580113-สรรค่าสร้างคน(๒๕) เรื่อง ข้าวเปลือกคืออาวุธอย่างยิ่ง .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580113-สรรค่าสร้างคน( 25 ) เรื่อง ข้าวเปลือกคืออาวุธอย่างยิ่ง โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้อังคารที่ 13 ม.ค. 2558 แรม 9 ค่ำ เดือนยี่ปีมะเมีย มีคนบอกว่าตอนนี้เลยหกโมงมา 6 นาที แต่อาตมาว่า 7 นาที เวลาของอาตมามันวิ่ง เวลาของพวกคุณมันเดิน ก็เลยต่างกันนิดหนึ่ง วนบ.ปิดเทอม อาตมาไม่รู้ว่าจะเปิดเมื่อไหร่ แต่อาตมาก็จะบรรยายตาพึด เราเป็นคนที่อยู่เป็นหน่วยหนึ่งของประเทศไทย เราจะทำเป็นนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นไม่ได้ อาตมาไม่ทำ แล้วอาตมาก็มาบอกแจ้งความเห็นควรว่า คนไทยควรมีจิตสำนึก เอาใจใส่บ้านเมือง ถ้าคุณมีแนวคิดจะไปอยู่ป่าเขาถ้ำก็อีกเรื่องหนึ่ง แนวคิดเช่นนี้นอกรีตศาสนาพุทธโดยตรง เอาชีวิต เอาความรู้สึก ความเห็นหนีไปจากสังคม เพื่อนร่วมโลก แต่แล้วเอาตัวเองหนีไปนอกสังคม อาตมาว่า ศาสนาพุทธไม่ได้มีแนวคิดเช่นนี้เลย แนวคิดออกป่าเขาถ้ำ นี่นอกรีตจริงๆ ขออภัยที่พูดแรง แต่ใครฟังเอาปัญญา ได้ประโยชน์ ถ้าไม่เห็นก็ลองปฏิบัติดู อาตมาไม่ได้พูดให้ใครมานับถือ มีเจตนาจริงใจปรารถนาดี ไม่อยากให้ผิด หลงทิศทาง อาตมายิ่งเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย จนเกิดรูปสังคมที่มีพฤติกรรมสังคม ที่อ้างอิงได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส วันนี้จะเอาบทความที่กำลังเป็นที่สนใจ Hot กันในสังคมมาพูด แน่แค่ไหนก็เอาไม่อยู่(ไทยรัฐ) 580113 ในการชี้แจงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะผู้ถูกร้องถอดถอน นอกจากอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะอ้างว่าจากผลการศึกษาวิจัย ว่าโครงการรับจำนำข้าวแก้ปัญหาดีที่สุดแล้ว ยังได้วางมาตรการขั้นตอนต่างๆ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริตด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าอะไรคือมาตรการเสริมสร้างประสิทธิภาพ และป้องกันการทุจริต? แต่จากการตรวจสอบของนักวิชาการหลายฝ่าย ยืนยันตรงกันว่าโครงการรับจำนำ
อ่านต่อ
ข้าว ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง จากการตรวจสอบของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่ามีข้าวเหลืออยู่ 17.9 ล้านตัน เป็นข้าวคุณภาพดีเพียง 10% คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน 90% เป็นข้าวสีเหลืองที่เสื่อมคุณภาพ 70% ที่เหลือเป็นข้าวเน่าเสียบริโภคไม่ได้ ต้องเอาไปทำเอทานอล รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 4 โครงการ ในเวลาสองปีเศษ ขาดทุนไปราว 5.1 แสนล้านบาท แม้แต่รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลท่านหนึ่ง ก็คงจะคาดไม่ถึงว่าจะก่อความเสียหายร้ายแรง จึงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถ้าโครงการเสียหายถึง 6 หมื่นล้านบาท เท่ากับที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ใช้ รัฐบาลเพื่อไทยคงอยู่ไม่ได้ คณาจารย์นิติศาสตร์ชื่อดัง สามท่าน ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ให้ตรวจสอบและเอาผิดผู้เกี่ยวข้องโครงการรับจำนำข้าว ฐานประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริต ถ้ามีอยู่จริงก็ต้องถือว่าไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง จึงมีหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลมาตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นสถาบันวิจัย สำนักงานการ ตรวจเงินแผ่นดิน และ ป.ป.ช. แม้แต่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษารัฐบาล ก็เคยเตือนว่าโครงการรับจำนำข้าวทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ และมีการทุจริตหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกโรงสีจนถึงการระบายข้าว ไม่ว่ารัฐบาลจะแน่แค่ไหนก็เอาไม่อยู่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ระบุว่ามีพ่อค้าพรรคพวกนักการเมืองได้ส่วนแบ่งจากโครงการ 84,000 ล้าน ทำไมโครงการรับจำนำข้าวของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงขาดทุนระดับอัครมหาศาลไม่ต้องระดับอัจฉริยะ แค่เด็กชั้นประถมก็คิดออก ผู้บริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยท่านหนึ่งเคยชี้ให้เห็นภาพว่า ต้นทุนข้าวรับจำนำเกือบ 30 บาท ต่อ 1 กก. พ่อค้าข้าวส่งออกขาย 20 บาท แต่รัฐบาลขายได้เพียง 10–11 บาท เท่ากับว่าลงทุนไป 30 บาท แต่ได้คืนแค่ 10 บาท มีการกล่าวหาเรื่องการทุจริตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิจำนำ การรับจำนำข้าวลม และการทุจริตในการขายข้าวภายใน ประเทศ และการส่งออก รัฐธรรมนูญชั่วคราวจึงกำหนดไว้ชัดเจนห้ามบริหารประเทศโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศและประชาชนผู้ฝ่าฝืนต้องรับผิดชอบ. พ่อครูว่า… ทีนี้มาถึงบทความของ นสพ.ข่าวสด เป็นหนังสือในเครือมติชน วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8812 ข่าวสดรายวัน ใช้สมองหรืออำนาจ ชกไม่มีมุม โดย วงค์ ตาวัน คน กลุ่มหนึ่งป่าวร้องว่า ถ้าลงเอยสนช.ไม่ถอดถอน ยิ่งลักษณ์ เท่ากับว่าการปฏิวัติของคสช.นั้นเสียของ และเท่ากับว่านโยบายปราบคอร์รัปชั่นไม่บรรลุเป้าหมาย ถ้าไปถามคนอีกฝ่าย เขาก็จะตอบว่า คนที่รักประชาธิป ไตยจะไม่สนับสนุนการปฏิวัติ จึงไม่แคร์ว่าปฏิวัติแล้วเสียของหรือไม่เสียของ เป็นเรื่องของคนฝักใฝ่การรัฐประหารเท่านั้น ที่จะห่วงใยว่ายึดอำนาจจากประชาชนไปแล้ว จะเสียของหรือไม่เสียของ!? ประการ ต่อมา ถ้าไม่ถอดถอนยิ่งลักษณ์ เท่ากับการปราบคอร์รัปชั่นไม่บรรลุเป้าหมาย ก็ต้องถามคนพูดว่า แล้วการจำนำข้าวมันคอร์รัปชั่นตรงไหน ตอบอย่างเป็นหลักเป็นฐานหน่อยได้หรือไม่ จนป่านนี้ป.ป.ช.ยังไม่สามารถชี้ได้เลยว่า จำนำข้าวคอร์รัปชั่นอย่างไร ใครคือคนโกง แต่กำลังจะเอาผิดผู้รับผิดชอบนโยบายหาว่าปล่อยปละละเลยให้โกง!?? ทั้งปลายทั้งปวงจึงสะท้อนความกลัวของคนกลุ่มหนึ่งมากกว่ากลัวยิ่งลักษณ์ กลัวว่าถ้าไม่ใช่อำนาจพิเศษจัดการให้หมดอนาคตทางการเมืองแต่บัดนี้ ปล่อยให้ลงสนามเลือกตั้งใหม่ พวกตนจะสู้ไม่ได้ กลัวว่าจะสู้ในสนามเลือกตั้งไม่ได้ เลยต้องทำลายให้สิ้นซากไปเสียก่อน ความคิดตื้นๆ เช่นนี้ ทำมาแล้วกับทักษิณ ผลก็คือ พรรคเครือข่ายทักษิณยิ่งได้รับเสียงจากชาวบ้านถล่มทลาย นี่กำลังจะคิดจัดการกับยิ่งลักษณ์แบบไม่ฉลาดอีกครั้ง! ถ้าจะจัดการกับยิ่งลักษณ์อย่างฉลาด ถ้าจะล้มนโยบายจำนำข้าวอย่างใช้สมอง ต้องไม่ใช ้ อำนาจพิเศษมาจัดการ ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่มองเห็นว่า นโยบายจำนำข้าวไม่ถูกต้องเช่นไร หรือทำให้เสียหายต่อประเทศชาติอย่างไร ให้ประชาชนตัดสินใจให้ได้ว่านโยบายนี้ดีหรือไม่ดี หากคนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับจำนำข้าว เขาจะฮือกันไปลงโทษนโยบายนี้และยิ่งลักษณ์ รวมทั้งพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป นั่นคือการจัดการกับเครือข่ายทักษิณและนโยบายที่โจมตีกันว่าเป็นประชานิยมอย่างฉลาดและอย่างถูกจุดมากกว่า! จัดการอย่างเคารพในกติกาที่โลกยอมรับ และจัดการด้วยการตัดสินใจของชาวบ้าน ในเมื่อยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้งและนโยบายจำนำข้าวยึดโยงกับคะแนนเลือกตั้ง ต้องทำลายให้ถูกจุดถูกช่องทาง ไม่ใช่ด้วยอำนาจพิเศษและสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอันสะท้อนถึงความกลัวมากกว่า กลัวว่าจะสู้ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไ ป เท่านั้นเอง ใช้สมองจัดการกับยิ่งลักษณ์เถิด! พ่อครูว่า นี่ใครอ่านหรือฟังตามเขาไปก็อาจมึนๆงงๆ แล้วเขาให้ใช้สมองจัดการ พ่อครูว่านอกนั้นเขาใช้ปัญญาหมด ส่วนสมองนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ของใจเท่านั้น แต่คนนี้เขาบังคับให้ใช้สมอง แต่เราใช้ปัญญาที่เป็นตัวแท้ความเข้าใจ นี่ไม่ได้พูดเลี่ยงเล่นนะ แต่พูดด้วยหลักวิชาของศาสนานะ ต่อไปเป็นบทความของคุณปู จิตรกร บุษบา ... ถอดถอนยิ่งลักษณ์ : นักแสดงชั้นเลิศ กับบทชั้นเลว! “แล้วเราจะทิ้งชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้อย่างไร ข้าวที่อยู่บนโต๊ะท่าน ก็มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของชาวนา” นี่คือ “บทพูด” ที่ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตั้งใจนำเสนออย่างที่สุด ด้วยน้ำเสียง สีหน้า ภาษากาย และจังหวะจะโคน ที่ “บรรจงสื่อสาร” เพื่อคั้นอารมณ์สะเทือนใจและสร้างความประทับใจอย่างที่สุด หากเป็น “นักแสดง” คนหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนเขียนบทก็ดี ผู้กำกับก็ดี คงจะบอกกับเธอว่า บทพูดตรงนี้คือ “จุดสุดยอด” ของเรื่อง เราจึงเห็นนักแสดงคนนี้ มีอาการที่วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกว่า “ฟิน” เมื่อได้พูดประโยคนี้ออกมา หากแต่การ “รับจำนำข้าว” ที่มีมูลค่าความเสียหายหลายแสนล้าน และการสูญเสีย ชีวิตชาวนาที่ต้องฆ่าตัวตายไปหลายสิบคน เพราะทนทุกข์กับการถือใบประทวนที่ขึ้นเงิ น ไม่ได้ มันเป็นเรื่องจริง และเป็นชีวิตจริงๆ ที่ “หลุดลอย” ออกจากร่างของพวกเขาไปแล้ว มิใช่การแสดง หากคุณยิ่งลักษณ์ “ใส่ใจ” ว่ามันคือเรื่องจริง สิ่งที่เธอควรสะเทือนใจคือ การกระทำของเธอเอง! เธอบริหารโครงการรับจำนำข้าวล้มเหลว สร้างผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินให้เสียหายไปกับเรื่องที่ไม่ควรเสีย แถมยัง ต้องเสียชีวิตของชาวนาที่รอคอยเงินจากใบประทวนของเธอจนสิ้นหวัง กระดูกสันหลังของชาติที่เธออาทรนักในวันนี้ ตายไปเพราะรัฐบาลของเธอไม่มีเงินไปให้พวกเขา แต่เธอก็เดินยกเท้าก้าวความคนตายเหล่านั้นมาอย่างไม่ไยดี แล้วมารับบท “นางเอก” พูดประโยคที่แสนสวยงามนี้ ขณะเป็นแค่ “อีชาติชั่ว” ของครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป โปรดตั้งสติ และยอมรับกันได้แล้วว่า การเมืองของบ้านเรา บุคลากรทางการเมืองของเราบางคน คือประจักษ์พยานที่สมบูรณ์ยิ่งในการยืนยันว่า “การเมืองของเรา มาถึงยุคที่ไร้คุณธรรม จริยธรรมอย่างสิ้นเชิงแล้ว” A) ยิ่งลักษณ์แสดงวาทกรรมจากโพยเรื่อง “การถูกถอดถอน” ว่า จะมาถอดถอนอะไรกับคนที่ไม่มีตำแหน่งให้ถอดถอนแล้ว และที่สำคัญตัวเธอนั้นถูกถอดถอนมาถึงสามครั้งสามคราแล้ว จาก 1.การยุบสภา 2.การถูกคำสั่งศาลให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และ 3.ประกาศของคณะรัฐประหาร มาดูความจริงกัน ว่า “บทพูด” นี้ เป็นคำพูดของ “นางเอก” หรือ “นางตอแหล” ประจำโรงลิเก 1) กระบวนการถอดถอน เป็นกระบวนการเอาผิดในทางการเมือง เพื่อนำนักการเมืองที่ไร้คุณธรรม จริยธรรม ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ หรือทำผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายออกจากวงการเมืองชั่วคราว เขาจึงเลือกให้ “ฝ่ายการเมือง” เป็นผู้พิจารณาตามคำเสนอของ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ทั้ง “ป้องกัน” และ “ปราบปราม” การกระทำทุจริต ประพฤติมิชอบ ในการถอดถอนนี้ กฎหมายกำหนดให้พิจารณาแต่เพียงว่า แม้พฤติกรรมนั้น “ส่อว่า” จะกระทำความผิด ก็ให้พิจารณาถอดถอนได้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดตามมาอีกมาก และมีผลตามมาคือ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ดังนั้น การพิจารณาว่าจะถอดถอนหรือไม่ จึงไม่ได้มีแค่ประเด็นว่าคนคนนั้นยังดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ แต่การกระทำเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส่อว่าหรือเชื่อได้ว่าทำผิดหรือไม่ต่างหากเล่า หากเชื่อได้ว่า ก็ต้องมีมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งหลังมีมติ ใครไม่มีอะไรจะให้ถอดแล้ว ก็ช่างเขาหรือหล่อน แต่โทษตัดสิทธิ 5 ปี จะมีผลกับเขาหรือหล่อนทันที การพิจารณาถอดถอนจึงเป็น “ภาระผูกพัน” ให้ต้องกระทำ เพื่อผลตรงนี้ เพราะเป็นกระบวนการที่ออกแบบไว้ เพื่อคัดนักการเมือง “สายพันธุ์เลว” ออกจากระบบชั่วคราว ให้เขามีเวลาปรับปรุงตัว แล้วค่อยหวนกลับมาเสนอตัวใหม่ หากอ้างว่า ไม่มีตำแหน่งแล้ว กระบวนการถอดถอนต้องจบไป ต่อไปคนที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล แล้วส่งต่อสู่กระบวนการพิจารณาถอดถอน มันมิรีบลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้กระบวนการถอดถอนจบสิ้นกันหมดดอกหรือ แล้วโทษตัดสิทธิ 5 ปี จะมีไว้ใช้กับสุนัขตัวไหน? ดังนั้น ยิ่งลักษณ์แสดงบทนี้ได้ดีครับ ช่วยทำให้ สนช. หลายคนไขว้เขว ต่อหลักการถอดถอนได้ เพียงแต่บทพูดและตัวละครที่เธอแสดง เป็นบทหญิงกะล่อน และตัวละครเลวๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น 2) ยิ่งลักษณ์อ้างว่า ตัวเองถูก “ถอด” มาแล้ว 3 รอบ ก็เป็นบทมุสาวาจาและวาทกรรมบิดเบือนจากนักเขียนบทใจทราม ไร้ศีลธรรมเท่านั้น เพราะ 1.การประกาศยุบสภา ไม่ใช่การถอดถอน แต่เป็นการ “จนมุม” ทางการเมือง ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านเธอเป็นล้านๆ คน เธอจึงเลือก “หนีความรับผิดชอบ” เรื่องการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่มีเนื้อหาเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพี่ชาย ผิดหลักกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่สากลประเทศเขาทำกัน จึงไม่มีใครไป “ถอด” เธอ แต่เธอเลือก “เปลี่ยนเสื้อผ้า” เพื่อจะ “หนี” เท่านั้น 2.การถูกศาลพิพากษา ว่าแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี โดยมิชอบ เป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติได้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็มิใช่การถอดถอน แต่เป็นการ “ทำผิดกฎหมาย” อุปมาเหมือนโจรปล้นบ้านคนอื่นเขา แล้วแอบอ้างเป็นว่าฉันเป็น เจ้าของโรงทาน บุญไม่มีหรอกครับ เพราะทรัพย์ที่เอามาแจกเป็นทรัพย์คนอื่น เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต เป็น “เจ้าแม่กาลี” มิใช่ “เทพธิดา” 3.ประกาศของคณะรัฐประหาร ยิ่งมิเกี่ยวอะไรกับนางสาวยิ่งลักษณ์เลย เหตุเพราะเธอกระทำการต้องห้ามตามกฎหมาย เป็นผลให้เธอพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว ไม่แม้แต่จะอยู่ในสภาพ “รักษาการ” การยึดอำนาจของ คสช. จึงไม่ได้ยึดอำนาจคุณยิ่งลักษณ์ แต่ยึดอำนาจรัฐที่อยู่ในสภาพ “ ผีหัวขาด” และ “ป่วยหนัก” มาควบคุม และบริหารจัดการเพื่อให้ประเทศชาติมีทางออก ประชาชนไม่ต้องเผชิญหน้ากันจนอาจถึงขั้นบาดเจ็บ ล้มตาย สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ต้องถูกดึงไปสู่การตัดสินทางการเมืองเรื่อง “ใครจะเป็นนายกฯ” เพื่อ “ผ่าทางตัน” ในข้อนี้นั้น จึงเท่ากับว่า คุณยิ่งลักษณ์หยิบบทผิดมาเล่น เสมือนคว้าบท “นางตอแหล” มาแสดง โดยนึกว่ามันเป็นบทพูดของ “นางเอก” ซึ่งน่าเห็นใจเธอเป็นอย่างยิ่ง แต่ผู้ตัดสินอย่าง สนช. ไม่ควร “เห็นใจ” เพราะท่านมีหน้าที่ “กึ่งตุลาการ” ต้องตัดสินความถูกผิดตามความเป็นจริง ไม่ได้อยู่ในฐานะ “พ่อยกนางเอกลิเก” ที่จะตัดสินจากอารมณ์ความรู้สึกจากการชม “การแสดง” B) คุณยิ่งลักษณ์ซึ่งรูปโฉมโนมพรรณควรเป็นนางเอ๊กนางเอก หยิบบทพูดของ “นางตอแหล” ประจำโรงมาเล่นอีกหลายตอน เช่น 1.โครงการรับจำนำข้าว ไม่ใช่โครงการใหม่ ทำมาตั้งแต่ปี 2524 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ การช่วยเหลือชาวนาไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกรัฐบาลในโลก ก็มีโครงการช่วยเหลือในลักษณะนี้ ตอบ : การที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นราษฎรของประเทศน่ะ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก และไม่ใช่ประเด็นที่เขาจะถอดถอนคุณยิ่งลักษณ์ด้วย ใครเขาจะบ้า ถอดถอนคุณ เพราะคุณทำโครงการช่วยราษฎรล่ะ แต่ “วิธีที่คุณทำ” ต่างหากล่ะที่สร้างปัญหา ถามว่ารัฐบาล พล.อ.เปรม หรือกระทั่งรัฐบาลพี่ชายคุณยิ่งลักษณ์ มีโครงการรับจำนำข้าวใช่ไหม ตอบว่าใช่ แต่เขารับทุกเมล็ด ในราคาสูงกว่าตลาดไหม เขาโง่ เก็บในรูปของข้าวสารเพื่อให้มันเสื่อมสภาพเร็วๆ ไหม เขามีอิทธิพลเหนือตลาด ทำลายตลาดซื้อขายข้าวในประเทศจนย่อยยับไหม พ่อค้าไม่มีปัญญาซื้อข้าวแข่งกับรัฐบาล จนไม่สามารถทำยอดส่งออก เท่าที่เคยทำใช่ไหมวิธีการของพวกเขาจึงไม่ได้สร้าง ปัญหาและความเสียหายเท่าวิธีการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อุปมาเหมือนผู้หญิงมีผัว ผิดเหรอ? ไม่ผิดหรอก แต่จะผิดทันทีหากผัวที่มีนั้น เป็นผัวของหญิงอื่นอยู่แล้ว จู่ๆ คุณก็เอามาทำผัวซ้ำ ส่วนตัวเลขที่ไม่ตรงกัน จะใช้ฐานไหน ว่ามูลค่าความเสียหายเท่าไหร่ อันนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อย เถียงกันได้ สนช. มีหน้าที่ดูที่หลักการใหญ่ ว่าวิธีการแบบนี้ เปิดช่อง เปิดทาง ให้เกิดการทุจริตได้โดยง่าย โดยไม่อุดช่องโหว่ทั้งๆ ที่มีการเตือนแล้วเตือนอีกหรือเปล่า ส่อว่าจะเปิดทางให้มีการ หากิน” กับโครงการที่ “อ้างว่า” ทำขึ้นเพื่อช่วย “ชาวนา” เท่านั้นหรือไม่ 2.ผลการประกอบการดีกว่าที่ถูกกล่าวหา และโครงการแบบนี้ อย่ามาพูดกันเรื่องกำไรหรือขาดทุน ตอบ : คุณยิ่งลักษณ์มีกลโกงในตอนนี้ เพราะเธอแสดงผลประกอบการแค่ 3 ฤดูกาลผลิต จาก 5 ฤดูกาลผลิต 2 ฤดูกาลสุดท้ายมีผลเสียหายหนักหน่วงมาก เธอกลับแสดงแค่ 3 ฤดูกาลแลกเพื่อกลบเกลื่อนความเสียหายที่ควรจะมีมากกว่าที่นำมาแสดง จึงเท่ากับเป็นการ “ให้ข้อมูลเท็จ” กับ สนช. โกหก หลอกลวง ใช่หรือไม่ ส่วนเรื่องขาดทุนกำไร ก็ไม่ใช่ประเด็นที่เขาจะถอดถอนเธอ ประเด็นคือ เงิน 100% ที่ใช้ เกิดประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์คือ “ช่วยชาวนา” ได้เท่าไหร่ เมื่อมีคนเตือนว่า ถึงมือชาวนาน้อย เปลี่ยนวิธีการเถอะ เงินจะได้ถึงมือชาวนามากกว่านี้ ถ้าคุณตั้งใจแค่จะช่วยชาวนาเท่านั้น ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ให้ใคร ทำไมไม่เปลี่ยนวิธี ถึงตอนนี้ตัวเลขชัดเจนมากว่า หากเอาเงินทั้งหมดที่ทุ่มลงไป โอนเข้าบัญชีชาวนาเสียเลย ชาวนาจะได้เงินมากกว่านี้ ความเสียหายรายทาง เช่น ข้าวหาย ข้าวเสื่อม จีทูจีเก๊ การสวมสิทธิ์ชาวนา ฯลฯ จะไม่มีเลย 3.ป.ป.ช.ข้ามขั้นตอน ยังไม่มีการสอบเรื่องทุจริต เรื่องเป็นความพยายามเอาผิดกันทางการเมือง ตอบ : นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่าคุณยิ่งลักษณ์กระทำการทุจริต แต่คุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจยับยั้งโครงการหรือเปลี่ยนวิธีการดำเนินการ เมื่อได้รับหนังสือเตือนจาก สตง. ป.ป.ช. และนางสาวสุภา ปิยะจิตติ ว่าการดำเนินโครงการด้วยวิธีการแบบนี้ เปิดช่องให้ทุจริตได้หลายขั้นตอน แต่คุณยิ่งลักษณ์ไม่ยับยั้ง ไม่เปลี่ยนวิธี มันส่อเจตนาว่า คงวิธีการนี้ไว้เพื่อเอื้ออำนวยให้ใคร “หากิน” อยู่หรือเปล่า 4.คดีนี้พิจารณาเร็วมาก คดีอื่นๆ ช้ามาก จงใจเล่นงานกันหรือไม่ ตอบ : การทำคดี ขึ้นอยู่กับพยาน หลักฐาน ไม่ใช่การทำข้าวหมากหรือดองผักดองหอย ที่ต้องมีกำหนดเวลาชัดๆ คดีใดพยานหลักฐานพร้อม เป็นไปตามข้อกฎหมาย ก็สรุปสำนวน และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อตัดสินได้ 5.ในช่วงปลายรัฐบาล พยายามจะหาเงินมาจ่ายชาวนา แต่ถูกขัดขวางจาก กปปส. จึงขอกู้จากธนาคารหลายแห่งไม่ได้ ตอบ : นี่เป็นการ “โกหก” 100% เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ยิ่งลักษณ์ยุบสภาไปแล้ว กฎหมายระบุว่า รัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการใดๆ ที่จะก่อหนี้ผูกพันไปยังรัฐบาลใหม่ ดังนั้น หากธนาคารใดยอมปล่อยกู้ และยิ่งลักษณ์กู้ ก็จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ยิ่งลักษณ์จึงกู้ไม่ได้ในเวลานั้น 6.กำลังเดินหน้าสร้างความปรองดองกันอยู่ ทำอย่างนี้จะปรองดองกันได้หรือ ตอบ : ปรองดองกับการตรวจสอบตามกฎหมายเป็นคนละเรื่องกัน ไม่เช่นนั้น ตำรวจจะจับผู้ร้ายไม่ได้เลย เราไม่ปรองดองกับโจร เพราะโจรทำร้ายเรา ทำร้ายสังคม ปรองดองเป็นเรื่องการสร้างความรักความเข้าใจและให้อภัยในเรื่องที่เข้าใจผิด ต่อกัน ไม่ใช่เรื่องที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง นางเอกต้องเล่นบท “รักษามาตรฐานทางศีลธรรม จริยธรรม” ไม่ใช่อ้างความปรองดอง เพื่อจะงดเว้นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายและจริยธรรม ผมอยากให้ประชาชนจับตาดูการทำงานของ สนช. ดูว่าเรื่องสำคัญขนาดนี้ ใครไม่มาประชุมบ้าง ใครงดออกเสียง ทั้งๆ ที่มีหน้าที่ต้องตัดสิน สภาควรเปิดเผยชื่อให้ประชาชนได้ทราบ และดูประเด็นซักถามที่จะมีตามมา ว่าถามแบบ “เอาจริง” หรือถามพอเป็นพิธี ผมมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า คุณยิ่งลักษณ์จะไม่ถูกถอดถอน เพราะท่าทีของ สนช. ดูจะตกหลุมพรางและตั้งธงในใจกันไว้มาก ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เราอย่าไปร่วมเป็นคู่ขัดแย้งกับเขาเลย ดังนั้น สนช. หลายคนจะลอยตัวออกจากเรื่องนี้ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นกระบวนการทางกฎหมายทำงาน เห็นการ ชี้แจงที่แฝงความเท็จและการบิดเบือนมากมายของคุณยิ่งลักษณ์ เพราะมันย้ำให้ เราเห็นว่า คุณยิ่งลักษณ์เธอเป็นนักแสดงที่มีความตั้งใจ แต่เธอได้บทเลวๆ มาเล่นโลกนี้มีมายา แต่ สนช. กับกระชาชน ไม่ควรหลงกลมารยา พ่อครูว่า… อย่าไปอ่านบทความของฝ่ายเดียวข้างเดียว เพราะจะทำให้เกิดฝังเป็นอุปาทานในใจมากขึ้น คนที่เขาไม่กล้าสู้ความจริง เขาจะใช้วิธีสื่อสารทางเดียว ครอบงำความคิด ก็เสียหาย ที่อาตมานำเอามานี้ เพื่อให้เกิดการสื่อออกของแนวคิดที่ขัดแย้ง สำหรับอาตมาไม่ต้องบอกก็รู้ว่า อาตมาเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์น่าจะยอมรับความเป็นจริงว่าตนได้ทำความผิดไว้มาก ทำให้คนฆ่าตัวตายไปมากมาย เพราะนโยบายของตนที่เป็นนายกฯ ถ้าเป็นประเทศอื่นเขาลาออกไปนานแล้ว มันเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่นี่ทำลอยหน้าลอยตา ทำเป็นว่าเป็นเรื่องไม่เสียหายด้วย แล้วคนที่สนับสนุนนายกฯที่ทำเช่นนี้ มีปัญญาและใช้มันสมองของตนขนาดนี้ อาตมาก็ว่าประเทศไทยเป็นไปได้ถึงขนาดนี้ โดยมีมวลประชาชนที่ถ ู กร้อยเอาไว้ ส่งเสียงเชียร์เป็นปาหี่ อาตมาว่าประเทศไทยมาถึงขนาดนี้ควรต้องเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่เพิ่งเป็น คือแบบที่มีนายกฯเหลวไหลมานาน พยายามบังคับ ซื้อ เอาอำนาจกดขี่ เป็นค่ายกลการเมือง ผู้จะปูนบำเหน็จข ้าราชการ ระดับสูง ต้องขึ้นต่อใครก็เห็นกัน แล้วคนนั้นเป็นนักโทษหนีคดีด้วย แล้วผู้ไปให้ปูนบำเหน็จก็เป็นผู้รักษากฎหมายด้วย มันเสื่อมต่ำมาก ไม่ได้ลงโทษ ที่ต้องทำสีหน้าท่าทาง ไม่ใช่ว่ามีจิตโกรธเขา อาตมาเป็นศิลปิน ต้องสื่อน้ำหนัก เหมือนกับคุณจิตรกร เขาก็กล้าใช้คำในฐานะเช่นนั้น แต่ฐานะอาตมาก็ใช้ไม่ถึงขนาดนั้น มาถึงวาระนี้ การเมืองของไทยในลมหายใจเฮือกนี้ควรจะต้องล้างบาง ต้องตัดสิน ตามที่คาดไว้ ต้องจัดการให้พวกนี้หยุดไปอีก ตามเจตนารมณ์ ให้หยุดเรื่องเก่า ค่ายกลเก่าของเขา เขาจึงพยายามดึงไปสู่ระบบเก่า บทความของค่ายโน้นไม่มีน้ำหนักเลย มีแต่เอาประเด็นที่เขาได้เปรียบตื้นๆ พูดๆไปเหมือนคนตาบอด ประเทศไทยถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ไหวแน่ๆ อาตมาเป็นคนไทยคนหนึ่ง ในฐานะมีชีวิตจะใจดำไม่รับรู้ไม่ช่วยเลย ที่อาตมาพูดนี่เป็นการช่วยประเทศไทย ใครจะหาว่าอาตมาพูดใหญ่โต ก็ไม่ว่า แต่อาตมาว่าแม้เป็นเศษธุลีนิดๆ ก็จะช่วย อาตมาดูดายไม่ได้ ใจดำอำมหิตไม่พอ หรือว่าฉลาดน้อยไม่พอ ที่จะไม่ทำ ใครจะฉลาดน้อยไม่เอาตาดูหูแล อาตมาจริงใจไม่ได้ทำผิดสากลนิยม มีผู้ที่ส่งคำถามมา _1 .ช่วยขยายความจากที่ฟังต่อๆๆ มา ที่พระพุทธเจ้าตรัสฯว่า ทรัพย์ คือ ข้าวเปลือก มันอย่างไร ครับ?โยมว่า น่าจะมีความลึกซึ้ง ซ่อนอยู่มาก _2 .ถ้าผมจะบวช ต้องทำอย่างไรบ้างครับ? พ่อครูว่า… ถ้ าจะไปบวชกับทางเถรสมาคมก็ไปหาพระ แล้วท่านก็มีธรรมเนียมอยู่แล้ว แต่ถ้ามาอยู่กับชาวอโศก จะมาบวชเป็นสมณะ ต้องมาศึกษามาอยู่ ตั้งแต่เป็นคนวัด อย่างน้อย 1 ปี แล้วเมื่อถึงเวลาก็แจ้งกับสมณะว่าปรารถนาจะบวช ท่านก็จะดูว่าเหมาะสมไหม? หากไม่เหมาะสมก็จะให้อยู่ต่อ หรือว่าถ้าเหมาะจะบวชก็จะให้บวช หรือว่าดูแล้วไม่เหมาะสมจะบวชกับทีนี่ก็จะบอก แต่น้อยคนที่จะบอกเช่นนี้ ส่วนมากก็จะให้อยู่ต่อจนพิสูจน์ตนว่าเหมาะสมจะบวชได้ หรือว่าจนได้บวช เมื่อได้รับสมัคร ก็จะต้องอยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติอีก อย่างน้อย 4 เดือน แล้วจะผ่านโหวตไปสู่การเป็นนาค เป็นวิธีการของพระพุทธเจ้า เราทำจริงจัง ซักถามอันตรายที่จะมีกับการบวช ถ้าผ่านก็จะผ่านจากผู้ปฏิบัติมาเป็นนาค อีกอย่างน้อย 4 เดือน แล้วถ้าผ่านก็จะไปเป็น เณรอีกอย่างน้อย 4 เดือน แล้วสุดท้ายก็เข้าหมู่ซักถามไม่มีอันตรายจริงๆต่อการบวช ก็จะให้บวช แม้แต่คุณมีเงินทองมีที่ดินอยู่ก็ไม่ให้บวช แม้เป็นข้าราชก าร มีเงินเดือนก็ไม่ได้ พอเป็นเณรหากผ่านหมู่ตัดสินถ้าไม่เหมาะก็ไม่รับเข้าบวช ฟังแล้วสยองไหม? รวมแล้วอย่างน้อย 2 ปี ถ้าเจ๋งจริงๆผ่านตลอดนะ เร็วสุด 2 ปี บางคนรู้ตนเองไม่ขอเข้าหมู่ให้สงฆ์พิจารณา อยู่ไปจนกว่าจะรู้ตัวว่าเหมาะ บางคน 4 หรือ 5 ปี สมณะที่นี่บวชน้อย บวชเพื่อไปนิพพานจริงขนาดนั้นก็ยังมีสึกเลย ไม่ใช่เรื่องธรรมดา บวชนี่จะไม่ทำให้ศาสนาเสื่อม ที่ไปบวชเล่นกันบวชทีละพัน ทีละหมื่น ทีละแสนนี่ทำให้ศาสนาเสื่อม การนุ่งห่มจีวร นั้นพ่อแม่ต้องกราบนะ แล้วคุณมีความดีอะไรให้เขากราบ แล้วคุณมีศีลกี่ข้อ อย่างน้อยสามเณรก็ศีล 10 เป็นต้นไป พ่อแม่หรือข้าราชการผู้ใหญ่ก็ต้องยกมือไหว้พระ ถือว่าเป็นธงไชยพระอรหันต์นะการนุ่งห่มจีวร เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่เมื่อการบวชกลายเป็นเรื่องดราม่า ตกแต่งประดับประดาไม่พ้นศีล 8 เลย เต๊ะท่าดราม่า ไม่ใช่ธุดงค์เลย แม้แต่ศีลข้อนัจจะคีตะวาทิตะ ธารณ มัณฑนา วิภูสนฐานา ที่ต้องงดเว้นก็ไม่ได้งด เอามาเป็นเครื่องหลอกคนอีกให้ซาบซึ้งประทับใจต่างๆนานา ก็บาปทั้งคนทำและคนที่ไปร่วมหลงด้วยเหมือนวิธีการตลาด ยกป้ายเชียร์เหมือนเล่นเกมโชว์ ยกป้ายหลวงพี่สู้ๆ ขอยืมปากคุณจิตรกรว่า ดูแล้วทุเรศ ดูแล้วน่าเกลียดมาก เขาทำกัน _ การที่มีการหลงผูกค่าเงินประเทศ ไว้กับดอลล่า ใน ขณะที่อเมริกาเริ่มเสื่อมตกต่ำ ทางเมืองจีน เริ่มคงคลังไว้กับปริมาณทองคำ หากพระพุทธองค์ ทรงย้ำ ทรัพย์ คือ ข้าวเปลือก เรื่องราว เป็นเช่นไร ??? พ่อครูว่า… เรื่องนี้ผู้ถามมาลึกซึ้งซับซ้อนเป็น อิทัปปจยตา ได้สัดส่วน เป็นเรื่องเดียวกันได้ ถามว่าเรื่องข้างเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง แล้วยกอ้างว่า อเมริกา พิมพ์ดอลล่า โดยไม่มีทองคำเป็นหลักประกัน หากโลกไม่ยอมรับจะแย่ แต่เมืองจีนใช้ทองคำ ยืนยัน เมืองจีนก็ยืนยันว่า อเมริกาทำอะไร ใช้ธนบัตร อาตมาว่า จีนจะให้เห็นว่าธนบัตรของจีนมีหลักประกัน เขามีทองคำนะ บอกกับโลก แล้วธนบัตรของบางประเทศเขาไม่มีหลักประกัน นี่เป็นการแข่งความนับถือระหว่าประเทศ แล้วจริงที่สุดที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ส่วนอาหารเป็นหนึ่งในโลก อาหารคือเครื่องอาศัย กว้างและลึกคืออาหาร 4 อาหารในอวิชชาสูตร อาหารในสูตรอื่นๆอีกหลายสูตร ข้าวเปลือกคือทรัพย์อย่างยิ่ง อาตมาพาชาวอโศกทำนา เด็กที่มาอยู่กับชาวอโศกต้องหัดทำนาเป็น อย่างน้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive