580109-สรรค่าสร้างคน (๒๔) ทฤษฎีพุทธจริงย่อมได้มรรคผลจริง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580109-สรรค่าสร้างคน ( 24 ) เรื่องทฤษฎีพุทธจริงย่อมได้มรรคผลจริง โดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 9 ม.ค.2558 ปีนี้เข้าปี 2558 แล้ว เลข 8 เป็นเลขที่มีลักษณะเด่น มีอะไรไม่อยู่ในที่ลับ อยู่ในที่เปิด ชัดเจน เป็นที่รู้กันทั่วไป เข้ารอบที่จะแสดงตนแสดงตัวออกมาเยอะแล้ว ก็ว่าไปตามภูมิของอาตมานะ ใช้ตัวเลขในการบอกอัตราก้าวหน้า นับรอบในการทำงาน วันนี้ดูนร.มีน้อย เขาบอกว่าปิดเทอม แต่อาตมาไม่มีวันปิดเทอม อาตมามีหน้าที่บรรยายธรรมคนที่ได้มาปฏิบัติธรรม เอาชีวิตมาอยู่ร่วม จนเป็นหมู่กลุ่มชาวอโศก เป็นปึกแผ่น มีความเป็นคนกลุ่มนี้ที่เกิดมาในโลก เกิดจากทฤษฎีหรือทิฏฐิ ที่ไม่เหมือนทิฏฐิใดๆที่เขามีกันในโลกตอนนี้ ซึ่งทฤษฎีเขาก็เป็นอย่างของเขา แม้แต่เรื่องศาสนา เขาเองก็พยายามละลดเลิกโลกียะ มุ่งหมายเช่นนั้น แต่ของชาวอโศกก็ยังไม่เหมือนของเขา อาตมาว่าไม่ประหลาดอะไร คนทั่วไป ที่รู้เข้าใจว่าชาวอโศกคือคนอย่างไรในสังคมไทย เขาก็เห็นรู้ว่าอโศกเป็นชาวพุทธ แต่ก็ถ้าคนส่วนมากเขาฟังแล้วคิดตาม ก็จะเห็นว่าที่เขาศึกษากันมานั้น ยึดกันมานั้น บางท่านเป็นปราชญ์ที่เขานับถือกันทั้งประเทศหรือไปในโลกกว้าง ผู้เป็นปราชญ์เช่นนั้นก็ยังเห็นว่าชาวอโศกมีทิฏฐิไม่เหมือนกับทั่วไป ไม่ตรงกับที่ท่านรู้ดี ยึดถือกันอย่างยิ่ง ท่านก็ยังเห็นว่าอโศกไม่เหมือน ไม่ใช่ ลองฟังดูว่าชาวอโศกมีทฤษฎีที่ใช้เป็นอย่างไร ขอยืนยันว่าที่อโศกใช้เป็นทิฏฐิพุทธ แต่ท่านก็ว่าไม่เหมือนกับของท่าน อาตมาก็ยืนยันว่าจริง ใช่ เพราะอะไร เพราะชาวสังคมโลกยุคนี้ แม้ชาวพุทธแท้ๆในไทย ที่มีคนนับถือพุทธกว่า 95 % ก็ยังเห็นว่าไม่เหมือนกับพุทธที่เขาถือกันทั่วไป แล้วชาวอโศก ก็ใช้ตำราทางศาสนาพุทธ ฉบับเดียวกันกับที่ในพุทธกระแสหลักทั่วไปใช้กัน ก็ใช้คำเดียวกัน เช่น ศีล สม
อ่านต่อ
าธิ ปัญญา วิมุติ หรือคำว่า กาย ที่อาตมากำลังเน้นเขาก็ใช้คำว่ากายเหมือนกัน แม้แต่คำว่า บุญ ก็คำเดียวกันภาษาพยัญชนะเดียวกันในพุทธศาสนา แต่ทิฏฐิหรือทฤษฎี ที่สุด สาระหรือผลลัพธ์ของชาวอโศกนั้นไม่เหมือนกับที่ชาวพุทธทั้งหลายยึดถือกัน นี้ก็คือความจริง ที่เป็นอยู่หลัดๆ ตอนนี้ขณะนี้ และอาตมาก็ขอย้ำว่า นี้คือเครื่องชี้บ่ง ที่อาตมายืนยันว่ายุคนี้ ความรู้ความเข้าใจโลกุตระนั้นไม่มีแล้วจริงๆ ทิฏฐิที่ปราชญ์ของพุทธเดี๋ยวนี้ที่มีในโลกนี้ มันไม่ใช่โลกุตระแล้ว เป็นเครื่องบ่งว่า โลกุตระนั้นหมดไปจากพุทธ ที่อาตมาหมายก็คือว่าอโศกนี้คือโลกุตระ ส่วนนอกศาสนาพุทธไม่มีโลกุตระ และศาสนาพุทธหากไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะเพี้ยนออกจากโลกุตระไปแน่นอน ที่พูดนี้เจตนาให้ชัดเจนในความจริง หากมีแต่อาตมาคนเดียวคนก็จะหาว่าบ้า แต่นี่ทำได้เป็นหมู่กลุ่ม ไม่ใช่บ้าไปคนหรือสองหรือสามคน แต่นี่บ้าเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นคนนะ คนที่เข้าใจได้ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องบ้า แล้วก็เข้าใจด้วยว่า อันนี้เป็นแนวลึกด้วย เขาเข้าใจแล้วยอมนับถือด้วย แต่บางคนมาไม่ได้ แต่ปัญญานั้นรู้ว่าลึกซึ้งลึกล้ำ เห็นว่าประเสริฐจริง ไม่ใช่หลอกเล่นๆ ซึ่งถ้ายอมรับว่าผิด แล้วก็ตั้งใจแก้ไขปรับปรุงจะดีนะ เพราะอาตมาเสียดายพุทธที่มีในไทยกว่า 95 % ก็น่าได้เนื้อหาสาระแท้ของพุทธ แต่นับถือพุทธ กลับไม่ได้เนื้อของพุทธ ไปได้แต่เดรัจฉานวิชา ซึ่งเป็นภาษาที่ดูแรง บ่งบอกจิตที่เป็นสัตว์อยู่ ก็อยู่ในหลักวิชาของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ที่ใช้ภาษาเช่นนี้ พระพุทธเจ้าเรียกว่าไม่ใช่จิตสูง ยังเป็นจิตสัตว์ ท่านพูดถึงในสัตตาวาส 9 มีชั้นที่ 1 ถึง 5 ต่อให้ได้อรูปฌาน ขึ้นชั้นที่ 6 หรือ 7 หรือ 8 หรือ 9 แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่พ้นความเป็นสัตว์ เพราะฉะนั้นจะต้องพ้นความเป็นสัตว์ไปตามลำดับ เป็นมนุสโส จิตเจริญไปตามลำดับ ต้องมีปัญญารู้ อ่านออกว่า สัตตาวาส 9 นั้น ต้องรู้ 1. สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า ยังไม่พ้นสังโยค 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่ถือว่าเป็นมนุสโส ยังไม่มีใจสูงเลย 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่ถือว่า เป็นมนุสโส ยังไม่มีใจสูงเลย พ่อครูว่า… ไม่ต้องไปกล่าวถึงชั้น 5 หรือ 6 หรือ 7 ก็ยิ่งล้ำลึก พวกมิจฉาทิฏฐินอกพุทธก็ยิ่งลึกไปไกล ยิ่งจะดึงกลับยาก เข้ามาให้สัมมาทิฏฐิยิ่งยาก เพราะมันจะถือดี หลงในมิจฉาผล เหมือนกับชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติได้มิจฉาฌาน มิจฉาสมาธิ ท่านก็ไปปฏิบัติได้ ฌาน อรูปฌาน ท่านได้จริงๆ แต่ได้มิจฉาฌาน อาตมาจึงเชื่อว่ายากที่ท่านจะฟังอาตมาแล้วเชื่อตาม เพราะว่าผลที่ได้เป็นฌาน รูปฌาน หรืออรูปฌานนั้น มันไม่เหมือนกับของพุทธที่สัมมาทิฏฐิ เพราะมรรค ไม่เหมือนกัน ผลก็จึงไม่เหมือนกัน มิจฉาทิฏฐิก็มีผล เขาก็ได้ผล แล้วก็ไปยึดเอาผลสำคัญเสียด้วยว่า สงบเหมือนกัน ได้อุเบกขาเป็นเคหสิตอุเบกขา แต่ของพุทธเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ที่ยิ่งมีพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่ทางด้านโน้นนั้น ยิ่งถอยห่างออกไป เป็นฤาษีนั้นไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ไม่เกี่ยวกับสังคม ท่านก็ถือว่าสูงส่งไปอีก เราก็เข้าใจแนวคิดเช่นนั้น แต่คนที่มีเศรษฐกิจแนวพุทธแท้ เป็นคนอยู่กับสังคม มีลาภ มียศ แต่ท่านไม่ติดไม่ยึด แม้เห็นเป็นรูปธรรมมียศด้วย เขายอมรับนับถือ จะสั่งการบอกได้ จนถึงประกาศิต ศักดิ์สิทธิ์ได้เลย ถึงเช่นนั้นสำหรับคนศรัทธาเลื่อมใสจริง คนที่ศรัทธามี และปัญญาชัด เขาจะยอมรับนับถือ ไม่เถียงด้วย อย่างพระพุทธเจ้านี่เรายอมยกให้เลย ไม่กล้าเถียงไม่กล้าแย้งใดๆเลย ศาสนาพุทธให้อิสระ ใครจะนับถือก็คือด้วยตัวเขาเอง แล้วท่านก็ไม่แสดงความเบ่งข่ม หรือใช้อำนาจเลย ยิ่งจะให้เกียรติ มีแต่จะแสดงสัจธรรม ถ้าจะรับได้ก็รับไป หรือไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งได้ ให้เกียรติ อิสรเสรีภาพ อาตมาพูดจากใจอาตมานะ อาตมาให้เกียรติทุกคนอย่างที่ว่านี้ ใครจะเคารพยอมอาตมานั้น อาตมาก็มีใจเช่นนี้ อาตมาว่าใจของพุทธเป็นเช่นนี้ มันไม่ไปข่มใครเลย หรือใครจะข่มเรา ไม่นับถือเรา เราก็ไม่ถือสา เป็นแต่เพียงว่าเขาน่าจะเข้าใจเราได้บ้าง ก็เป็นเชิงแค่นั้น แต่จิตใจจะไปว่าเขา นอกจากจะใช้โวหารว่า เขาไม่เข้าใจก็คือเขาไม่รู้หรือยังโง่ ในบาลีเขาใช้ว่าอวิชชา ใจไม่ได้ลบหลู่ แต่เห็นใจด้วย ว่าเขาน่าจะได้นะ แม้นิดนึงก็ยังดี เป็นต้น ยิ่งคนที่ท่านศึกษามามาก แต่ไม่สัมมาทิฏฐิ รู้ละเอียดกว่าอาตมาอีกมากด้วยภาษาบัญญัติ แม้แต่เชิงจิตท่านก็ทำได้ แต่มันยังไม่เป็นโลกุตระ ไม่เข้าสาระโลกุตระแท้ มันยากมากเลย อย่างพระพุทธเจ้าว่า 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 ) พ่อครูว่า… ของพุทธนี่ยิ่งสงบ กิเลสดับแข็งแรงไม่ฟื้น จะมีพลังคู่กัน พลังดับกับพลังเกิด พลังดับก็ยิ่งแคล่วคล่อง เป็นกายของการดับการเกิด ที่เป็นสองด้าน ยิ่งดับได้มาก ยิ่งเกิดได้ยิ่ง ในองค์ประกอบของการตื่นรู้ มันเป็นสติที่เป็นอธิปไตย มันมีอำนาจมาก มันรู้ชัด เป็นปัญญาแบบอนุตตระ มันสงบ แต่เร็ว มันมีทั้งหยุดและทำ ประกอบด้วยความคล่องแคล่ว จะว่าแรงมีน้ำหนักมากด้วย ท่านใช้ภาษาว่า กายปาคุญญตา เป็นความคล่องเร็วแรงของจิตเจตสิก ของ เวทนา สัญญา สังขาร มันมีมุทุธาตุ จิตที่เป็นตัวกลางจะมีคุณสมบัติทั้งเจโตและปัญญา เจโตจะมีน้ำหนักอยู่ ทนโดยไม่ต้องทน ทนต่อโลกียะ สูงๆๆๆ มาก ท่านพุทธทาสใช้คำว่า เหมือนน้ำแข็งท่ามกลางเตาหลอมเหล็ก โลกียะแรงจะมาก จะร้อนอย่างไร ก็ทรงอยู่ได้เต็มรูป แล้วหมุนได้คล่อง เป็นแต่เพียงท่านจะช่วยเท่าไหร่ อนุโลมเท่าไหร่ แล้วที่ท่านช่วยสังคม ไม่ใช่ว่าท่านมีเท่านั้น ท่านประมาณตามสัปปุริสธรรม ประมาณได้เหมาะสม เป็นกายที่ท่านปรุงแต่งอนุโลมไป อย่างเราไปร่วมชุมนุมทางการเมือง เป็นงานยิ่งใหญ่ของชาติ เป็นการแสดงออกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชาติ เราก็เอาเวลาทุนรอนแรงงาน แรงกาย แรงใจ เข้าไปทุ่มเททำ ทำอย่างปรารถนาดีจริง พยายามไม่ให้เกิดความร้ายแม้น้อย ที่เกิดร้ายแรงไม่ใช่จากเรา เท่าที่เราพยายามทำได้ เราไม่ได้ทำอย่างที่ว่า ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ หรืออามิส เป็นเรื่องทำเพื่อประเทศชาติ แม้จริง กลุ่มอื่นก็ทำ แต่ลึกๆในใจชาวโศกกับกลุ่มอื่นใดต่างกันในนัยลึกๆ แล้วความต่างอันนี้คือ โลกุตระกับโลกียะที่ต่างกัน โลกุตระคือ เหนือโลกียะ ไม่เป็นไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่กลุ่มอื่นก็ไม่ที่ไม่ได้หวังโลกธรรม แต่ค่ารวมนี้เรามั่นใจว่า อโศกทำได้อย่างไม่มีอะไรซ่อนแฝงได้มากกว่า อาตมาไม่ได้มาพูดยกตัวยกกลุ่ม แต่ว่าพูดเพื่อให้ศึกษา ให้อโศกดูว่าอโศกเป็นอย่างที่ว่าได้หรือเปล่า ไม่ได้พูดเพื่อยกอโศกให้เด่น แต่เพื่อให้ผู้ที่แสวงหาคุณธรรมเช่นนี้ ถ้าอโศกมีแบบโลกุตรธรรมนี้ มากกว่าที่อื่น เราทำมาหลายงานแล้ว มีคนเจ็บคนเหน็ดเหนื่อย มีผลต่อจิตใจแล้ว เป็นบทบาทตำนานจริง ไม่ใช่เรื่องลิเกละคร แต่เป็นเรื่องสัจจะ อาตมาก็อยากจะให้ศึกษาสัจจะพวกนี้ ที่พูดย้ำนี่ ไม่ได้ยกตัวตนอะไรนะ เพราะอาตมาสงสาร มวลมนุษยชาติ น่าจะมีสุข มีความสงบ เจริญอย่างอาริยบุคคล ไม่ใช่เจริญแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ กามอย่างโลกียะ ในศาสนาพุทธ สูงสุดนี่ก็คือ พฤติกรรมที่เรียกว่า กัมมัญญตา สูงสุดก็คือ หมายความว่าพฤติกรรมที่เหมาะสม เหมาะควรที่สุด เท่าที่จะใช้สัปปุริสธรรม 7 ได้ ใน 1 คนก็ทำ 1 คน แต่ว่าถ้ามีหมู่กลุ่ม ก็เป็นพฤติกรรมสังคม อโศกก็มีการแสดงออกด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ทำอยู่ตลอด รู้ชัด ใครจะบอกว่าอโศกเป็นนักธรรมะบ้าบอ เราก็เห็นใจเขา เราไม่ได้ไปเบียดเบียนน้ำใจเขาหรอก แต่ที่เราทำเหมือนไม่ฟังเสียงเขาก็เพราะว่า มันต้องทำ เพราะเขาไม่ทำเขาก็มาต้านค้าน แล้วยิ่งต้าน เขาก็อยู่ในด้าน เป็นเครื่องมือของพาสุขพาทุกข์ อาตมาจึงทำอยู่เหมือนคนดื้อด้าน ก็เห็นใจอยู่ แต่มัวแต่เห็นใจอยู่มันไม่ได้ สังคมยิ่งทุกข์มากขึ้น อาตมาเห็นเช่นนั้นจริง ไม่ได้ลบหลู่ คนพบอาตมาแล้วจะด้วยมารยาทหรือจริงใจว่า เป็นอย่างไรสุขสบายดีหรือไม่? อาตมาก็ตอบจริง แต่เหมือนเล่นว่า...มีใครสุขมากกว่าอาตมาช่วยบอกด้วย หามาให้ดูสิว่าใครที่สุ ข มากกว่าอาตมา อาตมาว่าอาตมาสุขมาก เพราะคำว่าความสุขเป็นพยัญชนะโวหาร ภาษา คือ มันพอใจ ภูมิใจ สบายใจ เย็นใจ ปรารถนาดี ใจไม่เคยปรารถนาร้ายเลย คนเขาร้ายมา ก็ไม่เคยจะต้องไปร้ายตอบ พระพุทธเจ้าสอนให้เราอยู่กับใจ อย่างที่พระสายสมถะสอนกันว่า อย่าให้ใจออกนอกตัว ใช่แล้วใจอาตมาเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ท่านนั่งหลับตากัน แต่ถ้าท่านจะลืมตา ท่านจะต้องสังวรระวังมาก แต่อาตมาไม่ต้องระวัง อาตมาปรุงไปกับเขาได้ด้วย แต่จิตอาตมามีมุทุภูตธาตุ มันแววไว ดัดง่าย ไม่แข็งกระด้าง ปรับง่าย เร็วไว มีกายปาคุญญตาหรือกายกัมมัญญตา หรือแม้ กายปัสสัทธิก็คือความคล่องแคล่วของ เวทนา สัญญา สังขารที่เป็นเจตสิกหลักในนามธรรม ที่มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัววิญญาณเป็นองค์รวม แล้วในเจตสิก 3 นี้มีความบริบูรณ์ได้มากเท่าไหรก็คือความสมบูรณ์ของจิตวิญญาณพุทธ ที่มีคุณสมบัติ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสรา เหมือนมีดที่ลับคมให้คมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด อนัญโต วิญญานัญติ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย เวลาท่านทำงานกับสังคม ท่านประมาณไม่ได้ หมายถึงว่าท่านทำได้น้อย แต่ว่ากาละนี้ เวลานี้ควรทำแค่นี้ เป็นความพอเหมาะพอดี เรียกว่า กัมมัญญตา ตามที่ได้ประมาณแล้ว โดยสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ใช้การจัดสัดส่วนองค์ประกอบ มีศาสตร์ศิลป์อย่างสมบูรณ์ ตามเหตุปัจจัยที่ได้ประเมินแล้ว ว่าเอาแค่นี้ก่อน เป็นประโยชน์กับสังคมอย่างมาก เช่นในสังคมขณะนี้ เท่าที่อาตมาเห็น เข้าใจ รู้สึกว่าน่าจะทำ ประมาณนี้ ที่จะพอเหมาะกับกาละ สังคมไทยขณะนี้ สิ่งที่คิดว่า เหมาะที่สุดขณะนี้ อาตมาพูดมาหลายวันหลายทีแล้วว่าเป็นโอกาสที่สังคมควรได้ล้างบาง เพราะว่ามันชัดมากแล้ว ที่จะไม่ปล่อยให้สิ่งเน่าเหม็นนี้มีต่อไป ไม่มียุคไหน ประเทศไหนที่ได้โอกาสเช่นนี้ ปฏิวัติก็งามที่สุด เขาบอกว่าเผด็จการก็ใช่เลย แต่คนไทยยอมรับนับถือ แม้ต่างประเทศที่มีปัญญา ตอนแรกเขาไม่เข้าใจ แต่ผู้มีปัญญาศึกษาแล้วว่าไม่ใช่เผด็จการแต่เป็นป ระชาธิปไตย เชิงหนึ่ง ที่ต้องทำในกาละนี้ ความยึดมั่นในสูตรเก่าสูตรเดิมที่ไม่เข้าใจความจริงก็ยาก อาตมาเห็นความตั้งใจของผู้หวังดีต่อประเทศก็ต้องขอบคุณอย่างยิ่งเลย ช่วยกันคนละไม้คนละมือ อาตมาก็ขอเสริมว่า ถ้าจะจัดการทำเข้มๆหน่อย ตอนนี้เข้มได้ เพราะโอกาสเหมาะ มาถึงวันนี้เป็นเชิงรบของคนที่ยึดในหลักการเท่านั้น แต่เป็นเชิงบวกของพฤติกรรมที่ต้องทำให้เหมาะสมกับกาละ ที่มีตามสัปปุริสธรรม 7 ทั้งเนื้อหา สาระ ตัวหัวหน้าเอง และหมู่กลุ่มคนไทยด้วย อาตมาก็ยังไม่เคยเห็นเกิดในประเทศไหนเลย ที่ปฏิวัติการเมืองจะเหมือนในไทยขณะนี้ ที่งดงามประเสริฐสุด เป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก ถ้าเผื่อว่าไม่ลำเอียง ไม่เห็นลูบหน้าปะจมูก ก็ควรต้องล้างบาง ทำได้เลยตอนนี้ มันเป็นยุคกาลที่เหมาะสม มีเหตุปัจจัยลงตัวอย่างยิ่ง เป็นโอกาสที่ควรทำอย่างยิ่ง หากไม่ทำก็.... ถ้าไม่ลงดาบ....มันเป็นโอกาสที่ต้องเป็นเช่นนั้น อาตมาพูดนี่ไม่ได้โกรธเกลียดใคร แต่เห็นแก่สิ่งประเสริฐในโลก ทั้งการเมือง รัฐศาสตร์ จะเป็นเหตุการณ์การเมืองที่ยิ่งใหญ่ เกิดได้ไม่ง่าย แต่สิ่งที่ดีถ้าพลาดโอกาสก็นเสียดาย คือถ้าดีจะดีมาก แต่ถ้าไม่ทำจะเสียมากเลย เหตุการณ์ดูเหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ก็มีอะไรยิ่งอยู่ในกอไผ่ การประมาณนั้นก็ประมาณไปตามลำดับ ของโพธิสัตว์แต่ละระดับและต้องใช้จะใช้โดยรู้ภาษาว่ามี 7 ข้อ หรือไม่ก็เป็นเรื่องภาษา แต่เรื่องสัจธรรมนั้นใช้ทุกคนที่มีคุณธรรมและเป็นอาริยะจริง ตั้งแต่โสดาฯ สกิทาฯ....จนถึงพระพุทธเจ้า ก็ใช้เป็นสามัญ เพราะผู้มีอาริยธรรมท่านก็มีจริง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาลดความเห็นแก่ตัว ก็เห็นแก่ผู้อื่นไปตามลำดับ ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี.....ไปจนถึงระดับพระพุทธเจ้า ส่วนบัญญัติภาษาก็คือ มาชี้บ่งสัจจะ แม้ไม่มีภาษาเลยแต่ก็มีความจริงในจิตวิญญาณของแต่ละท่าน ก็ตามบารมี คำว่า โพธิสัตว์ คือผู้มารื้อขนสัตว์ พาสัตว์ไปสู่ที่เจริญ คือผู้ช่วยคนอื่น แต่จะช่วยคนอื่น ต้องมีคุณอันสมควรก่อน ค่อยพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง เหมือนกับคนว่ายน้ำไม่เป็นแล้วจะไปช่วยคนตกน้ำยังไม่ได้ เราว่ายน้ำได้ในภาวะเท่าใดก็ช่วยคนได้เท่านั้น แต่ถ้าแข็งแรงขึ้นก็ช่วยได้มากขึ้น ต้องประมาณตน จะไปช่วยตะพึดไม่ได้ ต้องช่วยตามเหมาะสม อาตมาก็น่าสงสารเถรวาท ที่ไม่เข้าใจโพธิสัตว์ ไม่เข้าใจว่าโพธิสัตว์นั้นคือผู้บรรลุธรรมแล้ว โสดาบันก็เป็นโพธิสัตว์ระดับหนึ่ง แต่ไปเข้าใจผิดว่า โพธิสัตว์บรรลุธรรมก่อนไม่ได้ เป็นแม้แต่โสดาบันก็ไม่ได้ เขาสอนกันผิดเพี้ยนไปไกล ก็เลยยาก อโศกทำโดยทิฏฐิที่ต่างจากเถรวาทในเมืองไทย ผู้ทำทานอย่างให้ผู้อื่นไปจริงๆ โดยใจเราไม่ได้หวังอะไรตอบแทนจริงๆ เราได้ลดละกิเลสเราก็เป็นประโยชน์ตนพร้อมทั้งเป็นประโยชน์ท่านด้วย จนสุดท้ายอรหันต์ไม่มีตัวตน เอาอะไรก็ไม่เอาอะไร รับอะไรก็ไม่ได้รับอะไร สุดท้ายคือผู้ยืนอยู่ตรงความไม่มี ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข ้อ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก(โลกสมุทัย) ย่อมไม่มีโลกนี้ โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า... เหตุดูเหมือนนิดเดียว แต่ผู้ที่เข้าใจได้ต้องมีเหตุปัจจัยพอจะเข้าใจได้ สูตรนี้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นะ ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ แค่ความมีกับความไม่มี แล้วขยายความได้ซับซ้อน เหมือนคำโกหกที่เป็นคนไม่จริง ที่มีจริง ใครเห็นว่าพวกอโศกนี่แน่นอนแล้วไม่ถอยหลัง ตายแล้วเกิดมาก็ยังจะมาอยู่ในหมู่นี้ มันแน่ใจจริง มีในคนจริง ทั้งที่ทวนกระแสกับภายนอกเขา ปฏิโสตัง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แต่เราก็มาด้วยใจยินดี ถ้ามาแล้วมีการจัดการ ปรับปรุง ตกแต่ง ปรุงแต่ง ใจในใจ ทำใจในใจของตน ใจเป็นตัวตั้ง มโนเสฏฐา มโนมยา บริบูรณ์เป็นอรหันต์ ใจนี้เป็นตัวเป็น แล้วทำให้กาย วาจา ชีวิตเป็นไปได้ สำคัญคือ ทำใจในใจให้เป็น คนไปนั่งสมาธิหลับตาก็ทำใจในใจแบบเขา อโศกไม่เหมือนเขา เราเห็นว่าอย่างนี้สัมมาทิฏฐิ ทำใจในใจได้ เขาก็ทำแบบของเขา ทำทินนัง ยิฏฐัง แบบเขา อโศกก็ทำแบบอโศก ก็ทำได้ผลเช่นนี้ แล้วมีผัสสะเป็นสมุทัย เป็นเหตุภายนอก ส่วนสมุทัยเป็นเหตุภายใน ถ้าไม่มีผัสสะไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า การไปนั่งหลับตาสมาธิ ไม่มีกาย มีแต่ความจำกับใจ มันเพี้ยนไปที่ไม่มีผัสสะเป็นสมุทัยในมูลสูตร แต่อโศกอยู่กับเหตุปัจจัยไม่หนี ทั้งขัดเกลา ช่วยเหลือ มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง โดยเฉพาะ เวทนา 108 ถ้าเข้าใจแล้วทำมโนปวิจารได้ เก็บละเอียดครบ 3 กาละ ทำกิเลสสูญได้ทุกปัจจุบัน ในเวทนาในเวทนา แล้วก็จะอ่านจิตในจิต ว่ามีสราคะ สโทสะที่ทำให้เกิดเวทนา เป็นสุข ทุกข์ ถ้าทำเวทนา 108 ได้เป็นมนสิการที่สังกัปปะ 7 นี่แหละ เป็นการสร้างสมาธิ ลืมตา ที่ปฏิบัติมรรค 7 องค์ จึงเกิดวจีสังขารที่เป็นผลของอภิสังขาร เมื่อปฏิบัติได้มรรคผลจริง เพราะทำเวทนาในเวทนาได้เก่ง แจกเวทนาแล้วปฏิบัติสัมมัปธาน 4 สติปัฏฐาน 4 ทำตรงเวทนานี่แหละ วิจัยจากเวทนา แล้วกำจัดอกุศลจิตในเวทนาสั่งสมเป็นธรรมะตกผลึกไว้ บริบูรณ์เป็นสมาธิคือประมุข ในมูลสูตรก็เกิดฌาน สมาธิ สติ ก็ยิ่งเก่ง ปัญญาก็ยิ่งเก่ง เป็นอธิปไตย เป็นอุตระยิ่งขึ้น จนสมบูรณ์ด้วยวิมุติเป็นแก่น เป็นอรหันต์ เมื่อวิมุติแล้วจึงเป็นอมตบุคคล เป็นคนทำเกิด หรือตาย ในสังคม ตราบที่ยังไม่ปริโยสาน ผู้อมตบุคคล จะอยู่หรือไปก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ท่านไม่เป็นคนมีภัยโทษต่อคนอื่นแล้ว จะเกิดเป็นมนุษย์อีกกี่ชาติ ก็เกิดเลย เพราะมีแต่ช่วยโลก หมดความเห็นแก่ตัวจริง อรหันต์อมตบุคคล จึงดูเหมือนคนกลับกลอก เดี๋ยวก็ว่ามีหรือไม่มีก็ได้ แต่ท่านทำด้วยใจบริสุทธิ์ แต่ที่ท่านต้องกลับไปกลับมา เพราะเหตุของคนภายนอกทำให้ท่านต้องทำ ไม่ใช่ท่านทำเองนะ เพราะท่านไม่มีตัว ท่าน อรหันต์นั้นพระพุทธเจ้าให้อยู่ในสติวินัย อย่าเอาผิดพระอรหันต์ แต่ถ้าคนไม่รู้ก็เลยไปเอาผิดพระอรหันต์ ก็เป็นวิบากไป คนตำหนิอรหันต์จึงเป็นเวรภัยต่อคนตำหนิเอง ทำแล้วจะได้ทุกข์หรือสุขก็อยู่ที่การสั่งสมวิบาก พระพุทธเจ้าว่าแม้อกุศลแม้น้อยนิดที่คุณรู้อย่าทำเสียเลย มันเป็นอันทำ เป็นกรรมลงไปแล้วเป็นผลวิบากไม่เอาไม่ได้ด้วย ทำแล้วสั่งสมตกผลึกในตน อมตบุคคลคือ อรหันต์เป็นต้นไป ใครเข้าใจผิดเป็นอุจเฉททิฏฐิ ก็น่าสงสารมาก อรหันต์นั้นท่านหมดประโยชน์ตนแล้ว แต่ซ้อนที่ท่านมีความเก่งมากขึ้น โลกวิทูมากขึ้น ช่วยคนได้มากขึ้น เป็นไปตามสัจจะ แต่ท่านจบกิจที่จะต้องทำให้ตนเอง แต่กิจอื่นก็มีอีก จะเป็นโพธิสัตว์ที่มีบารมีสูงขึ้นๆ ก็ตามบารมี แต่ท่านมีเหมือนไม่มี เพราะไม่ได้ยึดเป็นของท่าน ท่านมีมากก็ทำประโยชน์ให้คนอื่นมาก เพราะท่านไม่มีตน ไม่ได้ทำเพื่อท่านเองเลย ผู้อื่นก็ได้ประโยชน์จากท่าน ท่านก็ได้เหนื่อยเพิ่มขึ้นทำเพื่อคนอื่น แต่ท่านมีสิ่งที่จะมาทำงานให้คนอื่นมากขึ้น เท่านั้น อมตบุคคลนี้สุดยอด อยากให้เถรวาทเข้าใจเสียทีว่า อรหันต์นั้นไม่ได้ตายแล้วสูญทันที ท่านจะสูญหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน ต้องมาแก้อุจเฉททิฏฐินี้ของเถรวาท ต้องศึกษาให้ดี เรื่องง่ายๆ ...ถ้าอรหันต์ทุกองค์ตายในร่างนี้ตายลง ก็สูญทันที อรหันต์ก็เอาอาริยภูมิไปหมด แต่ปล่อยให้ผู้ที่ทางเถรวาทว่า คนจะเป็นพระพุทธเจ้านั้นต้องไม่บรรลุธรรมเลย เพราะว่าแม้แต่สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ก็ยังมีแค่ 7 ชาติก็จะเป็นอรหันต์ก็ตายสูญ ก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ นี่คือตรรกะของเถรวาท ก็เลยบอกว่าโพธิสัตว์ไม่มีสิทธิ์เป็นอาริยะ เถรวาทจึงเข้าใจว่าโพธิสัตว์คือปุถุชน จะเป็นอาริยะไม่ได้แม้ขั้นโสดาบัน เขาเข้าใจผิดเช่นนี้ โลกุตระจึงเสื่อมลงไปจนไม่มีแล้วเดี๋ยวนี้ ตกลง เมื่อเขาเข้าใจว่าอรหันต์ตายแล้วสูญหมด ผู้ที่เป็นปุถุชนไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า แล้วถามว่าพระพุทธเจ้าองค์นั้นเอาอาริยธรรมจากที่ไหน ไม่ได้เป็นแม้โสดาบันจะเอาโลกุตรธรรมอาริยธรรมมาจากไหน? นี่คือความผิดพลาดของเถรวาทอย่างน่าสงสาร เข้าใจโพธิสัตว์ไม่ได้ อมตบุคคลนั้นแหละคือ โพธิสัตว์ที่ท่านปรารถนาพุทธภูมิ บำเพ็ญต่อไป จะช่วยรื้อขนสัตว์ แม้ไม่ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ทำไปจะเกิดบารมีเอง หลายองค์ท่านทำเพื่อกตัญญูต่อศาสนา เพราะท่านเป็นอรหันต์แล้วนี่ จะรู้ว่าเกิดได้หรือไม่ได้ ก็เรื่องของท่าน อาตมาจึงบอกว่า อรหันต์ส่วนใหญ่ พอบรรลุอรหันต์แล้ว ไม่ค่อยจะไปตายแล้วสูญ เพราะท่านไม่ทุกข์แล้ว แล้วท่านจะกตัญญูต่อศาสนาไหม? ก็ต้องมีกตัญญูแน่ ก็ทดแทนพระพุทธเจ้า ทดแทนศาสนา ท่านจะเกิดอีกกี่ชาติก็เรื่องของท่าน ของใครของมัน ไม่ต้องตั้งหรอกโพธิสัตว์ แต่ท่านจะรู้ตัวเอง แต่แน่นอนต้องทำงานหนัก ยิ่งคนรู้ทุกข์ แค่พูดกับพระอรหันต์ที่มีองค์หนึ่งพูดว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็อรหันต์พูดนะ อรหันต์เริ่มต้น มีรู้ทุกข์อาริยสัจจ์พ้นแล้ว เท่ากันหมด แต่ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ก็แล้วแต่วิบาก บางองค์ท่านก็รู้วิบาก แต่บางองค์ท่านก็รู้วิบาก เป็นวิปากทุกข์ แม้พระพุทธเจ้าก็มีวิบากมาเล่นงานเลย ท่านเคยไปบำเพ็ญทุกกรกิริยาในป่า 6 ปี ก็เพราะวิบาก จบ