580107_เทศน์กฉ.วังน้ำเขียว โดยพ่อครู สนามสัปประยุทธ์อยู่ที่สังกัปปะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580107_รายการเทศน์ก่อนฉัน เรื่องสนามสัปประยุทธ์อยู่ที่สังกัปปะ ที่ วังน้ำเขียว โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 7 ม.ค.2558 ตอนนี้อาตมาก็สัญจรมาที่วังน้ำเขียว ที่เขาเรียกกันว่าดินแดนสวิซเซอร์แลนด์ ก็ไม่ได้เอิกเกริกอะไร มีคนมาฟังธรรมก็คนอยู่ที่นี่ประมาณนี้ ดูเหมือนสมณะมากกว่าฆราวาส ก็จะบรรยายให้สมณะหนักไปทางปรมัตถ์มากหน่อย ก็สมณะมากกว่าฆราวาสมากหน่อยนี่ อาตมาชาตินี้ไม่ได้มาหาบริวาร ไม่ต้องการคนมานับถือ นี่พูดโดยโวหาร แต่ที่จริงก็ต้องการ ใครจะมานับถือก็อนุโมทนา เราไม่บังคับ ใครเห็นดีเห็นควรก็มาเอา ไม่เห็นดีก็ไม่มาเอาอยู่แล้ว จะพากเพียรแค่ไหนก็ตัวใครตัวมัน อิสรเสรีภาพ พระพุทธเจ้านี่สุดยอดเรื่องให้อิสรเสรีภาพ และก็ในหลวงอีกองค์ที่ให้อิสรเสรีภาพอย่างเต็มที่ เป็นนักประชาธิปไตยสุดยอด ท่านอยู่ในกฎเกณฑ์ และทรงอนุโลมด้วยตามมหาปเทส สัปปุริสธรรม ที่งดงาม ท่านจึงได้รับการยอมรับนับถือทั่วโลก ประชากรไทยเคารพนับถือ นี่อายุท่านย่างเข้า 88 แล้ว ตอนนี้เป็นยุค 8 เมืองไทยอาตมาขอย้ำอีกที ประเทศไทยมีโลกุตรธรรมหยั่งลงแล้ว ก็จะเริ่มต้นไปเรื่อยๆ พอมาถึงวินาทีนี้ อาตมาก็กล้าพูดชัดและขยายผล สุดท้ายเมืองไทยจะเป็นชมพูทวีปแทนอินเดีย ชมพูทวีปคือ องค์ประกอบของสภาพ สุรภาโส สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ถ้าเอาดินน้ำไฟลมก็เอาดินแดน แล้วมีคนเป็นนามเป็นจิตวิญญาณ แผ่นดินก็เป็นรูป แล้วอาศัยแผ่นดินรวมไปหมดองค์ประกอบทั้งคนด้วยก็เรียกว่า กาโย มีรูปนามครบ ส่วนนอกนั้นที่เป็นเสนาสนะสมบูรณ์ แล้วมนุษย์ที่เป็นจิตวิญญาณก็มีโลกุตระธรรม ที่มีสติเต็ม สติมันโต สติมันโต คือธาตุรู้ตื่นอยู่เต็มร้อย รู้ทั้งข้างนอกข้างในที่สัมผัสอยู่มีองค์ประกอบพร้อม ครบรอบสมบูรณ์กาโย องค์ประกอบ นอกเขตนั้นไม่ใช่ ในเขตที่คนมีการรับสั
อ่านต่อ
มผัสรับรู้ได้ สตินั้น รับรู้ตื่นรู้ เรียกว่าไม่ตกหล่นไม่ขาดหาย ทั้งนอกและใน เรียกว่าสติมันโต ไม่ใช่สติแต่เพียงภายในอย่างพวกนั่งหลับตาสมาธิ แบบนั้นไม่ครบกาโย ไม่เต็มรูปวิโมกข์ข้อ 2 ไม่ครบวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่มีทั้งรูปธรรมและนามธรรม เข้าไปภายในถึงอรูป สติมันโต สรุปคือต้อง รู้นอกและในอยู่เป็นปัจจุบัน ที่ continuum เป็นเวลาปัจจุบันไม่ใช่เวลาอนาคต ท่านเรียกว่าสำเร็จอิริยาบถอยู่ สุรภาโว คือมีอาการ 32 ครบ และรับรู้ทั้งภายนอกภายใน อันประกอบด้วย รูป 28 ครบ สัมผัสสัมพันธ์ครบบริบูรณ์ด้วยความจริง ไม่ใช่แค่มีแต่ความจำ สร้างมโนมยอัตตา ไม่ครบด้วยโอฬาริกอัตตา จึงมีของหยาบพร้อม และมีของละเอียดภายใน เรียกว่าสุรภาโว ครบรูป 28 รูป มหาภูตรูปนั้นโดยตรงเรียกว่า รูปี คือความเป็นรูป ผู้ที่มีญาณปัญญาก็จะมีรูป รู้รูป สำคัญในรูป รูปีคือผู้มีรูป ส่วนรูปานิ คือรูปทั้งหลาย คือสิ่งที่เป็นตัวมันเอง หรือสภาพตัวมันเอง จะเป็นตัวที่ให้นามธรรมมาสัมผัสตัวมันเองเรียกว่า รูปรูป อย่างเช่นนี่แครอท เป็นพีชะ มันไม่รู้ตัวของมัน มันมีแต่สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนา อย่างโน้ตบุคอันนี้ก็มีแต่อุตุ มีกลไกทำงานของมัน เป็นแค่อุตุ คือรูปรูป ซึ่งมันก็มีอดีตที่ตกทอด กันมาเป็นจิตนิยาม ซึ่งจิตนิยามนี่แหละมีการสะสมตัวตนเรียกว่าอัตตา ทำกรรมได้ ทำเท่าไหร่ก็ทรงไว้เป็นธรรมะ อัตตาเป็นตัวยึดเองทรงเองด้วยอวิชชาหรือวิชชา ถ้าวิชชาจะยึดได้แต่ปล่อยได้วางได้ ถือได้วางได้ แต่ถ้าอวิชชาจะยึดโดยปล่อยไม่เป็นวางไม่ได้ จิตนิยาม จะสูงขึ้นไปรู้กรรมได้ เป็น กรรมนิยาม รู้กรรมดีก็เป็นโลกียธรรม กัลยาณชน รู้ดีแต่ไม่สามารถสลายอัตตาได้ ส่วนโลกุตระรู้จักกรรมที่ทำจริง ดีก็ได้ ชั่วก็ได้ โลกียะก็ได้ ถ้าเป็นเวไนยสัตว์โลกุตระก็จะเกิดโลกุตรธรรม แยกโลกียธรรมได้ สลายอัตภาพได้ ผู้ศึกษาจะรู้อะไรคือ อุตุ พีชะ มีกรอบขนาดไหน จิตนิยามแบบโลกีย์ อบาย กัลยาณชน หรือโลกุตระเป็นแบบไหน
รูป ที่มีแต่ธาตุความร้อน แสงสีเสียง แม่เหล็กไฟฟ้า เท่าที่มันมีเหตุหมุนเวียนผลักดันมีแรงดูดเรียกว่าแม่เหล็ก มีแรงสลายเรียกว่าไฟฟ้าและอื่นๆนี่ก็คืออุตุ จนมันพัฒนามาเป็น พีชะ ที่สังเคราะห์ตัวเองได้มากขึ้น จนหลากหลายมากมายในโลกในมหาจักรวาลนี้ก็มีพัฒนาไปตามลำดับ จากพีชะ ก็พัฒนามาเป็น จิตนิยาม จนเป็นสัตว์มีอัตภาพ มีธาตุรู้มีนามรู้เรียกว่าวิญญาณ จึงรู้ กายะ นาม เป็นธาตุรู้ รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ได้ แม้ นามธรรมที่ประชุมกัน เข้าเรียกว่า นามกาย มันก็สามารถให้ผู้มีธาตุรู้สัมผัสนามกายนี้รู้ได้ นามกายที่ถูกรู้ ได้เรียกว่า นามรูป เป็น object ส่วนนามที่เป็นตัวไปรู้เรียกว่า subject ส่วน องค์ประชุมของกายต้องมีธาตุรู้อยู่เสมอ ไม่มีธาตุรู้ไม่เรียกว่า กาย
พระไตร ปิฎก เล่มที่ 16 1 .อัสสุตวตาสูตรที่ 1 ข้อ 230 [๒๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ [ 231 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ พ่อครูว่า… ถ้ารูป กับนาม แตะกันอยู่เฉยๆ ก็เรียกว่า รูปนาม แต่ถ้านามนั้นมีการสังขารสังเคราะห์เติมเข้าไป ก็เรียกว่า กาย ตั้งแต่อุตุนิยาม ถ้าคนไปสัมผัสแล้วมีการปรุงร่วมด้วย มีกาย พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ เลยนะ ถ้าสัมผัสเฉยๆ แต่นามธรรมไม่มีการรับรู้ด้วย เช่น มนายตนะ (kinetic, dynamic) กับ ธรรมายตนะ (potential ,static) ถ้ามันสัมผัสกันเฉยๆไม่ทำงาน ไม่มีธาตุรู้ทำงานเลย ก็เรียกว่า รูป หรือ รูปนาม ไม่เรียกว่ากาย แต่ถ้ามันทำงานแม้น้อยนิด มีธาตุรู้ขึ้นมา ก็เรียกว่ากายทันที กาย จึงคือ จิต มโน วิญญาณ เลย คำว่ากาย คำเดียวถ้าเข้าใจ ไม่สมบูรณ์ ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็หมดท่าเลย คนไทยเรียก กาย ว่าแค่เป็นเพียงรูปธรรมเท่านั้น
_ คุณแรงเกื้อ · สำนวนที่ว่า กายยาววา หนาคืบกว้างศอก จะให้เข้าใจคำว่ากายนี้ว่าอย่างไร? พ่อครูว่า… กำหนดเอาองค์ประชุมรวมกัน ทั้งกายยาววา หนาคืบกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจ แล้วสัญญานี่แหละ จะเป็นตัวกำหนดตั้งแต่ต้นจนปลาย ปุถุชนพอสัมผัสแล้ว ก็กำหนดรู้ตามอวิชชาธรรมชาติ ชอบก็เอามา ไม่ชอบก็ทำลายหรือเฉยๆ สัญญาทำงานตลอด แต่ตนเองไม่รู้ แต่พอมาสำคัญมั่นหมายว่า สัญญาสำคัญ จะให้กำหนดรู้แล้วสัญญาจะมีปัญญามีสติสัมปชัญญะทำงาน เป็นความรู้ที่ตื่นรู้เพ ิ่ ม เจริญสูงขึ้นเรื่อยๆ สัญญาจึงเป็นธาตุรู้ที่ทำงานจากต้นจนปลาย แม้สัญญาเวทยิตนิโรธก็ต้องทำงาน แม้ปุถุชนก็มีสัญญา ทำงานไปตามกิเลส แต่จนรู้ควบคุมกิเลส แล้วให้กิเลสอยู่ในอำนาจได้มากขึ้นๆ เรื่อยๆจนสมบูรณ์ ถ้าเอาแต่กดข่ม ทำให้มันดับได้บ้าง ถ้าไม่ครบกาโย จะไม่สามารถทะลุทะลวงตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด แม้ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คือธาตุรู้ที่ไม่ครบ จะว่ารู้บ้างไม่รู้บ้างไม่ได้ ต้องรู้ให้ครบ หมดเนวสัญญาฯ แม้เหลือนิดหนึ่งก็ตาม ก็ต้องพ้นความไม่รู้ เรียกว่าพ้นอวิชชาสวะ หรืออวิชชาสังโยชน์ได้ พระพุทธเจ้าแตกความรู้ที่เป็นสุขทุกข์ เป็น เทวดา ผี เป็นเวทนา ถ้าใครเข้าใจเวทนาในเวทนาละเอียดถึงเวทนา 108 มันเป็นตัวบ่งบอกถึงความเป็นสัตว์ที่คนโง่ผูกไว้กับตน จนทำได้เป็น สัตว์ เทวดา เป็นพรหมสัตว์จนถึงวิสุทธิเทพ เป็นจิตวิญญาณพระเจ้า ตนเองทำตนเองรู้ตนเองเป็นจิตวิญญาณพระเจ้าเอง มีคุณสมบัติ โลกวิทู รู้โลกียธรรมหมดตามบารมี แล้วอยู่เหนือมันหมด เป็นโลกุตระ แต่ถ้ารู้แต่อยู่ไม่เหนือก็ต้องพยายามอยู่เหนือ แต่ถ้า อยู่เหนือได้หมด ในกรอบที่ตนเคยรับรู้เรียกว่าอรหันต์ แต่ถ้าสัมผัสอีก ตนเอง ไม่เหนือ ก็ต้องสู้ต่อ คนเราเกิดมาไม่รู้กี่ล้านชาติ ถ้าสำเร็จ อรหันต์แล้วไม่มีแพ้มีแต่ชนะ ชนะโลกอีกไม่รู้กี่โลก โพธิสัตว์ไม่มีทางแพ้โลกีย์ มีแต่ชนะไปเรื่อยๆ แต่ท่านจะศึกษาในเอกภพนี้อีกไม่รู้กี่ล้านชาติ จนเหนือหมดก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ พระอรหันต์รู้โลกเท่าที่ท่านเคยสัมผัส แล้วท่านอยู่เหนือมันหมด แล้วท่านจะเกิดมาเป็นคนเป็นสัตว์ เพื่อเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยสัมผัส ท่านก็ต้องไปเกิด แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปเกิดเป็นสัตว์ระดับต่ำเกินไป ต้องเป็นสัตว์ที่พอสอนได้นะ ศึกษาไม่ใช่แค่ตรรกะ แต่ท่านต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่ใกล้เคียงมนุษย์ สรุปแล้วคำว่า กาย หากเข้าใจไม่ชัดเจนถูกต้องไม่มีสิทธิ์บรรลุอรหันต์ คำว่า กายสักขี บางคนแปลว่า มีพยานหลักฐาน หนึ่ง คือ ตนเองบรรลุ แล้วยืนยันกับตนได้ สอง หลักฐานที่เห็นอยู่ หลัดๆ องค์ประชุมครบที่เราได้เกี่ยวข้อง แต่เรายังเป็นไม่ได้ นี่แหละเราจำเป็นต้องสร้างกายสักขีนี้ให้แก่เรา สัมผัสกับอันนี้หลัดๆ เป็นของแท้ที่ต้องสัมพันธ์เรียกว่า กายสักขี มีสองในนัยที่ตนเป็นแล้ว กับสิ่งสัมผัสจริงปัจจุบันแล้ว แต่ตนเองยังไม่ได้จริง ไม่เหนือมัน ส่วนสักขีที่ไปนึกคิดเอาอยู่นอกสัมผัสนั้นไม่นับเป็นกายสักขี อย่างคนนี้สัมผัส กับ คนอื่นสัมผัสกับอันนี้ก็รับรู้ได้ร่วมกัน อันนี้เรียกว่า กะหล่ำปี แครอท คนก็รับรู้ได้เหมือนกัน รวมกันได้ ในสังคมเดียวกัน มีพยานร่วมรับรู้หลายคน ยิ่งมากคนก็ยิ่งว่าจริงตามสมมุติ แล้วทุกอย่างก็ไม่เที่ยง ต้องสลายตัวไป ไม่อยู่ถึงล้านปีแน่นอน มันต้องเปลี่ยนแปลงจนได้ ยิ่งอยู่ในระยะที่ไม่นานเท่าไหร่เลย นี่คือองค์รวมหรือความรู้ สรุปแล้วเราไปเกี่ยวกับอะไรแล้วเราเกิดสุขเกิดทุกข์นั้นเอง สุขหรือทุกข์เป็นสมมุติ ส่วน สัจจะนั้นไม่มีสุขหรือทุกข์ ถ้าคุณทำเนกขัมมสิตะได้สำเร็จ ก็จะมีความไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อสัมผัสแต่ก่อนมีแต่ตอนนี้ไม่มี แต่ก็รู้ว่าควรได้ ควรใส่เข้าไป ถ้าได้สุจริตก็เอามาหรือไม่สุจริตก็ไม่ควรเอามา จะไม่ละเมิด คนที่มีปรมัตถสัจจะ รู้ความควรไม่ควร จิตจะโน้นเน้นไปว่า อันนี้เรียกว่าต้องการ เอามาให้ร่างกายนี้ดีก็ทำ จะซื้อก็ทำได้หรือได้อย่างสุจริต สรุปแล้วคนที่ ไม่เบียดเบียนใคร ช่วยเหลือโลก คนนี้แหละประเสริฐ รูปรูป คือ สิ่งที่เป็นตัวมันเอง มีรูปของมันเองเรียกว่า รูปี แล้วมี รูปานิ คือรูปทั้งหลาย รูปเสียงกลิ่นรส มันเป็น รูปที่ถูกรู้ได้ ทั้งนั้น สัมผัสได้เ รียกว่า กาย หรือจะมีเงื่อนไขที่จะเอาแต่ข้างในก็ได้ แต่สามัญปกติมีข้างนอกด้วย รูปีรูปานิ ปัสสติ รูปรูปคือ ตัวของมันเอง ไม่เกี่ยวข้องทำงานกับธาตุรู้เลย แม้มันจะมีธาตุรู้อยู่ แต่ไม่ทำปฏิกิริยากันเลย แตะกันเฉยๆ เหมือนมนายตนะกับธรรมายตนะ มันแตะกันเฉยๆ ทั้งมนะเป็นรูป ธรรมะคือนาม แต่ไม่เกิดปฏิกิริยากัน ก็เป็นรูป กับ นาม แต่ถ้ามีปฏิกิริยาเรียกว่า รูปกาย รูปรูป รูปนาม รูปกาย เริ่ม รูปกาย นี่ท่านเรียกว่าเกิด โคจรรูป หรือ วิสยรูป ถ้าไม่มีการโคจร ดำเนินบทบาท ไม่ทำงาน แม้จะมีประสาท มีธาตุรู้ เป็นนามธรรม แต่ว่าต่างคนต่างนิ่ง อันนี้เรียกว่า รูปนาม แต่ถ้าเริ่มทำงานเรียกว่า รูปกาย ถ้าเรามีเงื่อนไขว่าเอาแต่นามนะ กำหนดเป็นปริเฉทเท่านี้นะเป็น นามกาย กาย ต้อง มีธาตุจิต ทำงานเสมอ ต้องเป็น พลังงานเคลื่อนที่ เป็น kinetic energy สรุปแล้ว นามก็ดี รูปก็ดี เรียกเต็มๆว่า นามรูป ถ้ามีกายยาววา หนาคืบกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจก็คือ นามรูป แต่ถ้ามันแตะกันเฉยๆ มันมีชีวะนะ แต่ไม่แสดงพลังงานก็เรียกว่าพลังงานศักย์ คำว่า กายนี้ท่านเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ นี่คือความยืนยัน ปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่คำว่า อวิชชา ค วาม ไม่รู้ตัวแรกคือคำว่า สังขาร คือการปรุงแต่ง ทำงานรวมกันเริ่ม โคจรรูป วิสยรูป แม้นิดหน่อยเริ่มทำงาน เร ิ่ มเคลื่อน เราก็เรียกว่าสิ่งนั้นว่าสังขาร จะสังขารอย่างยากเป็น อรูป นั้น ถูกรู้ยาก หรือ รู้ไม่ได้ เรียกว่าอรูป ผู้มีญาณปัญญาลึกซึ้งละเอียด พอจะรู้ได้ เริ่มมีสังขาร ก็มี วิญญาณ นามรูป สฬายตะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะฯ จากชาติขึ้นมาถ้า ดับชาติ ได้ ภพก็ดับ อุปาทานก็ดับ ตัณหาก็ดับ ตัวไหนให้เกิดชาติก็ ตัณหา kinetic กับ อุปาทาน potential เบื้องต้นเรียนชาติ ภพเป็นรูป potential ชาติเป็นนาม kinetic เราดับชาติ ภพก็ดับ เราดับภพ ก็ได้ อะไรจะเกิดภพ ภพนั้นต้องมีนามธรรมเข้าไปยึดถือ อย่างพระอาทิตย์นั้นมีแต่อุตุนิยาม แม้จะแรงร้อนสูงสุดขนาดไหน คนก็เอามาใช้ไม่ได้หมดหรอก คนสู้พลังงานพระอาทิตย์ไม่ได้ ถ้าพลังงานประหลาดๆจากพระอาทิตย์มาชีวะทั้งหลายในโลกก็สูญหมดได้ ตัวพลังงาน kinetic คือพลังงานเคลื่อนไหว รู้ได้มากกว่าพลังงานนิ่ง เคลื่อนเมื่อไหร่คือ ตัณหา หากไม่เคลื่อนก็เป็น อุปาทาน มันรู้ได้ยาก เราก็ไปรู้ตัวเคลื่อน ฆ่าตัวตัณหา อุปาทานก็ดับด้วย ภพ ชาติ ชราฯ ก็ดับด้วย เราต้องรู้ลีลาตัณหา อย่างนี้เรียกว่ากามตัณหา อย่างนี้คือ รูปราคะ อรูปราคะ เราต้องรู้ว่าตัณหานี้ต้องการใคร่มาบำเรออัตตา ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา ที่หยาบมากก็เรียกว่าอบาย ในกามภพ โกงกันทีละแสนล้านนี่แย่สุดแล้ว โกงยิ่งมากยังบอกว่าตนไม่โกงอีกก็ซับซ้อน เขาฉลาดบำเรออัตตาตนเอง เขาทำจริงก็เป็นเวรของเขา จะไปโกรธเขาอีกทำไม ต้องสงสารเขา ให้สัญญาณเขา ตอนนี้ขอบอกว่าคุณน่ะแพ้แล้ว อาตมาขอพยากรณ์ ยุคนี้ทหารพร้อมแล้ว การปฏิวัติครั้งนี้ในไทยเป็นการปฏิวัติที่สูงส่งสุดยอด เพราะปฏิวัติในนามของทหารเท่านั้น ไม่ต้องเอารูปออกมาให้เต็มแต่อย่างใด ผมขอยึดอำนาจเท่านั้น ตั้งคสช. แล้วมาปฏิรูปต่อได้อีก ตอนนี้คสช.เด็ดขาดสวยงาม มีแต่ฝ่ายคนแพ้เด็ดขาดที่ยังดิ้นอยู่ด้วยความอวิชชา คุณแพ้แล้ว ตอนนี้ก็มีหน้าที่ สัปประยุทธ์เลย เพราะคุณชื่อประยุทธ์อยู่แล้ว คุณมีสิทธิ์เต็มที่ อันอื่นองค์ประกอบไม่สมบูรณ์ อาตมาไม่กล้าพูด ในเมืองไทยมีประยุทธ์เป็นแกนธรรมะ นามธรรมคือ ท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านชื่อว่าประยุทธ์ ตอนนี้ทั้งรูปและนามลงตัวแล้ว ตอนนี้แม้ พล.อ.เปรม ก็ได้รับรองอนุมัติประทับตราแล้ว ก็เหลือแต่ว่าคุณจะทำหรือไม่ทำ ถ้าคุณทำรับรองว่าในหลวงหายพระประชวร ถ้าคุณทำในสิ่งที่ประชาชนเห็นว่าค้างคาอีกหลายเรื่องคุณรู้ คุณลงดาบได้ในหลวงหายประชวร แล้วท่านตั้งพระทัยอยู่ 120 ปี อยากได้ไหมล่ะ ..อยากได้จงทำ ถ้าทำแล้วจะสำเร็จผล
ขณะนี้เหตุปัจจัยสมบูรณ์ครบรอบที่ 8 เข้าสู่เส้าที่สาม จะถึง 9 ถ้า 9 เมื่อไหร่ เต็มสามเส้าจะต่อ cyclic order รันเต็มที่เลย เป็นความสมบูรณ์ของอาณาจักรและธรรมจักรเลย เคลื่อนทันทีเลย สามเส้าบอกก็ได้ 1 .โลก 2 .ธรรม 3 .ราชประชาสมาสัย ตอนนี้นายกฯเป็นตัวแทนของประชาชนหากทำอันนี้จะเกิดราชประชาสมาสัยเต็มรูป คือราชและประชาชนร่วมกันทำงานให้เต็มแล้วโคจรทำงานเต็มเป็นธรรมจักร ตอนนี้สังคมไทยจริงๆแล้ว อาตมากล้าพูดได้ว่าต่อให้มีการเลือกตั้ง พวกที่ฝันหวานว่าจะชนะก็ไม่ชนะหรอก ในอดีตเขาเคยบอกว่าเอาไม้จิ้มฟันหรือเสาไฟฟ้าลงก็ชนะตอนนั้นเป็นอดีต แต่ตอนนี้ไม่สำเร็จหรอก ต่อให้มีการเลือกตั้งคุณก็ไม่ชนะ เพราะประชาชนตื่นรู้หมดแล้ว คุณจะหวังอย่างเก่านั้นผิดแล้ว แต่เขาก็ยังหวัง มีแรงงานด้วย ถ้าสู้กันจะปะทะกันแรง หากมีเลือกตั้งนะ ถึงขนาดฆ่ากันได้แต่ทางโน้นแพ้ แต่ถึงขั้นฆ่ากัน แล้วฆ่ากันก็คสช.คุมอำนาจ แล้วอันนั้นจะขึ้นมาได้อย่างไร อย่าเสี่ยงเสียหายได้ ประชาชนตายไปคนหนึ่งก็ไม่ดี ตอนนี้ประชานเรียกร้องควรทำ เท่ากับเผด็จศึก ตัดแขนขา อวัยวะสำคัญของเขาไปก็จะสำเร็จเร็ว มาเข้าสู่คำว่า ชาติ สังขาร คือการปรุงแต่ง มี กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร แต่คนไม่รู้กาย ก็ไม่รู้กายสังขาร ก็จะไม่รู้วจีสังขารด้วยแน่นอน ยิ่งยากกว่าด้วย การไปนั่งหลับตา ทำอานาปานสติ เหลือแต่ลมหายใจ หมดลมหายใจก็ขาดกายสังขาร ไม่สมบูรณ์ จะนั่งหลับตาให้ตายอย่างไรก็ไม่สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าว่ากายคือ จิต มโน วิญญาณ แล้ววิญญาณนี่ต้องมีตาหูจมูกลิ้น กาย แล้วกายนี่ต้องสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ จึงเรียกว่ากาย คำว่ากายคือ จิต มโน วิญญาณ องค์รวมต้องมีทั้งรูปและนาม กายสังขาร นี่คุณจะทำให้กายสงบ กายปัสสัมภยัง ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะเข้าใจไปหลงกายว่าคือร่าง หรือหลงว่าจิตมันดำเนินแต่ภายใน แต่ที่สัมมาทิฏฐิคือ มีการดำเนินภายนอกด้วย จิตคือ concept ส่วนมโน คือ context มโนนี่ตีกรอบเล็กๆแล้วใน ปริเฉทก็มีหลายอีกซ้อน ในนั้นก็ทำให้ว่างไปทีละกรอบๆ แต่ไม่ขาดทั้งรูปทั้งวัตถุด้วย แล้วต้องทำเป็นปัจจุบันด้วย ไม่ใช้เวลานานนะ ทันทีทันใด มีมุทุภูตธาตุ ไม่มีอะไรช้า สรุปแล้ว อานาปานสติ มีลืมตามีองค์ประชุมครบ เป็นโสดาบันก็ลืมตามีวิโมกข์ 8 ในอบาย ก็มาเป็นสกิทาคามี จนเป็นอนาคามีมีจิตเหนือกามภพ เหลือแต่รูปราคะ ที่มีราคะเป็นรูปถ้าหยาบที่สุด แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตกลงคุณอยู่เหนือ รูปกาย แล้ว อนาคามีก็จะเหลือแต่ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในเวทนามีสุขทุกข์ของคุณเอง ข้างนอกไม่ทุกข์แล้ว รูปกายคุณเหนือมันหมดแล้วเหลือแต่นามกาย คือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วคุณก็แตกเวทนาไปอีก เวทนากับสังขารก็อันเดียวกัน เมื่อมันปรุงแต่งก็มีสุข ทุกข์ ถ้าคุณเป็นอนาคามีก็มีแต่นามกาย ส่วนรูปกายไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว ก็ล้างนามกายอีก ทุกข์น้อยลงสุขหมดไป จนเป็นอากาศเป็นมัชฌิมา ในปริเฉทของรูปคือ รูปราคะ เหลือแต่อรูปราคะก็คือมานะ อุทธัจจะ อวิชชา ต้องเรียนมานะ ขั้นนี้เป็นคนดีไม่ทำชั่วภายนอกเลย มีแต่ภัยโทษในตน ถือดีไม่เบียดเบียนคนอื่นก็ต้องเรียนรู้มานะ อติมานะ เรียนรู้อรูปราคะแล้วก็เหลือแต่มานะ อุทธัจจะ มานะนี่มีแต่ส่วนดี แต่ยึดมานะเป็นตัวเป็นตน ตนไม่ยอมใครเอาไปเบ่งข่มคนอื่น ก็อนุโลมให้เขาชนะบ้าง เพราะจะเอาชนะหมดไม่ได้ผลหรอก เพราะว่าเขาไม่ยอม แต่ถ้าคุณยอมเขาหน่อยเขาก็ร่วมกับคุณแล้ว ถ้าคนโง่ไม่เป็นก็ไม่เป็นผู้ชนะทั้งโลกหรอก แต่ คนโง่เป็นนี่จะชนะทั้งโลก ไม่มีตัวตนได้ ก็เหลือธุลีละอองของอุทธัจจะ ตัวนี้เป็นรูปฌาน เริ่มแต่อากาสาฯว่าง แล้ววิญญาณตนเองมีเศษเหลือไม่สะอาดหรือไม่ต้องขจัดเศษธุลีละอองแม้นิดน้อยขนาดไหนก็ตรวจสอบ แล้วต้องตรวจสอบว่าตั้งมั่นเป็นสมาหิตังทบทวนแล้ว อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง สั่งสมทุกปัจจุบันให้กายสักขี ได้สำเร็จสูญ จนอดีตปัจจุบัน เป็น สูญ อย่างแข็งแรง ในอวิชชาส่วนอดีตกับปัจจุบันเป็นตัวกำหนดแล้วมีสองแล้ว ปัจจุบันก็ต้องสูญแน่ เพราะว่าเอาชนะปัจจุบันกับอดีตที่สูญไม่ได้อยู่แล้ว เป็น สูญ ถาวร ทำ 18 กาละให้เป็นอุเบกขานี่แหละ จนตัดสินได้ว่าอนาคตต้องสูญ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้พ้นได้จึงพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา(ฌาน) เรียกว่ารู้สมบูรณ์ทุกอย่างเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสัญญาสุดท้ายเป็นภูมิสุดท้ายเป็นนิพพานธาตุอันสมบูรณ์ ดับได้เป็นเจโตและมีปัญญารู้ทั้งหมด ไม่มีไม่รู้เลย กายสังขาร คือ องค์ประชุมครบ จิตสังขาร คือ เน้นถึงนามธรรม เน้นถึงยอดนามธรรมคือมโน ตัวมโนคือ ตัวในของธาตุรู้ ส่วนวิญญาณคือ นอกสุด แล้วเป็น ตัวปัจจุบันธรรม ต้องครบรูป 28 จึงเป็นวิญญาณ ต้องมีปสาทรูป โคจรรูปทำงาน เป็นปัจจุบัน แล้วเราเองเป็นตัวรู้ ทำงานแล้วเป็นอิตถัตตะหรือปุริสสัตตะ แต่ถ้าภาวะอุตมปุริสัตตะ คือเอกบุรุษสุดยอดในแต่ละ context ปริเฉเฉท อย่าตะกละ แล้วจะได้เป็นเครือแหเป็นคณะมากขึ้นโตขึ้นเอง ใน มโน มี ธาตุรู้ที่กำหนดรู้ เรียกว่ามโน ใครยังไม่สามารถอ่านมโนได้ก็ไม่สามารถรู้ได้ ต้องรู้ว่ามโนมีลีลาอย่างไร ในกรอบเล็กของคุณเป็นปริเฉท หากคุณรู้มโนได้ ก็กำจัดอกุศลได้ มันมีที่เป็นอกุศลธาตุ อกุศลธรรม ทำลายธาตุ ทำลายธรรมตัวนี้ ไม่ให้ทรงอยู่ ก็ไม่มีธรรมชาติของอกุศลนี้ ธรรมก็ไม่มี ชาติก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลยเรียกว่า นโหติ มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ หาก อยู่กันเฉยๆ ไม่เกิดเวทนา ก็คือ รูป กับนาม หากเริ่มรู้ตัวก็คือกาย รู้แล้วทำงานแล้วถ้าเป็นอกุศลจิต ก็มี ญาณ รู้ตัวโจร คือองค์ประชุมของธาตุจิต ของสักกะของตน ฆ่าโจรเสียไม่บาป ฆ่าอะไรไม่บาปก็ฆ่าโจรในตนเอง คือ กายกลิ เป็น ตัวโทษภัยเหตุร้าย ที่ต้องกำจัดเป็นอกุศลจิต ถ้าไม่รู้ตัวโจรก็จับโจรฆ่าโจรไม่ได้ หลงว่ามันเป็นเพื่อนอีกต่างหาก หลงว่ามันเป็นตัวกูของกูเป็นเนื้อเดียวกันอีกต่างหาก ตั้งแต่กาม ภายนอก เราทำได้อย่างหยาบ บางเบาแล้ว มีปัญญาญาณแหลมคมลึกซึ้งกว่าเก่า ก็ทำต่อในรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาต่อ องค์รวมในสนามรบของจิต คือ สังกัปปะ 7 (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา) จิตเริ่มดำริ เรียกว่า ตักกะ คุณก็จับมันแล้ววิจัยถึงเวทนา ว่ามันสุข มีเหตุจากอะไร มันก็อยากได้ข้างนอก ไม่ใช่อนาคามี คุณก็เรียนรู้กามคุณ 5 คุณกำจัดมันได้ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่มีตัวตน คุณทำจนเกิดปัญญาญาณว่า แม้ได้มาสัมผัสก็ไม่มีรสสุขทุกข์มันจางคลายหรือไม่มีแล้ว ก็ต้องรู้ตาม เช่น แต่ก่อนติดแครอท แต่ตอนนี้สัมผัสก็ไม่มีรสชาติ ตัวดำริ แล้วก็ทำให้เกิด วิตักกะ คือวิ คือ แม้แต่เศษเหลือก็ไม่ให้มี ไม่ให้มีเหลือเลยเรียกว่า วิเศษ จิตก็เป็นวิตักกะ ของสิ่งที่ดำริมา ก็ล้างกามวิตก หรือกามสังกัปปะ ล้างได้เป็นวิตักกะ มีวิจัย วิจาร จนมันจางคลาย ทำสำเร็จ ก็มี อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือ แน่วแน่ แนบแน่น ดีขึ้น ตั้งมั่นขึ้น จนเป็นเจตโสอภินิโรปนา ทำให้ตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ มากขึ้น จิตแข็งแรงต่อกิเลสมากขึ้น แม้มันจะมาปรุงแต่งเท่าไหร่ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แตะเท่าไหรก็เฉย ได้องค์รวมเป็นสังขาร ตรวจสอบด้วย คสช. สตง.หรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องทั้งฉลาดและแข็งแรง โจรจะผ่านไม่ได้ อยู่ที่ความเป็นจริงของ อัปปนา ถ้าไม่แข็งแรงผ่านไปสู่ พยัปปนา ถ้าผ่านไปถึง เจตโสอภินิโรปนา ก็ออกไปเป็น วจีสังขาร ตามกิเลส ผ่านฏีกาแล้ว ก็เสร็จมันเลย ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ตั้งแต่อัปปนาเลย ตัววจีสังขารคือตัวสงบจะอนุโลมก็ทำได้ คุณจะอนุโลมหรือไม่อนุโลมก็ต้องให้เสร็จงานก่อนนะ อย่าอนุโลมก่อนเสร็จงานนะ อย่าเป็นพระยาจักรี 2 จะรู้วจีสังขารต้องทำองค์ประกอบที่เป็นทั้งขั้วบวกและลบ ทำงานร่วมช่วยกัน หน้าที่คนรบก็รบไป คนตรวจสอบก็ตรวจสอบไป ถ้าเก่งตั้งแต่อัปปนาก็จบไม่ต้องเลย ตอนนี้คสช.ต้องทำหน้าที่ตนตัดไฟแต่ต้นลมเลย ถ้าคุณประยุทธ์ทำสำเร็จก็จะได้เป็นรัฐบุรุษต่อจากป๋าเปรม แม้ไม่ได้รับแต่งตั้งจากในหลวงก็ประชาชนจะตั้งให้ แต่ถ้าทำได้อันนี้จะได้ทั้งสองอย่างเลย ขออภัยที่อาตมาต้องพูดว่า อาตมาต้องมาช่วยทำงาน หลายด้าน อาตมาปีที่ 81 แล้วนะ เห็นว่าโลกุตรธรรมก็หยั่งลงได้ ทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว จิตคนก็สูงขึ้นได้ โสดาบัน เป็นสกิทาคามี เป็นอนาคามี เป็น อรหันต์ก็เป็นพระพรหมแท้จะทำงานอย่างมี ตรีมูรติ มีพระปัญญาธิคุณ กรุณาธิคุณ และ บริสุทธิคุณ ทำด้วย อัปปมัญญา 4 ( เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ) นี่คือคุณสมบัติของพระพรหมแท้ มีบทบาทพฤติกรรมจริง ชาวอโศกทำงานอย่างพรหม ตามฐานะ มีบุคคลจริง ในเมืองไทยมีคนเป็นผู้รู้สุขอันวิเศษที่ไม่ใช่โลกีย์ เช่น เป็นดาวดึงส์ เป็นสุขสงบร่มเย็นเพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) องค์ประกอบของดาวดึงส์นี้ เป็นโลกียะก็ได้ เป็นโลกุตระก็ได้ ที่เป็นอาการที่่ 33 ที่เป็นสุข แล้วทำให้เป็นยามะให้ได้ แล้วรู้จักพัก รู้จัก เพียรให้เป็นอยู่ในดุสิต (อยู่ในความสงบ)โลกียะก็ขอสงบได้ แต่ไม่จริงเหมือนโลกุตระ ที่ไม่ติด จนเป็นได้ ก็เป็น ปรนิมมิตวสวัตดี คนอื่นมา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive