361110 สมาทานหรืออุปาทาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์364 KB
วันที่แก้ไข26 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

361110 สมาทานหรืออุปาทาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ลานนาอโศก

สมาทาน หรือ อุปาทาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าพุธที่ 10 พฤศจิกายน 2536 ณ ลานนาอโศก จ. เชียงใหม่

การตั้งจิตนี่นะ การตั้งจิต หรือว่าตั้งอะไรไว้ในใจนี่ ก็เป็นการเริ่มต้น เริ่มต้นที่เราทำความฉวยเอาไว้ หรือว่าทำความติดยึดเอาไว้ ทำความติดยึดเอาไว้ เราเรียกว่าอาทาน อาทาน หมายความว่าเราฉวยเอาไว้ ยึดเอาไว้ เราจะยึดเอาความรู้ เราจะยึดเอาความอะไร ก็แล้วแต่ ที่เรารู้ว่า เราควรยึดอะไร ผู้ที่ไม่รู้ว่าเรายึดอะไรเอาไว้ เราเรียกว่าอุปาทาน อุปาทาน อุปะ+อาทาน อาทานแปลว่ายึดเอาไว้ แต่คนทั้งหลายทั้งแหล่ ที่อวิชชานี้ไม่รู้หรอกว่าจะยึดอะไร จะฉวยอะไรเอาไว้ อันนี้น่าได้ อันนี้น่าเป็น อันนี้ เราน่ามี อันนี้ๆ น่าจะเป็นของเรา อันนี้ มันน่าจะเป็นตัวเรา ของเรา น่าจะอยู่กับเรา ไปตลอดนิรันดร ก็ได้แต่ยึด ได้แต่ฉวยอันนั้นเอาไว้ โดยอวิชชา ก็เป็นอุปาทาน ถ้าผู้ใดจะยึด จะตั้งจิตตั้งใจ จะยึดอะไร ก็ดี จะฉวยอะไรเอาไว้ก็ตาม ยึดฉวยเอาไว้เพื่ออาศัย ยึดเอาไว้เพื่ออาศัยประโยชน์ เพื่อทำดี ซึ่งมนุษย์เราก็จะต้องมีเครื่องอาศัย มีอะไรจะต้องใช้ ต้องอาศัย เมื่อ เป็นมนุษย์ ยึดอย่างวิชชา ก็จะเอาวิชชา ยึดอย่างรู้ ยึดอย่างเข้าใจ เข้าใจอย่างสูงเลย เข้าใจว่า ถึงแม้เราจะยึดไว้ จะฉวยเอาไว้ จะมีไว้ เป็นไว้ ก็มีไว้ เป็นไว้ อย่างที่รู้ว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรานิรันดร ทุกอย่างจะแยกพรากจากกัน ทุกอย่างจะเป็นแต่เพียงเหตุ เป็นแต่เพียงปัจจัย ผู้ที่เข้าใจจริงๆอย่างนั้น แม้จะเข้าใจด้วยบัญญัติ เข้าใจด้วยภาษาเป็นความคิด ความนึก ก็เรียกว่าเริ่มเข้าใจ ถ้ายิ่งผู้ใดที่เข้าใจอย่างจริง เป็นความเห็นถึงขั้นญาณ เป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งส

อ่านต่อ

ุด แล้วก็รู้ว่ามนุษย์เรา หรือคนเรานี่ อาศัยธาตุ อาศัยขันธ์ 5 อาศัยอายตนะ อาศัยทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นทวารที่จะรับรู้อยู่ในโลก อาศัยจิตวิญญาณ รวมแล้วก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีทั้งรูปที่เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ แท่งนี้ ประกอบกันขึ้นมาเป็นองคาพยพของร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ พร้อมกับมีจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ในนี้ด้วย ก็รู้ว่านี่เป็นเหตุเป็นปัจจัย มีรูปมีนามร่วมกันอาศัยอยู่ แล้วเราก็อาศัยเพื่อที่จะ ถ้ายังไม่บรรลุสูงสุดเป็นพระอรหันต์ อย่างเป็นผู้รู้สุด เราก็อาศัยเพื่อปฏิบัติตน เพื่อสำรอก เพื่อเรียนรู้ให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะสัญญาณขั้นสุดท้ายว่ามนุษย์เรา คนเราก็คือรูปนามอันหนึ่ง ก็คือแท่งก้อนอันหนึ่ง แล้วก็มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน เป็นอวิชชา แล้วเราก็พยายามจะรู้ความจริง จนกระทั่งสำรอกกิเลส ตัณหา จนกระทั่งสลายอุปาทานนั้นได้ เมื่อ สลายได้ ก็เสร็จกิจ เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็ยังมีร่างกาย ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ยังมีทวาร ยังมีอายตนะ ยังมีรูปมีนาม ยังมีกาย มีจิตวิญญาณ อาศัยอยู่ เมื่อยังไม่พรากจากกัน ท่านก็ยังฉวยไว้ ท่านก็ยังยึดไว้ การยึดการฉวยไว้อย่างนั้น เรียกว่ายึดไว้อย่างสมาทาน ไม่ใช่อุปาทานแล้ว แม้แต่เราแค่รู้ด้วยปริยัติ หรือด้วยบัญญัติ เรียกว่าเรายึด เราฉวยไว้ มีรูปมีนาม อย่างที่กล่าวแล้วแต่ต้น แม้ว่าเรายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เราก็ยึดศีล ยึดพรต ยึดหลักปฏิบัติ เพื่อเอามาปฏิบัติ สำรอกกิเลสตัณหาอุปาทานนั้น เรายึดศีล ยึดพรต เราก็ยังรู้ว่า เรายึดอย่างสมาทาน จิตเราเชื่อถึงขั้นสงบ สมะ ถึงขั้นสมบูรณ์ ถึงขั้นเกิดสมะ เกิดอุปสมะหรือวูปสมะ ถึงขั้นให้เกิดความเป็นสมะ ความเป็นคนสงบ ความเป็นคนบรรลุหลุดพ้นสูงสุด ที่เห็นว่าอะไรๆก็ชัดแจ้ง ว่ามันเป็นอนัตตา ไม่ใช่เห็นอนัตตาแต่แค่รู้ แต่แค่เข้าใจ แค่ปัญญารู้ หรือว่าไม่มีปัญญา มีความรู้ทางตรรกะ มีเหตุมีผล เข้าใจว่าอะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา ผู้ที่มีปัญญาดี หรือมีความเฉลียวฉลาดดี ก็รู้แล้วทั้งนั้นแหละ พูดกันนิดหน่อย ก็รู้แล้วว่า คำนวณหรือประเมินประมาณได้ อะไรก็ไม่ใช่ของเราหรอก ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์ศฤงคาร ข้าวของเงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ มันก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เข้าใจ มัน อาศัอยู่ เราเองเป็นของเราอยู่เดี๋ยวนี้ ประเดี๋ยวมันก็หมุนเวียนเปลี่ยนไป ไปเป็นของคนอื่นได้ แม้เราจะหวงแหน เราจะรักจะชอบ ไปหลงใหลได้ปลื้มว่า มันเป็นเรา เป็นของเรา จะอยู่กับเรา เราจะต้องได้อันนี้ ต้องเป็นอันนี้ ต้องมีอันนี้ อันนี้ต้องเป็นเรา เป็นของเราไปนานเท่านาน นานเท่าไรก็ตาม จิตลึกๆ หรือกิเลสนั่นเอง อุปาทานนั่นเอง มันยึด มันจะยึดอยู่ในใจลึกๆ อย่างไรๆ ก็ตาม ก็พอเดาได้ ความรู้ทางตรรกะ ก็รู้ว่าคือจะยึดไว้อย่างไร มันก็ สุดท้ายมันก็ต้องพรากจากกัน จะยึด ยิ่งเป็นวัตถุนอกตัวเรา เป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวเป็นของต่างๆนานา เป็นบ้าน เป็นเมือง ต่อให้เป็น เราเป็นจอมจักรพรรดิ มีบ้านเมือง เป็นเจ้าแห่งบ้านเมือง อะไรๆก็เหมือนจะเป็นของๆเราหมด มีข้าทาสบริวาร มีทรัพย์ศฤงคาร มีแผ่นดิน มีเดือน มีวัน มีมหาสมบัติมากมายก่ายกอง มีอำนาจจะชี้ใช้ จะบ่งจะบอก จะบังคับ หรือแม้แต่เป็นเจ้าชีวิต จะประหารชีวิตใคร จะฆ่าจะแกงใครก็ได้ ให้มีอำนาจบาตรใหญ่ขนาดไหนก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็ไม่เที่ยง สิ่งเหล่านั้นก็ไม่จริง สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรา ของเราโดยเที่ยงแท้ มันก็จะต้องพรากอันนั้นไป ยิ่งไปทำ บาปมาก เป็นเจ้าชีวิตในชาตินี้ บาปมาก ชาติหน้าเกิดมา จ้างก็ไม่มีอะไรเป็นเจ้าชีวิตได้ เกิดมาจะเป็นหมู เป็นหมา อะไรก็ไม่รู้ ไปรับใช้วิบาก ไปอีกกี่ร้อยชาติ ก็ยังไม่รู้เลย แต่เราก็หลงใหลโดยไม่รู้ ยิ่งทำบาป ทำวิบากเพิ่มขึ้น ผลยิ่งจะรู้ว่าหมุนเวียนไป เปลี่ยนแปลงไป ชาติหน้า ชาติโน้น ชาติไหน ยิ่งเปลี่ยนไป ไปเร็ว ไม่ได้มีสมบัติอะไรนั้น มาครอบครองอะไรนักหนาหรอก เพราะคนเราไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้พิสูจน์สัจจะความจริงพวกนี้ ก็ติดก็ยึด หลงใหลว่ามันมี มันเป็นอย่างนั้น ได้เป็นความสมใจ ได้ทั้งน่าสมใจ ได้ลาภ ได้ยศ ได้ทรัพย์ศฤงคาร อะไรได้สมใจ แล้วก็เป็นความสุขมาให้แก่ตน ตนมี ตนเป็น ตนได้ เป็นสุข ยิ่งภาษาว่ามันเป็นสุข มีความพอใจในสัตว์โลก ตั้งแต่เป็นเดรัจฉานแล้ว จนกระทั่งถึงมนุษย์ มนุษย์ยิ่งตะกละตะกลามกว่าสัตว์เดรัจฉานอีก ตะกละตะกลามมา จนกระทั่งโลภโมโทสัน ฆ่าแกง ทำบาป ทำกรรม จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา เป็นเจ้าในหมู่คณะ...เป็นจอมจัรพรรดิ หรือว่าเป็นเจ้าหมู่เจ้าคนขึ้นมา ก็เที่ยวได้ล่าแผ่นดิน ล่าทรัพย์ศฤงคาร ล่าบริวาร ให้ตัวเองยิ่งใหญ่ เป็นมาตามประวัติศาสตร์มนุษย ชาติ เราก็คงรู้ ทำมาอย่างนั้นแต่ไหนๆ เสร็จแล้วก็เป็นบาปเป็นเวรของตนเอง เป็นจักรพรรดิประเภทที่เรียกว่าล่า ซึ่งจุดๆนี้ อาตมาเคยสะดุดใจ ตั้งแต่แรกๆ เมื่อพบว่า พระพุทธเจ้าให้สร้างเจดีย์ แล้วกระดูกของผู้ที่จะบรรจุเจดีย์นั้น เป็นกระดูกของคน 4 ประเภท คือ 1. กระดูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรจะบรรจุไว้ในเจดีย์ เป็นที่เคารพ นับถือ กราบไหว้ บูชาระลึกถึง เป็นแบบ เป็นอย่างของมนุษย์ 2. กระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้า 3. กระดูกของพระอรหันต์ สมควรบรรจุไว้ในเจดีย์ 4. กระดูกของจอมจักรพรรดิ อาตมาก็นึกถึงว่า จอมจักรพรรดิ ไปนึกถึงจอมจักรพรรดิที่เขาตั้งชื่อเรียก นั่นน่ะ อย่างเจงกีสข่าน อย่างนี้นะ ตามประวัติศาสตร์ แล้วก็บอก เอ๊ะ จอมจักรพรรดิอย่างเจงกีสข่านอย่างนี้นะ เห็นภาพ ถือดาบ ถือง้าว ถือหอก ฆ่าฟันผู้คน เพื่อที่จะแย่งชิงแผ่นดิน ล่าบริวาร เก่งจริง เก่ง ปราบปรามผู้คน แว่นแคว้น ได้แว่นแคว้นมา ฆ่าผู้คน ได้ทรัพย์ศฤงคาร ได้แผ่นดิน ได้มนุษย์มาเป็นบริวาร มาเป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ อาตมาก็บอก เอ๊ะ ถ้าจอมจักรพรรดิแบบนี้ อาตมาไม่เอากระดูกมาใส่เจดีย์กราบแล้ว อาตมาจะเอาแค่ 3 อย่าง ถ้าเผื่อว่าจอมจักรพรรดิแบบนี้แล้ว อาตมาก็ติดใจ ไม่เข้าใจว่า เอ๊ จอมจักรพรรดิแบบนี้จะเป็นอย่างไร จอมจักรพรรดิที่ควรจะกราบเคารพ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่กราบ อาตมาไม่เอา ไม่บูชา ไม่เชิดชู อาตมาไม่เป็น อย่างนี้ไม่อยากได้ เป็นอย่างเป็นเจงกีสข่านนี่ ไม่อยากได้น่ะ เป็นจอมจักรพรรดิแบบนี้ เขาตั้งเรียก เหมือนกันนะ ตั้งเรียก ว่าเป็นจอมจักรพรรดิเจงกีสข่าน ประวัติจอมจักรพรรดิเจงกีสข่านน่ะ มันก็ต้องหลังพระพุทธเจ้าล่ะนะ อาตมาว่าไม่เอา แต่อยู่มาๆ ก็ศึกษา แล้วก็ฟื้นฟูความรู้ จนกระทั่งนึกได้ว่า พระพุทธเจ้า ท่านก็ได้รับคำพยากรณ์ว่า ท่านนี่ ถ้าเผื่อว่าอยู่เป็นฆราวาส ก็จะได้เป็นจอมจักรพรรดิ ถ้าอยู่เป็นนักบวช ท่านก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็มานึกถึงว่า เอ๊ ถ้าจอมจักรพรรดิ ที่คนมีภูมิ มีบารมี อย่างขนาดพระพุทธเจ้านี่นะ จิตวิญญาณที่ได้สั่งสมมา มีภูมิถึงขนาดโลกุตรภูมินี่ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ในปางนั้นแล้ว แน่นอน ภูมิธรรม ของท่านที่ได้สั่งสมมานี่ ภูมิธรรมโดยสัจจะ ก็ต้องพึ่งภูมิธรรมโดยสัจจะ ถ้าท่านได้เป็นพระพุทธเจ้า เราก็รู้แล้วละว่า เป็นพระพุทธเจ้า เป็นอย่างไร แต่ถ้าท่านไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ตามคำพยากรณ์ ท่านไปเป็นจอมจักรพรรดิ อาตมาแน่นอนว่าท่านไม่ถือดาบ ถือหอก ไปเข่นฆ่าใคร ขนาดปางอาตมา ชาติของอาตมานี่ อาตมาก็ยังไม่คิดจะฆ่าใครเลย ฆ่าไม่ได้หรอก อาตมาว่าถ้าถึงที่สุด ถ้าเขาจะฆ่ากันจริงๆ อาตมาก็ว่า อาตมาก็ให้เขาฆ่า ก็ขนาดพระโมคคัลลานะ ก็ต้องยอมให้เขาฆ่าตัวเองตายได้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาว่า อาตมาก็ต้องให้เขาฆ่า อาตมาจะไม่ฆ่าเขาแน่นอน ขนาดความรู้ภูมิโลกุตระ สำหรับอาตมา ก็แค่อาตมา อาตมายังฆ่าคนไม่ได้ ถ้าภูมิโลกุตระระดับของพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระพุทธ เจ้า ถ้าจะมาเป็นฆราวาส เป็นจอมจักรพรรดิ ก็ไม่ฆ่าคนแน่นอน เมื่อไม่ฆ่าคน ก็ต้องเป็นจอมจักรพรรดิอีกชนิดหนึ่ง เป็นจอมจักรพรรดิชนิดไหน เป็นจอมจักรพรรดิชนิดบุญญาธิการ เป็นจอมจักรพรรดิที่จะต้องมีคนมาเคารพ กราบไหว้ นับถือ ด้วยการปกครองหรือบริหาร ชนิดที่ มีบริวาร มีสร้าง สภาพของการบริหาร หมู่ชนขึ้นมา เล่าเรียน ศึกษา บำเพ็ญตน ประพฤติตน อย่างพวกเรานี่ บำเพ็ญตน ประพฤติตนขึ้นมาเรื่อยๆ มีภูมิฐานขึ้นมา อาตมาเชื่อว่าพวกเรานี่ ฆ่าคนไม่ลง เป็นโสดา สกิทาขึ้นมาจริงๆ พวกเรา สัตว์เราก็ไม่ฆ่าแล้ว แล้วเราจะไปฆ่าคนไหวหรือ ฆ่าไม่ไหวหรอก เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้ แม้แต่ตัวเองจะต้องตาย ก็ต้องยอม คนในโลกนี่ เวลาถึงที่แล้ว มันฆ่าเขาไม่ได้ เขาให้ฆ่า ตัวเขาต้องฆ่า คนอื่นเขาต้องฆ่าเรา เขาต้องฆ่าเรา เราก็ต้องตาย จะเจ็บจะปวด จะหนีซุกซอนอย่างไร ก็ถึงที่สุด ก็ต้องหนี แค่หนี สุดท้ายคนร้าย เขาทำเอาร้าย ทำร้ายเอาจนกระทั่งถึงเราตาย มันก็ต้องถึงตาย เราฆ่าเขาไม่ลง แต่นั่นแหหละไอ้เรื่องของกรรมวิบากนี่ มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่เราเดาไม่ได้ คิดไม่ได้ ผู้ใดมีวิบากถึงขั้นจะต้องถูกฆ่า เหมือนอย่างพระโมคคัลลา ก็ต้องถูกไป ส่วนผู้ใดไม่มีวิบาก ที่จะต้องถูกฆ่า มันไม่มีมาถึงหรอก มันไม่มาถึง มันก็ไม่มีปัญหา ที่จะ ต้องไปถึงขั้น ต้องเข่นต้องฆ่ากัน ผู้ที่มีบารมีถึงขั้นจะเป็นจอมจักรพรรดิ ชนิดที่นำกระดูกมาใส่เจดีย์ กราบไหว้ได้นี่ จะเป็นผู้บริหาร เป็นผู้ที่จะนำพาไป ในศาสนาที่บริหาร ที่เป็นเจ้า เป็นผู้ปกครอง เรามาระลึกถึงอีกระดับหนึ่ง อย่างขนาด ธิเบตนี่นะ ว่าเป็นพุทธ แล้วก็มีผู้บริหาร ทั้งบริหารประเทศ บริหารทั้งศาสนจักร เป็นดาไลลามะ บริหารทั้งฆราวาส ปกครองบ้านเมือง แล้วบริหารทั้งด้านนักรบ อย่างนี้เป็นต้น ก็แน่นอน ย่อมไม่ไปฆ่าใคร บริหารด้วยความสามารถที่จะเป็นบุญญาบารมี จะมีฤทธิ์มีเดช ก็มีฤทธิ์มีเดชอย่างบุญญาบารมี ไม่ใช่เอาฤทธิ์เดช แบบไปทำร้ายรุนแรง มีอำนาจ แล้วก็ตัดหัวคนไป เป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะได้เกรงกลัวกัน ไม่ต้องถึงสั่งฆ่าคนแล้ว แต่ท่านก็มีบุญญาบารมี ที่จะต้องใช้ภูมิปัญญา ในการที่จะทำให้ผู้คนศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือ ด้วยการเสียสละ ด้วยความ เฉลียวฉลาดที่จะต้องบริหารให้อยู่เย็นเป็นสุขกัน นำพา แล้วก็แนะนำผู้บริหารต่อ ท่านเองก็นำพาต่อ ผู้ใดศรัทธาเลื่อมใสอย่างท่าน ก็ดำเนินตนตามพระยุคลบาท ประพฤติตนเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร เสียสละ สร้างสรร อุตสาหวิริยะ เฉลียวฉลาดในการที่จะทำโน่นทำนี่ อะไรต่ออะไร ส่งเสริมให้ประชาชน ให้มวลมนุษยชาติใต้เบื้องพระยุคลบาท ก็ทำไป ก็เป็นลักษณะอย่างนี้แหละ บำเพ็ญกุศลบารมีไป มีทศพิธราชธรรม ขนาดอย่างนี้ๆ ถือเป็นจอมจักรพรรดิ ซึ่งจะบริหารไป ซึ่งในรูปอะไร ก็แล้วแต่เถอะ ก็ยิ่งเห็นได้ว่า คนเรานี่จะเชื่อถือ จะศรัทธาเลื่อมใส แล้วก็นำพากันไป จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นกลุ่มชน เป็นมนุษยชาติที่ยังชีวิตไปได้ ด้วยบุญญาบารมี ไม่ใช่ด้วยพระเดช ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยความเสียสละเกื้อกูลอย่างที่เป็น มีรูปรอยอย่างที่อาตมาว่า อาตมาว่า อาตมาก็นำพาพวกเราไปทั้ง 2 แบบ คล้ายๆ กับดาไลลามะ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จริงๆแล้ว พิสูจน์ได้อย่างดาไลลามะจริงๆ มันก็ มันยืดยาวมา ศาสนามัน มหายานก็กลายๆ เป็นลุ่มล่ามๆ มันประยุกต์ คือว่ามันปฏิรูป จนกระทั่งมันมาเป็นรูปของดาไลลามะ ครองจากมหายาน ส่วนทางด้านเถรวาทก็มา อย่างที่เป็นนี่ มาถึงยุคนี้ เราก็เห็นรูปรอยของมหายาน ก็เป็นอย่างดาไลลามะ เถรวาทก็เป็นอย่างในประเทศไทยเรา มีสงฆ์ มีจอมจักรพรรดิ หรือว่ามีพระราชา ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน อย่างในหลวง แล้วก็บริหารประเทศชาติ รวม แล้วมันก็เป็นลักษณะอย่างนั้นนะ แล้วก็เป็นรูปร่าง เป็นลักษณะขึ้นมา ศาสนาพุทธก็ดำเนินไป ในประเทศนี้ ในคน ในแว่นแคว้นนี้ อันนี้ศาสนาพุทธ อาตมาก็นำพาทางด้านสายศาสนา ก็เป็นไป ก็จะมีลักษณะเป็นไป อย่างที่เป็นนี่ ถ้ารวมกันแล้วเป็นเนื้อหาที่มันดีขึ้นไปในอนาคต จะเป็นอย่างไร เราไม่รู้ เราเดาไม่ออกล่ะนะ ก็จะรวมกันเป็นหนึ่ง ก็จะมีควบคู่กันไปได้ อย่างไรก็แล้วแต่ มีจอมจักรพรรดิ มีพระอรหันต์ มันก็ครบ เพราะฉะนั้นมีพระพุทธเจ้า เราไม่สงสัย พระปัจเจกพุทธเจ้าเราไม่สงสัย พระอรหันต์ เราก็ไม่สงสัย จอมจักรพรรดิก็จะมี ผู้ที่มีบุญญาบารมี มีคุณธรรม มีคุณค่า ที่ไม่ต้องไปล่ามนุษยชาติ ไม่ต้องไปทำร้าย ทำเลวอะไร เป็นผู้ที่เสียสละสร้างสรร อย่างเป็นจอมจักรพรรดิ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ในลักษณะที่สมัยนี้ เป็นประชาธิปไตย เป็นลักษณะธรรมาธิปไตย ที่สูงส่ง ไม่ต้องไปล่าคน มีจิตใจบริสุทธิ์สะอาด มีศีล มีทศพิธราชธรรมจริงๆ ไม่เหมือนสมัยโบราณ ถือดาบถือง้าว เข้าไปเข่นฆ่าคนอย่างนั้น จริงๆเลย แล้วก็มีจิตที่ได้เรียนรู้ศาสนาลึกซึ้ง แล้วก็เป็นความจริงใจ มีอำนาจ มีคนรับ นับถือ เป็นผู้ที่มีประชาชนเข้าใจ แล้วก็มีอำนาจทางโลก ในหลวงนี่ เป็นคนมีคุณธรรมทางธรรมมากมายเพียงพอ ถ้าเผื่อว่าเราไม่ติดใจว่า จอมจักรพรรดิอย่างพระเจ้าอโศกมหา ราชนี่ มีคุณ...ท่านล่าบริวารแบบเจงกีสข่านมาก่อนเหมือนกัน เป็นจอมนักรบที่ยิ่งใหญ่ เสร็จแล้วท่านก็สำนึกได้ สำนึกได้ ท่านก็วางมือเลย แล้ว...ท่านปฏิบัติธรรมนี่ จริงใจ ปฏิบัติธรรมอย่างศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ กอบกู้พระพุทธศาสนาขึ้นมาอย่างวิเศษ ถ้าใครไม่ติดใจตรงนั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ก็คือจอมจักรพรรดิ เมื่อทักอย่างว่า...พระเจ้าอโศกมหาราชนี่ ถือเป็นจอมจักรพรรดิยุคปลาย มันมีจุดที่เป็นรูปธรรม ที่...คนไปถือสาว่า ท่านเอง ท่านล่าบริวาร โดยวิธีการแบบเจงกีสข่าน แบบล่าด้วย ระบบอย่างนั้นมาก่อน คนก็เลยติดใจ ความจริงแล้ว ก็คือเป็นวิบาก เหมือนกับลิงลมอมข้าวพอง อาตมาก็บอกได้ ซึ่งมันเกิดมา มันก็ คิดดูอย่างโลกละนะ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า ต้องไปแต่งงาน ต้องไปอะไรต่ออะไร แต่พระพุทธเจ้าท่านก็น้อยมาก ในชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะนี่ ก็น้อยมาก ถูกมอมเมาด้วยอะไรต่ออะไรต่างๆ ขนาดมอมเมาอย่างหนักเลยนะ มอมเมาอย่างหนักเลยนะ พระพุทธเจ้านี่ ท่านก็แค่นั้น อย่างเก่งก็ได้ลูกมาคนหนึ่ง ประเภทที่เรียกว่าแต่งงานตั้งแต่อายุ 16 ก็ได้ลูกมาคนหนึ่ง พอได้ลูกขึ้นมา ก็เห็นว่า โอ้โห เป็น ราหุลัง พันธนัง ลูกคลอดวันแรก ก็หนีเลย อยู่กันเถอะ อาตมาไปแล้ว ก็จะไป วันแรกที่คลอด ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พวกเราอย่าไปเอาอย่างละ พอคลอดลูกมา ก็ทิ้งลูกเลย ใส่เข่งแล้วก็วางไว้ข้างทางเลย (ผู้ฟังหัวเราะ) บาปตาย แต่ของท่านน่ะ ไม่มีปัญหาหรอก ลูกของท่านน่ะ อยู่บนเวียงวัง ถึงอย่างไรมันก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไรหรอก มันอยู่รอด แต่ไอ้อย่างเราๆไปเอาอย่าง เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว อย่างนี้ไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ นี่มันซ้อน มันลึกซึ้ง แม้แต่อาตมาเกิดมา ก็ต้องไปบ้าๆบอๆอยู่ทางโลกก็ตั้งเยอะตั้งแยะ ไปเจอกับวิบากเก่า อย่างโน้นอย่างนี้ เหมือนกับมัน แหม ต้องเป็น ต้องมีนะ จะต้องไปเจอแฟน อย่างโน้นอย่างนี้อะไรต่ออะไร มันก็หลุดรอดมาได้ โดยที่เรียกว่า อาตมาว่า เอ๊ มันหลุดมาได้อย่างไร มันน่าจะถูกผูกถูกมัดน่ะ ถูกทรัพย์รัดมือ ลูกรัดคอ ภรรยารัดมือหรือ ทรัพย์สมบัติรัดขา เป็นตราสังผูก ผูกไว้ที่คอ เขาเอาเชือกโยง เชือกเส้นเดียวกันนั้น ผูกโยง มัดรัดไว้ที่คอเลย มัดรัดไว้ที่มือ มัดรัดไว้ที่ขา เป็นศพแล้ว ตราสังเลย เชือกเส้นเดียวนี่ ผูกโยง ก็ไม่มีอะไรมากน่ะ อาตมาว่า ถ้าอาตมาจะทำมาหากิน ล่าเงิน ล่าทอง อาตมาก็ว่าอาตมาหาเงินได้ไม่เลวหรอกนะ ได้อัตราส่วนได้ตามฐานะของเรา ทำมาหากินไป มันก็พอได้ล่ะนะ อาตมาคิดว่าก็คงเป็นเศรษฐีเงินล้าน อย่างเขาเหมือนกันละ แล้วอาตมาก็คงดำเนินกันไปทางธุรกิจบันเทิงอะไรพวกนี่นะ โอ้ ราคาธุรกิจบันเทิงนี่ อย่าง ไมเคิล แจ๊กสัน นี้รวยเท่าไหร่ ได้ตั้ง แสนๆ ล้าน แสนๆ ล้านนี่เท่าไหร่ 25 ล้านๆ บาท แสนๆ ล้านดอลล่าร์ คิดเป็น เงินไทยเท่ากับ 25 ล้านๆบาท 25 ล้านล้านบาทนะ มันจะมากขนาดไหน อาตมาก็คงไม่มีฤทธิ์เดช ไม่รู้นะ ฤทธิ์เดช จะได้เงินตั้ง 25 ล้านๆบาทนี่ ก็ไม่รู้ละ อาตมา ก็ว่า อาตมาก็คงไม่มีฤทธิ์เดชขนาดนั้นกระมัง แต่ไม่รู้นะ มันเดาไม่ได้หรอกนะ ถ้าอาตมาอยู่ทางโลกฆราวาสเขา มันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ไมเคิล แจ๊กสันอาจจะมาอยู่ในอาณัติ อยู่ในค่ายของอาตมาก็ได้นะ เหมือนอย่างกับเบิร์ด อยู่ในค่ายของแกรมมี่ อย่างนี้ละนะ ไมเคิล แจ๊กสัน อาจจะมาอยู่ในค่ายของอาตมาก็ได้ หัวใจสีชมพู (ผู้ฟังหัวเราะ) ตั้งชื่อสำนักไว้แล้ว ค่ายหัวใจสีชมพู หา คิดแล้ว ตราก็มีแล้ว โลโก้ก็มีแล้ว เรียบร้อยเลย มีลวดลายหัวใจอยู่ตรงกลาง เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด แล้วรอบข้างๆ เป็นลายไทย มีรูปหัวใจตรงกลาง เป็นโลโก้ มีแล้วเรียบร้อย มีตัวหนังสือหัวใจสีชมพู อาตมาก็ออกแบบตัวหนังสือไว้เรียบร้อยหมดแล้ว กำลังจะร่วมทุนกับคุณชวน ทำหนังโทน แต่ว่าพอเราทำหนังโทนไป ทำไปๆ อาตมาก็วางมือแล้ว ที่จองทำหนังโทนไม่ใช่ฝีมืออาตมาหรอก แต่ว่าอาตมาคิดมาก่อน คิดมาก่อนที่จะทำ คิดก่อนที่คุณชวนจะทำหนังโทน ทำหนังโทน อาตมาปฏิบัติธรรมแล้ว พอหนังโทนเสร็จ หนังเข้าโรงฉาย อาตมาก็นุ่งกางเกงขาสั้นแล้วตัดผมสั้น เดินไปตรวจตราดู ไปกับคุณชวน ดูหนัง ดูรายได้ ดูอะไรต่ออะไร ตัวเองหันหน้าเข้าวัด หนังยังไม่ออกจากโรงฉาย อาตมาก็ขนของเข้าวัด เข้าวัดอโศการาม ปลูกกุฏิ ปลูกอะไรแล้ว หนังฉายออกจากโรง เป็นอย่างไรต่อไป อาตมาไม่รับรู้แล้ว ไม่ได้รับเงินรายได้ส่วนแบ่งส่วนอะไรจากเรื่องทำหนังโทนเลย สักแดงเดียว ไม่รับ ไม่ได้รับเงินรายได้ ส่วนแบ่งเลย มีแต่นายเปี๊ยกนั่นแหละ มาเถือเอาไปจากคุณชวนเขา ไม่รู้กี่ล้าน อาตมาไม่รับ ไม่เอาส่วนแบ่งสักอย่าง ไม่ว่าทางด้านไหน ไม่ว่าด้านอะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้รับอะไรเลย คุณชวนถึงแปลกใจ ว่าอาตมาไม่รับเอาเลย เข้าวัดไปเลย ที่จริงอาตมาตั้งใจก่อน จะเจอคุณชวน ตั้งใจจะตั้งสำนักพวกนี้ จะตั้งสำนักธุรกิจบันเทิง ถ้ามันเดินทางมาถึงวันนี้แล้ว ธุรกิจบันเทิงมันยิ่งใหญ่ แล้ว อาตมาตั้ง ตั้งครบรอบหมดเลย มีหมดนะ อะไร ร้อง แสดง แต่ง เรื่อง เพลง วาด ภาพ ถ่าย เอาหมด นักร้อง นักแสดง ร้อง แสดง แต่ง ทั้งการประพันธ์ ด้านหนังสือวรรณกรรมน่ะ ไม่รู้ ซีร้ง ซีไรท์ อยู่ในอาตมาหมด อยู่ในค่ายอาตมาหมดแหละ นักประพงนักประพันธ์ อยู่ในค่ายอาตมาหมด ไม่ใช่ทำเล็กๆนะ จะต้องทำรวบรวมหมดเลย ในด้านศิลปะทุกแขนง ไม่ว่าจะด้านไหนหมด ศิลปิน ศิลปะทุกแขนง รวบรวมไว้หมด เอาหมด ไม่ได้เอาแต่แค่ นักร้อง อย่างแกรมมี่ นักแสดง รู้สึกน้อยๆ แค่ละเม็งละคร เอาหมด นักประพันธ์ก็ต้องในค่ายของเรา นักเขียนนักประพันธ์จะเป็นนักข่าว นักอะไรนี่ หมด อยู่ในนี้หมด ไม่ว่านัก สุทธิชัย หยุ่น ก็ต้องอยู่ในค่ายอาตมา ใครละ ที่เรียกว่าแน่ๆ ไม่รู้ละ ดร.สมเกียรติ อาจจะอยู่ด้วยมั้ง ใครละอยู่ใน ในค่าย ทำสารคดี ทำข่าวทำคราว ทำอะไร เอาหมดแหละ ทำซีร้งซีไรท์ ทมยันตง ทมยันตี อยู่ในค่ายอาตมาหมดแหละ คือจะต้องเป็นเรื่องงานเผยแพร่ทั้งนั้น มันจะเป็นค่ายใหญ่จริงๆ ก็มาปฏิบัติทางธรรม พอปฏิบัติทางธรรม เห็นจริง ก็เลยหมดมู๊ด ก็เลยวางมือหมด ก็ปฏิบัติมาแล้ว จนกระทั่งมานุ่งขาสั้นแล้วนี่ มันก็ไม่เอาแล้วโลก มันวางมือไว อาตมาวางมือมาแล้ว มันก็เป็นจริง เห็นจริงเลยนะ ที่อาตมาอธิบายมันยากนะ กรรมวิบากยาก แล้วมันเป็นไปตามธรรม อาตมาก็ไม่คิดไม่อ่านอะไรหรอก มันเป็นไปเอง มัน ถ้าจะไปทางโลก อาตมาก็ว่า อาตมาคง คงไม่ยิ่งหย่อนนะ มันคงไปกร่างอยู่ทางโลก แต่นั่นแหละ เมื่อขีดเขตของมัน จะต้องมาทางธรรมแล้ว มันต้องมา แต่ว่า ค่าของความเจริญ จะไปทางลาภ ยศ สรรเสริญ แบบโลกนี่นะ รูปของแบบโลกๆ เมื่อคุณธรรมที่มีธรรมโลกุตรธรรมไปประกอบ มันจะสลับไปสลับมา ปางหนึ่งมันจะไปเป็นแบบโลก ปางหนึ่งมันจะมาเป็นแบบธรรม ปางหนึ่งมันจะเป็นแบบโลก สลับไปสลับมา แล้วมันก็จะเนียน จะสูงขึ้น จะดีงามขึ้น จะมีสภาพที่พิสูจน์ให้โลกเห็นได้ ว่ามันเป็นรูปลักษณะ ว่าเป็นผู้ที่มีบุญบารมี อย่างนี้แหละ จะมี...โลก แบบโลกธรรม มีลาภ มียศอะไร ก็มีได้ แต่ก็ไม่ต้องทำรุนแรง ถ้ายิ่งเป็นโลกุตรธรรมเข้าประกอบด้วย ไม่ต้องไปรุนแรง ไม่ต้องไปโหดเหี้ยมอะไร แต่ก็ได้ทรัพย์ศฤงคาร ได้ลาภ ได้ยศ มีมากมีมาย มีเยอะมีแยะอะไรมาตามคุณธรรมของมันเอง อาตมาก็มาเริ่มมาเข้าใจว่า จอมจักรพรรดิที่ว่านี้ ก็คือ ผู้ที่มีบุญญาภินิหาร สรุปแล้วก็คือผู้มีบุญญาภินิหาร จะมีทรัพย์ศฤงคาร จะมีบ้านเมือง จะมีแผ่นดิน จะมีบริวาร ได้โดยบุญญาภินิหาร ไม่ใช่แบบคิดแบบโลกที่เขาเข้าใจ ถ้ากระดูกผู้อย่างนี้แล้วก็ เราก็กราบไหว้ เคารพ นับถือ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องของบุญ เรื่องของกุศล เรื่องของทรัพย์ ที่เป็นกุศลวิบาก เป็นสัมภารวิบาก แล้วฐานะแค่เป็นอรหันต์ธรรมดานี่ ก็มีวิบากของเราเป็นกุศลวิบาก ที่เราจะสะสมบุญ สะสมกุศล การสะสม ก็เหมือนกับเราต้องการ เหมือนเราดูด เราติดไว้ ทีนี้เราจะดูด จะติดอะไรไว้ ดูดติดไว้ในสิ่งที่เราต้อง ละ หน่าย คลาย ปลด มันเป็นภาษาย้อนแย้ง เป็นภาษาตีกลับ เราจะได้อะไรไว้ ที่เป็นบุญญาบารมี เราจะได้สิ่งที่เราเสียสละ เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีอวิชชา หรือคนยังมีโมหะ ยังหลงใหล ยังติดยึดอุปาทาน จะหลงใหลในอะไรก็แล้วแต่ ตั้งแต่หยาบๆ เป็นวัตถุธาตุธรรมดา เป็นทองเท่าหนวดกุ้ง ก็นอนสะดุ้งจนเรือนไหว เป็นทองเท่าหัว แล้วก็ ฮื่อ ตายเป็นตาย ไม่ยอมเสียให้ใครละ ทองเท่าหัว... ภาษาไทยเรา มีคำพังเพยนะ ว่าเสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร มันก็เลยสัมพันธ์กันไปดี ไปติดยึดแต่ผัวเรา นี่เมียเรา มันก็เหมือนกัน กับมีทองเท่าหัว หรือมีทรัพย์ศฤงคาร มีแผ่นดิน มีทรัพย์อะไรก็แล้วแต่ มีดินเท่าแมวดิ้นตาย ที่จริงแมวดิ้นตายนี่ มันกว้างเหมือนกันนะ กว่ามันจะตาย หลายไร่ 13 ไร่ หรือ 13 ไร่ หรือ 4 ไร่ มันก็ไม่ยอมเสียให้ใคร มันก็จะยึดเป็นดินของเรา เป็นของๆเรา นี่แหละอุปาทาน อุปาทาน อธิบายไป แล้วก็จะเห็นได้ มันมีภาษาโวหารที่เกี่ยวข้องได้ แล้วจิตใจมันดีขึ้นจริงๆ มันยิ่งเป็นเรา เป็นของเรา มันหวง มันแหน ทั้งๆที่บอกว่าเราก็ ออกไปแล้ว สละออกไปแล้วว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราแล้วนะ อันนี้ก็ไม่ใช่ของเราแล้วนะ แต่ก็ยังมาเรา ของเรา จะพรากแล้วนะ จะไม่เป็นของเราแล้วนะ โอ๊ย จะตาย เห็นไหมว่า ไอ้ความหวงแหน ความติดยึด อุปาทาน ความยึดเป็นเรา เป็นของเรานี่ ขนาดเปลาะหนึ่งโดยบัญญัติ โดยสมมุติสัญญา ก็บอกว่านี่ไม่ใช่ของเราแล้ว ไม่ใช่ของเราแล้ว เราก็จะ เป็นของเรานะ นี่เป็นของเรา พอจะต้องพรากจากกัน บอกว่าจะต้องให้คนอื่นไปห่างกว่านี้แล้ว จะจากจะพรากกว่านี้แล้ว ไม่ได้ มันต้องเป็นของเรา ต้องอยู่ด้วยกันจนตาย เห็นไหมว่าต้องมีวาจาออกมาว่า ไม่ได้หรอก จะตายที่นี่แหละ โถ ตายที่ไหนก็ได้ จริงๆมันจะตายที่นี่หรือเปล่า ยังไม่รู้เลย สงสัยไปตายที่โรงพยาบาลมากกว่า จริงๆละนะ สมัยนี้แล้วเนาะ จริงๆมันคงจะไปตายที่โรงพยาบาลมากกว่า ไม่เชื่อว่าจะตายแล้ว หามฉันมาไว้ที่นี่นะ ตอนตาย จ้างจะพูดออกหรือเปล่ายังไม่รู้เลย มันหวงแหนอย่างนี้ เห็นไหม ติดยึด จิตมันยึด มันหวง มันแหน เพราะฉะนั้นจะเป็นทรัพย์ศฤงคาร เป็นลูกเรา สามีเรา พ่อเรา แม่เรา อะไรก็ตามแต่ มันล้วนแล้วแต่ จะยึดว่าป็นเรา เป็นของเรา เป็นสิ่งจริง แต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละกาล ที่เราจะเก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน