580111_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ คนยากจนกับคนอยากจนเป็นไฉน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580111_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง คนยากจนกับคนอยากจนเป็นไฉน โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส.ฟ้าไท... วันนี้วันที่ 11 ม.ค. 2558 พ่อครูอยู่ที่ราชธานีอโศก ตอนนี้อากาศมีหนาวสลับร้อน วันนี้พ่อครูจะมานำเสนอสิ่งที่ทางโลกเขาไม่ต้องการ เขาต้องการไปรวย ไปฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ซึ่งพ่อครูสอนให้คนมาจน เขาก็ไม่ค่อยต้องการมาจนกัน คนที่มาลดกิเลสได้ จะไม่มีใครมุ่งไปรวย จะเป็นนักบวชหรือฆราวาส ใครประกาศตนว่าตนรวยก็ไม่ใช่อาริยะแล้ว ถ้าใครมาจนได้อย่างที่พ่อครูเทศน์ชีวิตจะสบาย ไม่มีอะไรต้องห่วง

พ่อครูว่า … เจริญธรรม อาตมาวันนี้เทวดาบอกว่าให้เทศน์เรื่องนี้เถอะ ก็เลยลุกมาเตรียมเรื่องแบบคนจน จะใช้หลักแบบคนจนนี่แหละที่ยิ่งใหญ่มาก แบบคนจน

พระราชดำรัส เรื่อง "แบบคนจน" "แบบที่เรียกว่า ทำ"แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลาย อย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเรา ไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศ ที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้ว พลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง" แต่ถ้าเราใ

อ่านต่อ

ช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ [พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534]

พ่อครูว่า… ที่อาตมาเอามาเปิดซ้ำ เพราะเจตนาให้คนได้ฟัง ฟังเมื่อไหร่ก็ประเสริฐเมื่อนั้น แล้วยิ่งพากเพียรให้เป็นคนจนได้ตามนัยสำคัญที่ในหลวง และพระพุทธเจ้าตรัส คำว่าคนจนนี่จะได้ขยายความว่ามีคนจนสองแบบ คนจนปุถุชน กับคนจนอาริยะหรือโลกุตระของพระพุทธเจ้า ในพระราชดำรัส แบบคนจน ท่านตรัสว่าไม่อยากจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะถอยหลังอย่างน่ากลัว แบบคนจนที่เป็นอาริยะจะทำได้จริงต้องลดกิเลสจริง ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกหรือจิตไร้สำนึก ตำราหรือความรู้ในโลกยังไม่สามารถดึงเอา จิตไร้สำนึก เอามาจัดการให้หมดเหตุที่ทำให้เห็นแก่ตัว ซึ่งตัวตนนี้พระพุทธเจ้าว่าคือ อัตตา ที่เป็นตัวหยาบใหญ่ จะเป็น อาสวะ อนุสัย ที่เราจะต้องกำจัดให้หมด อวิชชาสวะ สูงสุด ไม่ใช่แค่พยัญชนะ แต่เป็นสิ่งจริงเป็นปาตุภาวะหรือสิ่งปร า ก ฏ จริงสัมผัสได้ เป็น Phenomenal ทุกคนสัมผัสได้ หรือ Phenomena คือพหุพจน์ ที่คือความรู้ที่อาตมาพากเพียรให้เป็นความรู้ ปรากฏการณ์วิทยา หรือ ว่า ปรากฏการณ์วิชชา คำว่า แบบคนจน ที่ในหลวงตรัส อาตมาว่า อาตมาพอมีภูมิรู้ว่าใครคือโพธิสัตว์ ไม่ได้พูดเล่น เป็นคำสำคัญ พูดเล่นแล้วเสียหาย และอาตมาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสแสร้งที่จะยกย่องในหลวง อาตมายกย่องด้วยความจริงใจตามภูมิว่าพระองค์น่ายกย่องอย่างไร แล้วไม่ได้เอาประเด็นเลอะเทอะ แต่ใช้บางประเด็น โดยเฉพาะแบบคนจน แบบคนจนเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ในโลก ตั้งแต่พระพุทธเจ้าประกาศแล้ว ขออ่านเนื้อความ มาร์ชประเทศคือชีวิต

“ มาร์ชประเทศคือชีวิต ” (Intro) แม้น..ลองคิดชีวิตคนกลไกในร่างดังหนึ่งประเทศไซร้ (Verse) ทั้งชีวิตร่างกายเทียบคล้ายดังแดนประเทศ จากเขตแดนผองชนหน่วยงานทั้งสิ้นจนถิ่นเนา เทิดองค์กษัตริย์ไซร้ ดั่งดวงใจของเรา ถนอมและเฝ้าเชิดชูสุดชีวีจวบจีรกาล ยกเอามันสมองเป็นเหมือนรัฐบาลป้อง ซึ่งคอยตรองคิดคุมช่วยอุ้มชูมิให้ชีพแหลกราญ เฝ้าคอยบริหาร สั่งบงการผลงาน เสริมพัฒนาการให้ชีวีดีดังหวังปอง ประชาชนนั้นเป็นเช่นดังสายเลือด ไม่แห้งเหือดหายไปจากกายพี่น้อง กระทรวงทะบวงหรือรวมทั้งกรมแหละกอง เปรียบระบบของประสาท ในร่างกายของเรา หากส่วนใดเสียไปเหมือนกายพบโรค ต้องทุกข์โศกทรุดโทรมเสื่อมทรามโฉดเฉา หากแม้นแรงร้าย ถึงตาย คล้ายดังชาติเรา หากเมามัวเขลา ใครบ่อนใน ชาติไทยสูญสิ้น (Intro) รัก..แดนถิ่นดินไทย ต้องสามัคคีเหมือนดังอวัยวะ (Trio) ไม่ปล่อยปละหน้าที่ทำทุกอย่าง ทั้งคิดทั้งจิตถางทางก้าวเดินชูช่วยชีวี หากต่างดี- จิตดี- เลือดเดินดี- ประสาทดี- สมองดี- ชีวิตมั่นขวัญยืน ชีพเช่นไร ประเทศคงคล้ายกัน มาเถิดมาเสกสรร สร้างเมืองไทยให้แน่นเป็นแผ่นผืน เชิดชูไทยในทุกทางให้ยั้งยงยืน ไทยทุกคนตื่นเถิด ประเทศคือชีวิตเรา. [แต่งทำนอง 8 มี.ค. 2502 ใส่คำร้องเสร็จ 23 มี.ค. 2502 ปัจจุบัน เอาไปใส่คำร้องใหม่เป็นเพลง "กองทัพพุทธธรรม" 10 ธ.ค. 2530 ]

พ่อครูว่า… "ประเทศคือชีวิต" ถ้าแม้นคนไทยเข้าใจกระบวนการ"แบบคนจน" หรือจะเรียกอย่างสัมบูรณ์ ก็คือ "ถ้าเรามีการปกครอง แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป" ดังพระราชดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินไทย รัชกาลที่ 9 แห่ง ราชวงค์จักรี ตามที่ได้ยกขึ้นมาอ่านผ่านไปแล้วนั้น คำว่าไม่ติดกับตำรามากเกินไป ในที่นี้ ตามความเข้าใจของอาตมา คือตำราที่นับถือกันทั่วไปในโลกสากลขณะนี้ ทั้งหลายทั้งปวง แต่อาตมามั่นใจว่า ยกเว้นตำราของพระพุทธเจ้า หรือทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เราคนไทยคงต้อง"ยกไว้" แต่เราก็"ไม่ติดกับตำรามากเกินไป"แน่ แม้ตำราของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนเราอยู่ชัดๆ ว่า ไม่ให้ติดตำรา ไม่ให้ติดแม้แต่ครูของเรา หรือไม่ให้เชื่ออย่างยึดมั่นถือมั่น ตามหลักกาลามะสูตร ตามพระราชดำรัสก็ดี ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าก็ดี สอดคล้องตรงกันทุกอย่าง คือ พระพุทธเจ้านั้นสุดยอดแห่ง"คนจน" คำว่า "คนจน" หรือ"ความจน"นี้ ไม่ใช่คนในความหมายของคำว่า"ทลิทฺทตา" ในภาษาบาลี ที่แปลว่า ยากจน แต่คือ ความ " อยากจน " หรือความต้องการจะจนของตนเองต่างหาก ซึ่งเป็น"คนจน"หรือ"ความจน"ในคำว่า"อัปปิจฉะ"ของภาษาบาลี ที่แปลว่า มักน้อย หรือปรารถนามีน้อย (อัปป=น้อย อิจฉ=ปรารถนา) มีน้อย หมายความว่า มีอะไรน้อย?ก็มีทั้งสมบัติวัตถุเป็นของตน มีทั้งกิเลสเป็นของตน นั่นแหละน้อย หรือไม่มีเลยก็ได้ โดยเฉพาะกิเลส"ไม่มีเลยอย่างบริสุทธิ์สัมบูรณ์ ยิ่งดีสุด คนที่หลง "ความรวย" เป็นภัยต่อตน ต่อสังคม ถ้าพูดให้ชัดเจน ซึ่งฟังแล้วจะรู้สึกว่า เป็นคำพูดที่รุนแรง แต่ก็เป็นความจริงในความจริง ตั้งใจฟังให้เป็นการศึกษา เป็นภาษา"วิชาการ"กันดูดีๆ "ความรวย" นั้น พาคน "เลวชั่ว" และเป็น "ความเลวชาติ" ที่สุดเป็น "เลวบรรลัย" ความรวย หมายความว่า อะไร? ความจน หมายความว่า อะไร? ทำไมต้อง "แบบคนจน" ????? เปรียบเทียบ 1 .กษัตริย์เป็นดวงใจ 2 .มันสมองเป็นรัฐบาล 3 .ประชาชนเป็นสายเลือด (เหมือนมาต่อคนละเรื่อง? ผมทำข้อความอะไรหายไปหรือเปล่าครับ???) พ่อครูว่า… ตอนอัดออกประกวด ต้องส่งทั้งแผ่นเสียง และเนื้อร้องทำนอง ไปประกวดนะ สมั ย ก่อนแผ่นก็ไม่ดี เป็นแผ่นค รั่ งแตกง่าย แผ่นบางมาก ในยุคก่อนนั้นมีแต่ ครั่ง แตกง่าย แต่ยุคต่อมามีโลหะ ฉาบ ครั่ง บางกว่าก็ดีขึ้นมา แต่ก็สูญหายไปหมดแล้ว ไม่ได้เอามาขยายผล เราทำเองไม่ได้ ต้องไปจ้างโรงงานทำ พอใช้งานแล้ว มีไม่กี่แผ่นก็หายไปหมดแล้ว ก็ไม่ได้ฟัง ก็ทั้งนักร้องทั้งวงดนตรี ก็จำไม่ได้ว่านักร้องมีใคร ความจำเลือนไปแล้ว ก็น่าจะเป็นวงประสานมิตร อาตมาร้องลูกคู่ให้นักร้องวงประสานมิตร แต่ร้องหมู่เป็นส่วนใหญ่ เนื้อความ หมายถึงประเทศคือชีวิต ดังที่ว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นดวงใจของคนไทย แล้วพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ เป็นพระโพธิสัตว์ แล้วท่านก็เป็นดวงใจของประชาชนไทยจริง ไม่มีใครบังคับ เขารักเชิดชูจริงจัง เป็นสัจจะ ในหลวงพระองค์นี้ไม่เคยหาเสียงให้ตนเอง เป็นในหลวงที่ทรงไว้ซึ่งความภาคภูมิพระทัยในตน ไม่ทำอะไรเพื่ออวดอ้างหาเสียง หรือหาบริวาร ไม่ได้ทำเพื่อลาภสักการะ ไม่ได้ทำเพื่ออวดตัวตนเห็นว่าเก่งหรือดี ตรงตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าทุกประการ ปฏิบัติตรงตามความเป็นโพธิสัตว์ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ ทุกองคาพยพในประเทศไทยนั้นทำงานอย่างไม่สามัคคี มีจิตโทสะมูล ร้ายแรงทำลายกัน หรืออย่างเบาก็ประชดประชันแดกดัน แต่ก็ตอนนี้ไม่ใช่แค่เบามีแรงด้วย ตามสภาวะจริง เราเป็นคนมีหลักวิชชาของพระพุทธเจ้าอยู่ ที่เรียนที่สอนกันได้ ขออภัยที่ต้องพูดว่า...แม้ว่าศาสนาพุทธจะเพี้ยน กระแสหลักนั้นเพี้ยนไปจากความถูกต้อง พูดจากสัจจะนะ ไม่ได้เจตนากดข่ม แต่อาตมาเห็นเช่นนั้นจริง มันก็เลยไม่เกิดผลตามจริงของพระพุทธเจ้า ก็เลยไม่ให้ประสิทธิภาพตามที่พระพุทธเจ้าสอน คนที่ได้มาบริหารบ้านเมืองก็มีคุณภาพตามนั้น รุ่นไหนๆสืบทอดกันมาบริหารประเทศมาตั้งแต่เปลี่ยนประเทศเป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปี มาถึงวันนี้ประชาธิปไตยไทยมีความเข้าใจสูงขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้แก้ค่ายกลที่วางไว้มาตลอด 82 ปีก็ทำลายค่ายกลไม่ได้ ตอนนี้ประสิทธิภาพของผู้รู้ องค์ประกอบ กลไกธรรมะในประเทศไทยเกิดแล้ว อุบัติมาแล้วมีบทบาทใช้กลไกทางคุณธรรมอย่าง ถือว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์ เป็นอำนาจอธิปัตย์ของไทย แล้วอธิปัตย์นี้ไม่ใช่สมบูรณายาสิทธิราช แต่เป็นประชาธิปไตย มีคณะตามหลักสากล แม้แต่อาตมาก็มีหน้าที่ตามประชาธิปไตยจริงใจปรารถนาดีตามภูมิ จะให้ประเทศไทยเจริญพัฒนาไปตามภูมิ ว่าควรเจริญแบบโลกุตระ อาริยะแท้ที่ควรเป็น ในระดับนี้ ซึ่งเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีอาริยธรรมโลกุตรธรรมที่ กระแสหลักเสื่อมโลกุตรธรรมแล้ว แต่กระนั้นสภาพ DNA ของพุทธก็ยังไม่ยอมตาย พัฒนามาอยู่เรื่อยๆ ขณะนี้การพัฒนา DNA อยู่ในรอบที่กายกับจิตควรประสมประสานกันได้แล้ว ถ้าเข้าใจได้ดี ทางมวลประชาชนสามัญนั้นหัวหน้าใหญ่คือนายกฯ ส่วนทางด้านจิตวิญญาณคือในหลวง จิตวิญญาณกับกาย คือองค์รวมองค์ประชุมประชาชน อาตมาเชื่อว่านายกฯกับในหลวงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาตมาเชื่อมั่นที่สุด ไม่มีอะไรระแหงหรือแยกกันเลยในความคิดความเห็น อาตมาก็อยากจะเสนอแนะว่า ท่านนายกฯควรเข้าเฝ้าในหลวงให้มาก จะไม่เป็นการรบกวนหรอก เพราะในพระทัยของในหลวงไม่มีอะไรหรอกนอกจากประชาชน ถ้านายกฯเข้าเฝ้าแล้วขอพระราชปัญญาของท่านให้ท่านทรงแนะนำ เรื่อยๆ เพราะว่าเป็นวาระเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างสูงมาก จะทำเป็นเล่นไปไม่ได้ ถ้ายิ่งนายกฯจะขอ พระราชทานคำอธิบาย เข้าไปถึงคำว่าแบบคนจน ถ้าทำได้จะดียิ่งเลย แต่ในหลวงพระองค์นี้ไม่สาธยายเยอะ เหมือนพระพุทธเจ้าไม่สาธยายเยอะ พระสารีบุตร พระกัจจายนะก็สาธยายเยอะกว่าพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะทางขยายความได้มาก จากแก่นแกนที่พระพุทธเจ้าสอนที่ไม่ได้ขยายความมาก เช่นเดียวกับในหลวงพระองค์นี้ มีพฤติภาพเดียวกัน ไม่ขยายอะไรมาก อาตมานี่แหละจะเป็นสารีบุตรมาขยายความสืบทอดแม้แต่ของพระพุทธเจ้าหรือในหลวง แต่ว่าอย่าเข้าใจซื่อพาซื่อว่าอาตมานี้คือพระสารีบุตรในยุคพระพุทธเจ้ามาเกิดในชาตินี้ นี่คือเข้าใจธรรมะไม่ได้ ว่าสิ่งหนึ่งที่เคลื่อนไปเป็นอีกอย่างหนึ่งไมใช่สิ่งเดียวกันแล้ว แต่ก็สืบทอดต่อเนื่องกันไปได้ สรุปแล้วในหลวงตรัสแต่ว่าแบบคนจน จึงเป็นคำยิ่งใหญ่ที่ต้องศึกษาให้ดี อาตมาว่าอาตมามีภูมิเข้าใจแบบคนจน พาพวกเรามาจนจริงๆ มุ่งมาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน จนให้แล้วจนให้รอด ในหลวงตรัสว่า แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า“แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” คำว่าติดตำรามากเกินไปก็คือตำราที่เขาเรียนกันทั่วไป แต่ยกเว้นตำราของพระพุทธเจ้า แต่เราก็ไม่ติดในตำราของพระพุทธเจ้าเกินไป เพราะพระพุทธเจ้าก็สอนให้เราไม่ยึดถือตำรา ตามกาลามสูตร ในหลวงท่านทำมา แล้วก็มีการอุปถัมภ์ค้ำชูกันตามบารมี อย่างอาตมาก็มีผู้อุปถัมภ์ตามบารมี อย่างพระพุทธเจ้าก็มี แต่ว่าอาตมาเทียบไม่ได้หรอก ปางนี้อาตมาเป็นปางหมากลางตลาด อาตมานี่บารมีด้านวัตถุชาตินี้ยังสู้คุณจำลองไม่ได้เลย แต่อาตมานี่เฉียดแล้วเฉียดอีก

ตำราที่ทั่วไปถือกัน เป็นตำราโลกียะ ไม่เป็นตำราโลกุตระ พ่อครูว่า… คำว่า ความจน คือ ทลิทฺทตา เป็นความจนทั่วๆไป ที่จนแบบโลกีย์ คำว่า ทลิทฺทตา นี่คือแปลว่า ยากจน ไม่ใช่แปลว่าอยากจนที่เป็นบาลีว่า อัปปิจฉะ ความจนคือความมีน้อยๆ ถ้าความมีน้อยๆอย่างปุถุชนก็ดิ้นรนไม่อยากมีน้อย อยากจะมีมาก ส่วนโลกุตระบุคคลถึงอยากมีน้อยเรื่อยๆจนหมดตัวหมดตน ไม่มีของตน แต่ว่ามีไว้อาศัยอย่างพอดี ถ้ายิ่งมันมีเพิ่มเติมยิ่งเห็นเป็นความเฟ้อเกิน ซื่อสัตย์ต่อตนจริง มีคำสองคำ คือ อัปปิจฉตา และ คำว่า ทลิทฺทตา คือยากจนแบบจำนน เขาไม่อยากจนหรอกแต่มันจน ส่วน อัปปจิฉตา คือคนอยากจน ต้องการมาเป็นคนมีน้อย ตนเองเป็นคนจริงใจ เห็นด้วยปัญญาว่ามาจนนี่ดีกว่าไปรวย มีชีวิตยืนบนฐานความจนดีกว่าฐานความรวย จนอย่างสุขใจด้วยและคนจนโลกุตระหรืออาริยบุคคล ถ้าจนแล้วอยู่คนเดียวไม่ได้ไปไม่รอด หมดเนื้อหมดตัว อยู่คนเดียวไม่รอด แต่คนจนโลกุตระอาริยบุคคลจริง จะมีทฤษฎีปัญญาอธิบายให้คนอื่นฟัง คนอื่นเห็นดีด้วยจะมาอยู่เป็นหมู่เป็นพวก มีพลังงานรวมสร้างสรรผลิตส ิ่ งที่ดี ตั้งแต่ปัจจัย 4 แห่งชีวิตและมีบริขารที่ขยายออกไปเผื่อแผ่คนอื่น ในเนื้อหาสิ่งจำเป็นสำคัญให้คนอื่น สิ่งจำเป็นสำคัญไปตามลำดับเช่น ข้าวเป็นหนึ่งในโลก ข้าวเป็นเอกมีวิตาม ิน มีอาหารที่ดีที่สุดในกระบวนพืชทั้งหลาย ซึ่งรู้กันหมด ทั้งวิทยาศาสตร์ แม้พระพุทธเจ้าก็ว่าข้าวคือหนึ่งในโลก ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง ข้าวเปลือกเก็บไว้นาน กินได้ไม่ตาย

คนจนจะอยู่คนเดียวไม่ได้ คนเดียวไปไม่รอด หากอยู่สองคนขึ้นไปจะเป็นพฤติภาพแห่งชีวิต หากเป็นสามคนก็มีองค์ประกอบมากขึ้น หมุนวน ถ้ามีความรู้แต่ละด้านหรือหลายด้าน มีคนละสองนัยก็เป็นหก หากมีความรู้คนละสามนัยก็เป็น 9 ก็รวมกันสร้างสิ่งจำเป็นสิ่งดีของคนได้อาศัย มีพลังสร้างมากกว่าตนเองอาศัยกินใช้ ในสมรรถนะของตน คนที่ศึกษาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าจะขยันสร้างสรรแล้วเหลือเฟือ แต่ละคนหรือรวมกันหลายคนจะมีอัตราก้าวหน้าเป็นบวก คูณ หรือยกกำลังมากขึ้นต่อไป แค่สามคนนะ สรุปแล้วคนที่ศึกษาตามคุณธรรมพระพุทธเจ้าก็จะมีคุณสมบัติแบบนี้ แม้ 3 คนเกิด 1 เส้า แต่ถ้า 9 คนหรือ 10 คนก็จะเห็นรูปลักษณ์สมบูรณ์ขึ้น แล้วจะไม่ติดยึดเป็นเราเป็นของเรา จะสร้างให้มากแล้วสะพัดช่วยคนอื่น คนเดียวก็พึ่งตนรอด อัตตาหิ อัตตโนนาโถ แต่จะยังชีพได้เท่านั้นเป็นผลต่อคนอื่นได้ยาก ไม่เจริญดี เช่น อาตมาไม่เคยกลัวเลย ถ้าอาตมาเหลือคนเดียวไม่มีใครร่วม อาตมาก็จะปลูกมัน เผือกไว้รอบ มีที่ดินประมาณหนึ่ง ปลูกพืชผักเก็บกินแล้วกินเผือกเป็นแป้ง ผังหัวเผือกรอบที่อยู่ ไว้เก็บกินให้พอหมุนเวียนทุกวันเลย ไม่มีขาด มีชีวิตตามอายุขัย ตอนอาตมาจะออกบวช มีคุณชวยไชย ช่วยหาที่อยู่ให้ ก็ไปคุยกับแม่ค้าที่ตลาดก็แนะให้ไปวัดอโศการาม แล้วไปดูที่ในป่าแสม ก็ดีเลย อาตมาก็ตัดสินใจอยู่ที่นี่ เอาเงินมาสร้างกุฏิ แม่พลวงที่เคยดูแลอาตมาก็ไม่ยอมพรากก็จะขออยู่ดูแลอาตมาต่อ อุปัฏฐากอาตมาทำอาหารมังสวิรัติให้ ตอนนั้นอาตมาเป็นฆราวาส อาตมาไม่ศรัทธาพระ เพราะเห็นว่าเสื่อมแล้ว จนกระทั่งอาตมาพูดกับท่านเจ้าคุณ ที่ท่านว่าทำไมไม่บวช อาตมาก็ว่าอีก 10 ปีจะบวช แต่ที่จริงก็ไม่เห็นว่าจะต้องบวช เพราะว่าไม่เห็นว่าใครจะมาสอนเราได้ ในเรื่องของศาสนา พูดแล้วเหมือนคนหลงตนหยิ่งผยอง ก็เลยอยู่ไป แต่อยู่ไปคนก็มามากตั้งแต่ที่พักอาตมาจนเลยถึงวัด แม้แต่พระทั้งมหานิกายและเถรวาทก็มาหา จนต้องสร้างที่รับแขกเพิ่ม พระที่อยู่ในวัดก็มองสิ เขาก็ว่าจะมาสร้างสำนักซ้อนสำนักหรือไง ก็เลยดูขัดหูขัดตา คนก็มานับถือ และสำคัญที่สอนกันคนละอย่าง มันก็เลยอยู่ไปไม่ไหว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร โดยเฉพาะอาตมามาบรรยายธรรมะนุ่งขาสั้นใส่เสื้อคอกลมรองเท้าไม่ใส่ เดินสงบไม่วอกแวก สุขุม คนก็หาว่าบ้าเสียอีก อยู่ในร่างฆราวาส ยิ่งเป็นดาราด้วย ที่ออกโทรทัศน์มากที่สุด ออกมากกว่าพิธีกรประจำวันด้วย ดูแลหลายรายการ บางวันออกสามถึงสี่รายการ แต่เป็นรายการไม่ได้เงินคนไม่ค่อยทำอาตมาก็เลยต้องออกมา ก มีคนรู้จักมาก เป็นโทรทัศน์ช่องแรกของไทยด้วย แล้วออกบรรยายคู่กับคนอื่น กับพระด้วย ก็นุ่งขาสั้นเสื้อคอกลมไม่ใส่รองเท้า แล้วบรรยายโลกุตระด้วย ไม่เหมือนเขา ก็สังเกตเขาก็รับไม่ได้ เห็นว่าบ้ามากกว่าดี ก็คิดว่าไม่ลงตัว ก็เลยจะต้องใช้จีวร นี่แหละเขาว่าไม่ได้บวชโดยบริสุทธิ์ มาเอาจีวรเท่านั้นแล้วก็จริง มันซ้อนหลายชั้น อาตมาก็เลยต้องว่าจะบวช ยังไม่ถึงปีเลย ท่านเจ้าคุณก็ว่าไหนว่าอีก 10 ปีแต่อาตมาก็ว่าต้องถึงเวลาทำงาน ท่านเจ้าคุณท่านหัวเราะเอ็นดู ท่านเป็นเจ้าคุณชั้นราชฯ ก็บวชให้ ท่านก็หาบาตรให้ จีวรท่านก็มีให้ วัดอโศการามเป็นวัดพระป่า นุ่งห่มสีแก่นขนุนถูกธรรมวินัย อาตมาก็ได้ชุด มีแต่น้องซื้อบาตรให้ นอกนั้นท่านเจ้าคุณหาให้หมดฟรี พอบวชแล้วเดินสำรวมอย่างเก่า คนกราบเคารพกันมากเลย นี่คือสัจจะ ไม่ได้ต่างจากรัก รักพงษ์ก็เดินเหมือนกันแต่คนหาว่าบ้า แต่พอบวชแล้ว คนกราบตามทางเลย ท่านกุสโลบอกว่าเดินเหมือนลอยเลย ผมเห็นแล้วขนลุกเลย แต่ท่านเจ้าคุณเสียชีวิตแล้ว ก็เอามาอ้างไม่ได้ สรุปอาตมาบวชแล้วก็ทำงานม ี ประสิทธิภาพ คนมาร่วมกัน จนเป็นอโศก อย่างมุ่งมาจนกัน จนมาเป็นกลุ่มคนจนอย่างไม่ได้เปลี่ยนจุดยืน จุดมุ่งหมายเลย ขอยืนยันว่าลักษณะคนจนนี่มีสองแบบ คนจนอย่างยากจน กับคนจนอย่างอยากจน นั้นต่างกัน คนอยากจะนั้นมีปัญญาที่จะมาจน จนแปลว่าไม่มีสมบัติวัตถุมาก แต่มีสมบัติทางคุณธรรมเยอะขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดจนเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนสมบัตินั้นน้อยลงๆ มีไว้พออาศัยตามบารมี ไปสุดยอดแห่งฐานที่อาศัยพอเหมาะไม่เบียดเบียนชีวิตตน พอสบายที่ไม่แอบเสพ แต่เป็นสัปปายะ อยู่อย่างสงบ

คนจนทางโลกีย์คือคนที่มีวิบากบาป มีกิเลส ส่วนคนจนโลกุตระนั้นเป็นคนลดวิบากบาป ลดได้มากก็เป็นคนจนมหัศจรรย์คนจนโลกุตระได้มากเท่านั้น คนรวย คืออะไร คนรวยมีนัยเดียวคือโลกียะ ส่วนโลกุตระนั้นไม่เป็นคนรวย แต่โลกียะมีแนวเดียวสายเดียวคือรวย สมบัติทางคุณธรรมนั้นยิ่งลด ถ้ายิ่งรวย เพราะสะสมกอบโกยไปหาตน แล้วไม่ทำให้เสมอภาคกับคนอื่น คนรวยคือคนที่มีไม่ให้น้อยกว่าเขา นี่คือเขตตัดสินคนรวย หากเขาเป็นคนที่มีให้น้อยกว่าเขาได้ คนนั้นคือคนจน นี่คือเขตตัดสินง่ายๆ คนรวยนั้นวัดได้ทางวัตถุ ส่วนจิตวิญญาณนั้นหากอยากรวยก็โลกียะ หากไม่อยากรวยนั้นก็เป็นโลกุตระ รวยแล้วไม่พอคือโลกียะ รวยแต่ใจพอ อยากรวยน้อยลงคือโลกุตระ จนถึงขีดที่ว่าน้อยได้ที่สุดเท่าไหร่ แล้วจะมีอจินไตยที่คนมีจิตไม่อยากมีได้เลย ยิ่งมีจิตอย่างนี้ยิ่งจะมีมาก ยิ่งจะมีคนยอมรับนับถือศรัทธาสงเคราะห์เป็นสัจจะอจินไตย อาตมาถึงไม่กลัวจน ทุกวันนี้อาตมาก็จนอย่างไม่จน ไม่ขาดแคลน แต่ก็ต้องเคยแบบสบายๆ มีแต่รู้สึกว่าตื่นเต้นจะไปรอดไหมนี่ตลอดเวลา ที่พูดนี้ไม่ได้ตื่นเต้นตลอดเวลาแต่ก็สงบไม่ได้อย่างสบาย ว่าเดี๋ยวก็มาเอง พวกคุณนี่ไว้ใจอาตมาว่าเดี๋ยวก็มาเอง ไม่ได้นะ ตายเลย ส.ฟ้าไท … ถ้าได้ง่ายพวกผมก็จะไม่ขยัน แต่ถ้าต้องลุ้นช่วยพ่อครูก็เลยต้องขยันไปด้วย พ่อครูว่า … ขณะนี้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ และมีดีเอ็นเอพุทธหยั่งลงแล้ว ขยายไปเรื่อยๆ แพร่ DNA พุทธไปเรื่อยๆ ไม่ได้พูดลอยลม แต่เป็นเชื้อจริง เชื้อนี้เป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งเป็นธาตุพลังงานทางวิญญาณ ถ้าได้จริงก็จะอยู่ หากไม่จริงก็ไม่อยู่หรอกเพราะอาตมาพามาเหนื่อย แล้วก็มีแต่ถูกว่าด้วย ความจนที่มหัศจรรย์คือจนแต่ไม่ขาดแคลน จนแต่อุดมสมบูรณ์ จนกระทั่งเผลอไม่ได้ ถ้าเผลอจะสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยทิ้งขว้างนี่เกิดแล้วในชาวอโศกบ้างต้องช่วยกันดูแล เป็นนิสัยที่ดีของแต่ละคน ก็ช่วยกันเก็บงำมัธยัสถ์ ถ้าช่วยกันแล้วจะอุดมสมบูรณ์กว่านี้ แล้วเราก็ไม่สะสมด้วย มีนิสัยสะพัด ไม่ต้องการมาก ต้องการที่จะพอหมุนเวียนสมดุล เรามีภูมิธรรมรู้ ทั้งก้อนที่เป็นคงคลังทั้งทรัพย์สำรองและหมุนเวียนอย่างได้สัดส่วน พอเหมาะไม่กักตุน เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้เรื่องนี้ ทำกันอย่างเหนื่อย ตื่นเต้น ไม่เชื่อถามคุณแมวดู ที่ดูแลเงินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปะงามงาน ปานรุ้งที่ช่วยดูแลอยู่ ที่บ้านราชฯ ที่สันติฯก็มีวนิดา บุษดีดูแลอยู่ เหมือนนายธนาคาร แต่เป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อโลกุตระ บารมีของโพธิรักษ์จึงเฉียดฉิว ตื่นเต้นตลอดเวลา ประเทศไทยในหลวงตรัสว่า...“เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่..ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า“แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” พวกประเทศอุตสาหกรรมทางยุโรปทำได้เจริญก่อน พอเจริญก่อนก็มาตีเอารายได้ แม้ทุกวันนี้เอเชียก็ไม่เก่งอุตสาหกรรม แต่รู้ว่า แม้เขาเก่งอย่างไรทางนี้ก็มีเงินไปซื้อมาแข่งได้ อย่างไรๆทางเศรษฐกิจทางยุโรปก็สู้เอเชียไม่ได้ ยิ่งเอเชียจะจับมือกันแล้วจับมือกับจีนอีก เมื่อเอเชียผนวกกับจีนแล้วอินเดียที่อยู่ตรงกลาง เขาจะไม่แคร์ใครเท่าไหร่ พลเมืองเขาจะมากเท่าไรก็ตาม นอกจากจะมีสิ่งลึกซึ้งว่าอินเดียไปอยู่ในประเทศไหนก็จะไม่ถูกกลืน ยังมีเลือดอินเดียอยู่เสอม คนเหล่านั้นลึกทั้งเจโตและปัญญา เขาเจริญมาก่อนใครแล้ว ทุกวันนี้ไทยจะขอแบ่งส่วนจากอินเดียมาบ้าง เพื่อทำให้สมกับยุค แต่ไทยก็จะไม่ขัดแย้งกับอินเดีย และไทยก็จะไม่ขัดแย้งกับจีนด้วย ส่วนทางอเมริกาก็ไม่ขัดแย้งแต่ไม่ร่วมด้วย เพราะจิตมีเนื้อเมตตาร่วมด้วย ถ้ามีเมตตาที่จิตก็จะเกิดกายวจีเมตตาด้วย เมื่อมีเนื้อแท้เมตตาจะเกิดสาธารณโภคี มีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ในสาราณียธรรม 6 ได้จริง ภูมิใจที่ยุคนี้มีสาธารณโภคีได้ อโศกเป็นได้จริงก็พิสูจน์กันต่อไป เพราะมีแก่นแกนพุทธธรรมแล้วมีแต่จะขยายเชื้อ DNA พุทธออกไป จะแพร่ไปอีกจนกว่า(ขออภัยที่พยากรณ์) อีก 500 ปีจะถึงยอด ไม่มีเสื่อมพอถึง 500 ปีก็ค่อยเสื่อมลง จนกว่าจะสิ้นสุดอายุศาสนาพุทธ ครบ 5,000 ปี ก็จะน้อยลงๆๆไป พูดโดยมั่นใจว่าเป็นความจริง ตอนนี้เราจะทำให้ถึง 500 ปี ใครตายก่อนก็จะมาเกิดมาร่วมกันทำไป จะมีพวกอโศกที่ตายไปแล้วเกิดในในท้องคนอโศก แต่เกิดไม่ทันเพราะเกิดน้อยก็ไปเกิดอยู่ภายนอกแล้วก็จะกลับมา แต่อย่าหมายว่าลูกของใครในนี้จะมีโลกุตรธรรมหมด อย่ายึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น ก็ทำใจให้ดีไม่เช่นนั้นจะอกหัก คนไทยมี DNA ของคนจนมหัศจรรย์หยั่งลงแล้วก็จะช่วยคนได้เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ความจนกับความรวยนี้ดูเผินๆดูยาก คนภายนอกมาก็จะบอกว่าอโศกเป็นคนรวยทั้งนั้น เขาไม่บอกว่าบ้านราชฯเป็นคนจนหรอก แต่คนเหล่านั้นไม่เห็นยอดของหัวอกโพธิรักษ์หรอกว่ากระเบียดกระเสียนเท่าไหร่ พยายามหมุนอยู่ อย่างอดอย่างเยี่ยงอย่างเสือสงวนศักดิ์ โซก็เสาะใส่ท้องจับเนื้อกินเอง(เอาโคลงเขามาว่านะเราไม่กินเนื้ออยู่แล้ว) คือได้กินก็รอด ไม่ได้กินก็ตาย แม้จนก็ปรารถนาดีช่วยคนอื่น คนที่ได้ศึกษากล่อมเกลาให้คนมีจิตเช่นนี้มีเมตตากาย วจี มโน แล้วอยู่รวมกันมีของส่วนกลางเป็นสาธารณโภคี แล้วทุกคนก็กินเจียม นุ่งเจียม ห่มเจียม คนมีฐานแข็งแรงก็ให้อยู่ไหนก็ได้ เขาให้อยู่ ปลอดภัยไม่ว่าหญิงชาย พออยู่ได้ ฐานของคนมาอยู่ที่นี่จึงพอเหมาะ(ปโหติ) ทั้งรูปและนาม เมื่อแก่นแกนโลกุตรธรรมหรืออาริยธรรมนี้เกิด ทุกวันนี้ดีขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่สิ่งจำเป็นสำคัญ เรามีความรู้ความสามารถแล้วจะมีบุคคล ที่จะค่อยเห็นจริงแล้วมาเสริมมาร่วม ทั้งผู้มีบารมีความรู้ความสามารถทางโลก เรายืนหยัดสาธารณโภคี มาทำงานฟรี มาลดกิเลส ถ้าเป็นอนาคามีก็สบาย แล้วไม่โทษใครแล้วโทษแต่ตนเอง เราจะมีปัญญารู้ว่าเหลืออะไรในตน ถ้ายังไปโทษคนอื่นก็ยังไม่ใช่อนาคามี มีแต่โทษตนเอง อนาคามีจึงเป็นโอปปาติกะ ไม่โทษใคร ไม่เป็นภัยกับใคร นี่คือจิตอนาคามีเป็นต้นไป จะทุกข์ร้อนก็อยู่กับตน อึดอัดก็อยู่กับตนไม่ถือสา มีปัญญารู้ว่าคนไหนสูงหรือต่ำ อนาคามีจะเข้าใจไม่หนีจากหมู่ จะเข้าใจมาตามขั้นตอน ให้ตายอย่างไรก็ไม่หนี เขาขับก็ไม่ไป แต่สัจจะลงตัวคนดีแล้วไม่มีใครขับหรอก สรุปแล้วพลังงานสร้างสรรของคนกลุ่มนี้สร้างสรรแต่ไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา เราไม่หนีสังคม ไม่เหยียดความรู้ทางโลก เราเอามาสร้างสร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน