610318_พ่อครูเทศน์ปัจฉิมกถาปิดงาน มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินครั้งที่ ๑๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข7 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610318_พ่อครูเทศน์ปัจฉิมกถา ปิดงาน มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินครั้งที่ ๑๒ ที่ มาบเอื้อง จ.ชลบุรี

วันนี้พ่อครูได้มาเทศนาที่ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ในงานสืบสานศาสตร์พระราชาวิชชาของแผ่นดินวันที่ 16-18 มีนาคม 2561

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มาเป็นคนจนที่ลดกิเลส จึงกู้เศรษฐกิจประเทศได้ยั่งยืน พ่อครูว่า... อาตมาได้มาก็ถือว่า เป็นกุศลของตนเองอย่างยิ่งเหมือนกัน เพราะถ้าเผื่อว่า ขาดอันนี้แล้ว งานก็จบแล้ว เวลาสุดท้ายแล้ว เขาก็ยังให้เวลาสุดท้ายแก่อาตมา ก็ถือว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง ได้รับนิมนต์มา ก็ยังรู้สึกไม่ถูกที่ใจ เพราะว่าไม่อยากเดินทาง ตอนนี้ก็ปักหลักที่อุบลฯ สร้างธรรมชาติทุกอย่าง ได้รับที่ดินน้ำท่วมมา จนค่อยๆบูรณะขึ้นมา จนกระทั่งก็คงอยู่ที่นั่น ตายที่นั่น คิดว่าเราทำประโยชน์ได้อยู่ อย่างน้อยก็มีโทรทัศน์ ใครไปไม่สะดวก ก็ดูตามโทรทัศน์ มันก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายหรอก ไม่เช่นนั้น ถ้าจะมาเลย ก็ไปพักที่บ้านราชฯ ก็พอไปพักได้ อาตมาว่า บ้านราชฯนี่ ใครไปพัก เราก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้น เป็นรีสอร์ท ไม่มีการเก็บเงินทอง มีที่พักผ่อน มีที่สำราญใจ ตอนนี้ก็พยายามหาเรือ มาที่นี่ก็ได้รับความรู้พิเศษ หากได้ไปวางโครงสร้างให้ก็ดี เป็นเรือแคนูไทย เบามาก ผู้หญิงยกได้เลย ใช้วัสดุเบาๆของเราเอง ถ้ายิ่งมีเรือพายในลำคลอง ตอนนี้ รัฐบาลอุตส่าห์ให้ทุนมาล้านหนึ่ง บอกว่าให้จัดตลาดน้ำให้ได้ อาจจะได้แค่บันได แต่ก็ยังดีช่วยกันมานิดนึง ถึงอย่างไร เราก็พยายามทำ ให้มีตลาดน้ำ ซึ่งจะเป็นเรื่องของดี ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ดีทั้งทางด้านสังคม มันจะดีทีเดียว สังคมประเทศชาตินั้น ถ้าทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ได้เรียบร้อย สังคมจะไปได้ดี ทุกประเทศก็เข้าใจว่า เรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวสำคัญ ตัวหลัก

อ่านต่อ

แม้ทางด้านการเมืองก็ตาม สู้ทางเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจหมายถึง ความครบพร้อม เสฏฐะ แปลว่า ประเสริฐ เจริญ คนที่มีความประเสริฐ เจริญนั้น หมายถึงอะไร อาตมาสรุปผลสูงสุด ตามที่เรียนมาของพระพุทธเจ้า และก็ตรงกัน กับของในหลวง ร.9 ตรงกับความรู้ ความเห็นของอาตมา ที่ทำมาตั้งแต่ต้น อาตมาชัดเจนในตัวเอง และออกมาทำงานทางนี้โดยตรง ทางด้านศาสนา 47 ย่างเข้า 48 ปีแล้ว ใกล้ๆ 50 ปีแล้ว ก็เห็นผลได้ยากมาก และก็ยังมั่นใจว่า ไม่มีประเทศไหนจะทำได้อย่างประเทศไทย พูดแล้วมันเหมือน ยกตัว เบ่งใหญ่ จริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ของพระพุทธเจ้า พูดไปเป็นเรื่องอจินไตย เข้าใจได้ยาก วันนี้พูดได้เวลาน้อย เอาตีกรอบเท่าที่อาตมาจะพูด จะการศึกษา การให้ความรู้ การนำพาสังคมประเทศชาติ ให้มนุษย์ ให้พลเมือง สมาชิกของสังคม ลดกิเลสไม่ได้ จะเป็นความรู้ จะเป็นการบังคับ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ที่มนุษย์จะฉลาดเอามาใช้ ถ้ามนุษย์ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้ กู้ได้ก็ชั่วคราว วนเวียนไป ไม่แล้ว ไม่จบหรอก แต่ถ้าเผื่อว่าลดกิเลส มีหลักการ ละกิเลส และมนุษย์ หรือสมาชิกของประเทศ ของสังคมนั้น ลดกิเลสได้ รอด อยู่รอด คุณสมบัติของผู้ที่ละกิเลสได้ อย่างในหลวงเราได้ตรัสไว้ เป็น The Great Word ท่านตรัสไว้ “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน (สันตุฏฐี หรือสันโดษ คือพออยู่พอกิน) มีความสงบ และทำงานตั้งจิต อธิษฐาน ตั้งปณิธาน ในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทย อยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกิน นี้ได้ เราก็จะยอด ยิ่งยวด”

อาตมานำพระราชดำรัสอย่างนี้ ที่ได้คลิปของในหลวง เปิดทางโทรทัศน์บุญนิยมทุกวัน วันละไม่รู้กี่เที่ยว เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และก็จะเปิดต่อไป ใครจะว่าซ้ำซากอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องสุดยอดของมนุษยชาติ มีสองคลิปที่ในหลวงท่านตรัส แบบคนจน กับ แบบขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา อาตมาก็เอามาเผยแพร่ เอามาบอกมนุษยชาติอยู่ตลอดเวลา คำว่า คนจน ทุกวันนี้อาตมาก็พยายามขยายความให้เข้าใจว่า ความจนนี่แหละ เป็นสิ่งประเสริฐสุด ความรวย ขออภัย มันชั่ว อาตมาพูดชัดอย่างนี้ คนรวยเขาจะมายิงเอา เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันบาปนะ กรรมเป็นเรื่องจริง ของใครของมัน เราจะต้องมาทำความเข้าใจ จะเข้าใจว่า ความจนคืออะไร และเราจนจริงๆ จะรู้สึกอย่างไร เราจนจริงๆ จะรู้สึกอย่างไร จนจริงๆ ต้องประกอบด้วยปัญญา รู้สึกว่าดีจริงๆ ต้องมีความฉลาด ในระดับปัญญา อาตมากำลังขยายความ คำว่าฉลาด มีสองคำ หนึ่งคำว่า เฉโก หรือ เฉกา ธรรมะความฉลาดแบบปุถุชน คือฉลาดแบบเฉโก ประกอบด้วยอวิชชา ประกอบด้วยกิเลส กิเลสไม่ลดลง ยังไม่มี อัญญะ อัญญา ความ ฉลาดแบบใหม่ แบบโลกุตระ ที่เป็นธาตุรู้ เป็นธาตุพลังงานทางนามธรรม มันมีธาตุตัวนี้ อาตมานำหลักฐานตำนานประกอบว่า ศาสนาพุทธพระสมณโคดม มีโกณทัญญะ ตั้งแต่แรกเริ่ม ปัญจวัคคีย์ 5 รูปที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้า มีอัญญาโกณทัญญะ เป็นคนแรกที่ฟังแล้วก็เกิดธาตุตัวนี้ อัญญะนี้ภาษาบาลี แปลว่าอื่น อื่นคือ ไม่ใช่ตัวเก่า เป็นตัวอื่น แบบอื่น ถ้าของโลกีย์ ก็จะวนแบบเดิม ไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ที่อยู่ในวงวนเก่า แต่ธาตุรู้ตัวนี้ มีคุณสมบัติ คุณวิเศษใหม่ ที่มีความรู้จักลดตัวตน มีธาตุรู้ตัวใหม่ ที่รู้จักตัวตน ตัวตน = อายตนะ ตน คือตัวตน ภาษาไทยกับบาลี มีรากเดียวกัน อาตมาเองพยายามใช้ภาษาที่ท่านสร้างมาแล้ว เอามาขยายความ เมืองไทยใช้ภาษาไทย อันเป็นตระกูลเดียวกับบาลี อาตมาเองมีความรู้เรื่องภาษามาจากชาติก่อนๆ ชาตินี้เขาเรียนเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าถึงสภาวะ อาตมามีของเก่ามาแต่เดิมชาติก่อนๆ อาตมาก็จะเกิดมาขยายความพวกนี้ต่อไปอีก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ ถ้าใครสนใจติดตามด้านของความเป็นมนุษยชาติ ติดตามศึกษา เป็นโพธิสัตว์ เป็นตระกูลที่ สร้างDNA ของความเป็นนามธรรม คำว่า DNA เป็นสสาร ไม่ใช่นามธรรม แต่นี่มันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ ก็ยากจะเข้าใจ ในพลังงานทางจิตกับวัตถุ มันต่างกันอย่างไร มันต่างกันมาก เพราะนัยสำคัญของพลังงานจิตวิญญาณ มันแยกแบ่งให้คนอื่นไม่ได้ ของเราตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นเกิด จนถึงปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ส่งต่อให้กันไม่ได้ อย่างสสาร Genetic DNA ต่อเชื่อมไปให้ลูกได้ จากพ่อแม่ แต่นี่ของใครของมัน พ่อแม่ต่อให้ลูกไม่ได้ ปู่ย่าตายาย จะโผล่มาให้ลูกหลาน ก็ไม่ได้ ก็ขอเข้าสู่ประเด็นว่า คนจนนี่ นิยามชัดๆคือ มีความน้อย เก็บไว้น้อย สะสมเป็นของตนไว้น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทอง วัตถุทรัพย์สินต่างๆ สิ่งที่เป็นปัจจัยจำเป็นของชีวิต เสื้อผ้าหน้าแพร ที่เป็นปัจจัยสำคัญ ข้าว ผ้า ยา บ้าน หรือมีบริขาร เครื่องใช้จำเป็น ทุกวันนี้ ก็มีเพิ่มอีกเยอะ แต่ก็น้อยที่สุด ไม่มีจิตเจตนาจะสะสม และมีไว้ทำไม ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะสะสม หรือสามารถไปเอาเพิ่มจากคนอื่นมากขึ้น ไม่ใช่ แต่มีไว้เพื่อจะทำให้ได้มากขึ้น สร้างได้มากขึ้น แต่สะพัดให้ผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่ได้เอาไว้เพื่อตัวตนมากขึ้น หรือเอาไว้ต่อดอกผล ต่อประโยชน์เพิ่มมาให้แก่ตนอีกไม่ใช่ คำว่าเพื่อตน ของตนนี่ ลึกซึ้ง ผู้ชัดเจนแล้ว มีแต่เพื่อผู้อื่น เราทำได้ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น และจิตของผู้ที่ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งไม่ถือว่าเป็นของตน ไม่ยึดถือเป็นของตนมากยิ่งขึ้นด้วย มันมีสภาวะซับซ้อน กลับไปกลับมาๆ ที่ลึกซึ้งมาก ผู้ที่มาเป็นคนจนแล้ว ยังมีความรู้ ความเข้าใจ มีปัญญาว่า จนนี่มันดี มันดีอย่างไร เราจนคือเรามีน้อย ก็ไปแบ่งให้ผู้อื่นมามาก แบ่งให้ผู้อื่น คนอื่นจะได้เดือดร้อนน้อยลง มันจะมีปัญญา ฉลาด ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราจึงเต็มใจจะมาเป็นคนชนิดนี้ และมีอีกตัวหนึ่ง ฉลาด คือหรือว่าความรู้สึกนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาจะรู้ได้ง่ายๆ ความรู้แหลมลึกอย่างนี้ คนธรรมดารู้ไม่ได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็ยิ่งว่าเราจะต้องสร้างขึ้น หรือจะต้องให้คนอื่นรู้อันนี้ว่า มันทำให้สังคมมนุษยชาติไหน ในโลก มันสบาย มันไม่ทุกข์ร้อน มันไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องฆ่าแกง ไม่ต้องเบียดเบียนกัน มันเป็นความสุขประเสริฐ ซับซ้อนที่สุด ไม่มีอะไรมาขัดแย้งความประเสริฐเลย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีรากเหง้า ความรู้อันนี้ จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ อาตมาเป็นผู้ที่กล่าวเองว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ อาตมากล่าวพระโพธิสัตว์ 2 คนก่อน คือ คานธี กับไอน์สไตน์ อย่างไอน์สไตน์ บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ คนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อ ส่วน คานธี บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ ก็ยังพอเชื่อ คนที่ไปติดยึดว่า โพธิสัตว์ต้องมีแต่ในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มี ยังไม่ใช่ มันต้องเอาที่สาระสัจจะ เอาเนื้อแท้ว่า โพธิสัตว์คืออย่างไร

ก็มาที่ ถ้าไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ แม้คุณจะกู้ประเทศได้ คุณก็ต้องไปเอาเปรียบคนอื่นมาอีก ถ้าลดกิเลสได้ จะไม่เห็นแก่ตัว จะเสียสละต่อผู้อื่นจริงๆ ให้ผู้อื่นมากขึ้น ตนเองมีน้อยลง จนไม่เบียดเบียนตนเอง พออยู่พอกิน มีส่วนเหลือที่จะเผื่อแผ่คนอื่น เท่านี้จบเลย แล้วจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ทุกชาติๆ มีความจริงอันนี้ ช่วยสังคมประเทศชาติ ตลอดกาล ตลอดไป ประเด็นจึงมาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะลดกิเลสได้ นี่ตัวหลักใหญ่ ถ้าคนกิเลสลด แน่นอน สังคมประเทศชาติ โลก เป็นอยู่สุขสบาย แน่นอน แต่ทีนี้ทำอย่างไร จะลดกิเลสได้ มันก็เหมือนคุยตัว ก็ต้องมาเรียนทฤษฎีของพระพุทธเจ้า การศึกษาของพระพุทธเจ้ามี ศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ ทุกวันนี้อาตมาก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังอธิบายคำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่รอบถ้วน คำว่าวิมุตินี้ยกไว้ก่อน เพราะมันมีหลายชั้นมากเลย ชาตินี้ต้องอธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญา ก่อน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา นั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา อวดเก่งอธิบายกัน แต่ไม่เข้าเป้า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทย พระสงฆ์ ภิกษุ ไม่มีศีลแล้ว เถรสมาคม หรือหมู่คณะใหญ่ ไม่มีศีลแล้ว พระนับถือศีลเท่าไหร่ ไม่ใช่ศีล มันเป็นวินัย 227 ข้อ วินัยเป็นกฎหมายลูก เป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษ ถ้าไปผิดวินัยก็มีบทลงโทษ ตั้งแต่อ่อนจนถึงแรง ขั้นปาราชิก ส่วนศีล ไม่มีบทลงโทษ เป็นอิสระ เสรีภาพ สมบูรณ์ ไม่มีการ command อิสระ เสรีภาพ สมบูรณ์ ใครเข้าใจได้ ก็เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ศีล พุทธธรรมนูญ ของพระพุทธเจ้ามี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลมี 26 ข้อ มัชฌิมศีลมี 10 ข้อ มหาศีลมี 7 ข้อ รวมแล้วก็เป็น 43ข้อ ศาสนาพุทธ เอาอะไรเป็นเครื่องชี้ว่า เป็นศาสนาพุทธ เอา มหาศีล เป็นเครื่องชี้ความเป็นศาสนาพุทธ เอาอะไรเป็นเครื่องชี้วัดลดกิเลสได้ ของพุทธเอา จุลศีล ศีล 5 8 10 อยู่ในจุลศีล มี 26 ข้อ ไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ ศีล 5 หากเข้าใจอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็เป็นอรหันต์ได้ ศีล 8 ก็เป็นอรหันต์ได้ อรหันต์มีสองแบบ คือ ปัญญาวิมุติ กับ อุภโตภาควิมุติ ทุกวันนี้ ที่เราเดากันว่า เป็นอรหันต์นั้น ยังไม่ใช่ของแท้ เป็นของปลอม พระอรหันต์ เหมือนกับมีกายสักขี หมายถึงเห็นได้ด้วยตา กาย วาจา ใจ ว่า ท่านองค์นี้ อรหันต์แล้ว ท่านมักน้อยสันโดษ ศาสนาพุทธไม่ได้มักน้อยสันโดษ จนเลยเถิด เหมือนศาสนาเชน ที่ไม่นุ่งผ้าเลย ไม่สะสมจริงๆ มักน้อยแบบสุดโต่ง ประโยชน์ไม่สูง แต่ประหยัดสุดมาก ถ้าจะจัดการศึกษา การออกกฎหมาย หลักเกณฑ์ อะไรก็แล้วแต่ ถ้ามัน ไม่ทำให้ลดกิเลสได้จริง กู้ประเทศไม่ได้ จะกู้ประเทศได้ ก็ต้องกู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยั่งยืน มีประโยชน์สุข อบอุ่น เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นกงสีใหญ่ เหมือนกับคนจีน ลึกซึ้ง อย่างไม่เหมือนกงสีปุถุชน ที่มีความเห็นแก่ตัว หลักเกณฑ์สำคัญที่สุด ที่อาตมารวบรวมได้ ว่า หลักเกณฑ์ที่เราจะปฏิบัติอย่างไร ให้ตัวเองรอด มีอยู่ 4 อย่างใหญ่ 1. อย่าเป็นหนี้ อย่าเป็นอันขาด จะไปเข้าสู่วงจรทุนนิยม ที่มันมีดอกเบี้ย ดอกอะไรไม่เก่งเท่าดอกเบี้ย เก่งฉิบหายเลย โอ้โห ทารุณโหดร้าย อะไรไม่มีปาน ชาวอโศกการปฏิบัติธรรมสำเร็จ ไม่เป็นหนี้ แต่ชาวอโศกมี เงินหนุน หนุนคือ ค้างเงินยืมกันเอง ไม่มีดอกเบี้ย การให้ยืมเรียกว่า เกื้อ ไม่ใช่กู้ เกื้อคือเอื้อเฟื้อ เจือจาน เกื้อหนุนกัน เราไม่มีกู้ที่มีดอก แล้วไม่ชักดาบกัน ใช้ชั่วคราว แก้ขัด แล้วก็ใช้คืน ไม่เรียกว่าหนี้ เรามีศัพท์เฉพาะใช้กันในชาวอโศก ทุกวันนี้ เรื่องเศรษฐกิจ ยืนยันว่าชาวอโศก ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ได้สมบูรณ์แบบ ถึงขั้น เศรษฐกิจสาธารณโภคี เพื่อการบริโภคร่วมกัน เป็นสาธารณะกินใช้ร่วมกัน กับของกลาง ส่วนกลาง ไม่แย่งชิง ดูแลอย่างมีระบบ ระเบียบ มีการบริหาร แจกจ่าย เจือจาน แบ่งกัน อยู่อย่างสงบดี แล้วสาธารณโภคีนี้ สูงสุดยอด สาธารณโภคีมี ขั้นต้น กลาง ปลาย และขั้นย่อย นับร้อยพันขั้น แต่มียอดกลุ่ม แก่นแกน แข็งแรงนี้ เสียภาษี 100% ชุมชนชาวอโศกทุกคน ทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคน ส่วนคนที่ไปไป มามา จะเป็นอิสระ เขาจะยักไว้บ้าง ก็เป็นธรรมดา แต่สมาชิกที่เป็นแก่นแกน ทำงานอย่างสมัครใจ ทำงานฟรี ไม่ใช่มีใครมาบังคับ สมัครใจ เห็นดีว่า ทำงานให้ฟรีนี้ เป็นปัญญา กินใช้กับหมู่กลุ่ม เราก็กินน้อย ไม่ใช้มาก และเราสร้างสรรผลผลิต แรงงาน ความรู้ของเรา มันเกินเรากินใช้ คิดแล้วโดยสัจจะ ไม่เกินจากที่เรากินใช้ ความสามารถ ความรู้ของเรา และความขยันของเราที่ทำงาน คิดแล้วแรงงาน ค่าแรงงาน ค่าผลผลิตต่างๆ ที่เป็นสิทธิของเรา ทำงาน อยู่ในสังคมนี้ มันเกินกว่าที่เรากินใช้ เรากินใช้เหลือ ส่วนเหลือของแต่ละคน มี 5 คน ก็มีส่วนเหลือรวมกัน มีร้อยคน พันคน ก็มีส่วน หรือรวมกัน ก็มีส่วนแบ่ง ที่จะสะพัดไปสู่ผู้อื่น สมบัติของส่วนตัวแต่ละคนคือ ความรู้ กับความสามารถ และความขยัน ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ อยู่กับเราไปตลอด ตายไปกี่ชาติ กี่ชาติ ก็ไม่มีสูญหายไปไหน ความรู้ ความสามารถ และความขยัน เป็นสมบัติทางนามธรรม ไปด้วยข้ามชาติ ตลอดกาลนาน นี่เป็นความรู้ ความฉลาด ที่ไม่ใช่ เฉโก เฉกา แต่นี่เป็นอัญญะ อัญญา เป็นอีกโลกหนึ่ง สรุปแล้ว เป็นคำว่าปัญญานั่นเอง ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธ คนอื่น หรือศาสนาอื่น นำไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ แต่มันไม่ใช่ความจริง มันหลอกมนุษย์

2. ต้อง ทำให้พออยู่พอกิน สำหรับตน ผลผลิตของแรงงานเรา คิดค่าแล้ว คุ้มตนเอง ตนเองพออยู่พอกิน เรากินใช้วันหนึ่ง 100-200 แต่เราทำเกิน 200 ทุกวัน แม้จะไม่ทุกวัน แต่ค่าเฉลี่ยแล้ว เกินมากเลย ทั้งความจริงดังกล่าวนี้ ในชุมชน ในสังคมใดก็แล้วแต่ มันจึงมีส่วนเหลือ ส่วนเกิน ที่ไม่มีล่มจม ส่วนเหลือส่วนเกินนี้ มันเป็นส่วนที่เกื้อกูลกัน เผื่อแผ่กัน แจกไปสู่ผู้อื่นได้ตลอดเวลา อาตมาอธิบายเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้านี้ สำคัญ

3. ทำให้เกินกินใช้ ที่ตัวเองกินใช้

4. ทำได้มากแล้ว เผื่อแผ่แจกจ่าย

อาตมาว่า ชาวอโศกกอบกู้เศรษฐกิจได้แล้ว มีแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเรื่อยไป เราเข้าใจ และมีของจริง เป็นไปได้ ทำโดยไม่ขัดเขิน สำเร็จ ชาวอโศกถือว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบแล้ว ก่อนสังคมใดๆในโลก ขออภัยพูดใหญ่ด้วย แก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จสิ้นแล้ว สบาย และฝังรากความรู้ไว้ แก่ผู้ที่จะเป็นผู้สืบทอด มีปัญญา อัญญา ไม่ใช่แค่สัญญา ความรู้โลกีย์ มีปัญญาสืบทอดต่อเชื้อนี้ได้แล้ว ไม่ใช่คนเดียว มีเป็นร้อยเป็นพัน อาจจะถึงหมื่น ถ้าเป็นแสนนี้ ยังไม่กล้าพูด ปุญญะ นี้มันเป็น บุญ ตัว บ. คำว่า ปัญญานี้ เป็น ป.ปลา ขยายความได้

สรุปแล้ว พระเจ้าอยู่หัว หรือพระพุทธเจ้า หรืออาตมา เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้มากอบกู้โลกในยุคนี้ อาตมาเต็มใจ และพยายาม สร้างพลังงานที่เรียกว่า สัมประสิทธิ์ พลังงาน coefficient เป็นอัตราการก้าวหน้า และก้าวหน้า ในระดับคูณ หรือยกกำลัง ยากมาก แต่ทำได้ อาตมาพิสูจน์ และมีคนพิสูจน์ตาม ผู้ที่นั่งฟังอาตมานี้ อย่าเพิ่งรีบตาย เป็นพลังงานนามธรรม ที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดอัตราการก้าวหน้า ที่ไม่ถอยหลัง แม้แต่จะทำให้สรีระร่างกาย protoplasm กับ cytoplasm มันก็สดใหม่ ไปได้ก้าวหน้าจริงๆ มันจึงไม่เสื่อมง่าย ไม่ทรุดง่าย มันจะพัฒนาก้าวหน้า เป็นปฏิภาคทวีไปเรื่อยๆ อาตมาถึงได้พยายามพิสูจน์ พลังงานนี้ ที่อาตมารู้ แต่ต่อไป คงอธิบายได้ดีกว่านี้ ถ้าอาตมาอยู่ไปได้อีก อย่างน้อย 100 ปี ถ้าอีกไม่ถึง 10 กว่าปี อาตมาก็อายุ 100 แล้ว มันจะมีความมั่นใจ คนอื่นก็จะเก่งใช้ภาษา มาช่วยกันเสริมด้วย เสริมกันเพื่อให้อธิบายให้คนอื่นเข้าใจ และเอาไปใช้ด้วย จะได้พิสูจน์ความเจริญของมนุษยชาติ ถ้าอาตมาอยู่ได้ 100 พิสูจน์ได้แน่ ถ้าอยู่ได้ 120 อาตมาว่า ...อีกกี่ปี 120 ก็อีก 36 ปี เองใช่ไหม เมื่อนั้นอาตมาว่า นักวิทยาศาสตร์ก็ตาม ชาวโลกเขาพยายามสนใจความรู้พวกนี้เหมือนกัน อาตมาไม่ต้องการรางวัล แต่ถ้าอาตมา 120 เขาให้รางวัลอาตมาแน่เลย ทุกวันนี้ เขาไม่มีความรู้จะมาให้รางวัลอาตมา อีกสัก 36 ปี รับรองโลกจะมีความรู้แล้ว อาตมาไม่ต้องอยากได้รางวัล อาตมาตั้งใจ และว่าใครอย่ามาให้รางวัล อาตมาไม่เอา อยากให้ก็มาเอาให้ถึงที่ จะให้ไปเอารางวัล ก็เมินเสียเถิด คุณเห็นว่าอาตมามีความดีงาม ความประเสริฐอะไร ก็ขอบคุณ อย่าให้ถ่อร่างไปเสนอหน้ารับรางวัล มันน่าเกลียด อาตมาไม่สนุก ที่จะไปรับรางวัลแล้ว ในชีวิตนี้ อาตมาไม่เคยรับรางวัลอะไรเลย นอกจาก 1 ครั้งนี้ในชีวิต คนที่ให้รางวัลกับอาตมานี้บอกว่า ให้มาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่ารางวัลนี้ให้อาตมา พอรู้ว่าให้อาตมาได้นี้เขาด่าไอ้เหี้ยเลย อาตมาอยู่กับพี่ล้วน ควันธรรม อาตมาเป็นเลขาประกวดเพลง อาตมาก็ว่า เราก็แต่งเก่งเหมือนกัน คนหนึ่ง แต่พี่ล้วนเขาไม่ค่อยเชื่อมืออาตมาหรอก ในชีวิตนี้ เขาให้อาตมาแต่งเพลง เมฆหม่นบนฟ้า นอกนั้นให้อาตมาแต่งเพลง แล้วเอาไปหลอกขายที่เวิ้งนครเกษมเท่านั้น อาตมาก็แต่งแข่ง ใช้นามปากกายุบลรัตน์ และมีคนอื่นแต่งอีก เช่น ศักดิ์พิสิทธิ์ อาตมาก็แต่งเพลง กลางไพรสณฑ์ อีกอันไปเข้าแฟ้ม คุณล้วนเขาก็อ่าน ก็บอกว่าอันนี้ก็ดีอีก สุดท้ายเขาให้ที่หนึ่งคู่กัน ประกาศให้มารับรางวัล ศักดิ์พิสิทธิ์เขาก็มารับไป แต่อีกรางวัลไม่มีใครมารับ เราก็ไม่พูดจนผ่านไปหลายวัน สุดท้ายอาตมาก็จำนนว่า อันนั้นของผมเอง เขาก็เลยด่าว่าไอ้เหี้ย แล้วให้กูเสียเงิน อันนี้แหละ ที่อาตมาเคยได้รางวัล ครั้งเดียวในชีวิต วันนี้มีหนังสือ เราคิดอะไร สองเล่ม มาแจก ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ กับมีนาคม อาตมาเป็นนักประชาธิปไตย นักเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาไม่รู้กี่ชาติ มาชาตินี้ ก็ทำคะแนนไปตามลำดับ สรุปแล้ว มีอจินไตย มาศึกษาให้ดี แล้วถึงเวลา แล้วจะพอเข้าใจได้ ต้องมีภูมิปัญญาไปเอง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ มายัดเยียด พูดอย่างไร ก็ไม่ได้ ต้องมีอัญญา ปัญญา จึงจะมีธาตุรู้ ตัวสำคัญเข้าไปรู้เรื่องของ วงโลกุตระ เป็นโลกวงใหม่ โลกวงเก่า คือโลกโลกียะ อาตมาอธิบายตั้งแต่พลังงาน มันเป็น 3 จะสมดุลจนกว่าจะมีพลังงานออกมา 4 5 6 แล้วจะมี 7 เป็นแรงเหวี่ยง ออกไปหา 8 9 แล้วไปหา 0 หรือ 10 เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาในโลก คนที่สามารถรู้ จักการปฏิบัติกรรม ที่มีความสามารถทำได้ถึงขั้น สัมประสิทธิ์ คนนี้ก้าวหน้า เป็นโลกุตรธรรม เจริญได้จริงๆ ตอนนี้นาฬิกาอาตมาบอก 14.01 น. แล้ว ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน