สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน หนี้ทางโลก กับ หนี้ทางโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน หนี้ทางโลก กับ หนี้ทางโลกุตระ _จากลูกอโศกใต้ใบ...สถานที่ปฐมอโศก 28 กพ. 2561 เรื่องขอกราบเรียนถามปัญหาแห่งธรรม ขอกราบนมัสการพ่อท่าน ...ด้วยจิตสุทธิยิ่ง Infinity กระผมได้รับความรู้ อยู่ ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงซึ่งแดนเกษม ไม่เป็นหนี้ในโลก กราบเรียนคำถาม ที่ขอถามดังนี้ … 1. คำว่าหนี้เป็นทุกข์แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก (ในทางโลกคือหนี้จากวัตถุมีเงินเป็นตัวกลาง) ส่วนหนี้ทางโลกุตระ คำว่าหนี้ มีความเป็นตัวกลาง ถูกหรือไม่(การสร้างบุญคู่ขนานทั้งผู้ให้และผู้รับ ต่างชำระกิเลสต่อกัน ) จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อเข้าสู่แดนนิพพาน พ่อครูว่า...คำว่าหนี้เป็นทุกข์แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก ทางโลกหนี้มีเงินเป็นตัวกลางก็ถูกแล้ว นั่งในนี้หน้าสลอนก็มีคนหลบไปเป็นหนี้อยู่บ้าง แต่ถ้าใครมาเป็นชาวอโศกที่จริงแล้วเป็นคนหมดหนี้ นั่นถือเป็นชาวอโศกที่สมบูรณ์ สบายระดับหนึ่งแล้วไม่เป็นหนี้ เข้ามาอยู่กับหมู่กลุ่ม ตอนนี้ก็เจริญไปกับหมู่กลุ่มสบาย ที่นี้คำว่าเป็นหนี้ เป็นทุกข์แก่ผู้เป็นหนี้ในโลก ก็จบ ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ไม่ว่าจะหนี้ทางวัตถุ ข้าวของเงินทองอะไรก็แล้วแต่ ส่วนหนี้ในทางโลกุตระ มีธรรมะเป็นตัวกลางถูกหรือไม่ ธรรมะแปลว่าสิ่งที่ทรงอยู่ทรงไว้ มีสภาวะมีอาการ ถ้าหากอาการที่ไม่มีอะไร เป็นธรรมะที่เรียกว่าสุญญตธรรม ธรรมะที่เป็นศูนย์ หรือเป็นอุเบกขาธรรม ธรรมะที่มันกลางๆวางๆเฉยๆ เป็นฐานนิพพาน ผู้ทำจิตให้เป็นกลางๆทำอาการกลางๆ โดยเป็นการทำอย่างเจตนา ทำอย่างรู้ว่าจิตเรามันกลางได้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา นั่นแหละเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเข้าสู่ฐานนิพพาน ฝึกอย่างนี้ครบ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง สัมผัสกับอะไรก็ทำจิตให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา สักวันหนึ่งก็เป็นอรหันต์ นี่คือวิธีการ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาไม่มีก
อ่านต่อ
ารสัมผัส อย่างนั้นตีตกขอบไปเลยไม่ใช่ศาสนาพุทธ พวกหลับตาปิดหูปิดตาปิดทวารทั้ง 5 ปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีในสารบบของพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ตั้งแต่พระสูตรแรก พรหมชาลสูตร อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก ต้องปฏิบัติอย่างสามัญญผลสูตร แล้วปฏิบัติอย่าไปทำอย่างที่พระสูตรที่ 3 อัมพัฏฐสูตรสอน อย่าไปเข้าป่าปฏิบัติ ไปหาอาจารย์ในป่า แม้แต่อยู่ในเมือง ก็อย่าไปจุดไฟในทาง 4 แพร่งมีมุข 4 ด้านต้อนรับคนมาทุกทิศ 4 ทิศเลย นั่นแหละ เป็นความเสื่อมที่สมบูรณ์แบบทั้งออกป่าและอยู่เมืองศาสนาพุทธทุกวันนี้ ที่บอกว่ามีธรรมะเป็นตัวกลาง คุณก็อ่านธาตุรู้ที่ทรงไว้เป็นธรรมะ เป็นปัญญา แล้วก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงถูกต้องทุกประการ ก็ปฏิบัติตัวกลางคือธรรมะที่แท้ให้ถูก ถ้าทำยังไม่สำเร็จก็เป็นหนี้อยู่ทางโลกุตระ ถ้าทำสำเร็จ ละวางกิเลสได้เป็นพระอรหันต์ก็หมดหนี้ แม้เป็นอนาคามีอยู่ก็ยังมีหนี้เหลืออยู่ ก็ต้องปฏิบัติให้หมดหนี้
2. หนี้อาริยะในแดนโลกุตระมีหรือไม่… พ่อครูว่า...อธิบายไปเมื่อกี้เสร็จ ปฏิบัติธรรมให้เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นพระอาริยะก็หมดหนี้ในแดนโลกุตระ ไม่มีหนี้ แต่คนนี้ถามวนอยู่ อาริยะมีหนี้ โสดาบันก็มีหนี้มากหน่อย สกิทาคามีก็ลดลงมา อนาคามีก็เหลือน้อย อรหันต์ก็หมดหนี้ในทางโลกุตระ อรหันต์ก็ไม่มีหนี้แล้ว และบุญไม่มีการสั่งสม บุญแปลว่าการทำลายกิเลสให้หมดไป ฆ่ากิเลสหมด บุญก็หมด กิเลสก็หมด ทำบุญได้หน่อยฆ่ากิเลสได้หน่อยก็ได้หน่อย ทำหมดกิเลสได้ก็หมดบุญหมดกิเลส บุญก็หมดบาปก็หมดกิเลสหมดอกุศลหมดทุจริตหมด ปุญญะก็หมด ปุญญปาปปปริกขีโณ ทั้งบุญทั้งบาปหมดไป บอกว่าการสร้างหรือสั่งสมบุญจะมีผู้ให้หรือผู้รับ ถ้ามีผู้ให้และผู้รับอยู่ คุณมีวัตถุให้ คุณก็ให้เขาคุณก็ใช้เป็นเหตุปัจจัยในการปฏิบัติธรรม จริงตามปัจจุบันธรรมมีกรรมกิริยาให้แล้ว คุณมีเหตุปัจจัยมีผู้รับก็รับได้ ให้แล้วไม่มีผู้รับก็ไม่ได้ให้ใคร ให้มี ทายก ปฏิคาหก ก็ทำใจในใจคุณ มีผู้ให้ผู้รับมีธรรมะ 2 หากให้แล้วเกิดทุกข์เกิดสุขเป็นธรรมะ 2 ก็ยังไม่พ้นจากกิเลสไม่หมดกิเลส ถ้าหากคุณให้แล้ว ส่วนผู้รับจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็เรื่องของเขาเราเอาว่าเราเป็นผู้ให้เป็นทายก แล้วเราก็ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีธรรมะ 2 มีธรรมะเดียวให้ก็ให้จบแล้ว ไม่มีคิดถึงบุญคุณด้วย ให้ก็ให้ไปจบ ไม่ต้องเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ เป็นกุศลนั้น ที่จริงไม่มีบุญแล้ว มีแต่คุณความดี ก็ไม่ได้ยึดถือความดีนั้น ให้ก็คือให้ แต่สัจจะมันเป็นเองแหละ มันเป็นกุศลเป็นความดีงามแล้ว การให้มันก็เป็นความดีงามและในตัวมันเอง ไม่ต้องยึดถือเป็นเราเป็นของเรา คนที่ทำการให้โดยไม่ได้ยึดถือเป็นตัวเป็นตนเขาจะได้กุศลนั่นไหม ก็ได้ ไม่ต้องไปคิดให้เปลืองแคลอรี่ ไปยึดถือเป็นเราเป็นของเราทำไม ไม่ต้องยึดเป็นตัวเรา เราทำใจในใจไม่ต้องยึดเป็นตัวเราของเรา มันก็เป็นของเราอยู่ดีหากสิ่งนั้นเป็นกุศล แต่ถ้าคุณเข้าใจผิด เอาปืนเอาผาเอาพิษภัยไปให้คนอื่น คุณจะได้บุญหรือได้บาป ได้กุศลหรืออกุศล ก็ได้อกุศล มันก็เป็นตามธรรมดา คุณก็ได้อกุศลอยู่ดี เอาสิ่งไม่ดีไปให้เขามันจะเป็นกุศลได้อย่างไร มันก็เป็นอกุศล มันก็เป็นธรรมดา คุณไม่ต้องไปนั่งจำนั่งคิดประมวลว่าจะได้มากได้น้อยอะไรเลย มันจะเป็นในตัวของมันเอง
610302_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 1