580102_ทวย. ว.บบบ.รุ่น ๓ เรื่อง มหาศีลอันเป็นธรรมนูญพุทธ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580102_รายการท ำวัตรเย็น ว.บบบ.รุ่น 3 เรื่อง มหาศีลอันเป็นธรรมนูญพุทธ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... สมาธิพุทธเป็น supra-concentration ไม่ใช่แค่ meditation แต่พุทธก็ศึกษาเข้าไปในภวังค์ก็ได้ต้องสัมมาทิฏฐิ มาสู่ มัชฌิมศีล ต่อจากเช้านี้ [ 17 ] 9 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชอำมาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้. [ 18 ] 10. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ.(ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา) พ่อครูว่า… อาตมาแปลว่า กินข้าวเขาแล้วยังมีน้ำหน้ามาหลอกลวงเขาอีก อันนี้เป็นศิลปะในการแสดงธรรมของอาตมา ประมาณแล้วว่าต้องทำท่าทีลีลาขนาดนี้ไปสื่อ ให้ชวนฟัง ได้เข้าใจ ไม่ใช่หลับไหลหมด ให้เข้าใจซาบซึ้งถึงอภิธรรมต่อจิต เป็นศิลปะ ถ้าผู้ฟังรู้ว่าตนผิด ก็ดี ยิ่งแก้ไขตนก็ยิ่งดี แต่ผู้โกรธ ก็ไม่ดี ถ้าโกรธน่ะ แล้วคุณผิดไหม ใครโกรธก็ตกผลึกในจิต พยาบาทซ้ำ เป็นกรรมใครกรรมมันด้วยอวิชชา ไทยเป็นเมืองศาสนาพุทธ กว่า 95 ในร้อยของคนไทยเป็นพุทธ แต่ปฏิบัติไม่ได้มรรคผล แม้แค่ศีล กาย วาจาก็ยังไม่ได้ แต่พุทธนั้นยังสอนให้ปฏิบัติศีลให้ถึงมรรคผล แม้นิพพานเลยได้ จบมัชฌิมศีล.

มหาศีล ติรัจฉานวิชา พ่อครูว่า … แปลให้ชัดว่า เดรัจฉาน จิตวิญญาณยังไม่ใช่คน ยังเป็นแค่จิตระดับเดรัจฉาน พูดนี้ถ้าไม่เข้าห

อ่านต่อ

ูไม่ฟังเลย ก็ไม่ต้องพูดถึง ถ้าเข้าหูแล้วก็เข้าใจ ก็เร ิ่ มมีปรโตโฆษะ เสียงนี้ ความหมายภาษานี้ อุเทสแล้วเข้าใจ ถ้าเข้าใจก็มีปรโตโฆษะ ถ้าจิตยินดีรับ ก็เข้าถึง ปัตตะ สัมปัตตะไปเรื่อยๆ บรรลุ ปฏิบัติเข้าไปอีก ก็จะสัมมาทิฏฐิ มนสิกโรติเป็น จะทำใจในใจเป็น [ 19 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ พ่อครูว่า … อันนี้ชัด จะจุดไฟให้เป็นเปลว หรือมีควัน สมัยโน้นใช้น้ำมันเปรียงหรืออื่นๆ แต่สมัยนี้ใช้ไฟฟ้าเลย แต่โบราณถ้าให้เกิดควันก็ใช้กำยาน ใช้ข้าวสาร โปรยใส่ในไม้ไฟ ก็เกิดควัน สมัยนี้เอาขี้เลื่อยไปปั้นเป็นแท่งธูป จุดให้เกิดควัน ยิ่งบางที่เอาโค ม มาจุดให้ลอยไปถึงพระเจ้า ที่พุทธประกาศแบบนี้เพราะว่าสมัยนั้นมีการทำแบบนี้เยอะ เป็นศาสนาเทวนิยม หรือศาสนาบางศาสนาก็ไม่เอาการบูชาด้วยไฟแล้ว อย่างฮินดูนี่ เป็นต้น เขาเข้าใจมีปัญญาพ้นเดรัจฉานวิชชาข้อนี้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ตั้งธรรมนูญเลยว่า ศาสนาพุทธไม่มีเช่นนี้นะ แล้วปัจจุบันเห็นไหมว่ามีวัดไหนที่ไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟ ที่พูดไปนี้เกรงใจมาก แต่ก็ต้องตำหนิสิ่งควรตำหนิ ไม่เช่นนั้นก็กู่ไม่กลับ เพราะออกนอกพุทธ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ต้องไตร่ตรองดีๆว่าจิตใจจะเป็นแบบไหน ก็ออกนอก ไม่ชำระกิเลส ให้ควันไฟ เป็นสื่อถึงเทพ ถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจประหลาด ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ทำลัทธิเช่นนั้นนะ วันนี้ฉลองปีใหม่เลยอธิบายให้ชัดๆ )

ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำ บูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ พ่อครูว่า... ศาสนาพุทธไม่มีเวียนเทียน ถือธูปเทียนเวียนวน ไม่มี แล้วคิดดูสิว่าศาสนาพุทธเขาแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปเท่าไหร่แล้ว งมงายยิ่งกว่าศาสนาเก่าด้วย เขาทำหยดเทียนลงในน้ำ บางทีมีเลขด้วย มันไม่มีศีลกันแล้ว พระเจ้าทั้งหลาย แล้วส่งเสริมสนับสนุนหลงใหลเชิดชูบูชา อาตมาไม่คิดว่าที่พูดนี่จะกู่กลับ จะกู่กลับไหมหนอ จะฟังรู้เรื่องไหม จะเข้าหูไหม จะเข้าใจไหม ยู้ฮูๆ อาตมาแสดงออกแสดงธรรมเช่นนี้ เป็นองค์ประกอบศิลป์ เพื่อให้เกิดผลได้สัดส่วนเหมาะสม มีฤทธิ์อำนาจในการเกิดผล ไม่น่าง่วง ให้น่าฟัง เป็นสุนทรียศิลป์ ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง ระดับมัณฑนะ แต่ไม่ถึงวิภูสนฐานะ ไม่ถึงขั้นธุดงค์ธรรมชัย อย่างนั้นมันเป็นดราม่ามากไป มีการเดินเหยียบดอกไม้ มีหน้าม้ามากราบ เขาตกแต่ง วิภูสนฐานา เขาที่ทำนี่เป็นอนาจาร (คือไม่น่าประพฤติ ไม่น่ากระทำ หรือแปลว่า อุจาดลามก ) นี่คือเรื่องอุจาด ลามก เป็นเดรัจฉานวิชชา ต้องให้ละเว้นไม่ใช่ทำขึ้นมา ไม่มีสำนักไหนทำกันหรอก ในยุคนี้ ยุคดิจิตอล ขออภัยที่ยกตัวอย่าง ก็ขอบคุณที่มีตัวอย่างชั่วๆให้ยก เป็นเรื่องอนาจาร ไม่ใช่ศิลปะ เป็นกุหนา ลปนา หลอกลวงมาก อยู่ในมหาศีลก็มีเรื่องหลอกลวง เล่ห์เหลี่ยม ให้คนหลงออกนอกทาง

ทำพิธีเสกเป่า บูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก

พ่อครูว่า… เดี๋ยวนี้เขานับถือพระที่ปลุกเสกกันนี่ ว่าเป็นอรหันต์เสียด้วย มีโฆษณามาก เป็นการส่งเสริมเดรัจฉานวิชชา นี่ถือว่าทำลายศาสนาพุทธ พวกสื่อสารก็เห็นแก่เงินช่วยประโคม อาจารย์แก่ๆบวชนาน ถูกมุขให้เป็นอาจารย์เกจิ แก่แล้วไม่มีแรงดิ้นไปไหน ก็ว่าขลังหมดแหละ อาตมาพูดชัด พูดของจริง ไปโดนสิ่งมีจริงที่มีเยอะ phenomena พูดไปก็กระทบส ิ่ งมีจริง อาตมาไม่ได้พูดให้ร้าย(อุปวาทะ)ใคร แต่เขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เขาทำมันเดรัจฉานวิชชาทำลายศาสนา อาตมาพูดให้รู้ตัว มันนรกกินหัวแล้ว แล้วเข้าใจว่าเป็นสิ่งน่าเชิดชูบูชาไปอีก เอาหัวเดินต่างตีนเลยแบบนี้

เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทา ย เสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์. แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง … พ่อครูว่า… แล้วทำไมภิกษุถึงทำ เพราะอวิชชา ใช้ลาภแลกลาภ พูดไปแล้วถล่มฉลองปีใหม่อีก มันก็ควรจะต้องปฏิวัติ แต่ทุกวันนี้อาตมาก็พยายามส่งเสริมว่าปฏิรูป แต่อยากให้ทำเด็ดขาดแรงๆหน่อย เรียกว่าปฏิวัติ ที่ทำนี่เป็นโอกาสดี ทำให้เข้าหาเป้าหมายดีๆ รู้ทั้งนั้นว่าควรจัดการอะไร อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้น แต่กล้าไหมๆ

[ 20 ] 2. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค. พ่อครูว่า นี่คือพวกดูโห ว งเฮ้ง นี่แหละ เอาสารพัดสัตว์มาทำนาย แต่เดี๋ยวนี้เอาสัตว์มาทำเครื่องรางของขลัง แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่งนะ

[ 21 ] 3. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัยพระราชาภายนอก จักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ. พ่อครูว่า … พระราชาจะไปรบก็ทำนายต่างๆนานา สรุปแล้วคือ ทำนายกองทัพ ต้องมีหมอดูประจำกองทัพ โดยเฉพาะหมอดูเป็นพระ แม้นี้ภิกษุก็ควร อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี

[ 22 ] 4. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง พ่อครูว่า … ไม่ดูทางเดินของตนว่าออกนอกพุทธเลย แต่ไปทำนายทางเดินดวงดาว ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อ ไปแย่งงานกรมอุตุนิยมวิทยาเขาหมด

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้.

[ 23 ] 5. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนนคำนวณ นับประมวล แต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์ พ่อครูว่า... ไม่ใช่ว่าไม่ไปแต่งกา พย์ กลอนไม่ได้ แต่อยู่ในพระไตร ปิฎก ก็เป็นกวีด้วย แต่ถ้าพาซื่อก็ว่าแต่งกลอน แต่ที่จริงคือ แต่งกลอนโลกีย์ นั่นเอง

[ 24 ] 6. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวง ท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ. แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

[ 25 ] 7. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์(มีวัดไหนไม่รดน้ำมนต์บ้างสมัยนี้ นี่คือการแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ยุคนี้ยุคปฏิรูปปฏิวัติมันก็น่าจะได้เปลี่ยนแปลงแม้ศาสนา) ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัดถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัดรักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้นเท่านี้แล. จบมหาศีล. พ่อครูว่า… จะเห็นว่าพระพุทธรูปเราก็มีองค์ใหญ่ แต่ไม่บูชาด้วยธูปเทียนบูชาไฟ เราก็กราบเคารพตลอดเวลา คนก็ยังหาว่าเราไม่เคารพพระพุทธรูป ไม่กราบ อย่างนายสะอาด จันทร์ดีก็ว่าเรามาเรื่อยตอนนี้ติดคุกไปแล้ว แล้วจะไปเป็นหมอไปรักษาคนทั่วไปไม่ได้ อาตมาเอาจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มาพูดนี่ไม่ใช่ว่าหาเรื่องเอาเรื่อง แต่ว่าอยากให้หยุดทำสิ่งนอกขอบเขตพุทธ จะได้เจริญเป็นผู้ประเสริฐแท ้ ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นวัดแล้วก็ไม่น่าทำขึ้นมา จนพาฆราวาสหลงทางไป ถ้าพระเจ้าไม่ทำ ใครจะพาทำล่ะ อย่างพระพุทธรูป เราก็มีแต่ไม่ได้ทำแบบเทวนิยม เดรัจฉานวิชชา แต่เขาก็ได้แค่นี้จะเจริญกันได้อย่างไร ขออภัยที่มันไปกระทบ แต่มันเลี่ยงไม่ออก ถ้าคนนอกศาสนาพุทธก็ว่าไป พระพุทธเจ้าประกาศตอนศาสนาพุทธไม่มี มีแต่ศาสนาอื่น พอพูดธรรมนูญ ศาสนาอื่นเขาก็ไม่ว่าอะไร เพราะคนละศาสนา แต่ว่าอาตมานี่พูดแล้วมันก็มีผลกับคนในศาสนาเดียวกัน แต่พ ูดว่า ผิด พอเราพูดก็โดนเขา แล้วพุทธเหมือนกันใครจะทำไม พูดว่ากันไม่ได้ จะให้ศาสนาอื่นมาพูด หรือเขาจะปรารถนาดีได้อย่างไรมากกว่าพุทธเรา อาตมาว่านี่ ว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จิตอาตมาดีนะ ให้เลิกทำเถอะ จิตปรารถนาให้เลิกชั่วเลิกผิด ให้มาทำดีเถอะ แต่ขออภัย ศาสนาอื่น ว่าคุณปฏิบัติอยู่อย่างนั้นไม่เจริญ แม้พูดนี่เขาไม่ได้ให้เราแก้ไขนะ เขาย่ำยี แต่ของอาตมานี่ปรารถนาดีนะ ให้ทำให้ดี เข้าใจมโนสัญเจตนาอาตมานะ อาตมาไม่ได้ว่าศาสนาอื่นนะ เขาจะทำอย่างไรก็ของเขา แต่ของเรานี่พุทธสังวาสเดียวกันนะ แต่นานาสังวาส ตามธรรมวินัยก็ยังเจตนาดี พูดนี่เป็นปฏิโกสนา ท้วงว่าที่ทำผิดให้เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ไม่ได้ไปฟ้องศาลนะ เจตนาพูดนี่เป็นทิฏฐาวิกัม เจตนาให้ปรับปรุง ไม่ได้ถึงคัดค้านมากจนเป็นเรื่องราว ถึงอุโกตนา หรืออโกสะ เป็นการติเตียนใส่ร้ายกัน เป็นแค่ปฏิโกสนา ถ้าให้จริงก็เป็นทิฏฐาวิกรรม อาตมาเอาของพระพุทธเจ้าเอาธรรมวินัยมาอ้าง เพราะว่าอาตมาไม่ได้พาทำออกนอกธรรมวินัยเลย อาตมาให้มีหลักฐานอ้างอิงบ้าง ไม่เช่นนั้นคนไม่รู้ไม่เห็นอาจไม่เชื่อถือ ก็จะได้ไม่เข้าใจผิด

[ 121 ] ดูกรมหาบพิตร ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เลย เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรมหาบพิตร ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. จบมหาศีล. พ่อครูว่า… อาตมามั่นใจว่าจะไม่ได้รับภัยเพราะราชศัตรูที่เข้ามา พวกเรามั่นใจไหม เมื่อสมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว เรามีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศี ล เราไม่มีเดรัจฉานวิชา น่าเสียดายวัดวาต่างๆอย่างน้อยก็มีรดน้ำมนต ์เวียนเทียนอีก ต้องพูดให้เตือนสติ กลับคืนสู่ส ิ่ งพาเจริญ ถ้าผู้ใดปฏิบัติให้สมบูรณ์ด้วยศีลจะไม่ประสพภัย เพราะสังวรศีล ทำศีลให้เป็นผลอาริยธรรม ศีลพาให้เกิดอธิจิต จิตลดกิเลสได้ ปัญญาก็เป็นอธิปัญญา เกิดอธิมุติ เจริญสู่นิพพาน ต่อจากศีล ก็สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วเกิดสัทธรรม 7 เป็น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา สัทธรรม 7 ต่างกับ เทวธรรม หรืออาริยทรัพย์ 7 นิดหน่อย เทวธรรมจะมีศีลด้วย (ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร จาคะ ปัญญา) หรือย่อๆคือ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี่คือ กัลยาณธรรม ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ถ้าขยายไปอีกก็ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา ในสัทธรรม 7 ไม่มีคำว่า สมาธ ิแต่ยกสมาธิไปไว้ในฌาน ไปตามลำดับ อินทรียสังวร [ 122 ] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะ เช่นนี้ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสใ น ภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

สติสัมปชัญญะ [ 123 ] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกร มหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืนการนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.

สันโดษ [ 124 ] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิสาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ. [ 125 ] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ และสันโดษ อันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจา ก บิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ ละความประทุษร้ายคือ พยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ได้ละอุทธัจจะกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้วเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก วิจิกิจฉาได้. พ่อครูว่า … เป็นอาริยบุคคลแล้วจึงไปออกป่า แม้พระอุบาลี ไม่ใช่พระเล็กๆ ขนาดนั้นพระพุทธเจ้ายังทัดทานไว้เลยคือ พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า … ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 99 ) พ่อครูว่า… นี่คือส ิ่ งที่มันไม่ขัด ไม่แย้งกัน กับคำสอน สันโดษอันเป็นอาริยะคือ จิตพอ ใจพอ แม้สัมผัสลาภ แตะต้องด้วยกายวาจาใจ มีองค์ประชุมเป็นองค์ประกอบครบ แต่จิตเราปัสสัมภยัง เรามักน้อย แค่นี้เราก็พอ นี่คือสันโดษอันเป็นอาริยะ ไม่ใช่ว่าไปอยู่ผู้เดียว ก็ไม่ใช่อาริยะ นี่คือเข้าใจสันโดษอันเป็นอาริยะไม่ได้จนเข้าใจว่าต้องไปอยู่โดดเดียว นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ผู้ไม่มีจิตเป็นสมาธิอันเป็นอาริยะ

อุปมานิวรณ์ [ 126 ] ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความ โสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้น เป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส ไม่ได้พึ่งตัวเอง พึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาสพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษ มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ พึงเดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ บรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษมปลอดภัยโดยสวัสดี เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดาร หาอาหารได้ยาก มีภัยเฉพาะหน้า บัดนี้ เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นบรรลุถึงหมู่บ้านอันเกษม ปลอดภัยโดยสวัสดีแล้ว ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 ประการเหล่านี้ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร และเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 ประการที่ละได้แล้วในตน เหมือนควา ม ไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทยแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษม ฉันนั้นแล.

รูปฌาน 4 [ 127 ] เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ 5 เหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีปีติในใจ กายย่อมสงบ เธอมีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น. เธอสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่ม ซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขเกิด แต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ฉลาดจะพึงใส่จุรณ์สีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำ หมักไว้ ตกเวลาเย็นก้อนจุรณ์สีตัวซึ่งยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผล ที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ. [ 128 ] ดูกรมหาบพิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน