610314_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ขั้นตอนการสร้างพลังงานบุญโดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
610314_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ขั้นตอนการสร้างพลังงานบุญโดยพิสดาร
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันพุธที่ 14 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ลมฟ้าอากาศก็เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ฝน คนสมัยนี้ต้องสุขภาพดีและแข็งแรง จึงจะอายุยืนยาวได้ สุขภาพจะดีได้ ต้องมาปฏิบัติธรรม ที่ผ่านมามีเด็กนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ อยู่ในการอนุเคราะห์ของในหลวง โรงเรียนนี้เรียนฟรี เป็นโรงเรียนประจำ นักเรียนไม่มีการใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ใกล้เคียงกับที่ โรงเรียนสัมมาสิกขาเรา ตอนพ่อครูเทศน์เมื่อวานให้เด็กฟัง ดูเหมือนเด็กคุยกัน แต่ว่าเมื่อถามคำถาม ถามเรื่องบุญ เด็กตอบถูกด้วย แสดงว่าเขาฟังรู้เรื่องได้ด้วย เป็นเรื่องที่ ประมาทไม่ได้เลย บุญเป็นเครื่องทำร้ายกิเลส ทำลายกิเลส บุญเป็นพลังงานลม และไฟ ที่ทำลายกิเลส พ่อครูว่า… _SMS 12 มีนาคม 2561 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)
_2166... ผมไม่ได้หมายอย่างนั้น พ่อท่านไม่ต้องห่วงครับ ช่องต่างๆหลายช่องเขารออยู่แล้ว ไม่ว่าช่อง 22 คุณเอกลักษณ์ ช่อง 32-คุณจอมขวัญ ช่อง 34-คุณพุทธ เขารอจัดอยู่แล้วครับ ได้ออกทีวีโดยไม่ต้องเสียเงิน ผมขอรับรองว่าคงมันกว่าหวย 30 ล้าน หรือเสือดำ???!!!
_2166... ช่องบุญนิยมไม่ค่อยมีคนดูหรอกครับ ถ้าพ่อท่านกล้าๆๆปักกิ่งหว้า รับรองทีนี้พ่อท่าน ท่านเดินดิน ท่านฟ้าไทย ท่านถักบุญ ท้านกล้าข้ามฟันฯลฯ ได้ไปออกช่อง 22-32-34 แน่ อาจจะมีคนดูมากกว่าเรื่อง หวย 30 ล้าน พ่อท่านเห็นด้วยไหมครับ ช่วยวิเคราะให้ฟังมันๆหน่อยครับ??? จากตอนหนึ่งของอโศกมหาราชพูดว่า "คนกล้าเท่านั้นจึงมีศรัตรู"
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สาธารณโภคีคือสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดของเศรษฐกิจ พ่อครูว่า… พอดีเหลือบไปเห็นสิ่งประดับฉากบนโต๊ะนี้
อ่านต่อ
อาตมาก็เคยเห็นอะไรมามาก นี่หอมหัวใหญ่นะ ขนาดใหญ่มาก ไม่ว่าอะไรอื่นๆ นี่เพราะ เมืองไทยใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน อาตมาว่า เป็นจุดเด่นของเมืองไทย คือ เมืองไทยเราอยู่ในโซนกสิกรรม เยี่ยมยอดที่สุด ในหลวงเตือนไว้ว่า อย่าไปหลงอุตสาหกรรม อาตมาฟังในหลวงแล้วก็รู้สึกว่า ท่านหมายความลึกซึ้ง เป็นโลกุตระธรรม เช่น เศรษฐกิจ ให้เอาแบบคนจน เป็นประเทศที่ขาดทุน อย่าไปเที่ยวเอากำไรแก่ใครๆเลย ทุกวันนี้คนจบดร.จากเมืองนอก ไม่เข้าใจอย่างที่ว่าเลย นิยามของความจนกับความรวยนี้ ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง และการที่จะมีเศรษฐกิจแบบคนจน ในหลวงตอบให้เอาแบบคนจน ท่านตรัสว่า “ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ” เป็นความหมายทางเศรษฐกิจทั้งนั้น แต่ผู้บริหารประเทศไม่ได้เข้าใจ ว่าพระมหากษัตริย์เรามีพระปัญญาธิคุณอย่างนี้ ชาวอโศกเป็นผู้ที่เข้าใจเศรษฐกิจได้อย่างดีเยี่ยม ทุกคนนี้ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ มาถึงวันนี้แล้วสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร มีชีวิตสามารถพึ่งพาตนเอง ทำอยู่ ทำกินได้ ไม่ไปเดือดร้อนวุ่นวายแก่คนอื่น เป็นประโยชน์แก่สังคม ประเทศชาติ ซึ่งมันจบแล้ว ชาวอโศกเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ของในหลวง มาประพฤติ เป็นอันเดียวกัน ของในหลวง กับของพระพุทธเจ้า แม้แต่ที่อาตมาอธิบาย ก็อันเดียวกัน เป็นเศรษฐกิจแบบนี้สุดยอดแล้ว จนกระทั่งสามารถพิสูจน์ เศรษฐกิจของชาวอโศกสูงสุด เป็น สาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์ที่คนเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ให้แก่ส่วนกลาง ถ้าจะพูดอย่างกว้างคือประชาชนเสียภาษีให้แก่รัฐบาล 100% ทุกคนทำงานฟรี เอาเข้ากองกลางหมดเลย มันสุดยอดกว่าคอมมิวนิสต์ และประชาธิปไตยที่ต้องการ เขาก็ต้องการให้เงินกองกลางมีมากนั่นแหละ คอมมิวนิสต์ใช้อำนาจบังคับ กดขี่บังคับให้คนมีรายได้มาก เสียภาษีมาก ประชาธิปไตยก็ไม่บังคับเท่าไหร่ ซึ่งของชาวอโศกของพระพุทธเจ้า หรืออย่างในหลวง ทำได้สำเร็จแล้ว ให้คนมาเข้าใจ และมีความจน เข้าใจว่ามีชีวิตยังคิดอยู่ ดำเนินชีวิตอย่างไม่เดือดร้อน ถึงขั้นทำงานฟรี อาตมาประสบความสำเร็จแล้ว อย่างที่พาพวกเราประพฤติ เป็นได้ จบเลย ทำงานก็เอาเข้ากองกลางหมดเลย พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ซึ่งมันจบแล้วนะ เรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์บทนี้ เรียกว่า ชาวอโศกเราทำจบหมดแล้ว มันสบายไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรดีเกินกว่านี้ไปได้ นี่ดีที่สุด พูดแล้ว เหมือนหลงใหล แต่มันเป็นเรื่องจริง เป็นปรากฏการณ์ของมนุษยชาติ เกิดให้เห็น เป็นปรากฏการณ์จริงขณะนี้ ยืนยันอ้างอิงได้ว่า มนุษย์ทำได้ มนุษย์มีสัมมาชีพแบบนี้ ทำงานแบบนี้ พูดแบบนี้ เข้าใจแบบนี้ มีความรู้แบบนี้ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เศรษฐศาสตร์บทนี้ ในยุคพระพุทธเจ้า เอามาใช้กับฆราวาสยังไม่ได้ สาธารณโภคี ถ้าเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นยุคทาส คนไม่รู้จักสิทธิมนุษยชน แต่ยุคนี้ไม่เป็นทาสกันแล้ว คนมีอิสระเสรีภาพ ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนเข้าใจในสิทธิมนุษยชน และสิทธิต่างๆ จนใช้สิทธิ์เว่อร์เกินด้วยซ้ำ จึงสะดวกสบาย อาตมาเอาทฤษฎีเหล่านี้ มาใช้จนสำเร็จ เป็นสาธารณโภคี สำเร็จได้อย่างสวยงามด้วย เราอยู่ ไม่ได้อยู่ในกรอบของพระวินัยเหมือนพระ แต่นี่ไม่ได้เป็นหลักเกณฑ์ อย่างนั้น เป็นอิสระเสรีภาพ อยู่ในกรอบสาธารณโภคี มีศีล 5 ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็เลิกละกันไป ประพฤติกันไป ก็อยู่ได้ เมืองไทยมีแก่นแกน ที่มีเศรษฐศาสตร์ ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อยู่ในสังคมเมืองไทย จะว่าไปแล้ว ชาวอโศกก็มีชุมชนชาวอโศก สาธารณโภคีทุกชุมชน กระจายอยู่ในประเทศนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมาย เพราะมันไม่ง่าย แต่มันก็เป็นจริง ไม่ใช่ว่าเป็นได้แค่กลุ่มเดียว คนทั้งหมดตั้ง 60 ล้าน 70 ล้าน เป็นได้นิดเดียว พันคนก็ไม่ถึงดี ก็ไม่ใช่ มันก็มีหลายร้อย หลายพันอยู่ หลายหมู่บ้าน เกินกว่า 10 ชุมชนในประเทศ ที่ดำเนินชีวิตอยู่อย่างนี้ เป็นอิสระเสรีภาพ สมัครใจเป็นจริง ไม่มีใครบังคับให้มาจน พูดให้เข้าเป้า มามีชีวิตอย่างนี้ จนคืออะไร ไม่สะสมเงินทอง ใช้ กินกับส่วนกลาง ไม่ใช่เรื่องอวดอ้าง เรื่องยกตนข่มใคร แต่เป็นเรื่องชีวิตมนุษย์ ที่จะดำเนินชีวิตด้วยภูมิปัญญา ด้วยความพอใจของเรา จิตของเราก็อยู่สบาย ไม่เดือด ไม่ร้อน ไม่ทุกข์ ที่จะต้องไปแย่งชิงแข่งขัน ไปหลงโลกที่มอมเมา ต้องเปลืองผลาญอย่างนี้ เป็นคุณธรรม มีธรรมะที่แท้จริง มีความจริง ที่ตนเองลดละได้ ก็ไม่ต้องไปหลงใหลกับโลก ที่มอมเมาให้ไปแย่งชิง อวดโอ่ ต้องไปสวยอย่างนั้น ไปเต้น ไปดีด ไปสะสม ไม่ต้องเลย มันเป็นความสงบ ไม่ต้องแก่งแย่ง ไม่ต้องฆ่าแกงไม่ต้องเป็นศัตรูใคร สบายสุดยอดมาก อาตมาว่า ผู้บริหารประเทศ ก็ต้องการคนแบบนี้ ชนิดนี้ คนที่อยู่สงบ เป็นประโยชน์ มีความสุข สงบ สบาย สร้างสรร ไม่เบียดเบียนใคร มีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคม สร้างสรรเสียสละ แบ่งแจก ไม่ไปขูดรีด ไม่ไปเอาเปรียบเอารัดสังคม พูดภาษาง่ายๆธรรมดา แต่เป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ สุดยอดแล้ว ไม่ได้หมายถึงด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว ด้านสังคมก็ด้วย ก็อยู่กันอย่างนี้ สังคมพวกเรา ใครจะมามาก มาน้อย มาเพิ่มขึ้น หรือไม่เพิ่มขึ้น เราก็อยู่ของเรารอด เป็นไปได้ด้วยดี และก็ช่วยกันให้ความรู้ พยายามสอน แนะนำกัน ให้เข้าใจ ให้มาลดละ จิตเป็นประธาน มีกิเลสโง่ อวิชชามันก็ยึด จนมาเข้าใจ ปลดปล่อยความยึดถือแบบโลกๆ มาอยู่แบบนี้ หรือปฏิบัติให้ดีขึ้น ไปจนถึงอรหันต์เลย ก็พากเพียรไป ซึ่งสุดยอดแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญกับฌานอะไรเก่งกว่ากัน __7630... หลวงพ่อว่าบุญกับฌานไครเก่งกว่าครับ? พ่อครูว่า... ฌาน เป็นพลังงานสอง ฌานนี้อาตมาพูดหมายถึง ฌานของพุทธ ไม่ได้หมายถึง ฌาน ที่เข้าใจผิด ออกนอกทางของพุทธ ฌานที่เข้าใจออกนอกทาง คือจิตที่ไปนั่งสะกดจิตให้ไปอยู่ภายใน เขาสรุปฌาน 1 2 3 4 แล้วก็ไปจิตสงบ เป็นความหมายลวกๆ ตื้นๆ ง่ายๆ แต่แท้จริง ฌาน ในพจนานุกรมบาลี ก็ให้ความหมายชัด แต่เขาก็อดไม่ได้ เติมว่าฌานคือ ทำให้จิตสงบ แต่คำแปลที่ถูกต้อง คือ ไฟ ฌาน เขาก็แปลถูก ตามพจนานุกรม ยังมีอยู่ ฌาน แปลว่าไฟกองใหญ่ บางฉบับแปลอย่างนี้ เป็นไฟที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพ ล้าง ชำระ กำจัด เก่งกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะ เป็นอุณหธาตุ ใครสร้างพลังงานไฟชนิดนี้ได้ ไฟชนิดนี้มันจะสู้ และทำลาย กำจัดไฟราคะ โทสะ โมหะเท่านั้น อธิบายอย่างพุทธ แต่เขาเข้าใจฌาน เป็นเรื่องภพชาติ ต้องไปอยู่สงบ สะกดจิตแบบเดียรถีย์ สะกดจิต hypnotize ทำให้พลังงานจิตไม่ทำงาน นิ่ง มีแต่เย็นกับเย็น แต่ไฟนี่มันต้องมีพลังงาน ทำลาย สลาย มีฤทธิ์ ตอนนี้เขาไม่ใช่ มันเป็นแบบสงบ เป็นความหมายคนละทาง คนละลักษณะเลย นี่คือความเข้าใจของชาวพุทธทุกวันนี้ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ทีนี้ บุญ จริงๆแล้ว จะใช้เป็นคำไวพจน์ Synonym กันก็ได้ บุญคือ สร้าง พลังงานจิต เราให้เกิดมา ได้คุณภาพ คุณสมบัติ กำจัดกิเลส ไฟราคะ โทสะ โมหะ แล้วถามว่า ใครเก่งกว่ากัน… ก็ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ synonym ไวพจน์กัน ถ้าเข้าใจ แต่คำว่าฌาน ชาวพุทธเข้าใจผิด ไปเป็นสิ่งที่เย็น ทั้งๆที่มันเป็นความร้อน ส่วนคำว่าบุญนี้ ไปใหญ่เลย แทนที่จะเข้าป่า ไปอวกาศเลย เข้าใจบุญเป็นแดนสวรรค์ วิมาน ใครได้บุญจะได้เบิกบานใจ นี่คือ สิ่งที่บ่งชี้ความเสื่อมศาสนาพุทธ ปฏิบัติให้ตาย ก็ไม่สามารถเข้าถึงสัจจะ สภาวะของศาสนาพุทธได้ สรุปแล้วทั้งคำว่า ฌาน และบุญ ของชาวพุทธนี้ ไม่มีคำไหนทำลายกิเลสเลย ทั้งๆที่ ไฟก็ดี ฌานก็ดี มันคือตัวทำลายกิเลส แต่ที่เขาทำ ฌานก็ไม่ได้ทำลายกิเลส เย็นสงบ จิตเป็นหนึ่งเข้าสู่สมาธิ เขาก็บอกว่าทำจิตให้สงบ เข้าถึงสมาธิ แล้วจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 ก็เป็นลักษณะอะไรไม่รู้ เป็นมโนมยอัตตา magical ตลก ฌาน วิตกวิจารก็คือ มันไม่สงบดี ปีติ สุข ก็ยังไม่อุเบกขานะ ฌาน 1 เขาว่าอย่างนั้น พอฌาน 2 ก็วิตกวิจารหายไป ก็เหลือปีติกับสุข ก็ไม่เรียกว่าฌาน ต้องฌานที่ 3 ท่านถึงบอกว่าจึงจะเข้าสู่สภาวะที่บอกว่าสงบ หรือเป็นกลาง อุเบกขา เมื่อเป็นฌานที่ 3 ก็เหลือสุข กับเป็นกลาง หรืออุเบกขา ส่วนฌาน 4 ก็เหลืออุเบกขา อธิบายเป็นภพชาติ สถานะไม่เป็นพลังงาน ไม่ได้เป็นกำลัง ที่เราจะต้องสร้าง อภิสังขาร สร้างสังขารจิต ให้จิตมีพลังงานที่เกิดขึ้น มาเป็นลักษณะที่ยิ่งใหญ่ เรียกโดยศัพท์ว่า ปุญญะ เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร หมายความว่าปรุงแต่งพลังงาน มีการทำใจในใจ มนสิกโรติ ให้มันมีคุณสมบัติของพลังงานนี้ จนสามารถ บุญต้องมีปัญญา ร่วมด้วย บุญไม่มีปัญญา ไม่มี เมื่อทำพลังงานนี้ขึ้นมาได้ ต้องรู้ว่ากิเลสคือตัวไหน อะไรแค่ไหน อย่างไร เป็นพลังงานที่เลือกสรรได้อย่างสะอาด เอาตัวอกุศล ราคะ โทสะ โมหะ ให้สลายไปได้ เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นวิธีวิชาการที่ใหญ่ที่สุดของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นใด ไม่มีความรู้ชนิดนี้ มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ที่อาตมาพูดนี้ อาตมามีสภาวะมาอธิบายเป็นภาษาทั่วไปง่ายๆ เอาศัพท์วิชาการ ที่ใช้แทนอ้างอิง ขยายเป็นภาษาง่ายๆ ไทยๆให้ฟัง จะบอกว่าอะไรเก่งกว่า ก็หากคุณสร้างฌาน หรือบุญ ให้สัมมาทิฏฐิกว่ากัน อันนั้นก็เก่งกว่า ฌานเป็นลักษณะสะสมด้วย เป็นฌาน 1 2 3 4 ส่วนบุญไม่มีลักษณะสะสมด้วย ฌาน โดยแท้จริงของศาสนาพุทธ ก็คือพลังงานที่ทำ ก็คือพลังงานบุญนี่แหละ เกิดเป็นขั้นตอนเป็นลำดับ ถ้าฌาน 1 ก็หมายความว่าสร้างพลังงานนั้นชำระกิเลสได้ ส่วนหนึ่ง ส่วนตน ปุญญภาคิยา ก็บุญนั้นแหละ มันกำจัดกิเลสได้เป็นส่วนๆ เป็นเสขบุคคล ถ้ากำจัดได้อีกเป็นสกิทาคามี ก็ได้อีกส่วนหนึ่ง ได้อีกเป็นอนาคามี ได้หมดเลยหมดสิ้นอาสวะ ก็เป็นอรหันต์ ได้ทีละขั้นๆ อธิบาย 4 ขั้น แต่ที่จริง มันมีกิเลสรายละเอียดเยอะ มีพลังงาน มีดีกรีของมัน เราก็มีญาณปัญญารู้อาการ ลิงค นิมิต ตามที่อาตมาอธิบายอุเทส ปฏิบัติแล้วแยกอาการกิเลสจากจิตได้ คุณก็ประมาณเอา ว่าได้ส่วนหนึ่ง ถ้าแบ่งสี่ส่วนก็ได้ ส่วนนี้นะ นี่ได้กี่ส่วน จนหมดสี่ส่วน นี่คือคำว่าฌาน กับคำว่าบุญ ทุกวันนี้ บุญกลายเป็นสวรรค์ วิมาน ภพชาติ บอกว่าทำทานแล้ว ได้สมบัติ ปฏิบัติศีล ก็ได้สมบัติ ปฏิบัติธรรม ก็ได้สมบัติ บุญเป็นกองสมบัติ ก็หมดท่าเลย ศาสนาหมด สูญ เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมได้เลย เพราะแค่คำว่าบุญนี้ ก็ผิดไป อาตมาว่า ถ้าไม่มีอาตมา สมณะโพธิรักษ์เกิดมา คำว่าบุญนี้ บรรลัยจักรแล้ว ไม่มีคำว่าบุญอย่างถูกต้อง ในวงการศาสนาพุทธเลย เพราะบุญเป็นของศาสนาพุทธศาสนาเดียว ไม่มีศาสนาอื่นหรอก ที่มีพลังงานฆ่ากิเลส ศาสนาไหนก็ไม่มี มีศาสนานี้ ศาสนาเดียว เดี๋ยวนี้อธิบายบุญ เป็นเรื่องเลอะ ศาสนาอื่นก็เอาไปใช้อธิบายเต็มไปหมด เละไปหมด จนกระทั่ง ธัมมชโยเอาคำว่าบุญมาใช้สร้าง กองสมบัติ หากิน หลอกล่อมนุษยชาติ ศาสนาพุทธแหลกเหลวหมด เอามาปู้ยี่ปู้ยำ ใช้เล่ห์กล หลอกลวง และเล็ม เลียบเคียง โกหก ทั้งหมด รวมในสิ่งที่ธัมมชโยทำ โดยเอาคำว่าบุญมาหลอกคนให้หลง นึกว่าเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่ เป็นวิมาน ต้องพยายาม ในวงการศาสนา ก็ตกเป็นทาสธัมมชโย แม้แต่ทุกวันนี้ ก็ยังเกรงกลัวอิทธิพล จะมีผู้รู้จำนวนหนึ่ง ที่กล้าหาญชาญชัย ขึ้นมาจัดการ ก็ขออนุโมทนาสาธุ คนที่ช่วยกันปราบ นี่เป็นบุญของประเทศ ถ้าไม่เช่นนั้น ธรรมกายนี่ จะเป็นเหมือนกับ วาติกัน ที่อิตาลี จะยิ่งใหญ่กว่าวาติกันด้วย วาติกันเป็นใหญ่ที่สุด ของศาสนาคริสต์ทั้งโลก pope เป็นใหญ่สุด ของคริสตจักร เป็นตัวแทนของพระเจ้าเลย เขาจะทำให้ยิ่งใหญ่กว่าอีก จะรวมทุกอัน ต้องอยู่ในอำนาจของเขา เขาเป็นคนที่ ทะเยอทะยาน ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่า โดนัลด์ทรัมป์ ไม่รู้กี่ต่อ ประเทศไทยมีคนตัวอย่างเช่นนี้ ไม่ว่าจะด้านการเมือง ก็หาไม่ได้อีกแล้ว ทุกวันนี้ ทักษิณก็ยังรวย มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีก ทั้งๆที่อยู่เมืองนอก ออกจากประเทศไปแล้ว ก็ยังสามารถงอกเงยทรัพย์สินได้อีก
_2166...ช่องบุญนิยมไม่ค่อยมีคนดูหรอกครับ ถ้าพ่อท่านกล้าๆๆปักกิ่งหว้า รับรองทีนี้พ่อท่าน ท่านเดินดิน ท่านฟ้าไทย ท่านถักบุญ ท้านกล้าข้ามฟันฯลฯ ได้ไปออกช่อง 22-32-34 แน่ อาจจะมีคนดูมากกว่าเริ่อง หวย 30 ล้าน พ่อท่านเห็นด้วยไหมครับ ช่วยวิเคราะให้ฟังมันๆหน่อยครับ??? จากตอนหนึ่งของอโศกมหาราชพูดว่า "คนกล้าเท่านั้นจึงมีศัตรู" พ่อครูว่า... อาตมาไม่ได้คิดเป็นศัตรูกับใคร เขาก็คิดมาทำลายอาตมา แต่ก็ทำได้แค่นั้น ทุกวันนี้ก็อ่อนแรงลง เข็ดเขี้ยว ก็เลยไม่มีมา พูดไปแล้ว เหมือนเราท้าทาย แต่เป็นเรื่องอจินไตย ลึกซึ้งว่า อาตมาทำได้ขนาดนี้ ยุคนี้ ก็เก่งแล้ว
_9879...ท่านพ่ออธิบายอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อน พืชมันซื่อสัตย์ มันสังเคราะห์เอาเฉพาะธาตุของมัน ไม่เหมือนสัตว์ และ-มนุษย์โลภ _4933... จะเป็นพญาอินทรีหรือนกกระจอก อยู่ที่การกระทำ .... แม่คือผู้ให้ ใครอกตัญญูมันผู้นั้นไม่ใช่คน.... เมื่อความหนาวมาเยือน เราต้องใส่เสื้อกันหนาว คือความอบอุ่น เมื่อแสงแดดส่อง เราจึงค่อยถอดเสื้อกันหนาว ระหว่างทางเดิน ถ้าหนามตำเท้าเรา เราก็แค่เอาหนามออก พอเท้าหายเจ็บเราก็เดินต่อไป.....หนึ่งขวัญ _วัชรี ปิยวรรธวงส์ · กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง เด็กๆ ที่มาเข้าค่าย ส่วนใหญ่ดูสนใจฟังธรรมหลวงปู่จังเลย น่าดีใจเล็กๆค่ะ _รุ่งโรจน์ อนันต์เจริญกิจ · กุศลนำพา(เกิดเรืองดีดี ประโยชน์) /และกรรม การผูกกันด้วยประการทั้งปวงทุกๆทาง /และเมื่อเป็นอรหันต์ จะหยุดไว้(นิพาน) หรือจะใช่กุศล สารงานต่อ ในภพหน้าแต่เกิดเมือใด กรรมก็จะตามต่อ หลวงปู่มีวิบากกรรม ส่วนคนฟังมีกุศล / เมื่อใดมีคนเกิดปัญญา วิบากกรรมหลวงปู่จะลดลง เกิดกุศล _จาก ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพสูงสุด ฟังพ่อครูเรื่องบุญเมื่อวันจันทร์ที่ 12 มีนาคม ผ่านมา เข้าใจคำว่าบุญมากกว่าเดิม ในประเด็นที่ว่า บุญจะเกิดขึ้นได้จากการมีสัมผัสในปัจจุบัน กระทบแล้วเกิดอาการ กาม พยาบาท(ดูด ผลัก) เกิดเวทนา สุข ทุกข์ เมื่อเราจับเห็นอาการเหล่านี้ได้ (ลิงคะ นิมิต) บุญจะออกมาทำหน้าที่ บุญเป็นเพียงพลังงานไฟกับลม ที่ยังไม่เป็นสสาร ไฟที่ร้อน บวกกับ พลังงานลมที่แรง เป็นอุณหธาตุ สมานรวมกันเป็นพลังงานร้อนและแรง(ขัดใจ ฝืนใจ) ไปเผาทำลายกิเลสที่เกิดขึ้น เมื่อสัมผัสสิ่งนั้นๆอยู่จนอาการรัก ชัง สุข ทุกข์นั้นหายไป เกิดอาการเนกขัมมสิตอุเบกขา กับสิ่งที่สัมผัสอยู่ในปัจจุบันขณะนั้น ทำให้ลูกนึกถึงหนังยอดมนุษย์อุลตร้าแมน กราบขออภัยพ่อครูที่ยกตัวอย่างหนัง บางทีพ่อครูอาจจะไม่ค่อยได้ดู ลูกเลยแปะลิ้งค์มาให้เผื่อเปิดประกอบคำอธิบายด้วยค่ะ พ่อครูว่า... ชาตินี้ อาตมาไม่เคยอ่านหนังสือกำลังภายในรู้เรื่องเลย แต่ใช้ภาษากำลังภายในได้นะ แต่เวลาอ่าน มันไม่อยากฝืน ฟังโวหาร ที่เขาบรรยายมานะ ทั้งที่อาตมาชอบการประพันธ์ เขียนได้หลายแบบ หลายลีลา นามปากกาแต่ละอย่าง ใช้ต่างลีลา สำนวน ก็ชอบ แต่อ่านหนังสือกำลังภายใน เขาก็มีลักษณะการเขียน อาตมาเคยมีความคิดถึงแบบว่า อาตมาอยากเป็นนักประพันธ์ ที่ใช้สำนวนแบบพระไตรปิฎก ลีลาแบบสำนวนพระไตรปิฎก เป็นนวนิยาย จะมันมากเลย สงสัยจะดังกว่า ออเจ้า บุพเพสันนิวาส
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน แก่นชีพคืออะไรเป็นสภาพหมุนรองเชิงซ้อนอย่างไร _จากน้ำปั่น... 1.คำว่า “แก่นชีพ” คือคุณธรรมที่มีอยู่ในตัวผู้ใดก็ตาม ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติธรรม อย่างสัมมาทิฏฐิของพุทธ หรืออาจมีติดตัวมาบ้างจากอดีตชาติก่อนๆ และแก่นชีพนี้ สามารถที่จะเจริญเพิ่มพูนได้จากการปฏิบัติในปัจจุบันขณะ ทุกๆปัจจุบัน ที่เปรียบได้กับก้นหอย ที่วนสู่ที่สูงขึ้นๆเรื่อยๆ พ่อครูว่า... อาตมาเคยอธิบายการเจริญของพุทธ จะมีลักษณะวน ซ้ายขวาไปมา แต่ว่ามีความสูงขึ้นๆ จนสู่จุดสูงสุดปลายยอด คนก็ฟังไม่เข้าใจ ว่า ศาสนาพุทธมีลักษณะหมุนรอบเชิงซ้อน เหมือนก้นหอย แม้จะพูดอันเก่า ภาษาคำว่าบุญ คำว่าบาป คำว่ากุศล อกุศล ก็จะวนกลับไปกลับมา เป็นธรรมะ 2 แต่เมื่อเข้าใจแล้ว เราใช้คำนี้กับคำนี้ สลับไปสลับมา เดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่ที่เก่า แต่มันเจริญขึ้นๆ เช่น คำว่าบุญ เป็นเครื่องชำระบาป เมื่อบุญเกิดพลังงานทำลายบาปหมด หมดแล้ว บุญบาปก็หมดไป มาขึ้นใหม่ บุญ บาป ก็จะชำระกิเลสขั้นละเอียดขึ้นไปอีก คำว่าบุญ บาป ที่จะใช้เรียกในชั้นที่ 2 3 4 จึงไม่ใช่บุญบาปตัวเก่า ดีไม่ดี คนไม่เข้าใจสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน จะวนไปวนกลับ บุญ บาป ก็ไม่ใช่บาป ก็บุญ ไม่ใช่บุญ ก็บาป แต่ที่จริงมันเป็นอันใหม่ ไม่ใช่บุญอันเก่า และไม่ใช่บาปอันเก่า แต่บุญสลับไปมา เลยสับสน เลยกลายเป็นว่าบุญ คือกุศลไปอีก พอบุญ ไม่ใช่บุญ ก็คืออกุศล เป็นสมบัติ ก็เลยแยกไม่ออกว่า บุญ บาป รอบของก้นหอย เป็นอย่างไร ถึงสูงสุด บุญ บาป จึงเป็น ปุญญปาปปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาป บุญก็จะทำลายบาปหมดไป เป็นรอบๆ ได้ส่วนบุญ คือส่วนเสีย ส่วนทำลาย กำจัดไป ได้วิบัติ ได้บุญเป็นตัวทำลาย เป็นตัวฆ่า เมื่อฆ่าหมด ก็เป็นการหมดสิ้นอนุสัย อาสวะ บุญก็ไม่มี บาปก็ไม่มี ดีที่มีพยัญชนะเหล่านี้อยู่ ถ้าหากมาพูด โดยไม่มีหลักฐาน เขาเอาตายแน่ บุญ อันนี้ไม่ใช่บุญอันเดียวกันกับรอบที่หนึ่งนะ แต่ว่าเขาก็ว่าบุญต้องสะสม แต่ที่จริงบุญทำแล้ว มีแต่สูญๆ คุณคนนี้ ใช้คำว่า แก่นชีพ สิ่งที่ทำได้เป็นแก่นชีพก็ คือ 0 นี่แหละ เป็นตัวตั้งมั่น เป็นสมาธิ สมาหิตะ สั่งสม อเนญชา เป็นสมาธิคือจิตตั้งมั่น เป็นจิตที่เกิดผลชำระกิเลส ได้แล้ว ก็สั่งสม ตกผลึกมากยิ่งขึ้น เป็น static เป็นตัวแข็งแรง ตั้งมั่น constant คงที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จนไม่มีอะไรมาทำร้ายคุณสมบัตินี้ได้ ไม่ใช่บุญนะ แต่เป็นคุณสมบัติของจิตที่ตั้งมั่น ที่คงที่ ควบแน่น สรุปว่า เป็นแก่นชีพ พระอรหันต์มีแก่นชีพอันนี้ทั้งนั้น เป็นแก่น แข็งแรง จนกระทั่งไม่มีอะไรทำลายได้ อสังหิรัง ไม่มีอะไรทำร้ายกันที่ผู้ที่สั่งสมถึงขั้น แก่นชีพ
2.ส่วนคำว่า “สมย” แปลว่าในขณะปัจจุบันนั้นๆหรือไม่ กรุณาอธิบายพอสังเขป นมัสการขอบพระคุณ 14 มี.ค.61 พ่อครูว่า... ใช่ สมยะ เป็นเรื่อง กาละ เวลา ถ้าจะพูด สมยะ ที่จริงอาตมาก็เปิดเผยรายละเอียดของอักษรพยัญชนะไปบ้าง แต่ไม่อยากเอามาใช้ ส เป็นเศษวรรค ม คือตัวปลายของ วรรค ส่วน สะ กับยะ เป็นพลังงานในเศษวรรค ยะ เป็นตัวพลังงานเริ่มต้น ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ในเศษวรรค ถ้าเป็นสภาวะแล้ว อาตมานี่อ่าน สมยะ นี้เข้าใจความหมายของกาลเวลา จะต่างจาก กัป กับ กัลป์ อย่างไร อาตมาเข้าใจ แต่มันมากไปเกินไป ที่จะเอามาอธิบาย ขยายความ สมยะ คือในปัจจุบันนี้ เป็น status quo เป็นตัวปัจจุบัน บาลีเรียก สัมปติ หรือ but now หรือ Suddenly
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ขั้นตอนการสร้างพลังงานบุญโดยพิสดาร มาเข้าสู่ บทเรียนต่อ ….เมื่อจิตชำระกิเลสออกไปแล้ว มันดีแน่นอน เป็นความหมายลักษณะที่ บุญ ทำหน้าที่ไม่ดี ไม่ได้ แต่ตัว ภาวะบุญ ไม่ใช่เป็นภาวะที่ดี เป็นพลังงาน ภาวะระเบิด อาวุธ ทำลายฆ่า บุญคล้ายกับอายตนะ อายตนะต้องมีการกระทบของรูปนาม จึงเกิดอายตนะเชื่อมต่อให้รู้ แต่เมื่อไม่กระทบ เลิกกระทบ อายตนะก็หายไปเช่นกัน บุญก็หายไป ไม่ตั้งอยู่ หากไม่มีการชำระกิเลส แต่บุญนั้น คือ อภิสังขาร ปรุงแต่งจิตในขณะนั้นๆ ซึ่งต้องมีเหตุปัจจัยด้วย ต้องมีผัสสะ กับปัจจัย สัมผัสแล้ว กิเลสตัวจริง เกิดแล้วสร้างพลังงาน ที่เป็น ไฟบุญ หรือ ไฟฌาน ใช้กำจัดกิเลส ตัวที่มันกำลังเป็น เป็นปัจจุบันที่มันกำลังเกิด ไม่ใช่ไปนั่งฝันเอา ว่ามีพลังงาน ไปล้างกิเลส แล้วก็เรียกว่านั่นคือ การคิด การปรุง การสังขาร การทำงาน อย่างนั้นมันไม่ใช่ มันไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ครบภาวะจริง ที่ต้องมีธรรมะ 2 ครบสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ มันไม่ได้ทรงอยู่ในสภาพ 2 การเกิดแบบนั้น เป็นเกิดแบบความคิด จะเฉยๆ เพราะฉะนั้น ต้องมีจริง เป็น ทิฏฐธรรม นิพพานทิฏฐิ เป็นความเข้าใจ ความรู้ ทิฏฐธรรมคือปัจจุบัน ต้องมีสิ่งรู้ดี เป็นปัจจุบัน การเอากิเลส ชำระกิเลสออกไปจากจิตต่างหาก แต่เป็นอกุศจิต จิตเลว ที่เหลืออยู่ไม่ใช่บุญ แต่เป็นจิตดี บุญเป็นศัตรูของอกุศลจิตเท่านั้น มีหน้าที่จัดการกับเจ้านี่ เท่านั้น มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ต้องจัดการ บางทีทำไม่ได้รอบ ก็ต้องทำต่ออีก สร้างขึ้นมาอีก เสริมขึ้นด้วยเรื่อยๆ ที่เขาบอกว่าบุญเป็นสิ่งดี แต่อาตมาขยายความ บุญไม่ใช่ภาวะที่ดีเลย บุญเป็นภาวะที่ร้าย หมายถึงภาวะปรากฏการณ์ในเหตุปัจจัยนั้นๆ เป็นพลังงานที่สร้างได้ในปัจจุบัน ทำงานเสร็จแล้ว ก็หายวับ ไม่เสร็จ ก็หาย คุณสร้างใหม่ในปัจจุบันใด มันก็เกิดมาทำงาน ทำงานได้ถึงขั้นไหนก็แล้วแต่ บางทีทำลายยังไม่ได้ ก็ไม่ถึงกับบุญ เป็นแค่ แบ ก็ บะ บา บิ บี ยังไม่บุญเลย ก็เป็นพลังงานที่ไม่ถึงขั้น บุญ บุญ คือสภาวะพลังงานที่เป็นพลังงาน อะ อิ อุ เป็นสามเส้า พวกนี้สร้างขึ้น อะ อิ อุ เป็นเส้าหนึ่ง เป็นวงวนหนึ่งพลังงานลม กับไฟ มีประสิทธิภาพ อุณหธาตุ สามารถ ล้าง ราคะโทสะโมหะ ได้ มันไม่ใช่จิตดี บุญไม่ใช่จิต วันนี้จะบอกว่า เป็นอุตุก็ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่น้ำ เป็นพลังงานแค่ ไฟ กับลม เป็นพลังงานที่เอามาทำงาน แป๊บเดียว แล้วสลายทันที สมณะฟ้าไทว่า... มันคู่กับจิต ก็เลยแยกยาก พ่อครูว่า... ลมคือแรง ไฟคือร้อน มันมีประสิทธิภาพของมัน ที่อาตมาอธิบายนี้ ไม่ใช่ภาวะ ภาวะที่ปรากฏ เป็นภาวะดี ไม่ใช่ ไม่ใช่สิ่งดี แต่เป็นพลังงานที่ร้าย มันไม่ใช่ดีเลย หากไปเข้าใจว่าดี ก็เลยไปอยากได้ คุณไม่ต้องอยากได้ แต่เรียนรู้ เพื่อสร้างพลังงานนี้ขึ้นมาในจิตในปัจจุบันนั้นให้ได้ มันไม่ใช่ไปซื้อได้ตามร้านขายยา หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่เป็นชิ้น เป็นอัน จะไปหาเอาได้ในสวน ในไร่นา ในท่อนไม้ ในสายลม ...มันไม่ใช่ ..มันเป็นพลังงานที่คุณจะต้องสร้างขึ้น ในแต่ละคน ต้องผลิตพลังงานนี้ขึ้นมาให้ได้ มันไม่ใช่จิตนะ บุญนี่ แล้วไปเรียกว่าให้สั่งสมบุญ มันไม่ใช่ คนที่จะต้องสร้างพลังงานบุญ คือความสลาย ยิ่งคุณสร้างพลังงานนี้ขึ้น มาฆ่ากิเลสก็ซวย เพราะมีกิเลสมันก็ซวยอยู่ คุณก็เลยต้องสร้างพลังงานนี้ มาล้างกิเลสให้ได้ ล้างเสร็จแล้ว คุณก็ไม่มี อาตมาว่า อาตมาเปรียบเทียบ เป็นระเบิดปรมาณู บุญคือเครื่องมือฆ่า เหมือนระเบิดปรมาณู เมื่อเอาไปทิ้งมันทำหน้าที่ระเบิดเสร็จ แล้วมันมีระเบิดนั้นที่ไหน ระเบิดนั้นก็หายไปแล้ว มันมีแต่เศษชิ้นส่วนอะไร ซึ่งมันเป็นวัตถุ ก็พอมีชิ้นส่วน แต่มันเป็น นามธรรม อรูป มันไม่มีชิ้นส่วนอะไรให้คุณเห็นหรอก มันปริขีโณ สูญหายไปเลย อาตมายังมีพยัญชนะบาลีช่วยได้ ปุญญปาปปริกขีโณ นี้ช่วยชีวิตอาตมาไว้ ถ้าไม่เช่นนั้นอาตมายืนบนพื้นดินนี้ไม่ได้ มันยาก เป็นเรื่องอจินไตย คิดเอาไม่ได้ ถ้าไม่มีผู้รู้มาอธิบายอย่างนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้า รู้เองไม่ได้ ต้องได้ฟังมาจากสัตบุรุษ ที่เป็นผู้รู้จริง สัตบุรุษ คือผู้รู้จริง ถ้าไม่ใช่ผู้รู้จริง จะไม่ได้สัจธรรมที่เป็นจริงของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าคุณต้องหาสัตบุรุษให้เจอ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive