สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิและอัญญธาตุ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.36 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิและอัญญธาตุ _คำถามจากคุณไนท์ เพียงธรรม… 1.ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คือ ปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการแล้ว อย่างการพัฒนาจนเกิดอัญญะ นำไปสู่พระอาริยะ ต้องมีกระบวนการอย่างไร อะไรเป็นลำดับที่เกิด เป็นสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า...ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ฟังดีๆนะ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐินั้น คือ สัตบุรุษเป็นเหตุปัจจัยสำคัญ ถ้าไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษ หรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิมาก่อน คุณไปฟังเอาคนไม่สัมมาทิฏฐิ คุณจะฟังให้ตายก็ไม่สัมมาทิฏฐิเกิดได้ เพราะฉะนั้นปัจจัยสำคัญที่จะเกิดสัมมาทิฏฐิได้ คุณจะต้องพบตามข้อที่ 10 ของพระพุทธเจ้า ต้องพบ จึงจะอธิบายโลกนี้โลกหน้า อัตตา ชีพคืออย่างไร สรีระคืออย่างไร ในอันตคาหิกทิฏฐิ ถ้าไม่พบสัตบุรุษจะไม่สามารถรู้ ชีพคืออย่างไร สรีระคืออย่างไร โลกคืออะไร อัตตาคืออะไร คุณได้ฟ้งก็รู้นะว่า คืออะไร คนอย่างนี้หรือคือสัตบุรุษ เข้าใจเรื่องโลก เข้าใจเรื่องอัตตา เข้าใจเรื่องชีพ เข้าใจเรื่องสรีระ หรือยิ่งเข้าใจเรื่องกาย สรีระส่วนไหนเป็นกายไม่ใช่กาย หรือกายคืออย่างไรแท้ๆ กายคือทั้งรูปทั้งนาม มีทั้งนอกและใน ถ้าไม่มีรูปไม่มีนาม ไม่มีกาย มีกายคือมีรูปและมีนาม มีแต่รูปเฉยๆไม่มีกาย มีแต่นามเฉยๆไม่มีกาย มีแต่จิตเฉยๆไม่มีกาย จนรูป 28 กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา กายกลิ สภาวะคืออะไร ก็พอเข้าใจ ที่พูดไปนี้บางคนอาจจะบอกว่าไม่รู้ ฟังมาขนาดนี้ยังไม่รู้เท่าไหร่ที่พูดมา มันแปลว่าอะไร กายกลิคืออะไร กายปาคุญญตาคืออะไร แต่บางคนบอกว่ารู้แล้วฟังมาแล้วเข้าใจ หากเข้าใจดี ว่าเรามีแล้ว กายกลิ กายปาคุญญตาคือ ความแคล่วคล่องของเวทนา สัญญา สังขาร หมวดเวทนา สัญญา สังขารยิ่งจะแคล่วคล่องว่องไวยิ่งขึ้น กายกัมมัญญตา

อ่านต่อ

ก็ยิ่งทำงานเลย ทำงานได้ดี ได้เหมาะควร ด้วย เวทนาสัญญาสังขารมันเป็นตัวตั้ง เป็นตัวประธานไปจัดการงาน เพราะเป็นกายปาคุญญตาแล้ว เป็นกายกรรมวจีกรรมก็ยิ่งเหมาะควรถูกต้องดีงามใหญ่เลย เพราะว่ามันรู้จักการจัดการกับกิเลส หรือแม้กิเลสยังไม่หมดก็ควบคุมสมถะไว้ อย่าให้กิเลสออกไปทำงาน มันบาป มันจะมีภูมิปัญญาที่สามารถจะเป็นคนดี มีกายกรรมวจีกรรมดี นั่นคือทิฏฐิแรกต้องพบสัตบุรุษ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิที่ท่านบอกก็คือ ต้องมี ปรโตโฆสะ กับโยนิโสมนสิการ แล้วจะพัฒนาจนเกิดอัญญะอย่างไร เป็นอิทัปปัจยตาอย่างไร เพราะได้ฟังได้พบสัตบุรุษแล้ว ก็จะเกิดความเข้าใจถึงขั้น ปรโตโฆสะ คือยินดีรับฟังคำสอนคำกล่าว อันต่างจากที่เคยรู้มาแล้ว เรียกว่า ปรโตโฆสะ ได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เป็นอย่างอื่น อัญญะ คำว่า ปร แปลว่าอื่น อัญญะก็เแปลว่าอื่น อัญญะก็เป็นอื่นที่หมายถึงตัวธาตุความรู้ อัญญธาตุ เป็นธาตุรู้เลย เมื่อได้ฟัง อัญญะเป็นความรู้แล้วเราก็ชัดเจนขึ้นมา ใครก็ตามพวกคุณได้ฟังธรรมะอาตมา ได้ฟังธรรมแล้วเกิด อัญญธาตุ ฟังไปแล้วก็จะรู้ว่า ฟังจากอาจารย์อื่นๆกับฟังที่อาตมาอธิบาย มันต่างกัน ความต่างมันมีความต่างแล้ว ลึกกว่า อ๋อ อาตมาบอกว่ามันมีโลกุตระนะ แล้วคุณก็มีปฏิภาณแยกความเป็นโลกุตระ ที่มันมีความหมายความรู้ที่ได้รับฟังจากอาตมาไป มันไม่เหมือนจากที่ได้ฟังจากอาจารย์อื่นๆ ที่ไม่มีอัญญะ ไม่มีความเป็นอื่นจากโลกีย์ อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์อย่างนี้เอง แม้แต่ความเป็นโลกที่เขาอธิบายมามีแต่ความเป็นโลกโลกีย์ พอมาฟังอาตมา มีโลกโลกุตระด้วยนะ มีความหมายที่ต่างไป ลิงคะ มีความแตกต่างเป็นอีกอย่างหนึ่งชัดเจนขึ้น โลกุตระเป็นเช่นนี้ เช่น แม้แต่ทานข้อที่ 1 มิจฉาทิฏฐิคือสัมมาทิฏฐิ เขาไม่ได้อธิบายกันเลย ไม่ได้เป็น อัตถิทินนัง เป็นแต่นัตถิทินนัง อธิบายการทานมีแต่อยากได้ๆ มีภพชาติมีวิมาน สวรรค์ มาฟังโพธิรักษ์อธิบาย ทานก็อย่าไปมีจิตสาเปกโข หวังสวรรค์ก็ได้นรกอย่างนี้ มันต่างกันอย่างนี้ คุณก็ได้ฟัง ปรโตโฆสะ มีอัญญะ คุณก็เกิด จนอธิบายถึงขั้นทำอย่างนี้นะ ทำใจในใจอย่างนี้นะ ถ้าทำทานจะต้องทำใจ อย่าให้มันเป็นอยากได้ภพชาติ อย่าให้จิตมันมีอะไรต่อ ทานก็คือให้แล้วจบ คุณก็ทำใจของคุณ หัดทำ มนสิการ การทำใจในใจ ท่านแปลกันทั่วไปของศาสนาพุทธ แปลโยนิโสมนสิการว่าการพิจารณา จงพิจารณาให้ถ่องแท้ ไม่ได้แปลมนสิการว่าการทำใจในใจ ถ่องแท้ คือโยนิโสฯ ถ่องแท้ละเอียดลออ แยกกาย หรือลงไปถึงที่เกิด ละอียดจนกระทั่งถึงจุดกำเนิด ตัวต้นทางพาเกิด มันมีตัวการที่พาเกิดคือกิเลส ถึงขั้นนั้นเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ฟังแล้วก็นำไปสู่ความเป็นพระอาริยะได้ มันก็มีกระบวนการ จะต้องมีกระบวนการอย่างไร อะไรเป็นสำคัญที่เกิดเป็นสัมประสิทธิ์ เมื่อคุณฟังจากอาตมาไปแล้ว กระบวนการความรู้ กระบวนการความเข้าใจในจิตของคุณ มันก็เกิดการสังเคราะห์ปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร แทนที่ฟังแล้วจะเข้าใจเป็นเหมือนก่อน กระบวนการในจิตคุณก็เกิดการสังเคราะห์สังขารกันในจิต คุณจะไม่ปฏิบัติเหมือนเดิม แต่ก่อนเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในจิตเจตสิกของเราเลย ถ้าใครฟังแล้ว จะเข้าใจจิตเจตสิก บางคนไม่เข้าใจภาษาสภาวะ ฟังไม่ถูกฝาถูกตัว แต่เอาสภาวะนี้ไปใส่ พยัญชนะนี้ ทำใจไม่เป็นไม่ค่อยถูก แต่คุณเข้าใจแล้วก็ไปจัดการจิตของคุณ โดยไม่ต้องเอาภาษาไปใช้ แต่คุณก็เข้าใจ คุณจะทำใจในใจได้ ทำใจในใจเป็น ทั้งที่จำภาษาไม่ได้ แต่เข้าใจ ว่าทำอย่างนี้นะ เวลาทำทานแล้วแต่ก่อนมันจะต้องเอาแต่สวรรค์ ตั้งสวรรค์ใหญ่มาก เอา 7 ชั้นเลย นั่นยิ่งกิเลสหนาอีก 7 ชั้นเลย ที่จริงสวรรค์มี 6 ชั้นเอง ไปตั้งภพชาติใส่จิตทั้งนั้นเลย คุณได้ฟังอาตมาพูด เหมือนที่เคยได้ยินได้ฟังอาจารย์ไหนๆสอนหรือไม่ จบเปรียญ 9 เขาก็ไม่พูดอย่างนี้เลย อาตมาสอนนอกตำราหรือ อาตมาว่าสอนในตำรา แต่คนจบเปรียญ 9 ดร. หยิบมาอธิบายอย่างอาตมาไม่ได้ อาตมาก็อ้างอิง สัมมาทิฏฐิ 10 มีในพระไตรปิฎกแต่เขาอธิบายไม่ได้ นี่เป็นเครื่องส่อแสดงไม่แตกฉานในธรรมะพระพุทธเจ้า

610302_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ตอบปัญหาพาจนอย่างมีสัมประสิทธิ์ 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน