560627_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง สมาธิพุทธขั้นอัปปนาไม่มีเวลาถอยกลับ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560627_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อครู เรื่อง สมาธิพุทธขั้นอัปปนา ไม่มีเวลาถอยกลับ พ่อครู… วันที่ 27 มิถุนายน พศ.2556 ที่ บวร สันติอโศก เปิดรายการที่ห้องกันเกราสันติฯ...วันนี้จะได้บรรยาย sms ที่ค้างคำตอบไว้ ซึ่งเขา sms มาว่า _คำถาม… พระพุทธเจ้าสอนให้วิปัสสนา ที่อุปจารสมาธิ เพราะที่อัปปนาสมาธิจิตตกผลึกแล้ว พ่อครู ว่า … คำว่า อัปปนา แปลว่าแน่วแน่ เป็นสมาธิเต็มรูป ซึ่งสมาธิจะสั่งสมเป็นอัปปนาได้นั้น อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร ก็มีในเรื่ององค์คุณของสังกัปปะ 7 มีการได้สั่งสม อัปปนา (แน่วแน่) พยัปปนา (แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนา (ปักมั่น) เป็นการเสริมพลังของจิต จิตที่จะเกิดและสั่งสม จะไม่มีการถอนออกและถอนเข้า ซึ่งต่างจากสมาธินั่งหลับตาแบบที่เขาทำกันทั่วไป และก็บอกว่าอัปปนาสมาธิ เป็นสมาธิสุดท้ายที่ตกภวังค์ ก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น อย่าให้มันดับตกภวังค์ คิดนึกอะไรไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่สภาวะที่เป็นแบบพุทธ คำว่า อุปจาระ พระพุทธเจ้าท่านใช้ในบริบท ของอย่างอื่นไม่ใช่สมาธิ เช่น เดินเข้าใกล้หมู่บ้าน เป็นต้น แต่คำว่า อุปจารสมาธิ คือเข้าใกล้ความเป็นสมาธิต่างหาก อัปปนา คือแน่วแน่ ไม่ถอยแล้ว และจะเป็น พยัปปนา เป็นความแนบแน่น และ เจตโสอภินิโรปนา ทั้งสามอย่างเป็นคุณสมบัติเชิงเจโตของพระพุทธเจ้า สายหลับตานั่งสมาธิ จะเป็นแบบที่นั่งเข้าไปแล้ว จะค่อยๆทำจิตให้นิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน และต้องพยายามรู้ว่านี่ฟุ้งอย่าง กาม นี่เรียกว่า พยาบาท นี่เรียกว่า ถีนมิทธะ ก็พยายามให้มีสติเต็ม บางอาจารย์ก็ไม่ค่อยอธิบายรายละเอียดจิตฟุ้งซ่าน ก็จะไม่ค่อยรู้จัก อาการ ลิงค นิมิต ของกามกับพยาบาท แต่ถีนมิทธะรู้ง่าย ส่วนฟุ้งซ่านก็รู้ง่าย อาตมา ว่าจริงๆควรนั่ง แต่ก็ต้องรู้นัยของการนั่ง ไม่ได้ตีทิ้ง แต่ ใช้เป็นอุปการะ ภ
อ่านต่อ
ายหลังภัตร ให้นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้ว นั่งเตวิโช ของแบบ นั่งหลับตา เมื่อนั่งนิ่ง จิตก็ ดิ่งเข้าไปในภวังค์ นั่นคือ อัปปนา และเมื่อดับก็เป็นนิโรธ หรือจะเรียกว่าอุเบกขา จิตเป็นหนึ่งอย่างยิ่ง ก็เฉยเด๋ออย่างเดียว ไม่เป็นอากาสาฯ วิญญานัญจา ฯ อาจมีแสงสีบ้าง แต่ก็อ่านว่าจิตนั้นไม่มีกาม ไม่มีพยาบาทมาแทรกนะ แต่ก็เห็นสภาพแค่ในภวังค์ มีสติชัดเจนอยู่ ก็ว่างๆ แต่ถ้าจะข้ามตรงนี้ไปเป็นอากาสาฯ นั้น ก็ยังมีบรรยากาศของอากาศอยู่ แต่พอจะเข้าอากาสาฯก็จะไปจากความแน่น ความหนัก ไปสู่ความเบา เราจะรู้สึกว่าเราหลุดจากรูปฌาน ไปสู่อรูปฌาน หลุดปึ๊งไปเลย จะ รู้สึกสว่างว่างไม่มีที่สิ้นสุด อนันโตอากาโสติ เป็น อาภัสรา แต่เราจะเป็นความว่าง จะไม่รู้ตัวเอง แต่ทำหลายทีก็จะรู้ตัว แต่ตอนว่าง จะแค่เสพเสวยความว่าง แต่พอรู้ตัวได้เราก็จะเป็นอีกภพหนึ่ง มีวิญญาณคือ ธาตุรู้ เรียก วิญญานัญจายตนะ เป็นอรูปฌานที่ 2 แต่ก็เขาเรียนมาว่า ต้องดับให้หมด ดับทั้งสัญญา และเวทนา จึงตั้งจิตดับอีก ก็เป็น อากิญจัญญายตนะฌาน ก็ดับอีก ไม่ให้มีแม้น้อยแม้นิด และเมื่อรู้ว่ามันยังมีก็ดับไปอีก เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อีก แต่ของพุทธจะมีฌาน อย่างฌานที่ 1 ก็มี วิตกวิจาร จาร คือ พฤติกรรมของจิต เมื่อจิตเริ่มดำริ จิตก็มีพฤติกรรมมีจาร คือมี อาการ ลิงค นิมิต ซึ่งของพุทธก็จะพิจารณา ตักกะ วิตักกะ วิจัยอ่านให้ออกว่ามีกามหรือพยาบาทอยู่ในจิตหรือไม่ แต่ตอนแรกที่เรามี เราทำให้มันหมดได้ด้วยวิธีใด เป็น วิกขัมภนปกาน (กดข่มอย่างฤาษี) หรือว่าทำแบบ วิปัสสนา อย่างฤาษีนั้นทำอย่างของแห้ง ไม่ใช่ของแท้ ไม่เหมือนศาสนาพระพุทธเจ้าให้ทำวิตกวิจารกันเดี๋ยวนี้เลย ที่มีอาการจิต มีกิเลส เรียกว่า สัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายต่างกัน เป็นวิญญาณฐีติข้อที่ 2 คือ ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่องค์ประชุมของกายของจิตก็ต่างกัน ส่วนวิญญาณฐีตินั้นไปสู่อรูปฌานแล้ว เมื่อผู้ที่ยังไม่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิก็จะทำได้แค่นี้ คือตกนิโรธแบบดับ มันมีส่องอย่างก็คือ "ถ้าไม่หลับก็ดับ" คือถ้าดับก็สติเต็ม แต่ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าหลับนี่ร่างกายจะปล่อย โงกไปเลย ง่อยไปเลย ดีไม่ดีน้ำลายไหลย้อย แต่ถ้าดับนี่จะแข็ง ยิ่งอัปปนามากเท่าใด จะยิ่งแข็งเป๋งเลย พูดยกตัวอย่างก็ได้ เช่น ในสำนักของอาจารย์ท่านหนึ่ง(อ.แป้น) มีแม่ชีท่านหนึ่ง ที่อาจารย์ท่านนี้ยกย่องว่าชาติก่อนเป็นลิง อาตมา ก็ไปเห็นแม่ชีนั่งคอตก น้ำลายไหลย้อยเลย หรืออ.แป้น พอนั่งสมาธิไปก็แอบเอาขนมในย่ามมาใส่ปากเคี้ยว การจะได้ อัปปนาสมาธิ ต้อง มีสติเต็ม ต้องเข้าใจว่า กามและพยาบาทเป็นอย่างไร ถ้า ฌาน 1 มีวิตกวิจาร ก็ยังยากที่จะควบคุม เหมือนการหัดขับรถจักรยาน ก็จะเคร่งคุมลำบาก จนผ่านความลำบากไป ก็จะง่ายเบาขึ้น ก็มีปีติ แต่ต่อมาก็ให้ลดปีติ ก็เป็นสุข เป็นฌานที่ 3 ซึ่งจะมีกายต่างกันระหว่างฤาษีกับพุทธ เราต้องอ่านรสของความสงบ ว่าเป็นอย่างไร อย่างของฤาษี ถ้าทำให้เป็นหนึ่งเข้าไปอีก ถ้าไม่พยายามทำให้สว่าง เป็นอรูปฌาน มันก็จะดับ คือนิโรธฤาษี ซึ่งแบบฤาษีถ้าจะดับก็ไม่ต้องไปอรูปฌานก็ดับได้ เอาแค่รูปฌานก็ดับได้แล้ว เขาถึงบอกว่าให้ถอยมาสู่อัปปนาสมาธิ แล้วก็จะเอาจิตที่สงบไปใช้นึกคิดก็จะเข้าใจได้ดี เพราะไม่ฟุ้งไปไหน เป็นหนึ่ง ก็จำได้ดี ระลึกได้ดี คิดได้ดีวิเศษ ก็หลงว่านี่คือปัญญา ก็ถือว่าอันนี้เป็นปัญญา จะเกิดเองเป็นเอง ซึ่ง อาตมา ไม่ได้สงสัยเลย ซึ่ง อาตมา ทุกวันนี้ ก็อาศัยอยู่เลย อาตมา เรียกว่า การ คุยกับเทวดา ผู้ที่ทำสมาธิแบบนี้ได้ เมื่อไหร่ก็ ไม่มีนิวรณ์ ได้ ก็ไม่ไปปรุงแต่งอย่างอื่น ก็คือคุยกับเทวดา ระลึกถึงธรรมะ ปัญญาของใครรู้เท่าไหร่ ก็เอาของตนเองมาระลึกได้ เราอาจลืมไปนานก็ระลึกขึ้นมาได้ หรือจะขบคิดจนเกิดความวิเศษ ก็คือปัญญา แต่ปัญญานี้ไม่ใช่อย่างเดียวกับปัญญาที่เกิดทำขณะลืมตา ไม่ใช่เป้าหมายของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ปัญญาที่เกิดโดย โสฬสญาณ หรือ ญาณ 16 4 . ( 1 ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตาม เห็นความเกิด- ความเสื่อม ไปของกิเลส ของชาติ เวทนา สุข ทุกข์ 5 . ( 2 ) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตาม เห็นความสลาย ไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6 . ( 3 ) ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่ง เห็นกิเลสสังขาร เป็นภัย อันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 . ( 4 ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึง เห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย 8 . ( 5 ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณ เห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9 . ( 6 ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้ เห็นการเปลื้องปล่อย ไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) จะเกิด ญาณปัญญา ขณะสัมผัสอยู่หลัด ๆ ลืมตาเปิดรับผัสสะนี่แหละ ซึ่งต้องมีรูปและนาม และในนาม พระพุทธเจ้าก็แจกเป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มีครบครันเลย แต่อย่างแบบเข้าภวังค์จะไม่ครบอย่างนี้เลย มีแต่ในวงแคบ มี มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ เท่านั้น ไม่มีอายตนะ ไม่มีองค์ประชุมของนาม คือรูป รูปังมาร่วม ยกตัวอย่างมังคุดตรงหน้าโต๊ะ อาตมา มังคุดมันไม่รับรู้ได้โดยตัวมัน มันมีแต่รูปเป็น มหภูตรูป ไม่มี อุปาทายรูป มันเป็น สังขารที่ไม่มีวิญญาณ ครอง เป็นแต่มังคุด จึงไม่มี " กาย " ไม่มี " รูปกาย " ที่มีองค์ประชุมของ นาม มารับรู้ ผู้ที่รู้ไม่ชัดจะกำหนดไม่ชัด ในกาย ในสัญญา ก็สัญญาวิปลาสแน่นอน มาอธิบายแบบพุทธชัดๆ ... เมื่อเรามี ผัสสะ 6 มี เวทนา 6 เกิด เมื่อเรารู้นามรูป ซึ่งวิญญาณคือองค์รวม วิญญาณ 6 หมายเอาธาตุที่มี ทวาร 6 กระทบสัมผัส แล้วเราก็แยกนาม-รูปออก มีนาม ปริเฉทญาณ สามารถอ่านรูป อ่านนามได้ อย่าไปเข้าใจว่าทุกอย่างมีแต่นามรูป ใครเห็นได้เช่นนี้ก็พ้นแล้วไม่ต่อเลย ก็ได้แต่สมถะ โดยมีคาถาแค่ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ก็มีแต่ธรรมเท่านั้นที่อยู่ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ก็เป็นแค่ตรรกะเท่านั้น ของพระพุทธเจ้าจะมีครบทุกทวาร เมื่อตากระทบรูป เราก็รู้เข้าไปข้างใน ก็เรียกว่า "นามรูป" พิจารณาถึงภาพที่อยู่ข้างใน และก็มี การปรุงแต่ง ( สังขาร ) ถ้ามีกามมีพยาบาทมาปรุงร่วมด้วย ก็มีสังขาร ที่จริงมันคือ อารมณ์หรือความรู้สึก หรือเวทนา ที่มันเกิดจากสังขารอย่างอวิชชา เป็นความชอบใจ ไม่ชอบใจ ชอบตรงไหน ในรายละเอียด สรุป แล้ว เราจะชอบอะไร เนื้อแท้ มันคืออะไร เราอยากได้มาเป็นของเรา คือ โลภ อยากได้มาเสพรสก็ คือ ราคะ แต่ไม่อยากได้ผลักไปก็ คือ โทสะ คุณก็เป็นกิเลสแท้ และ พิจารณา เห็นว่า มัน ไม่เที่ยง เราไปติดตรงไหน ใน รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส มันเป็นเพียงเปลือก เท่านั้น ถ้าคุณจะเอามังคุด คุณก็ มองทะลุไป ถึงอาหารที่อยู่ภายใน ผ่านรูปรสกลิ่นเสียงที่คุณติด ก็รู้ว่ามันมีสารอาหาร อะไรที่จำเป็น แต่ถ้าคุณ อุปาทาน ว่า ต้องได้ตามสเปคก็มีสุขมีทุกข์ คุณก็ยึดมั่นถือมั่นว่าจะ ต้องเอาตามสเปค นั่นคือรายละเอียด ที่เรา ต้องพิจารณา จริงๆ เราเห็นเลยว่ามันไม่เป็นเนื้อแท้ที่จำเป็น ส่วนอื่นมันเป็น ส่วนเกินไม่จำเป็น ไม่ต้องมีก็ได้ ถ้าจะมีก็มีสาระของมัน แก่นของมัน แต่คุณไม่เอาแก่น คุณไปเอาอื่น ๆ ส่วนสมาธินั้น เกิดหลังฌาน หลังนิโรธ ส่วนฤาษีเกิดสมาธิก่อนฌานก่อนนิโรธ เขาสับสนว่า เขาต้องทำ อุปจารสมาธิก่อนคือ เข้าใกล้ฌาน แต่พอเป็น อัปปนาสมาธิ เขาว่าคือฌาน แต่ที่จริง ฌานเป็นเบื้องต้น ฌานคือ การเผากิเลส เมื่อทำ ฌาน 1 - 4 จิตก็จะเป็นสมาธิ เมื่อจิตเข้ามรรคผล ทำ เนกขัมสิตะ ก็เป็นการเจริญของจิต ตาม เจโตปริยญาณ 16 เมื่อขั้นปลายก็เป็น สมาหิตัง เป็นวิมุติ เป็นคุณสมบัติของจิตที่แบบพุทธ จิตนิโรธยิ่งสว่าง จิตนิโรธยิ่งไม่ถอย จิตยิ่งเจริญสู่ปรโลก สัมปรายภูมิ คือเจริญสู่โลกหน้า เป็นโลกโลกุตระ ไม่ต้องถอยลงสู่อุปจารสมาธิแต่อย่างใด ซึ่งความรู้เขาเพี้ยนไปหมดแล้ว ก็ขออภัยที่ต้องชี้ อย่างเช่น คำว่า สัคคะกายะ เขาแปลว่า การประชุมบนสวรรค์ หรือ การประชุมของเทวดา เขาไม่เข้าใจบุคคลาธิษฐาน ธรรมาธิษฐาน เขาก็ไม่รู้ สัคคะในกาม ในเทวดา เขาไม่รู้ในปรมัตถ์ จึงพูดเป็นตัวเป็นตนอย่างนั้น ไม่ใช่ปรมัตถธรรม
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _คำถาม… การละมิจฉาทิฏฐิ ทำไมไม่ละด้วยการศึกษาสัมมาทิฏฐิ แต่ทำไมบอกว่า ละด้วยเห็นความไม่เที่ยง พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในประไตร ปิฎก ว่า บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของ ไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึงละ มิจฉาทิฏฐิ ได้ บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็น ทุกข์ (ทุกขโต) จึงละ สักกายทิฏฐิ ได้ บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของ ไม่ใช่ตัวตน (อนัตตโต) จึงละ อัตตานุทิฏฐิ ได้ ซึ่งตัวนี้คือ ตัวปฏิบัติ ส่วน สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ เท่านั้น ซึ่งมิจฉาคือไม่มีผล ใน มิจฉาทิฏฐิ 10 และมีผลอย่างไรในสัมมาทิฏฐิ คือต้องศึกษาอันนี้ให้เข้าใจก่อน ส่วนการปฏิบัติเป็นส่วนตน คุณจะพ้นโดยการปฏิบัติ ก็ต้องเห็นความไม่เที่ยง ในสักกายะของตนเอง ถ้า ปริยัติ 10 ข้อนี้ไม่รู้ก็ปฏิบัติไม่ได้ ถ้ารู้เข้าใจแล้ว ไปปฏิบัติอย่างมีผัสสะ 6 ก็เห็นกิเลสว่ามันไม่เที่ยง แต่ยังไม่ได้ละกิเลส คือเข้าถึงปรมัตถ์ เห็น เวทนาไม่เที่ยง กิเลสไม่เที่ยง และ สักกายะทิฏฐิ ต้องอ่านพิจารณาเข้าไปถึงสักกายะ คือ องค์ประชุมของตน แล้วเห็นด้วยความเป็นทุกข์ คือคุณจับเจตสิก ตัวสักกายะได้แล้ว และเห็นเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็ลดละไปได้เรื่อยๆ พ้นศีลพตปรามาส ก็ลดอัตตาไปเรื่อยๆ ส่วน อัตตานุทิฏฐิ คือ อัตตา คือ องค์รวมของตัวตนของเรา ส่วนสักกายะคือองค์ประชุมของตนเองแล้ว เฉพาะตนที่รู้ได้แล้ว _คำถาม… สมมุติตสัจจะไม่ตรงกัน ดีชั่วไม่ตรงกันใช่ไหม พ่อครูว่า… สมมุติสัจจะ ย่อมไม่เหมือนกันในแต่ละคน ตรงกันก็ได้ บางคนก็บอกว่ารวยดี เราก็บอกว่าจนดี บางคนก็บอกว่าโกงจนรวยดี แต่พวกเราก็บอกว่าไม่โกงไม่รวยดีกว่า ก็อยู่ที่คนเห็นไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้คนไม่กลัวบาปบุญคุณโทษแล้ว โกหกกันอยู่ทุกวันนี้ สุดจะ … _คำถาม… จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องมาเกิดแล้วนะ เหมาะสมที่จะมาเกิดแล้วนะ ในเมื่อไม่มีร่างกาย จิตไม่มีที่อยู่ ไม่มีสรีระให้นึกคิดให้รู้ แล้วรู้ว่าต้องมาเกิดแล้วนะ ต้องหยั่งลงในยุคนี้แล้วนะ ได้อย่างไร พ่อครูว่า… ก็มีพระพุทธเจ้าที่จะมาเกิด โพธิสัตว์ ขนาดหนึ่ง ก็ตั้งจิตมาเกิดได้ระดับหนึ่ง นอกจากวิบากน้อยจริงๆ มีเหตุปัจจัยครบจริงๆจะมาได้ พระพุทธเจ้าก็เหตุปัจจัยครบพร้อมแล้ว มาเกิด ท่านก็ยังไม่มั่นใจเลยว่า จะเป็นแม้มีคนทำนาย แต่ลึกๆท่านก็ต้องมั่นใจ แต่พอออกบวชได้ถึงเวลาท่านก็ตรัสรู้ได้ คืออธิบายว่า ตั้งแต่เริ่มเกิดมาท่านก็ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อต่อไปถึง พุทธการกธรรม ก็ประกาศเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้นที่ถามมาก็อธิบายให้ฟังว่า ..คนตายไปแล้ว ที่คุณบอกว่าไม่มีร่างกาย ไม่มีทวาร 5 แล้วคุณลองเทียบกับตอนนอนหลับ คุณก็ไม่มีทวาร 5 รับรู้ คุณก็ไม่รู้ว่าคุณหลับ นึกว่าเราไปในเรื่องที่เราฝัน ซึ่งตายไปแล้วก็อย่างนั้น แต่จริงกว่านั้น เพราะทิ้งกายเหลือแต่จิต จึงจริงกว่า จะมีนรกสวรรค์อย่างในฝัน ก็มีจริงในจิต นรกสวรรค์ตอนตายจึงจริงกว่าตอนเป็น แล้วก็ไม่รู้ว่าตนเป็นหรือตาย ส่วนมาก พระพุทธเจ้าว่าคนตายไปลงนรกมากกว่าสวรรค์ เพราะคนเรามีอุปาทานมากกันแทบทุกคน ซึ่งคนที่จะหมดได้ก็คือ อย่างน้อยอนาคามี ที่จะไม่หลงไปกับกามคุณแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังติดกามคุณ ตายไปก็ต้องอยากอย่างตอนเป็น คุณก็ดิ้นไปยิ่งกว่าคนเสี้ยนยา ยิ่งดิ้นไปนานเข้าก็ว่าทำไมมันไม่ได้ซะที ซึ่งอย่าไปคิดเลยว่าคุณจะกำหนดให้เกิดที่ไหนได้ ต้องให้คุณหยุดฝันให้ได้ก่อนเถอะ อย่าไปคิดว่าจะต้องเกิดหรือไม่เกิด ทำเหตุปัจจัยให้ได้เถอะ แม้พระพุทธเจ้าเกิดมาก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า หรือ อาตมา ก็เกิดมาก็ไม่รู้ว่าเป็นโพธิสัตว์ ก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง ต่อมาก็รู้ตัวและมีภูมิ พอมีภูมิก็เขียนหนังสือ คนคืออะไร? เลย _คำถาม… มนุษย์ประกอบด้วยองค์ประชุมของขันธ์ 5 จิตวิญญาณจึงเกิดการรับรู้ เมื่อตายไป จิตเป็นพลังงานมีอนุภาคเล็กที่สุด ขาดขันธ์ 5 จิตยังรับรู้ได้อย่างไร พ่อครูว่า… คือมันฝัน ไม่รับรู้ ไม่รู้ตัว มันไปเดียวมาเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใคร อย่าไปเดาว่าตายไปพบบรรพบุรุษนั่นคือ เหมือนเราฝันไป เราปั้นเองเป็นนิยายของเราเอง แต่ความจริงมันไปเดี่ยวมาเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใคร เราจะไม่รู้ว่าตนเองตาย ก็จะเพ้อพกไป ตายไปก็จมอยู่กับวิบากที่พาทุกข์ร้อน เป็นเรื่องจริงกว่าตอนเป็น นับวันเวลาไม่ได้ มันนานมากๆ อย่างคนเราเกิดมาใน 100 ปีนั้นว่าเยอะแล้ว แต่ที่จริงมากกว่านั้น _คำถาม… วิญญาณฐีติ ในสัตตาวาสข้อที่ ๕ เป็นจิตปรุงแต่งความว่างก็ยึดอยู่เป็นมโนมยอัตตาใช่ไหม พ่อครูว่า… วิญญาณฐีติข้อ 5 เป็น อสัญญีสัตว์ ถ้าทำแบบนั่งสมาธิ ก็เป็นกิเลสที่สร้างเอง ไม่ได้ล้างกิเลส แม้ โอฬาริกอัตตา และเป็น มโนมยอัตตา ซึ่งอัตตาที่ปั้นคือ ความว่าง ไป ติดสว่าง ว่าง คือ อาภัสสรา _คำถาม… วิญญาณฐีติคือ คนเราไปเป็นได้อย่างไร พ่อครูว่า… มนุษย์ทุกคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้สะอาด ก็ไม่เป็นสัตตาวาสไม่เป็นวิญญาณฐีติ ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรม ก็เป็น สัตตาวาส ข้อที่ 1 อันเดียว คือ ปุถุชน ส่วน ข้อที่ 2 นั้น ก็คือผู้ที่ เริ่มปฏิบัติธรรม ทั้งหลาย ข้อที่ 2 คือ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คือพวก มีฌานที่ 1 เป็นต้น _คำถาม… กามาวจรเป็นบทบาทของเวทนาในผู้ที่ยังมีกาม หรือผู้ที่หมดกาม พ่อครูว่า… กามาวจร เป็นบทบาทของผู้มีกามก็ใ ช่ และผู้ที่ไม่มีกามก็ใช่อย่าง อนาคามี ก็อยู่ดำเนินในภพกาม ไม่หนี แต่ท่านก็ ไม่มีกามตัณหา ไม่มีกามานุสัย ส่วนฤาษี ปิดกามาวจร ไม่ได้เรียน ไปนั่งหลับตาเข้าภพ แต่กายสักขีก็เรียนบ้าง แต่ก็ไม่ครบหมด พระพุทธเจ้าไม่รับเป็นอรหันต์ ต้อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ครบทวารจึงเป็นอรหันต์ ได้ _คำถาม… อารมณ์นิพพานเป็นอย่างไร หากขณะใดไร้นิวรณ์ พ่อครูว่า… ท่านพุทธทาสว่า เป็นนิพพานลำลอง คือไม่มีนิวรณ์ชั่วคราว อาตมา ก็ขอยืนยันว่า ไม่ใช่ อารมณ์นิพพาน คือ อารมณ์ที่ มีปัญญา แต่ ไม่ใช่เฉยพักยก เป็น เคหสิตอุเบกขาเวทนา ไม่ได้เรียนรู้เหตุของตัวไม่ว่าง แล้วกำจัดเหตุจนได้ความว่าง โดยการศึกษา _คำถาม… ทำไงดีเวลานั่งหลับตาแล้วมันมีอาการปึ๊งออกนอกโลก พ่อครูว่า… ก็อย่าไปนั่ง _คำถาม… เวลาปรับปวาทะ ทำไงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น พ่อครูว่า… ก็ต้องล้างให้หมด แล้วจะรู้ว่าไม่ยึดอย่างไร _คำถาม… ฌาน ถือเป็นอุตริมนุสธรรม ถ้าไม่ได้จริงก็เอาไปอวดกันเลอะ แบบหลับตาทำ พ่อครูว่า… ฌานแบบหลับตาก็มีที่ทำได้อย่างสัมมาทิฏฐิด้วย คือทำเพราะทำเตวิชโช ทำการศึกษาจิต พักจิต เล่นฤทธิ์ได้ ก็มีจริง _คำถาม… พระอวโลกิเตศวร คืออย่างไร พ่อครูว่า… พระอวโลกิเตศวร คือ พระโพธิสัตว์ที่สูงส่ง และมี นิรมานกายหลายอย่าง เป็นกวนอิม เป็นกาลี จริงเท็จก็ศึกษาธรรมะเถอะ อะไรสร้าง บุคคลา-ธรรมาธิษฐาน ก็ต้องศึกษาให้ดี _คำถาม… เวลาการปฏิบัติธรรมมีน้อยมาก ด้วยการงานโกลียะ ขอคำแนะนำด้วย พ่อครูว่า… ก็เพราะยังจริงจังกับโลกียะ ก็เลยเวลาไม่พอ มาเริ่มต้นปฏิบัติจะรู้ความพอเหมาะ จะลดละทำได้ ก็จะรู้ว่าไม่เหมือนก่อนเลย ไม่ต้องวิ่งไล่แย่งไปกับเขา....จบ