0 ผู้ใดที่จะสูญสลายไปแล้วก็ได้ มันอยู่ที่จิตวิญญาณของเราพิสูจน์ความจริงเป็นจริง 0 นิรันดรก็จบแล้ว 0 มีนิรันดรก็มีนิรันดรอะไรนิรันดร 0 ไง แล้วใครมี ก็ตัวตนไม่มีแล้ว อาตมามีชีวิตอยู่ก็เปิดเผยสัจธรรมมาปีนี้ก็ย่างเข้า 49 ปีแล้วบวชมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 ปีนี้ 2562 ย่างเข้า 50 ปีแล้ว กึ่งศตวรรษ ก็ไม่น้อยนะ 50 ปีใน 100 ก็ได้ประมาณนี้ อาตมาก็ถือว่าก็พอได้เหมือนกันเป็นแก่นเป็นแกน เพราะแก่นของสัจธรรมนั้นมันแน่นคงทน มันมีคุณภาพทั้งทางด้าน Static และ Dynamic ทั้งเป็นแกนหลักที่ตัวตนบุคคลและผู้ที่อยู่ร่วม เป็นพลังบวกพลังลบ ซึ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่แม้แต่ในทางวัตถุ ที่เขาเรียกว่านิวเคลียส มีกระแสบวกกระแสลบ มันจบแล้วสูงสุดแล้ว แล้วมันก็มีมวลพอได้ อาตมามั่นใจในความมั่นคงตามคำจากพระพุทธเจ้า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”
มั่นใจสัจจะอันนี้ว่ามันจริงแล้วไม่เปลี่ยนแปลง พวกเราเองมั่นใจว่าจบแล้ว อยู่ในนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความจบที่ชัดเจนแน่นอนมั่นคง มันก็จริงแท้เป็นหลัก มีแต่อันอื่นจะมาร่วมแล้วก็เพิ่มขึ้นเติมเข้ามา เป็นเครื่องชี้พิสูจน์ยืนยันว่าเป็นแก่นแท้ที่เที่ยงแท้ เที่ยงแท้ต่อความไม่มีตัวตนเป็นศูนย์ที่เที่ยงแท้ไม่มีตัวตน ไม่ใช่เที่ยงแท้ในความมี แต่เป็นการเที่ยงแท้ในความไม่มี มีคนงงหรือสงสัยหรือไม่
ความเที่ยงแท้ของความไม่มีคือกิเลสหมดจริงๆ แล้วก็จะมีแต่ความรู้ ความรู้มันชัดเจนว่าถ้าอย่างนี้แล้วไม่มีเป็นอื่นอีกแล้วมันหนึ่งไม่มีสองอีกแล้ว ชัดเจนอันนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกแน่นอน หนึ่งคือธาตุรู้ที่มันยังมีชีวะ ถ้า 0 ก็คือสิ่งที่มันหายไปหมดไป ต้องเข้าใจความหมายของสภาวะศูนย์และก็ยังอยู่ ผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วก็ยังมี 1 และ 0 แล้วก็สามารถใช้ 1 และ 0 นี้ อนุโลมปฏิโลมให้คนอื่นได้เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 แล้วแต่เราจะอนุโลมได้เท่าไร อนุโลมได้ก็อนุโลมโดยไม่ประมาท โดยไม่ทำให้ตัวเองตกต่ำโดยมีภูมิปัญญาที่แท้จริงว่า ถ้าเรายังถูกโลกดึงลงตกต่ำก็ยังไม่บรรลุจริง ถ้าบรรลุจริงแล้วต้องประมาณได้ คุณจะไม่ยอมเสียท่าให้โลกดึงดูดลงไป นี่มันก็เป็นสัจจะที่เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องชี้บ่งบอก จริงก็ต้องจริงอย่างนี้มันไม่ผิดไปจากนี้ถ้ามันผิดไปจากนี้ก็ไม่จริงสิ ข้อสำคัญคือความรู้สึกไม่สบายคืออะไร มันเบิกบานร่าเริงคืออะไร มันไม่ร่าซ่าโลกีย์ อย่างที่เขาเป็นกันจะเส้นประสาทแตกตาย แค่นี้เราก็สุขสบายเบิกบานร่าเริงแสนสุขสมไม่ต้องชมวิหคหรอก แค่นี้ก็เหลือแหล่
เพราะฉะนั้นคนเรารู้จักพอจุดลงตัว จุดเท่านี้ แล้วมันก็จะเกิดการรวมกันมาหากัน จะลงกัน จะไม่แรง พระพุทธเจ้ามี วิการรูปอยู่ที่ลหุตา เบา มาที่นี่ไม่แรงหรอก โลกมันจะจัดจ้านกว่า เราเข้าหาศูนย์ เรายังไม่ปรินิพพานก็ยังต้องอยู่ต่อ มีการอนุโลม อาตมาอนุโลมแรง หลายคนจะเอาอย่างอาตมา จะถูกโลกดึงลงไปหาโลกนะ คุณมีแรงดึงเท่านี้ แต่โลกมันแรงกว่ามันก็ดึงคุณหัวทิ่มบ่อ เราต้องเผื่อไว้ เรามี 100 ก็อนุโลมให้ไป 40 ก็พอ จนกว่าคุณจะเก่ง ก็อนุโลมไป 50 หรือ 70 เหลือแค่ 30 คุณต้องแน่ใจว่าดึงตัวเองไว้อยู่นะ ถ้าเกินกว่า 80 นั้นอาตมาจะไม่อนุโลมต่อ ใครจะว่าอาตมาไม่เต็มร้อยก็ไม่เป็นไร อย่ามาหลอกให้อาตมาตายใจ อาตมาไม่หลงลมคุณหรอก เต็มร้อยอาตมาก็รู้ตัวว่าอาตมายังไม่แข็งแรง หากมีเท่าไหร่ให้หมดเลยมันไม่ได้ อาตมาก็ต้องเหลือไว้แค่ 20 ประมาณตน แต่เมื่อไหร่เก่งกว่านี้อนุโลมลงไปได้อีก ถ้าหากถึง 90 ผู้ที่อนุโลมได้มาก อย่างพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเราจะทำให้อายุเราถึง 100 หรือเกินกว่า 100 ก็ได้ แต่เราเอาเท่านี้ ตัวท่านเองท่านเป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ของเราก็ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้แค่ของเรา เราก็ต้องรู้ประมาณได้ของเราอย่างนี้เป็นต้น 620605_พ่อครูเทศน์เปิดงานอโศกรำลึก ปี 2562 ณ บวร ราชธานีอโศก