Copy of 170601 เข้าใจวิญญาณประเภทไหน-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์48 KB
วันที่แก้ไข23 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปท่านจะได้รับฟังการบรรยายธรรมะเรื่องเข้าใจวิญญาณประเภทไหน ผู้บรรยายคือท่านพระโพธิรักษ์ ได้บรรยายณวัดนรนารถเทเวศร์เมื่อ วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พุทธศักราช 2517

ก็เป็นวันหนึ่งเราจะได้มาพูดบรรยาย หรือแสดงปาฐกถา หรือแสดงธรรมเทศนาก็แล้วแต่ เราจะใช้คำอะไรก็ตามแล้ว ก็ย่อมใช้คำต่างๆ นั้นได้เสมอ ขอให้เข้าใจในความหมาย เพราะที่มาแสดงธรรม มาปาฐกถา หรือว่ามาพูด เหล่านี้ เป็นการแสดงธรรม เป็นการแสดงเทศนา เทศนาหมายความว่าทำให้เห็นแจ้ง จะทำให้เห็นแจ้งได้ด้วยอย่างไร ก็แสดงด้วยภาษาพูด จะทำให้เห็นแจ้งได้ง่าย แต่กายกรรมก็ได้ทำให้เห็นได้เพิ่มขึ้น หรือกายกรรมเห็นไม่ชัด ก็ต้องมีวจีกรรมบอกกล่าว เพิ่มขึ้นอย่างนี้เรียกว่าแสดงธรรมด้วยกายธรรม วจีธรรมซึ่งเนื่องมาแต่มโนธรรม คือที่คิดเป็นผู้ที่บงการให้เกิดวจีกรรม ให้เกิด เกิดกายกรรม การที่ได้ฟังธรรม นั้น เป็นการได้กำไร เราได้ฟังวจีที่เป็นธรรม ก็เป็นการกำไร ผู้ใดเข้านั่งใกล้สมณะ เมื่อนั่งใกล้แล้วก็ตั้งใจฟัง เมื่อตั้งใจฟังแล้ว มีสูตะแล้วก็พยายามจดจำ เมื่อจดจำแล้วก็พยายามคิดทบทวน เมื่อคิดทบทวนแล้วก็พยายามพิจารณา เมื่อได้พิจารณาประกอบพร้อมไปด้วยอีก เราก็จะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมขึ้น จะถึงการบรรลุเห็นแจ้งเข้าใจแทงทะลุรอบได้อย่างนี้ เรียกว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติถูก ถ้าเราเข้าไปนั่งใกล้สิ่งที่ไม่ใช่ ธรรม ไปนั่งใกล้ในสิ่งในส่วนในเรื่องที่มันจะจูงดึงเราออกจากธรรม สิ่งนั้นก็จะพยายามเหมือนกัน มันจะพยายามดึงไปหาหมู่ ดึงเข้าหมู่เขาเหมือนกัน ถ้ามานั่งใกล้พระ มานั่งใกล้ธรรมะที่เป็นธรรมะขนาดไหนก็ตามแต่ ก็จะพยายาม ธรรมะนั้นก็จะพยายามจูงดึง หรือ โน้มน้าว หรือพยายามซึมซาบ เข้ามาหาตน เช่นเดียวกัน

วันนี้เราจะ เรื่องวิญญาณอีกทีนึงเพราะว่าคราวที่แล้วมีผู้ใคร่ศาสนาจะให้พู

อ่านต่อ

ดถึงเรื่องวิญญาณบ้างเพราะฉะนั้นวันนี้อาตมาจะพูดถึงวิญญาณให้เข้าใจหลายๆ ประเภทจะเข้าใจวิญญาณประเภทไหนก็พยายามฟังดู และอาตมาจะเน้นชี้ให้ฟังว่าพุทธศาสนานั้นเน้นวิญญาณอะไร สำหรับพุทธศาสนานั้น ส่วนศาสนาอื่นๆ ใดๆ ก็จะไปหลงวิญญาณอยู่อย่างไรนั้น หรือว่าไปพยายามเอาจริงเอาจังอยู่กับเรื่องวิญญาณอะไร อาตมาก็จะพยายามชี้บอก ใครเห็นได้ เข้าใจได้ก็รับเป็น รับเอา ใครเห็นไม่ได้ รับไม่ได้สงสัยอยู่ ก็ให้ถามขึ้น และเราจะเปิดโอกาสให้ถามในตอนปลาย เรื่องของวิญญาณ วิญญาณตัวนี้ขอให้ตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นมาให้ดีซะก่อน คำว่าวิญญาณมาจากภาษาบาลี 2 คำ คำนึง คือ ญาณ อีกคำหนึ่ง คือ วิ หมายความว่า รู้คำว่า ญาณ นี่หมายความว่ารู้ ตัวรู้ ความรู้ หรือมันสามารถที่จะรับทราบ รับเห็น รับ รับรู้ที่ตัวเองได้ นั่นแหละ ผู้ใดไม่มีพลังงานใดที่จะกระทบ และก็สามารถที่จะพิจารณาออก เราก็เรียกว่า รู้ ถ้าพิจารณาออกเพราะมันมากระทบมีอะไรมาเกิดผัสสะกระทบเข้า สัมผัสเข้า แล้วเราพิจารณาออก รู้ได้ เข้าใจ หรือไม่เข้าใจ เสพเอาด้วย ไม่ได้แค่เข้าใจเท่านั้นพึงเสพด้วย อันนั้นเราเรียกว่าญาณ เขาเรียกว่าญาณ ทีนี้ ญาณ ที่มันแก่เข้า แก่เข้า มันยิ่งเข้ามันจัดเข้าจะเป็นญาณยึด หรือเป็นญาณเข้าใจด้วยปัญญา ด้วยเหตุผลก็ตามแต่ ถ้าเข้าใจได้ปัญญามีเหตุผล เราเรียกว่า วิญาณ คำว่า วิญาณ เนี่ยจะกดเข้าในภาษา เขาก็จะต้องมีตัวสะกดตัวมันหน่อย ได้อาศัยวัดตัวอักษรในวัด หรืออักษรตัวเดียวกันจึงเอายอหญิงมาสะกดด้วยกัน เข้าก็เป็นวิญญาณแทนที่จะเรียกวิญาณเฉยๆ ก็เป็นวิญญาณ วิตัวนี้มันหมายความว่า ยิ่ง หรือหมายความว่า ไม่เหมือนปฏิเสธเลยก็ได้ เพราะปฏิเสธเลยก็ได้หรือมันรู้ยิ่งขึ้นไปก็ได้ ยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้มันให้ความหมายได้ทั้งสองนัย คำว่า วิ คำนี้ ก็ขอทวนอีกนิดนึง ขอทวนถึงเรื่อง วิญาณ หรือ วิญญาณ อีกนิดนึง คำว่าวิญญาณมันมาจากคำ 2 คำ คือคำว่า วิ คำหนึ่งกับคำว่า ญาณ คำนึง ลองฟังให้ดีนะ คำว่า ญาณ อาตมาบอกแล้วเมื่อกี้นี้ว่า คำว่า ญาณ มันแปลว่ารู้ แปลว่า รู้ ไอ้รู้คำนี้ภาษาไทยนี่มันชัดๆ แล้วก็รู้ ทีนี้มันสักแต่ว่ารู้เฉยๆ ก็เท่านั้น เท่านั้น แหละ มันไม่มีความหมายสูงส่งอะไรเพราะฉะนั้นเมื่อเวลามันจัดเข้ามันยิ่งเข้ามันกลายเป็นได้ทั้งสองอย่างหนึ่ง หนึ่ง มันกลายเป็นไม่รู้ก็ได้ สอง มันกลายเป็นรู้เหลือเกิน รู้ยิ่งก็ได้ เพาะฉะนั้น วิญญาณ หรือ ตัวรู้นี่มันรู้จัดขึ้นมา จะเรียกว่าญาณที่แปลว่า รู้เฉยๆ มันก็ไม่พอ ถึงได้เอาคำว่า วิ ใส่เข้าไปด้วย จึงกลายเป็น วิญาณ แต่พอเป็นภาษาแล้ว สะกดเข้า เขาก็ไม่สะกดแต่เพียง วิญาณ เขาก็เอาตัวในวรรค หรือ ตัวในวรรค หรือตัวเดียวกันมาสะกดเข้าไปด้วย อันนี้ เอาตัวเดียวกัน คือ เอาตัว ญ.หญิง ตัวเดียวกันมาสะกด ก็เป็นวิญญาณ แทนที่จะเป็น วิญาณ วิ ตัวนี้ แปลว่ายิ่ง หรือ แปลว่าไม่ก็ได้ทั้งสองอย่าง อย่างที่ว่าแล้วเมื่อกี้นี้ มันรู้ แต่ถ้าไปเป็นเสียอีกทางนึง นี่แหละ บวกลบเหมือนอย่างที่คุณพลเขามาอธิบายนี่ ถ้ามันเฉไฉไปทางด้านลบ เราเรียกว่าไม่ ถ้ามันบวก แปลว่าบวก แปลว่าไปในทางที่ดี ไปในทางที่มากขึ้น แทนที่มันรู้ธรรมดา มันไม่รู้ในทางธรรมดา มันบวกไป จึงเรียกว่า วิญาณ หรือ รู้ยิ่ง รู้ยิ่ง รู้จัดกว่าปกติ หรือ มันยิ่งโง่ยิ่งก็ได้ หรือไม่รู้ยิ่งกว่าเก่าด้วย จึงแปลได้ ทั้ง วิญญาณ นี่แปลว่าโง่ ยิ่งไปกว่าเก่า หรือ รู้ยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าก็ได้ รู้ยิ่งกว่าเก่าก็ได้ เพราะงั้น ถ้าผู้ใดจะ ทำความเข้าใจในวิญญาณที่แท้ จะต้องพยายามเข้าใจให้ได้ทั้งสองส่วน ส่วนที่รู้ยิ่งกับส่วนที่ไม่รู้ ต้องเข้าใจให้ได้ เมื่อเวลาเราพูดจนเราชินปาก จนกระทั่งปัญญัตินี้มันเกิดการแพร่หลาย แต่ความเข้าใจของเรากับตกต่ำไป เพราะจะต้องเปลี่ยนไปเรียก ญาณ อย่างเก่า เพราะฉะนั้นตอนหลังๆ มา คำว่า ญาณ ดีกว่า วิญญาณ เสียอีก พอพูอว่า มีญาณ ยังค่อยยังชั่วกว่าเก่า หรือ ไม่ก็เติมญาณ มี ญาณทัศนะ มีญาณทัศนะ คือ มีญาณทัศนะก็แปลว่า การรู้ การเห็นนั่นแหละ ทัศนะแปลว่ารู้ว่าเห็น มันรู้ รู้ กว่าเก่าอีก เรียกว่า ญาณทัศนะ ก็ได้ มันซ้ำเข้าไปอีก ก็เวียนไปเวียนมา เท่านั้นเอง ลักษณะอย่างนี้เป็นแต่เพียงลักษณะของบัญญัติ ลักษณะของสมมุติ ลักษณะของภาษาที่เราจะเอามาใช้แทนสภาวะของจิต จิตของคนเป็นทาสรู้ เมื่อรู้แล้วก็ยึด พอยึดเข้ามากๆ จัดๆ ยิ่งๆ ก็กลายเป็นวิญญาณยึดเข้ามาก็ยังปรุงกันใหญ่ แล้วก็ไม่รู้จะจบจักหยุด เมื่อไม่รู้จักจบจักหยุดก็ไปปรุงเรื่อย สร้างเรื่อย มีสังขารมากยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นก็ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไอ้การสังขาร หรือการปรุงมากขึ้น มากขึ้นนี่แหละ มันก็โตเรื่อยไป มันก็ทำให้เราเองมีวิญญาณที่โตขึ้นเรื่อยไป จนกระทั่งวิญญาณเหล่านี้ก็ไปสร้างไปต่อ ไปเพิ่ม ไปเติมทำอะไร ต่ออะไร ออกมาอีกมากมายได้เยอะแยะ อาตมาก็จะขอพูดตั้งแต่วิญญาณที่เราเข้าใจทั่วๆ ไป กันอยู่ เดี๋ยวนี้ซะก่อน คือวิญญาณที่เป็นตัวตน วิญญาณที่เป็นตัวตน เอาตัวตนซะก่อน เดี๋ยวนี้ความเข้าใจของเรา ไปเข้าใจในสภาพ นั่นนะ มอง ขอใช้ดีแล้วมีแผนผัง มองไปที่ภาพแผนผังเกิดขึ้นตั้งอยู่สลาย นั่นอะ อันต้นอันนั้นนะ ช่วงข้างบนฝ่ายเดินให้เป็นบวก มีสังขารหยาบข้างล่าง บอกว่าสังขารละเอียดโปร่งใส มองไม่เห็น แบ่งเป็นสองภาค ภาคหนึ่งมีสังขารหยาบ อีกภาคหนึ่ง สังขารโปร่งใสมองไม่เห็น เป็นด้านลบอีกอันนึงเป็นด้านบวกนี่เป็นสภาพที่แบ่งแยกให้เห็นได้เป็นสองนัย นัยหนึ่งเป็นด้านหยาบแล้ว เป็ฯตัวตนเป็นรูปชัด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเรียกว่ารวมตัวเป็นกอบเป็นกำ แล้วเรียก ภาคบวก ทีนี้ ความหยาบ หรือ ภาคบวกอันนี้ มันก็คือ พลังงาน ถ้าวิญญาณนั้นก็คือพลังงานอย่างหนึ่ง และพลังงานอย่างนี้ไปร่วมกระทำกับอะไรก็ได้ เมื่อกระทำกับสิ่งนั้นแล้วก็ทำให้สิ่งนั้นน่ะยังเกิดขึ้นตั้งอยู่ สลายแล้ว ก็ยังหาทางเกิดขึ้นใหม่อย่างนี้เรียกว่า วิญญาณที่ยังไม่จบ เรียกว่า วิญญาณที่ยังไม่จบ คือตัวรู้ที่ไม่รู้จักจบ มันก็จะพยายามวนเวียนอยู่เดี๋ยวนี้ คนเราเข้าใจไปว่าวิญญาณเหล่านี้อยู่ที่ตัวคนนี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณก็ยังไม่ตาย เมื่อเวลาร่างกายของเราเนี่ยไม่ทำงานแล้ว หมดพลังงานลงไปแล้ว ปล่อยให้ความเน่าเปื่อยเข้าครอบงำ มีแต่ทางสลายในเรื่องรูปธรรม ส่วนอีกอันนึงที่ไม่ใช่รูปธรรมนั้นเรา เรียกมันว่าวิญญาณ และเราก็ยึดมั่นถือมั่นกัน ว่ามันเป็นสภาพอีกอย่างหนึ่งที่จะต้องออกไปจุติ ออกไปปฏิสนธิในอีกภพ อีกกลุ่มหนึ่ง ยังมีตัวตนอยู่แต่เป็นสภาพละเอียดโปร่งใสมองไม่เห็นดังกล่าวนี้ ถึงกระนั้นก็ตาม คนก็ยังเข้าใจกันไปอีกว่า แม้จะเป็นสภาพโปร่งใสมองไม่เห็น บางทีก็ยังมาสำแดง ให้มีความสัมผัสได้ รู้ได้ เห็นได้ บางทีแสดงตัวตนเป็นรูปให้เราเห็นได้ บางทีแสดงเป็นเสียง บางทีแสดงเป็นกลิ่น แสดงเป็นรสจะมีหรือเปล่าไม่รู้ อันนี้ก็ไม่รู้ได้นะ วิญญาณมาแสดงเป็นรสให้เห็นจะมีหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันก็น่าจะแสดงได้นะเพราะมันวิญญาณเหมือนกัน บางทีก็มากระทบสัมผัสกาย รู้สึกสัมผัส บางทีบางคนบอก แหม ทำให้ขนลุกซ่าเลย ขนลุกซ่าเลย บางทีเดินเข้าไปเหมือนชนกำแพง เหมือนกับชนกับอะไร ไม่มี โปรงใส ว่าอย่างนั้นนะ อย่างนี้ก็มีได้ อ้า สภาพธรรมอย่างนี้ หรือ ความรู้สึกอย่างนี้ อ้า ที่จิรงแล้วละก้อ พระพุทธเจ้าไม่อธิบายหรอก พระพุทธเจ้าไม่ให้อธิบาย เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นไปโดยพิสูจน์ได้ เรียกร้องมาดูกันได้โดยถ้วนทั่ว มันเป็นเรื่อง เอ่อ สุขุมลึกซึ้ง มันเป็นเรื่อง สุขุมลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคุยกันเล่น แต่สำหรับวันนี้ขออนุญาตจะคุยกันเล่นบ้าง เท่าที่ผู้ใดจะต้องใจฟัง แต่อาตมาก็จะไม่พูดให้มันเลอะเปรอะเปื้อนไปจนกระทั่ง มันมีเรื่องมีราวอะไรต่างๆ นา นา เป็นวิญญาณปาฏิหาริย์ หรือ ว่า วิญญาณอะไรนะของท่านพระครูประกาศ วิญญาณพเนจร และวิญญาณอะไรอย่างเนี้ย จะไม่เอาถึงขั้นนั้น จะไม่เอาถึงขั้นนั้น เพราะดูมันจะเลอะเปรอะไปนะ ก็จะเอากันพอสมควร พอสมควร สมควร เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าผู้ใดมีสภาวะ หรือเกิดเชื่อ เกิดคิด เกิดพอได้ฟัง ได้ยึดถือเข้าไว้ในจิตแล้วว่า วิญญาณมันจะมีสภาพแสดงตัวตนเป็นรูปที่เห็นด้วยตาก็ได้ แสดงให้เสียงก็ได้ แสดงด้วยกลิ่นก็ได้ แสดงด้วยรส แสดงด้วยสัมผัสด้วยกายก็ได้ หรือ แม้ไม่แสดงอย่างนั้นหลับตา ปิดหู กดจมูก ลิ้นก็ไม่มี หุบปาก กายก็ไม่รู้สึกแล้ว นั่งหลับตาเข้าไปอยู่ในภพจิตของจิต แม้แต่ทำจิตของเราก็ไปอยู่ในภพจิตของจิต ไม่มีตา หู จมูก ลิ้นกาย ก็ไม่มีนะ ตานี่ก็หลับแล้ว หูก็ไม่ได้ยินเสียงแล้ว แต่อุตส่าห์ดันไปเห็นได้ ไปได้ยินเสียงได้อยู่ในจิตในจิต ฟังก็ดีนะไปเห็นได้หลับตาไปได้ เห็นภาพได้ โอ้โหอย่างนู้น อย่างนี้ เสียงก็ได้ยิน กลิ่นก็ได้ด้วย สัมผัสได้ อยู่ในจิตเป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่สำเร็จลงด้วยจิต จิตตั้งขึ้นมาในจิตจริงๆ ไม่อาศัยธาตุ ไม่อาศัยทวารตา ไม่อาศัยทวารหนูไม่อาศัยทวาร จมูก ลิ้นกายไม่อาศัย เอาแต่จิตในจิตเลย อย่างนี้เห็นง่ายกว่า อย่างนี้เห็นง่ายกว่านะเห็นง่ายกว่าที่จะลืมตาเห็น ทำไมเป็นอย่างนั้น ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าจิตเกิดก่อน จิตเป็นตัวเริ่มต้น จิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ถ้าเรียกว่า มโนปุพพัง คมา ธรรมา จิตมันจะเกิดก่อน เพราะฉะนั้น เพราะฉะนั้นตัวนี้ มันจึงเกิดได้ง่าย และมันจะต้องเกิดก่อนอันอื่น ถ้าผู้ใดไปยึดมั่นถือมั่นเข้าในจิตปั๊ป เท่านั้นแหละ ไม่ช้านั่งหลับตาเข้าประเดี๋ยวเข้าก็จะเห็นรูป เห็นภาพ ประเดี๋ยวก็จะได้ยินเสียง ประเดี๋ยว ก็จะอะไรต่ออะไรขึ้นมาได้ ได้ง่ายไม่ยากนัก ซึ่งเป็นของตัวเองปั้นก็ได้ หรือ รับความสะท้อนมาจากพลังงานข้างนอกก็ได้ เช่น ใครคนนึงที่อยู่ข้างนอกตัวเรา คิด คิด ปั้นรูปนี้ หรือ คิดถึงรูปเรื่องนี้ เสียงนี้ คิดรูปร่างเทวดารูปอย่างนี้เอาไว้ แล้วก็นั่งปั้นไว้ ส่งกระแสไว้ อีกคนนึงก็ไปนั่งทำจิตให้สงบลง รับกระแสให้คลื่นมันตรงกัน ประเดี๋ยวเถอะไม่ยากหรอก จิตของเราก็รับภาพเทวดานั้นได้ ไอ้นี่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ออกร้อยเปอร์เซ็น เป๊ะเลย และ จิตก็คือ อันนี้ด้วยเป็นพลังงานที่ส่ง frequency เท่ากัน แล้วก็เปิดรับเป๊ะตรงกัน ชัดทันทีเห็นได้ ละเอียดยิ่งกว่านี้ เป็นอีกคนหนึ่งเคยเชื่อว่า เทวดามีรูปร่างอย่างนั้น ยังไม่ได้ปั้นรูปหรอก เป็นอรูปอยู่ในจิต และเราก็บอกคนนี้ เอ้าคุณดูสิ เทวดาองค์นี้ เห็นไหม บอกแค่นี้นะ คนนี้ก็นั่งหลับตาเข้าปั๊บนะ frequency หรือคลื่นก็เข้าไปประกบธาตุเข้าปั๊บจากที่เขาปั้นไว้ ปั้นไว้เป็นอรูปนิดเดียวเท่านั้นละ ไม่ได้มาปั้นต่อ คนนี้จิตก็ก็ทำคลื่นอันนี้ให้เข้ากันปั๊บเป็นพลังงาน ที่รับตรงกันได้ มันก็เกิดภาพที่จิตได้เหมือนกัน ตรงกันเป๊ะด้วย

การเล่นจิตแบบนี้กำลังเล่นกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองเดี๋ยวนี้ เยอะเลยไม่ว่าเชิญเจ้าเข้าทรง ไม่ว่านั่งดูทางในทางนอก ทางสูงทางต่ำ ทางทะลุฟ้า ทะลุดินที่ไหนก็ตามแต่ เยอะเลยเดี๋ยวนี้ เป็นสภาพอ่านความยึดมั่นถือมั่นอย่างนี้ทั้งนั้น เยอะ เป็นได้ มีจริงแต่เป็นสมมติสัจจะ ฟังคำว่าสมมติสัจจะให้ดี มีได้ เป็นจริง แต่เป็นสมมติสัจจะ คือมีฝ่ายสร้าง และมีไปรับเอา และก็หลายคนที่งง งงต่อสภาพที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่นไปนั่งหลับตาเข้า ตัวเองยังไม่เคยคิดเลยว่าจะเห็นภาพนั้น ไม่เคยนึกคิดเลยว่าจะเห็นภาพนี้ พอนั่งหลับตาเข้าปุ๊บเห็น เกิดภาพ เกิดสี เกิดขึ้น เกิดกลิ่น เกิดเสียง แล้วก็นึกว่าสิ่งนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่ในโลกมาแสดงให้เราเห็นได้ และเราเองก็เลยนึกว่าเราเองเนี่ยเป็นคนเก่ง เก่ง ที่จริงเก่งเพราะสามารถทำจิตให้มันคลื่นที่จะรับ frequency อันนี้ได้ ดูสิ อันนี้ คือ อะไร หนึ่งจากประสบการณ์ที่มันอยู่ รอ อยู่ในภพ ที่เป็นสิ่งที่โปร่งใส มองไม่เห็นใครมาสร้างไว้แต่ปางไหนก็ได้ ลอยอยู่ในนี้ มีทั้งนั้น เป็นคลื่นพลังงานอะไรอยู่ก็ได้ พอเกิดขึ้นแล้ว มันยังไม่สลายตัว มันก็จะมีอยู่ในนี้ ถ้ามันสลายเกินไปแล้วมันก็ไม่มี ถ้ามันยังมีตัวมีตนอยู่อันนั้นมันก็มีแน่ ถ้าคนนี้ก็นั่งรับคลื่นอันนี้ได้ก็เกิด เกิดรู้เกิดเห็นได้เหมือนกัน สองเกิดจากความยึดถือปั้นใส่จิตของตัวเองเอาไว้ เช่น ตัวเองเคยเห็นแต่ปางไหนก็ไม่รู้ ไปนั่งรับเอาสภาพนี้ไว้ ไปนั่งนึกไปคิดเอาไว้ ควรจะเป็นอย่างนั้นควรจะเป็นอย่างนี้ แต่ปางไหนก็ไม่รู้ นั่งคิดเอาเองด้วยนะ ควรจะเป็นอย่างโน้น ควรจะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ยังไม่ได้คิดยึดมั่นในใจให้อย่างมั่นคงด้วย แต่พอนั่งเข้าปั๊บ มันก็เป็นอันนั้นออกมา เป็นอันที่มันน่าจะเป็นอันนี้แฮะ มันควรจะเป็นอันนี้แฮะ มันก็เป็นออกมาให้เราเห็น เป็นทาสได้เป็นรูป เป็นอจิตได้ มันก็อยู่ในจิตของเรา ก็เกิดขึ้นได้อีก มี 2 ประเด็น 1 เกิดจากข้างนอก 2 เกิดของตนเองที่ไปยึดมั่นถือมั่นไว้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นอาจารย์ หรือ ผู้ที่เป็นอะไรที่เล่นทางจิต พวกนี้ส่วนมาก สร้างเพิ่ม เป็นนักสร้างเพิ่ม สร้างอะไร เป็นนักสร้างวิญญาณ สร้างตัววิญญาณ หรือ สร้างตัวรูปจิต อรูปจิต ที่โปร่งใสสร้างเพิ่มขึ้น ในลัทธิเก่าๆ แก่ ตั้งแต่ ลัทธิฮินดูที่เขามีอวตารต่างๆ เป็นภาพ อาจเป็นเรื่องของอวตาร ซึ่งเป็นศาสนาพราหมณ์เก่า เป็นศาสนาพราหมณ์โบราณ ศาสนาพราหมณ์โบราณ จะนับถือ พระพรหม เป็นสูงสุด ต่อมาเมื่อพราหมณ์ก็เห็นว่า เอ พระพรหมนี่ ชักด้อยความนับถือลงแล้ว ก็เลยสร้างวิญญาณใหม่ขึ้นมาใหม่ ขึ้นมาใหม่อีก เพิ่มพระนารายณ์เข้ามาบ้าง หรือเพิ่มพระศิวะ เข้ามาบ้าง เป็นตัววิญญาณใหม่ขึ้นมาเรื่อย ก็มีพระนารายณ์เพิ่มขึ้น แล้วก็ไปยกย่องพระนารายณ์ นับถือพระนารายณ์ พระพรหมเซ็งแล้วพักไว้อ้าวนับถือพระนารายณ์กันใหม่ อีกทางนึงก็บอกว่าพระนารายณ์จะเป็นเรื่องของทางพระนารายณ์ไป เราจะเอาทางนี้แหละ ก็ไปสร้างขึ้นมาเองเป็นพระศิวะมั่ง ก็นับถือพระศิวะไป ยังไม่พออื่น อื่นอีกก็สร้างกันขึ้นอีกสร้างพระอะไร ต่อพระอะไร ให้พระนารายณ์ไปมีลูกไปมีเมียให้ พระศิวะไปมีเมีย ให้พระพรหมไปมีเมีย ออกลูกมาเป็นพระพิฆเนศวรมั้ง เป็นพระโอ้ยอะไร ต่อมิอะไร อีกเยอะอาตมาจำไม่ไหวจำไม่ไหวใครอยากรู้ ก็หาหนังสือ เทวกำเนิดมาอ่านเอาก็แล้วกัน พวกนี้ก็กลายเป็นเทวนิยม สร้างวิญญาณขึ้นมาเป็น เวะ เยอะ และก็สร้างคุณสมบัติจำเพาะองค์ขึ้นมา องค์นี้เก่งทางนี้ องค์นี้ประสิทธิทางนี้ องค์นี้เก่งทางนี้ๆ ๆ ก็ว่ากันไปเยอะแยะมากมาย มากองค์ นี่พูดวิญญาณเทพกันก่อนนะ แล้วค่อยมาหาวิญญาณต่ำๆ วิญญาณเทพ ตั้งแต่สูงสุด จะสูงแค่ไหนก็ตามแต่ ก็คงไม่มีวิญญาณที่สูงเท่าวิญญาณที่ในอย่างที่เราว่านี่แหละ วิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า ทั้งด้านตะวันตก เรียกว่าพระยะโฮวา เรียกว่า พระอาหร่า เรียกว่า อะไร นะอะไร นั่นแหละ พระยะโฮวา พระอาหร่า เป็นต้น นี่ทางตะวันตก ทางด้านตะวันออก ก็พระพรหม พระนารยณ์ พระศิวะ พวกนี้จะเป็นแกนเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็สร้างเทพต่างๆ ขึ้นมาอีกมากมายเลย แล้วก็พยายามเอาคุณสมบัติต่างๆ ไปจับใส่ องค์นี้เป็นอย่างนี้ องค์นี้เก่งทางนี้ องค์นี้เก่งทางบู้ องค์นี้เก่งบุ๋น องค์นี้เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ ว่ากันไปเรื่อยเลย เป็นคุ้งเป็นแคว แล้วจะพยายาม จิตของตัวเองนั่นแหละปรุง เมื่อสร้างเทวะ หรือ สร้างวิญญาณ ขึ้นมา ก็ปรุงเป็นเรื่องเป็นราว ให้มันมีที่มา ให้มีที่มา จึงได้กลายเป็นลูกเป็นหลานเป็นเหลนอะไรต่อกันอีกเยอะแยะ แล้วจะไปยึดถือบูชากันไป แท้จริงนั้นก็คือสร้างสิ่งยึดให้แก่จิต เทวะเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรมไว้ในด้านดี ทรงคุณธรรมไว้ในด้านดี ผู้ที่ไปยึดเอาเทวะที่จะไปสิทธิในเรื่องคุณธรรมความดีมากกว่าความเสีย ประโยชน์ก็ดี ก็ได้ประโยชน์ดี ถ้าไปยึดให้เทวะที่เป็นในด้านเสีย ไปยึดเอาแม่กาลี ไปยึดเอาอะไรอีกละ นอกจากเจ้าแม่กาลี ไปยึดเอาทางด้านเทพทางด้านต่ำๆ มาแล้ว ก็พยายามทำตัวทำตนให้มันเป็นในเรื่องใดต่ำๆ เลวๆ พวกนั้น ผู้ใดไปยึดถืออย่างนั้น ก็จะได้สิ่งที่เลวๆ ชั่วๆ นั้นมาให้แก่ตน แต่ยึดสิ่งที่ดีมันก็มีประโยชน์เพิ่มขึ้นบ้าง ถ้าเราเองมีจิตรู้หรือมีญาณ หรือวิญญาณของเรานั้นยังต่ำ กว่าวิญญาณเทพที่เราปั้นเอาไว้ด้วยวิญญาณเทพที่เรานับถือยึดถือ เราก็ปฏิบัติตามเอาอย่างตามวิญญาณเทพองค์นั้น เราก็จะดีขึ้นก็ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเพราะฉะนั้นใครจะถือวิญญาณพระนารายณ์ ซึ่งพระนารายณ์เนี่ยตั้งแต่เดิมที่เขาสร้างขึ้นมาถ้าเราเป็นเทพเจ้าแห่งการปราบยุคเข็ญ การปราบอสัจธรรม ถ้าเกิดว่าสิ่งใดเป็นอสัจจธรรมแล้ว พระนารายณ์จะปราบให้เกลี้ยง ทีนี้ก็มีการเพ่งโทษกัน อีกหมู่หนึ่งก็ว่า โอ้ แย่เลย นารายณ์นี่เล่นแต่ปราบ ปราบ ปราบ อะไรก็ปราบ ก็ตีความกันว่า นารายณ์เป็นผู้ที่ปราบผี จับผี ผีเท็จ ผีคทา ผีตรี อะไรต่างๆ นา นา ไปเที่ยวไปปราบเขาหมดเลย แสดงฤทธิ์ ปราบเขาหมด อะไร ๆ ก็ไม่เหลือ ไม่เอาละ เทพพระเจ้าแห่งการทำลายอย่างนี้ เขาก็จะสร้างศิวะเทพขึ้นแข่ง ศิวะเทพก็กลายมาเป็นผู้ก่อ ผู้สร้าง ตอนแรกๆ ผู้ก่อผู้สร้างศิวะเทพขึ้นมา ให้ก่อให้สร้างแต่คุณธรรมที่ดี สร้างแต่สภาพความดี สิ่งใดดีก็ก่อขึ้นมา อันนี้เป็นคุณธรรมที่ดี ก็พยายามจรรโลงขึ้นมา พยายามสร้างกันขึ้นมานะ พยายามสืบต่อความดีงามขึ้นมา คุณธรรมอันใดที่ป็นกุศลก็ยังให้ถึงพร้อม มีเอาไว้ พยายามก่อเอาไว้ พยายามเติมเอาไว้ อย่าไปทำลายเสียหมด คุณธรรมฝ่ายนี้ก็เป็น่ายก่อ ศิวะเทพก็เลยกลายเป็นผู้ก่อ หนัก หนัก เข้าตีกันเอง ฝ่ายปราบก็ว่า เอ้ย ก่อตาพึด เลอะๆ เทอะ เป็นแต่ผู้สร้าง สร้างใหญ่เลย ดูสินิจนเฟ้อแล้ว ไม่รู้จักพอ ก็เลยคนปราบกับ คนก่อ ก็ตีกัน ฝ่ายปราบก็ว่า ไม่ได้หยุด ทำลาย ทำลาย ฝ่ายก่อก็ก่อ ไปทำลายมัน ก่อก่อสิ ฝ่ายก่อกับฝ่ายทำลายก็ขัดกันเอง ก็ตีกัน

ถ้าผู้ใดเข้าใจ ศิวะก็เข้าใจ ว่าเป็นเทพผู้ที่ให้เกิด เป็นการเกิด หรือ การสร้าง นารายณ์เทพพระเจ้าแห่งการดับ หรือ การปราบ ก็เข้าใจสิ ไม่ว่ากระไร ปราบ ก็ปราบอะไรละ ปราบสิ่งที่เป็นความชั่ว ปราบสิ่งที่เป็นพิษผล ปราบสิ่งที่บาป เอ้าปราบเข้าไป สิ่งที่ควรก่อ ก็ก่อเข้าไป ก่ออะไร ก่อสิ่งที่ดี จรรโลงสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นกุศล ปุญญาภิสังขาร ไว้ ส่วนอปุญญาภิสังขาร ก็ทำลายเสีย เราก็มีทั้งนารายณ์ เราก็มีทั้งศิวะ พระพรหมละ ผู้ที่เป็นกลาง มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา เป็นผู้รู้ เป็นผู้เกื้อกูล ก็เยอะ ก็ยกผู้เป็นกลางไว้สำหรับไกล่เกลี่ย จะปราบเกินไปก็อย่าพึ่ง จะสร้างเกินไปก็อย่าพึ่ง คำนวณซะก่อน ก่อนจะสร้างก็คำนวณถึง ความพอดี เป็นกาละเทศะ เป็นฐานะที่ควรสร้างหรือไม่ ถ้ายังไม่ควรสร้าง อย่าเพิ่งสร้างมันเบียดเบียนกันมากไป พอถึงฐานะควรสร้าง เอ่อ สร้างต่อ คือ ตอนนี้ขาดแคลนแล้วนะ ต่อได้ต้องสร้าง ถ้าสร้างเฟ้อ อย่า เอาพระนารายณ์มาช่วย ถ้าเฟ้อแล้ว ปราบลง ปราบลง เราก็เป็นผู้ที่ รู้เหมาะ รู้ควร มีเมตตะ มีไมตรี มีมตะ มีความรู้ รู้แล้วก็ทำตามควร เราก็กลายเป็นผู้ที่มีเทพทั้งสามองค์อยู่ในตัว คือ มีทั้งความเป็น นารายณ์ มีทั้งความเป็นศิวะ มีทั้งความเป็นพระพรหม สามอย่างนี้รวมกันแล้ว เป็นรากเหง้าแห่งปัญญา เรียกว่า มูรติ ใช้ ตรีมูรติ ให้แก่ตนได้ แล้วตัวเองก็ทำได้เหมาะสม อันไหนควรสร้างรู้จริง อันไหนควรปราบ ควรทำลาย ควรลด ควรละ ควรหน่าย ควรคลาย รู้จริง อยู่ในฐานะที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาครบ 3 ส่วน ผู้มีตรีมูรติภพ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ถึงซึ่งนิรวาณ หรือนิพพานนั่นเอง นี่ก็เป็นศาสนา หรือเป็นลัทธิอันเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจ แม้จะมีผู้อธิบายออกไปจนกระทั่งว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นรอบแห่งการก่อเกิดมา นารายณ์ก็อธิบายว่า นารายณ์ที่อวตารมาตั้งแต่ มิติที่ 1 มิติที่ 2 มิติที่ 3 มิติที่ 4 มิติที่ 5 ถึง 10 มิติ เขาไม่เรียกว่า มิติ หรอก เขาเรียกว่า อวตาร คือ พระนารายณ์ นี่พยายามรู้ในเบื้องต้น เบื้องต้น เรียกว่า อวตารปางหนึ่ง ปางเป็นปลา ปางที่สองมาเป็นเต่า ปางที่สามมาเป็นหมู ปางที่สี่มาเป็นสิงห์ อะไรอย่างนี้ จนกระทั่งเรื่อยไปจนกระทั่งมาเป็น รามาวตาร เป็นกิจจมาราวตาร เป็นพุทธรามาวตาร เป็นปางที่เก้า สูงสุดอวตารออกมา ก็ค่อยเพิ่มฐานะจากปลามานี่นะ ก็ค่อยเพิ่มความก้าวหน้าออกมาเป็นเต่า กลายไปอีกแล้ว พอเป็นเต่าแล้วก็เป็นสัตว์บกชัด ชัด หมู จากหมูมาเป็นสิ่ห์ เป็นเจ้าสัตว์บก จนจากสิงห์มาเป็นคนแคระ ซึ่งพยายามเป็นคนแคระ หรือเป็นลิงแล้ว พวกสูงขึ้นจนกระทั่งมาเป็นคนที่แข็งแรงขึ้น เป็นคนแข็งแรง เรียกว่า คนนรสิงห์เป็นปางที่ 6 เป็นปางที่ 5 ที่ 6 ขึ้นมา จนกระทั่งเป็นรามาวตาร เป็นคนที่ฉลาดเฉลียวเป็นปางที่ 7 จนกระทั่งเป็นกฤษณาวตารเป็นคนที่มีอำนาจ มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น จนเป็นพุทธาวตาร เป็นผู้รู้รอบ ทั้งกำลังจิต ทั้งกำลังปัญญา เป็นปางที่ 9 ก็ไม่ว่าอะไร ถ้าใครรู้จักสภาวะธรรมแล้วจะอธิบายแบบนี้ พวก หินทู หรือ ฮินดู จะอธิบายเป็นนารายณ์ 10 ปาง ปางสุดท้าย เป็นกัลยกิยาวตาร คือ ยังไม่มี กัลยกิยวตาร ก็เท่าๆ กับ พระศรีอาริยเมตไตร ศรีอริยเมตไตรย คือเป็นผู้ที่มีสี แล้วก็มีอริยะ มีความดี มีความฉลาด มีเมตไตร หรือมีไมตรีอันเดียวกัน เมตไตรหรือไมตรีอันเดียวกัน เมตไตรหรือไมตรี อันเดียวกัน เป็นผู้ที่มีไมตรีมีเมตตา เมตตาตัวเดียวกันมาจากรากศัพท์อันเดียวกันหมดเลย เมตตา เมตไตร มีเมตไตรยะนี่ ไมตรีนี่อันเดียวกัน เป็นผู้ที่มีความดี ที่ฉลาดเฉลียว รู้จักความเมตตาก็อันเดียวกันนั่นแหละ สูงสุดสิ่งนี้เรียกว่า ธรรมะอันนึงที่ยังอยู่ที่ในโลก จับมาเดี๋ยวนิดนึงถ้าเป็น ศรีอาริยะเมตไตร นิดนึง จับมาได้มากก็เป็น ศรีอาริยะเมตไตย มาก จับมานิดนึงก็เป็นกัลกิยาวตาร นิดนึง จับมาได้มากก็เป็น กัลกิยาวตาร มากๆ แม้พระเยซู ท่านเรียกเหมือนกัน หรือ ท่านเรียกอะไรไม่รู้ เมตไตรนี่นะ ศรีอริยะเมตไตร หรือ กัลยกิยาวตาร นี่อะ ท่านเรียกอะไรไม่รู้ มีชื่อเหมือนกัน ก็เป็นอันหนึ่งทีจะมาถึงสิ่งนั้นจะมาถึงในข้างหน้า เป็นพระเจ้าองค์ที่จะมาถึงในข้างหน้า อันเดียวกันนั่นแหละ คือเป็นคุณธรรมสูงสุด กัลยกิราวตาร นี้ เป็นธรรมะที่มีอยู่ เป็นธรรมะที่ทรงอยู่ ศรีอริยเมตไตรยก็เป็นพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ พระพุทธเจ้าที่ทรงอยู่ ทรงอยู่ที่ไหนนิรันดร ทรงอยู่นิรันดร เพราะฉะนั้น พระศรีอริยเมตไตรยจึงมีอายุมากมายก่ายกอง 80,000 ปี ไม่เป็นไร ถ้าเราเข้าใจด้วยสภาพธรรมาธิษฐาน ไม่เป็นไร ใหญ่โตกว้างไกลยาวนาน อายุก็ยืน กัลยกิราวตาร ของทางฮินดูก็เหมือนกัน ไม่มีอะไร มันยังมาไม่ถึงสักที แต่มีถึงอยู่เสมอ ใครเป็นผู้ได้ พุทธะเป็นผู้ได้ พอได้มาทีไรเป็นพุทธาวตาร ทุกที ไม่เกิด กัลยกิราวตาร ทุกที พระศรีอริยะเมตไตรย มาแสดงตัวทีไรเป็นพระพุทธเจ้าทุกที ไม่เป็น ศรีอริยะเมตไตรย สักที พอมาปรากฏตัวทีไร เป็นพระพุทธเจ้าทุกที เป็นพุทธาวตาร ทุกที ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนอยู่ ก็เป็นศรีอริยเมตไตรย อยู่ เพราะงั้น ถ้าใครไปหลงตัวบุคคลว่าเป็นพระอริยะเมตไตรย คนนั้นเมา ถูกหลอก พระอริยเมตไตรยไม่มีตัวตนไม่มีบุคคล ไม่มี พระศรีอริยเมตไตรยไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคล ไม่มี พระศรีอริยเมตไตรยนั้นเป็นพุทธะ เป็นพุทธธรรมมีอยู่นาน มีอยู่นานการนิรันดร ศรีอริยเมตไตรจึงประหนึ่งกับ God หรือพระเจ้า ใครจะไปเป็น เป็นไม่ได้ แต่ท่านจะเป็นอยู่ ใครจะไปเป็นท่านไม่ได้ ถ้าใค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน