580110-พุทธชีวศิลป์(๒๕) วนบ. มนุษย์ชมพูทวีปเหนือกว่ามนุษย์อื่นอย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580110-รายการพุทธชีวศิลป์( 25 ) วนบ. เรื่อง มนุษย์ชมพูทวีปเหนือกว่ามนุษย์อื่นอย่างไร โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2558 แล้ว ไวจริงๆ เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทัน ก็บอกกล่าวกันไปก่อนอื่น ทั้งชาวชุมชนด้วยว่าอ.เอนก นาคบุตร จะมาทำ SWOT วันที่ 30 ม.ค.- 1 ก.พ. 2558 ก็ทั้งชาว ว.นบ.และชาวชุมชนก็มาร่วมกันได้ ฟังฟรี ตอนนี้อาตมาบรรยายธรรมะนั้น ก็ต่างไปจากแต่ก่อนมาก คิดว่าไม่เคยมีใครได้ฟัง เพราะอาตมาเองก็เพิ่งเคยได้พูดมาอย่างนี้ พ่อครูได้อ่านกลอนของอ.เป็นต้น นาประโคน เรื่องปฏิรูปในปฏิวัติ พ่อครูว่า … อ.เป็นต้นนี่ตาบอดมานาน เคยไปต่างประเทศ ภาษาต่างประเทศดี นี่ก็เรื่องของผู้ที่เป็นคนไทย เมื่อมีความรู้สึกความเห็นก็แสดงออกตามหลักป ระชาธิปไตย อาตมาเห็นด้วยที่อ่านไป ทั้งปฏิรูปแบบไหน อย่าให้เนิ่นช้า เสือเจ็บจะกลับมากัดได้ กว่าถั่วจะสุกงาก็จะไหม้นะ ประชาธิปไตย มิใช่แค่เลือกตั้ง อาตมาเคยพูดว่า แม้เผด็จการสมบูรณายาสิทธิราช สั่งได้ แล้วเป็นผู้มีคุณธรรม ทำเพื่อปวงชนจริง เนื้อแท้ก็คือการเมืองของประชาธิปไตย ผู้บริหารทำงานดูแลบ้านเมือง จัดสรรทรัพยากร แล้วมีอำนาจหน้าที่ทำอย่างเห็นแก่ปวงชน ส่วนตนเองจะมีผลได้บ้างก็ตามสมมุติแต่ละยุค แต่ท่านเองบริหารอย่างเอาชีวิตเข้าแลกด้วยเลือดด้วยเนื้อเพื่อปวงชน อย่างนี้ก็คือเนื้อหาเป็น ประชาธิปไตย ให้ ประชาธิปไตย อยู่เย็นเป็นสุข ก็เป็น ประชาธิปไตย หรือแม้แต่จะชื่อว่าระบอบ ประชาธิปไตย แต่เจตนารมย์ พฤติกรรม ไม่ได้เป็นไปเพื่อเห็นแก่ ประชาชน เอาป ระชาชน เป็นฐานหากิน ดีไม่ดีก็ขูดรีด ประชาชน หนักด้วย อย่างนี้ไม่ใช่ ประชาธิปไตย ผู้บริหารนี่องค์รวมที่ทำมา ร ัฐบาลประชาธิปไตย มา 82 ปีแล้ว ไม่เห็นจะเป็น ประชาธิปไตย อะไร มีแต่อาศัย ประชาชน เป็นฐานหาก

อ่านต่อ

ินสร้างอำนาจ ลาภ ยศโลกียะ อย่างดุเดือดหยาบคาย ถ้าจะว่าไปแล้ว ความเป็นจริงในสาระสัจจะ เราควรจะทำอย่างไรให้เนื้อหาสาระตรงกับสัจจะ ไม่เช่นนั้นจะเอาแต่พยัญชนะ ไม่เอาเนื้อหา ยิ่งในไทยมีความหลากหลาย แต่เนื้อแท้ของไทยส่วนใหญ่ ประชาชน มีจิตวิญญาณดี แต่ว่าผู้ได้อำนาจมักเหลิงใช้อำนาจผิด ละเมิดอำนาจ แม้ในร ัฐธรรมนูญ ระบุให้ทำหน้าที่ ถ้าไม่ทำหรือทำผิดก็ติดคุกเลย แต่เขาก็ยังไม่ทำตามหน้าที่ ดิ้นรน ก็น่าเห็นใจเขานะว่าเขาก็เจตนาดี ทำอย่างที่เคาคิดว่าถูก แต่เราเห็นว่าเจตนาส่อไม่ถูกต้อง ก็ว่ากันตามหลักเกณฑ์ อาตมาก็มีความเห็นของอาตมา แส ด งออกบ้าง แต่ละคนก็เห็นต่าง หรือเหมือนกันก็ธรรมดาของคน ประชาธิปไตย ก็มีความเห็นแตกต่างแต่อยู่รวมกันอย่างสงบ ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ถ้าเผื่อว่าลดกิเลส ลดตัวตน เห็นแก่ตัวน้อยลงๆ อาตมาภูมิใจ ว่าอยู่กับชาวอโศกมาหลายสิบปีเห็นได้เลยว่า มีความเห็นแก่ตัวน้อยกว่าข้างนอก แล้วอยู่อย่างสงบเรียบร้อยไม่ผิดกฎหมายด้วย สังคมอื่นก็ต้องการพึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ อย่างนี้แหละ อาตมาก็เห็นว่าน่าภูมิใจ เอาทฤษฎีนี้มาเปิดเผย แล้วมีคนเห็นดีมาทำตาม เป็นกลุ่มชุมชนที่เราว่าไม่ได้ทำเล่น ผู้มาตั้งแต่เป็นนักบวช อาตมาให้สละจริง นักบวชเราแม้มีทรัพย์สินเป็นสังหาริมทรัพย์ก็ให้สละออก มีแต่แค่บริขาร แม้แต่อสังหาริมทรัพย์ก็ให้เซ็นให้สละออกก่อนมาบวช เพื่อยืนยันญาติปริวัตตังปหายะและโภคขันธาปหายะ มาบวชแล้วต้องสละทรัพย์สินเงินทอง ถ้ามีอยู่ก็เป็นวัตถุอนามาส เป็นสิ่งที่ต้องสละออก หากมีอยู่ก็มีนิสสัคคีย์ เป็นสิ่งที่ต้องสละออก เป็นอาบัติอยู่ตลอดเท่าที่ยังไม่สละออก ทุกวันนี้ศาสนาพุทธ แม้นักบวชทั่วไปก็ไม่บริสุทธิ์แม้ศีลข้อนี้ ด้วยชาตรูปรชตปฏิคคหณา อาตมาภูมิใจที่นักบวชเราทำได้ แม้แต่นักบวชหญิงเรา ถือศีล 10 ก็สละตรงนี้ได้ เป็นเรื่องพิสูจน์ว่าธรรมพระพุทธเจ้าใครจะอ้างว่ายุคนี้ทำไม่ได้ ก็เราอยู่ในยุคนี้ก็ยังทำได้อยู่ได้เลย แม้แต่นักบวชหญิงยังอยู่ได้เลย ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชานเลย มันเป็นระเบียบองค์รวมที่มีสาธารณโภคี ส่วนกลางใช้ของส่วนกลางไปนั่นมานี่ หรือไม่ก็พุทธศาสนิกชนเขาเข้าใจสงเคราะห์เอื้อเฟื้อเจือจาน ขอให้ปฏิบัติให้มีคุณธรรม เป็นไปได้เข้าหลักของพระพุทธเจ้า อาตมาถึงบอกว่าพูดไปแล้วภูมิใจที่ธรรมะพระพุทธเจ้ามีคนรับได้ อาตมาถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก สังคมทุกวันนี้ถ้าจะพูดให้กว้าง มีพุทธอยู่ 95 % ไม่ลดลงด้วย ศาสนาอื่นก็ขยายตัว แต่พุทธก็ไม่น้อยลงโดยมวลอัตราก้าวหน้าตามต้นทุน ก็ขยายผลไปไม่น้อยลง เมื่อพุทธมีเนื้อแท้พุทธเป็นไปได้ อาตมาใจลึกๆมั่นใจด้วย ไม่ใช่แค่หวัง เพราะมีสิ่งที่เป็นพุทธแท้ อยู่กันอย่างสงบ ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าเอามาตรวจสอบได้ ถ้าเมืองไทยได้เร่งรัดพัฒนาเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นอย่างที่อาตมาพาทำ อย่างชาวอโศกก็มีหลักความเห็นทฤษฎีแบบนี้ ต่างจากเถรวาททั่วไป ก็จริงที่สุดเลย เมื่อเห็นผลได้เช่นนี้ อาตมาว่าถ้าประเทศมีทฤษฎีอย่างพวกเรา มีชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ มีสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ มีสัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ เห็นสงบสุขสบายเช่นนี้ อาตมาว่าเมืองไทยจะสุขสุดยอดเลย จริงๆ แต่คนเข้าใจยาก คนยังไม่เห็นด้วยได้ เราก็เลยต้องเปิดเผยยืนยันความจริง ตามหลักพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า เอหิปัสสิโก เชื้อเชิญให้มาดูได้ว่าจริงดังว่าไหม เป็นดังที่เป็น มี สารณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังหคะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ จิตเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ใน พุทธพจน์ ๗ สารณียะ จิตมีความระลึกถึง ไม่ใช่อย่างฤาษีที่สอนว่าอย่าให้จิตออกนอกตัว ไม่คิดไม่นึกตัดทิ้งเลย ไม่ต้องนึกว่าจะไปทำงานจะไปช่วยใครเลย มันสุดโต่งมากไป ปิยกรณะ จิตมีความรักเกื้อกูลกันในความรักมิติที่สูงขึ้น เจริญพัฒนาขึ้น คุรุกรณะ มีการรู้ที่สูงที่ต่ำ เคารพกันด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ เป็นต้นหรือตามคุณธรรม ไม่ใช่ว่าต้องเท่ากันเสมอภาคกันหมด หลงตรรกะว่าทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ที่จริงก็มี เช่น พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้าว่าหญิงกับชายมีสิทธิ์บรรลุธรรมเหมือนกันไหม ก็ใช่ แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันก็มี สังคหะ นี่คือเรื่องสำคัญ คือการช่วยเหลือเผื่อแผ่ทำเพื่อผู้อื่น เป็นคุณสมบัติสุดยอดของมนุษย์ อวิวาทะ ไม่ทะเลาะกัน แต่มีความขัดแย้งอันพอเหมาะได้ ไม่ใช่ว่า ประชาธิปไตย จะไม่ขัดแย้งเลย ไม่ใช่ ป ระชาธิปไตย ต้องมีฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดผลดีไม่ประมาท แต่ว่าไม่วิวาทกัน ต้องเข้าใจขีดเขตของไม่วิวาท สามัคคียะ พร้อมเพรียงกัน เอกีภาวะ เป็นความเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นปึกแผ่น ชาวอโศกเรามี จนคนข้างนอกเห็นได้ มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความเป็นรูปลักษณ์ อาตมายังจำได้นานแล้วเราไปจัดงานที่วัดมหาธาตุ ออกร้านที่วัดนี้ อโศกเราก็ไปออกร้าน เขาก็ให้ห้องหนึ่งเลย เป็นทั้งฆราวาส นักบวช ตั้งแต่คนเขาสัมผัสอโศกแรก เขามีการสรุปกัน คำที่เขาสรุปก็คือ “พวกอโศกทำไมเป็นอย่างนี้พูดกับใครก็พูดเหมือนกันหมด” ถามไปทักทายซักไซ้ไล่เรียงแล้ว เขาพูดเหมือนกันหมด ไม่ใช่ว่าท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองนะ แต่ว่าเป็นอย่างพุทธพจน์ 7 หรือว่าตาม กถาวัตถุ 10 คือ อัปปจิฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ทุกวันนี้ก็ยังเป็น หรือเป็นมากกว่าเก่าอีก เทศน์เหมือนเดิมไม่ได้ต่างไปจากเดิม นี่เป็นเอกีภาวะ คุณสมบัติคุณธรรมของมนุษยชาติแบบนี้ อาตมาไม่ได้พูดเพื่อเจตนายกอโศก แต่ที่พูดไปมีเจตนาพูดเพื่อให้รู้ว่านี่หลักวิชา เป็นพุทธธรรม เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมันน่าพูด ซึ่งไทยเรามีความเห็นต่างๆกันไป อาตมาก็มีสิทธิ์พูดความเห็นต่างอย่างไม่ผิดร ัฐธรรมนูญ เลย ไม่ผิดแม้วัฒนธรรมด้วย ไม่ผิดธรรมวินัย อาตมาพาทำถึงสาธารณโภคี ซึ่งอาตมาไม่นึกเลยว่าจะทำได้ อาตมาไม่มีภูมิรู้หรอกว่าจะเป็นถึงสาธารณโภคี มันเป็นแล้ว อาตมาก็มาเจอในพระไตร ปิฎก มันเป็นตั้งแต่เริ่มตั้งชุมชนแรกๆเลย ตอนแรกเราก็จะเอาอนุโลมแบบโลกๆ แต่ก็ไม่ได้มันต้องมาเป็นสาธารณโภคี เพราะว่าทฤษฎีนี้มันเข้าไปในเลือดเนื้อวิญญาณอโศกแล้ว คนอโศกจึงไม่ลดราวาศอก ไม่ได้แข็งขืนแต่เป็นไปตามสัญชาตญาณเดิม แม้พยายามอนุโลมก็เป็นไม่ได้ มันคือความแข็งแรงของสัจธรรม เป็นแล้วเป็นเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ที่จิตเป็นแล้วเข้าเกณฑ์แล้วก็เป็นแก่น ก็ตายคาเลย แล้วจะมีคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ผสมกันไป พวกแก่นก็จะอยู่จนตาย แล้วแก่นจะหลวมมากขึ้น แล้วคนก็จะมากขึ้นแก่นก็จะหลวมมากขึ้น แล้วก็จะสลายไปในที่สุด ไม่เที่ยง แต่อยู่นาน สัจธรรมนี้อยู่นาน เสถียร คงทน แน่นอน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แต่ไม่ได้ผิดกฎไตรลักษณ์ ที่ต้องสลายในที่สุด แต่มีคุณสมบัติดีอยู่ได้นาน นานกว่าอันอื่นๆ ศานาพุทธจึงไม่นิรันดร ที่ศาสนาอื่นนี้เร็วเปลี่ยนเร็วเสื่อมเร็ว แม้เจริญโลกียะก็เร็ว วูบวาบ ของโลกุตระนั้นเจริญทิศเดียว ไม่ใช่เจริญแล้วเสื่อมเร็ว แต่โลกุตระนั้นเจริญทางเดียวแม้เสื่อมก็ไม่เร็ว เจริญก็ไม่เร็วไม่วูบวาบ อย่างชาวพุทธไปเข้าใจผิด ว่าศาสนาพุทธจะยิ่งใหญ่กว้างไกลนั้น ไม่เป็นหรอก ยิ่งใกล้กลียุคยิ่งไม่เป็น แต่ในยุคใหม่ๆ คนมีกิเลสไม่มาก ไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่ไม่ต้องใช้ศาสนาช่วย คนไม่เดือดร้อนไม่ทำร้ายกัน ทรัพยากรมีมากก็อยู่สงบๆ พุทธก็ไม่เกิด แต่ศาสนาพุทธเกิดเมื่อสังคมเดือดร้อน มันมีความเสื่อมถึงขีด ก่อนศาสนาพุทธเกิด เขาก็มีความเป็นอยู่พอเป็นไป แม้คนจะมาก แต่ถ้ามีลักษณะดีศาสนาพุทธก็ไม่เกิด เพราะพุทธจะมาช่วยคนเมื่อเดือดร้อนพอสมควร มันมียุคที่คนมากในโลก แล้วคนดีมีมากด้วย อย่างที่คาดไม่ถึง แล้วดีไม่ใช่คนชั่วด้วย จนมันทุกข์ จนพระพุทธเจ้าต้องมาอุบัติเพื่อช่วย ขนาดนั้น พระพุทธเจ้าองค์ต้นๆนั้น คนอายุยาวนานเป็นหมื่นปี มีคนมาเป็นอรหันต์เยอะแยะ แต่ทุกวันนี้คนแค่นี้ รวมแล้วประมาณทั้งหมด แค่เจ็ดพันล้านคนในโลก ก็น้อยลงแล้วจะมากขึ้น สลับไป จะบอกว่าเมื่อใดไม่ได้เลย อาตมาได้ผ่านมา แต่เรียบเรียงให้ฟังไม่ง่าย สรุปแล้วอยากให้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เป็น ชมพูทวีป ที่จะเป็นแกนของศาสนาพุทธในปลายภัทรกัปนี้ คำว่า ชมพูทวีป หมายถึงแผ่นดิน หมายถึงคน หมายถึงจิตวิญญาณด้วย ความเป็นมนุษย์ชมพูทวีป คือมีสุรภาโว คือมีองค์ประชุมของร่างกายและจิตใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบ 32 แล้วมีใจก็คือสภาพเต็มของนามขันธ์แล้วท่านยกเอาสติมันโต ว่าเป็นสติที่เต็มพร้อมสมบูรณ์สุด เป็นสติแล้วปัญญา มีสัมปชัญญะที่เต็ม ถึงขั้นสามารถที่จะเป็นผู้ศึกษาศาสนาพุทธได้เป็นเวไนยสัตว์ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าได้ ถ้ามีคนที่มีสุรภาโว สติมันโต แล้วรวมตัวอยู่ในแผ่นดินใด มีธรรมวินัยเป็นพรหมจรรย์มีความสำเร็จยืนยันด้วย ก็ตรงที่แผ่นดินนี้ที่มีคนที่มีสุรภาโว สติมันโต แล้วบรรลุพรหมจรรย์ได้ มีอรหันต์อยู่กันเป็นมวลหมู่ จะหมู่น้อย หรือมากก็ได้ ซึ่งอโศกมีแล้ว มีโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์มีแล้ว แล้วมนุษย์ที่มีสุรภาโว สติมันโตก็มีมาก แต่ไม่ได้ศึกษาไม่บรรลุ แล้วคนเหล่านี้แหละ ถ้าศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ แล้วเอาจริงก็บรรลุธรรมได้ ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เขาอาจเข้าใจว่าอินเดียคือ ชมพูทวีปเท่านั้นก็แล้วแต่เขาคิดเห็น ตกลงว่ามนุษย์ชมพูทวีปคือมนุษย์ที่มีความประเสริฐกว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีป ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 23 สัตตาวาสวรรคที่ 3 ฐานสูตร [ 225 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป ประเสริฐกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ ไม่มีทุกข์ 1 ไม่มีความหวงแหน 1 มีอายุแน่นอน 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปประเสริฐกว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ 1 วรรณะทิพย์ 2 สุขทิพย์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉนคือ เป็นผู้กล้า 1 เป็นผู้มีสติ 1 เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1 พ่อครูว่า… มนุษย์ชมพูทวีป คือมนุษย์ที่มีอาการ 32 ครบ และมีสติมันโต เหนือกว่าจิตดาวดึงส์ เป็นจิตเทวดา แต่มนุษย์อุตรกุรุทวีป นั้นคือเหนือกว่าทั้งเทวดา จิตนี่ถ้าจะเอามนุษย์ที่ไม่บรรลุอนุตรธรรม จิตไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่ใช่ มนุษย์อุตรกุรุทวีป เต็ม คำว่าอุตระคืออรหันต์เลย คือมนุษย์อุตรกุรุทวีปคือ เป็นอรหันต์ได้แต่ประโยชน์ตน ไม่ได้มีประโยชน์ทั้งตนและท่านอย่างมนุษย์ชมพูทวีป หากมนุษย์อุตรกุรุทวีปก็เหนือกว่าดาวดึงส์ แต่ดาวดึงส์ก็ประเสริฐกว่าชมพูทวีปตรงที่มีทิพย์ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์ชมพูทวีปที่มีอุตรธรรม เป็นมนุษย์ที่ลดอาการของกามภพ เทวดากามภพ เทวดาดาวดึงส์ เป็นทิพย์ของดาวดึงส์ ก็เหนือกว่าผู้ที่ไม่ได้บรรลุ แม้บรรลุแล้วก็เป็นกามรส แต่มนุษย์ชมพูทวีปก็ไม่มีทิพย์อันนี้ คนที่ยังอยากได้ทิพย์อันนี้ก็ต้องว่าเป็นดาวดึงส์ดีกว่าชมพูทวีปแน่ อย่างพวกเราที่อาตมาดึงมาอยู่นี่นี่ก็ไม่ได้รสทิพย์เหมือนเขาแน่ด้อยกว่าแน่ เขาก็ว่าเป็นทิพย์ของเขา แต่ถ้าเป็นโสตทิพย์องค์ประชุมทิพย์ของโลกุตระนั้นมีความหมายอีกอย่าง ถ้าผู้ที่เ ข้ าใจชัดเจนจะรู้จักฐานะของสัตว์โลกที่เป็นมนุษย์และเทวดาแบบต่างๆ มนุษย์ที่ยังเห็นแก่โลกียะก็ต้องเห็นว่าดาวดึงส์ดีกว่า เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่เป็นทิพย์ของตน คนหลงก็ยึดติดว่าจริง พวกเราก็เคยเป็น ที่เราเคยติดมาก็จะเคยรู้สึกว่ามันเป็นจริง อาตมาเคยอธิบายแฟชั่นของคน จ้าวแฟชั่นก็กำหนดว่า สีเหลืองนี่คือสีที่สวยที่สุด ผู้หญิงก็ถูกครอบงำ ว่าสวยจริง แต่พอปีใหม่เขากำหนดว่าสีแดงสวย คนก็นึกใหม่ว่าสีแดงสวยกว่าจริง ใครเคยโง่มาก่อนบ้าง เมื่อก่อนเคยคิด แต่ว่าตอนนี้ไม่ติดแล้ว เหลืองก็คือเหลือง แดงก็คือแดง สวยนั้นไม่มีหรอก มันเป็นเท็จ ถ้ารู้แล้วก็จะคลายสิ่งยึดติดได้ มันไม่จริงหรอก เป็นสุขเท็จ เมื่อเราล้างได้แล้วมันก็เฉยจริงๆ ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนก่อนเลยเป็นได้ มนุษย์ดาวดึง ประเสริฐกว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชมพูทวีป ด้วยสามประการ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ อายุทิพย์คืออุปาทานที่เป็นอนุสัยยืนนาน เขายึดว่าเป็นทิพย์ โง่นาน สุขที่เป็นเท็จแต่เขาเห็นเป็นทิพย์ ให้ได้อยู่นานๆ ด้วยวรรณะคือเปลือกนอก ไปหลงติดเปลือกนอกเป็นทิพย์ ยึดเป็นอนุสัยอาสวะ ให้อยู่นานๆ เป็นอายุทิพย์ ยิ่งนานยิ่งโง่นานอวิชชานาน มนุษย์อุตรกุรุทวีปนั้น ไม่มีรูป 28 ครบ มีแต่เฉพาะใจ แต่ในพระสูตรว่า มนุษย์อุตรกุรุทวีปเหนือกว่าชมพูทวีปที่ไม่มีทุกข์ เพราะมนุษย์ชมพูทวีปเป็นปุถุชนได้ถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นอรหันต์แล้ว อุตรกุรุทวีป ก็หมดทุกข์สิ เป็นอมตบุคคล เกิดหรือตายก็กำหนดเองได้ เป็นผู้มีอายุแน่นอน เหนือชั้นกว่ามนุษย์ชมพูทวีปและดาวดึงส์ ได้ไม่หวงแหนไม่ยึดติดเป็นเรา เรื่องของจิต มโนมยอัตตา คือจิตที่ปั้นเองรู้สึกเองยึดเองหลงไปว่าเป็นจริง เป็นอารมณ์ในจิต พอหมดรสก็เหมือนไม่มี ผู้รู้จริงก็เฉยได้ไม่มีรส แต่คนก็จะว่าเหี่ยวแห้งสิไม่มีรส ไม่ใช่หรอก คนได้แล้วก็จะมีจิตอภิปโมทยัง มีผรณาปีติ เป็นลหุตา เป็นวิการรูป (ทำไว้อย่างยิ่ง) อนุโลมปฏิโลมไว้อาศัย แต่ก่อนนี้อาตมายิ้มยากกว่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ชินชา ใช้ขนาดนี้ ก็ติดเ ค รื่องแบบนี้ อาตมาได้เนื้อหาของคนหนึ่งที่ท่านไม่ได้อยากให้เปิดเผยชื่อ ท่านได้พระไตร ปิฎก ฉ บับ เขมร ท่านเจอสำนวนในบาลีเขมร พระไตรปิฎก เ ล่ม 16 ข ้อ 230 ...สรุปแล้วทางของเขมรจะต่างกับไทย ที่ไทยจะแปลเต็มรูปกว่า สรุปเนื้อหาเหมือนกันที่ ปุถุชนก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในร่างกายนี้ได้ เช่น ถามคู่ผัวตัวเมียอีกไม่นานเท่าไรก็เบื่อร่างนี้แล้ว แต่การติดยึดกิเลสนี้ไม่เบื่อหน่ายได้ง่ายๆ แต่เบื่อได้ง่ายในมหาภูตรูป แต่จิตนี้เบื่อไม่ได้ง่ายๆ เช่น ชาตินี้ กามนิต กับวาสิฏฐี เขาว่าจะไม่เบื่อกัน แต่ต่อไปเขาก็จะเบื่อกัน แต่ถ้าไม่ใช่กามนิต-วาสิฏฐี เขาจะรักกันตอกลิ่มต่อไป แต่เอาชาตินี้ของคนเป็นๆ ชาตินี้ก็เบื่อกันแล้ว ตายไปแล้ววิบากยังไม่หมดอนุสัย มาเจอกันแล้วไม่ใช่มันจะเบื่อ หากน้ำหนักของความเบื่อมันยังไม่มากกว่าความรักในอนุสัย แต่คุณไม่รู้จักอนุสัย บางคู่เกิดมาชาติหน้ายังต้องมารัก ชังกันในชาติหน้าอีก มาแก้แค้นกันอีก บางทีมาสัมพันธ์กันเพื่อแก้แค้นอีกหลายชาติ นึกว่าชาตินี้จะเบื่อแต่ว่าไม่เป็นหรอก มาชาติหน้าก็มาแก้แค้นกัน มาร่วมกันเพื่อแก้แค้นกันก็มี อย่าว่าแต่ชายหญิงเลย แม้แต่ลูกกับพ่อแม่ก็มาแก้แค้นกันก็มี แล้วมาหลงยึดเช่นนั้นจริงๆ หากไม่ล้างก็ไม่รู้ แล้วจะอยู่กันไปอีกนานเท่าไหร่ ไม่เข็ด ลืมไปแล้วไปสร้างนิยายใหม่ รักดูดดึง ชัง แก้แค้น อำมหิตโหดเหี้ยมอีกเท่าไหร่ ไม่รู้กี่วัฏสงสาร เมื่อไม่ได้ล้างจริงก็ไม่จบหรอก มีแต่หมุนเวียนเปลี่ยนจากอันนี้ไปอันนั้น น่าเบื่อจริงๆ ขนาดน่าเบื่อแล้ว พระพุทธเจ้ายังต้องมาเกิดเป็นคู่แต่งงานกับนางพิมพาเลย แม้อาตมาก็ชาตินี้ต้องมีแฟนหลายคน แต่ไม่ดุเดือดเท่าไหร่ ทางสายโทสะก็ไม่แรง สายราคะก็ไม่แรง ไม่มากมาย มันเหลือเชื้อไม่หมดง่าย แต่มันก็เพลาน้อยลง น้ำหนักน้อยลง ปริมาณน้อยลง แต่ไม่หมดง่ายๆ อาตมาพยายามสร้างผนังกั้น ให้ได้นิพพานก่อนแล้วหนีได้เลย เพราะได้นิพพานแล้วสร้างแต่กุศลไม่สร้างเหตุให้ไปรบกันอีก จนกว่าจะปรินิพพานก็ไม่มีทางไล่ถึงเลย มีแต่กุศลที่เป็นกำแพงกั้นไกล ก็ทั้งเบาและหายไปเลย น้อยลง ปริมาณน้อยลง น้ำหนักก็เบาลง ไม่มีภาษาเรียกแล้ว ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ มานะสังโยชน์ กับมานะ ที่เป็นอุปกิเลสนั้นจะแยกอย่างไร? พ่อครูว่า… มานะคือ หมายความว่า จิตดี ทำได้ดี ในภาษาไทยจึงเข้าใจกันได้ว่า เป็นความหมายทางดี อุตสาหะ วิริยะ สร้างดี โดยยึดมั่นถือมั่นพอได้ แล้วยึดติดเป็นเรา ของเรา เพราะของดี ไม่ว่าจะโลกีย์ก็ตาม แต่ที่จริงมานะหมายถึงภาษาโลกุตระ ขนาดคนติดลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขายังยึดถือดีเอาไปข่มเบ่งคนอื่น แต่ถ้ายิ่งได้โลกุตรจิตก็ยิ่งคิดว่ามีค่ามาก ใหม่ๆคือ โสดาบันก็ได้ของดีที่ไม่เคยได้ ก็เอาไปเบ่งข่มคนอื่นมาก ในกามาวจร มานะของโสดาบัน ก็ยึดติดมาเบ่งมากรุนแรงมาก จึงต้องล้างมานะที่ยึดติดตรงนี้ลง พอล้างได้ เป็นสกิทา คามี ก็น้อยลง แต่ที่ทำดีก็ทำได้มากขึ้น ก็จะเผลอยึดว่าดีมาก คือได้เพชรที่ยิ่งมีคุณสมบัติเยี่ยมก็ซ้อนอีก แต่ก็มีภาวะรู้ว่าไม่ควรยึด ก็ซ้อนไปในนั้น จนเป็นอนาคามี เป็นโอปปาติกะ ซึ่งมานะไม่ใช่ราคะ มานะเป็นอัตตา ในอุทธัมภาคิยสังโยชน์ มี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ที่เหลือส่วนใน จึงล้างมานะด้วย จนหมดมานะ หมดอัตตาก็เหลือ อุทธัจจะกับอวิชชา เป็นคู่สุดท้าย พระอรหันต์อาศัยอุทธัจจะกับอวิชชา คำว่าอุทธัจจะ ไม่มีกุกกุจจะ แต่ท่านอาศัยสิ่งที่ลอยมาทำงาน ท่านไม่ลึกลับแล้ว ท่านควบคุมด้วยวิชชา เป็นสิ่งอาศัย ในนามธรรม รูปธรรม ก็อาศัยเพียงกาย ให้แข็งแรงสุขภาพดี ไม่ได้หลงใหลในรูป แล้วเวทนาก็อาศัย แม้จะอนุโลมปรุงแต่งเป็นรสกับเขาบ้าง แต่ท่านไม่ได้แอบเสพ เป็นความปรุงร่วมไปเฉยๆ ไม่เสแสร้งด้วย ท่านรู้ว่าทำเพื่ออะไร ท่านจริงใจ เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก เหมือนจริงจังแต่ไม่ติด ก็จะลดมานะลงไปเรื่อยๆ พออนาคามีก็จะรู้จักวจีสังขารชัด จนกว่าจะมานะ อติมานะ มทะ ท่านถึงคุมด้วยความไม่ประมาท ไม่อย่างนั้นหลงด้วยความเมา ก๊งไปนิดหนึ่ง มทะ คุมด้วยปมาทะ ต้องไม่ประมาทเสมอ แล้วเราจะเก่งด้วยมุทุภูตธาตุ มีชวนจิต มีโสวจัสสตา จิตหัวอ่อนปรับแก้ไขง่าย แม้มุทุภูตธาตุปรุงอนุโลมไปกับเขาก็ง่าย หมดได้เร็วจะเกิดได้ตายก็ได้ จะเข้าใจสภาวะจริง แล้วท่านจะไม่ประมาท ต้องอปมาทะ ประมาทไม่ได้ จนกว่าประสิทธิภาพของอปมาทะจะสูงเร็วเป็นอัตโนมัติ เป็นตถตา เร็วไว มีมุทุภูตธาตุ เป็นคุณสมบัติของจิต มีลหุตา มุทุตา กัมม ั ญญตา ผ ู้ ที่สามารถควบคุมจิตได้ ท่านก็จะให้เอาเบาหรือแรงอย่างไรก็ได้ จะแสดงออกหรือไม่ก็ได้ ผู้ที่รู้ว่าแรงไม่ได้ ยั้งไม่ทันก็จะต้องไม่ทำ ทำเบาไปก่อน แต่ผู้ที่แรงได้โดยไม่เลยเถิด ก็ต้องมีคุณสมบัติควบคุมได้ เหมือนเรียนวิศวะมาว่า ความเย็นคือความร้อนที่น้อยลง ความเบาก็คือความแรงที่น้อยลง เป็นต้น ก็อยู่ที่เราอนุโลม “ตัวเราก็เท่านี้” คำนี้อาตมาสังวรเสมอ ว่าตัวเราก็เท่านี้ ต้องเผื่อพอไว้เสมอ อย่าแอ็คเกินตัว ถ้าอาตมาไม่มั่นใจถึง 70 % ก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม จะทำให้เกิดผลเสียทำไม ต้องควบคุม เหตุปัจจัยองค์ประกอบไม่เที่ยง ทุกวันนี้อภิมหาปรมานิจจัง ยิ่งต้องประมาทไม่ได้เลย ตัวไม่ประมาทนี่ต้องใช้ ยิ่งโพธิสัตว์ทำงานยิ่งต้องประมาทไม่ได้ นี่คือความหมายของอันตรายอันแสบเผ็ดของพระขีณาสพ ไปเกี่ยวกับโลกธรรมน่ะ แม้ท่านไม่มีหน้า แต่เสียศาสนา เสียธรรม อย่าให้เสีย เมื่อท่านรู้จะเผื่อพอ ท่านไม่มีนานะ หรือโลกธรรมแล้ว ไม่มีอวดดี (สารัมภะ) แล้วท่านก็ไม่มีถัมภะ สารัมภะ ไม่มีมายา สาเฐยยะ ท่านไม่มี ก็เลยเป็นอรหันต์ ท่านรู้ว่าอาการจิตอุปกิเลสเหล่านี้ ท่านไม่มีแล้วท่านก็ไม่มี ยิ่งหยาบๆท่านไม่มีเหลือละเอียดท่านก็ต้องระวัง แม้อาตมาเขาว่าสุดหัวดื้อ ดันทุรัง ใช่ของเขาเลย เพราะกรรมกิริยาไม่ใช่แต่ใจ อาตมาไม่มี เขาให้หยุดก็ไม่หยุด เขาปกาสนียกรรมแล้ว ฟ้องร้องให้อาตมาแพ้ในศาล ก็ยังไม่หยุด เขาก็ว่าดื้อจริงๆ โดยกรรมกิริยามันใช่ของเขา แต่ใจอาตมาไม่ได้ดื้อ มันต้องทำ อาตมาพิสูจน์ตนเองมา อาตมาไม่ได้ดื้อไม่ได้อยากโอ่อวด พูดแล้วเหมือนตอแหล นี่มีโทรทัศน์ออกอยู่นี่ คือถ้ายึดเอาแค่อาการ ตามกาลามสูตร ยึดแค่ตำรา เป็นต้น เห็นแล้วก็ตีความว่าใช่ ว่าอาตมาดันทุรัง แต่อาตมาไม่ได้ดันทุรัง แต่อาตมายืนยันสัจจธรรม ตลอดเวลาไม่ได้ดึงดัน ภาษาไทยเดียวกัน ยืนหยัดกับดื้อด้าน ดึงดัน สัจจาภินิเวส จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน