360910 เพชรเม็ดใหม่ในวิปัสสนา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข28 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360910 เพชรเม็ดใหม่ในวิปัสสนา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

เพชรเม็ดใหม่ในวิปัสสนา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้าวันที่ 10 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

พูดถึงหลวงปู่แหวน อาจารย์อมรา มลิลา หน้า 8 สร้างถิ่นสร้างที่ จะไปบริหารโน่นนี่อะไร พวกคุณก็ต้องสั่งสมภูมิธรรม สั่ง สมภูมิธรรมจนต่อไปก็จะช่วยอะไร ก็ค่อยๆไปตามฐานตามซ้อนๆ แม้แต่ฆราวาสเราก็จะต้องเป็นความจริง ขนาดฐานะอย่างนี้ๆ เป็นไปเรื่อย ต้องใช้เวลายาวนาน พระพุทธเจ้าท่านสอนปุ๊บปั๊บ ท่านก็จะสร้างศาสนา ของเรานี่ไม่ได้จะสร้างศาสนา ของเรานี่เป็นแต่เพียงมาต่อเชื้อศาสนาพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องบูรณะของเก่า ต้องมีความรู้ของรากฐานเดิม องค์เดิม บูรณะแล้วก็จะต้องมีใหม่ ที่จะประกอบขึ้นไปอีก ของเดิมก็ต้องเอา ของใหม่ก็จะต้องมี ซึ่งมันก็จะต้องอย่างนั้น จะเอาของเก่ากันทั้งหมด มันไม่มีแล้ว สมบัติเก่า วัตถุเก่าอะไรไม่มี มันก็จะต้องผสมผสานอะไรไปบ้าง แก่นแท้ เนื้อแท้ มันก็ต้องรู้จักเป้า รู้จักสาระ สาระแท้ก็ กิเลส ตัณหา อุปาทาน พ้นทุกข์นั่นแหละ องค์ประกอบพวกนี้ก็เป็นแต่เพียงสภาพของรูปธรรม เป็นกาโยที่จะต้องเข้าใจในการที่จะมาใช้ขนาดนั้นขนาดนี้ ที่จะไม่ทำลายและจะไม่ ให้หมดไปนะ เพราะฉะนั้นที่ถามเมื่อกี้ประเด็นหลักๆที่ว่า พระอนาคามีหรือพระอรหันต์นี่ เวียนกลับได้นี่ มันต้องกาลเวลา ถ้าคุณไปเรื่อยๆ ที่คุณเองคุณไม่แท้ มันจะพิสูจน์ได้จริง แต่ถ้าเผื่อว่าถึงตัดรอบตรงที่เรียกว่า คุณถอนอาสวะอนุสัยของตน ชัดเจนจริงๆ มีภูมิธรรมของสภาพที่พ้นอนาคามีจริง เมื่อปรินิพพานก็จบอันนี้มันก็ไม่มีการกลับคืนนะ คนฟัง : กลับคืนนี่ คือเป็นเคหสิตะ แต่ถ้าเป็นเนกขัมมจิตแล้วนี่ พ่อท่าน : เนกขัมมะหมายความว่า ลักษณะของการออกมาทางโลกุตระ เคหส

อ่านต่อ

ิตะเจริญทางโลกุตระ เคหสิตะ ก็คือมันเหลืออย่างชาวบ้านอยู่ เพราะฉะนั้น ลักษณะใดที่เราเอง ของเราสั่งสมความเป็นเคหสิตะ มันก็สั่งสมอยู่ แต่ละขณะ แต่ละขณะที่เราปฏิบัตินี่ ถึงบอกว่าให้อ่านนี่ อย่างอันที่สามนี่ก็ตาม ให้อ่านความชอบความไม่ชอบ ถ้าเผื่อว่าเราเอียงไปข้างที่สะสมลงไป มันก็เป็นเคหสิตะ ถ้าจางคลายมามันก็เป็นเนกขัมมะ ให้มันหมด ไอ้ตัวหมดนี่แหละ มันก็จะยืนยันของ ตัวเราว่าเรามันหมดนะ มัน ไอ้ว่าหมดๆๆๆ บางทีมันยังเห็นว่า เอ๊ มันมีกระดุ๊ก กระดิ๊ก มันมีอวิมุติจร มันมีอะไรบ้าง ก็ต้องกระหน่ำมันลงไป ให้เรียบราบๆ ไป จนลักษณะจริงที่มันไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ก็เรานั่นแหละจะรู้ของเรา มั่นคง แข็งแรงๆ เพราะฉะนั้นในเวลาที่ยาวนานไป แต่ละเหตุแต่ละปัจจัยมันก็จะยืนยัน กะเรา เปลี่ยนจิตก็ได้ แต่ก็เปลี่ยนมาก็ช้านาน ได้ มันทุกข์จนอยากจะเปลี่ยนกลับ มาได้ แต่มันก็นานช้า เพราะว่าการจะตั้งจิตโดยมีสุรภาโว สติมันโตนี่ เป็นการ ตั้งจิตที่สมบูรณ์ อธิษฐานได้สมบูรณ์ แต่เวลาคุณไม่มี เหมือนกะคุณนอนหลับแล้วคุณจะตั้งจิตอะไรนี่มันก็ คุณจะตั้งอะไรกันได้ง่ายๆ ไม่มีสุรภาโว ไม่มีสติมันโต หลับน่ะ เพราะฉะนั้นสภาวจิตที่จะมีกำลังหรือมีอะไรนั่น ตอนที่เหมือนกะตอนนอนหลับนี่แหละ สมมุตินอนหลับนี่ เข้าใจง่ายขึ้นเหมือนกัน มันเป็นตัวเองยาก แต่ถ้าครบสมบูรณ์อย่างนี้มันเป็นตัวเองง่าย เข้าใจมั้ย เพราะฉะนั้นถ้าจะทำน่ะ ทำตั้งแต่เป็นนี้ พระพุทธเจ้าถึงบอกอิธพรหมจริยวาโส โลกที่มีกายยาววาหนาคืบกว้างศอกพร้อมด้วยสัญญาและใจ นี้แหละเป็นโลกที่สมบูรณ์ ในพรหม จรรย์อะไรก็สมบูรณ์ที่สุด แม้จะมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมาอาศัยร่างนี้ จะสูญสลายหรือจะมาเป็นใหญ่ที่สุด เป็นขนาดพระพุทธเจ้า ก็ต้องมาอาศัยสุรภาโว สติ มันโต อิธพรหมจริยวาโสอันนี้ อย่าประมาท ตัดสินใจให้ดีแล้วก็แล้วนะ ผ่านไปแล้วแล้วก็ (พ่อท่านหัวเราะ)...มันหมดท่านะ เพราะฉะนั้น ตั้งจิตเป็นอรหันต์ไว้ เรื่อยๆ อย่าไปตั้งจิตอนาคามีเท่านั้น แล้วอนาคามีก็ไม่พอหรอก แล้วมันก็จะแค่นั้นน่ะ อรหันต์ก็ต้องเรียนรู้ให้มันครบ ให้มันสมบูรณ์ ถ้าแม้อรหันต์แล้วต่อ คุณจะตั้งจิตโพธิสัตว์ต่อก็ยิ่งดี พิสูจน์ซ้อนเลย เราจบแล้วก็ทำ พากเพียร พากเพียรเป็นโพธิสัตว์ต่อ แล้วคุณจะลึกซึ้งไป แล้วจะรู้ว่า โอ้โฮ มันประมาทไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็จะได้ของจริงไปเรื่อยๆ แม้ที่สุดจวนจะจบ จวนจบ ตายคุณจะมั่นใจของคุณเองว่า คุณจะ เอ๊ะ นี่เราควรจะเป็นโพธิสัตว์ต่อหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ความจริงอีก หรือว่าเป็นประโยชน์ มันจะมีจริงเหมือนกัน ถ้าลักษณะที่เห็นแก่ตัวอยู่นะ นี่อธิบายในความหมายเพิ่ม ถ้ายังลักษณะเห็นแก่ตัวอยู่ มันมีภพที่ติดยึดอยู่ อื้อ เราไม่เอาหรอกโพธิสัตว์ มันก็จะไม่เอาโพธิสัตว์ แต่ถ้าความจริงของคุณน่ะ คุณไม่ได้ล้างครบเลย คุณก็ซวยอยู่ตรงนั้น เป็นความหลง แต่ถ้าเผื่อว่าคุณฝึกไปในสภาพที่บอกว่าเสียสละเถอะมั้ย พยายามสู้ทนเถอะ แล้วคุณก็ทนได้ จะชำนาญในการทน หรือพอทนได้เก่งใช่มั้ย เอาให้แน่ๆเถอะน่า อรหันต์ชาตินี้ก็ได้แล้ว แต่ว่าเราไม่เอาอรหันต์ชาตินี้ เอาต่อเหอะ เรายังไม่เอาอรหันต์ ขอต่อโพธิสัตว์ขอต่อ คุณก็มาเรียนรู้โพธิสัตว์ของคุณก็จะลึกขึ้นไปอีก หรืออรหันต์คุณก็จะลึกขึ้นไปอีก จริงขึ้นไปอีกจริงๆ จนกระทั่งจริงๆจนมันนี่คือภาษานะ ความจริงมันก็จะเป็นความจริงขึ้นจนกระทั่งมันจริงแล้วทีนี้ คุณบอกเอาละ พอแล้ว คุณจะเป็นโพธิสัตว์ไป Retire เมื่อไหร่ก็ไม่เป็นไร เบื่อหน่ายแล้ว ไม่เอาแล้ว โพธิสัตว์นี่พอแล้ว แต่ละชาติๆก็จะเป็นสิ่งจริงที่จะให้คุณพิสูจน์ แล้วคุณจะเวียนกลับมาเกิดอีกกี่ชาติๆ คุณอย่านึกว่าเกิดชาติหนึ่งนี่มันมากนะ ชาติหนึ่งของคนนี่มันนิดเดียว สั้นนัก แหม มันไม่ใช่ภาษาพูดเล่นนะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสเล่นเลยนะ ถ้าคุณรู้จักวัฏสงสารแล้ว โอ้โฮ ชาติหนึ่งนี่มันสั้นจริงๆ แล้วยิ่งทุกวันนี้อาตมาว่าวันหนึ่งนี่ ทำไมมันน้อยจังเลย ก็ไม่รู้วันหนึ่งนี่ โอ๋ย มันไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วยิ่งงานมันมาก งานโน่นงานนี่นะ วันๆหนึ่ง โอ้โฮ แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ทำ คนฟัง : ถ้าจะตั้งใจสู้อยู่เรื่อยๆ ให้พ้น ให้มันจบไปเรื่อยๆ นี่มัน มันก็ไม่ได้สบาย พ่อท่าน : เอ่อ ไอ้คำว่าได้สบายนี่แหละ ออกมาแล้วนี่ เห็นลิ้นไก่แล้ว (คนฟังหัว เราะ) ไม่มีหรอก ความสบายโดยความหมายภาษาไทยของคุณ ไม่มี ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป แล้วฟังออกมั้ยเล่า นี่พระอรหันต์เป็นคนบ่น เพราะฉะนั้นคุณนั่นแหละ กำลังอยากจะได้สบาย เพราะพระอรหันต์ท่านยังรู้เลยว่า โอ้โฮ มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป คนฟัง : คิดว่าเกิดมามัน... ชาตินี้มันน่าจะยาว พ่อท่าน : อือ นั่นน่ะ นั่นล่ะ นั่นแหละๆ ไอ้ที่พูดออกมาน่ะ กิเลสทั้งดุ้นเลย (พ่อท่านหัวเราะ) คนฟัง : พ่อครับ อนาคามีไปสลายในภพพระพุทธเจ้าคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ คิด เป็นเปอร์เซ็นต์น่ะ พ่อท่าน : ไปสลายในภพพระพุทธเจ้าหมายความว่าอะไร คนฟัง : หมายความว่า คนที่เกิดในสมัยพระพุทธเจ้าแล้วเป็นอรหันต์ พ่อท่าน : มันไม่เกี่ยวข้องกันหรอก คนฟัง : ไม่ จำนวน คือค่าเฉลี่ย สัมมาทิฐิที่ผมเห็น มันเป็นความเห็นที่แตก ต่างใช่มั้ยฮะ พ่อท่าน : ไม่เข้าใจที่คุณถาม คุณหมายความว่าพระอนาคามีไปเกิดกับสมัยพระ พุทธเจ้า คนฟัง : คนที่ไปเกิดในสมัยพระพุทธเจ้าแล้วเป็นพระอนาคามี ใช่มั้ยครับ เป็น พระอนาคามีแล้วก็แบบ ตั้งจิตที่แบบว่าไม่กลับมาอย่างนี้ ผม ผมมองเห็นว่าเป็นทิฐิที่แตกต่างกันมาก แล้วผมมองว่า เออ ทิฐิพวกนี้มันน่าจะน้อย น่าจะมาก ในความ ในความรู้สึกผมว่ามันน่าจะน้อย ผมเลยถามพ่อท่าน ผม ผม พ่อท่าน : เรียนกับพระพุทธเจ้า คนฟัง : เออ ส่วนมากจะกลับมา พ่อท่าน : เรียนกับพระพุทธเจ้าแล้วก็เป็นอนาคามี แล้วก็ไม่ ไม่กลับมาเกิด คนฟัง : ฮะ ... ท่านเขียนแบบนี้ พ่อท่าน : จะมากหรือน้อย คนฟัง : ครับ พ่อท่าน : อ๋อ เรียนกับพระพุทธเจ้าต้องไม่มากหรอก ไม่ พวกเรียนกับพระ พุทธเจ้าชัดเจน ไม่ได้เวียนกลับมาอีกหรอก คนฟัง : มองไม่เห็นว่าไปสลายในภพนี่ เรียกว่าพวกนี้เป็นพระ พ่อท่าน : จะเป็นอรหันต์มากกว่า คนฟัง : อ๋อ ไม่ฮะ ผมไม่ได้ติดใจพระอรหันต์ แต่ติตใจพระอนาคามีฮะ ว่าใน จำนวนที่เป็นพระอนาคามี ถ้าสมมุติซักห้าแล้วประเภท ผม ผมคิดว่า เอ่อ มันน่า จะกลับมาสักสี่ คือกลับมาเกิดเพื่อบำเพ็ญต่อเป็น พ่อท่าน : อ๋อ จะกลับมาเกิดมาก พอชัดเจน มันไม่ไปรอ ให้มันอนาคามีหรอก เพราะว่าเข้าใจวัฏสงสาร ยิ่งคนมีบุพเพนิวาสานุสติญาณนี่นะ จะเข้าใจวัฏสงสาร แล้วจะไม่ประมาทหรอก แล้วจะไม่เสียดายหรอก เกิดชาติหนึ่งนี่มันไม่ได้ใหญ่ได้ยิ่งอะไรเลย แต่ละชาตินี่มันไม่ใหญ่ไม่ยิ่ง มันไม่มากไม่มายนะ มันสั้นนัก มันน้อยนิด เพราะฉะนั้นจะเกิดอีกก็จะไม่กลัวเท่าไหร่ ถ้าเมื่อเรามีภูมิแล้วจะไม่กลัวที่จะมาเกิดอีกหรอก แต่ถ้าคนที่กลัวนี่นะ เหมือนอย่างฆราวาสนี่ โอ๋ย กลัวตาย กลัวเกิด ทั้งๆที่ตัวเองนี่ ตายก็ไม่ได้เกิดง่ายๆ ไปลงนรกอยู่อีกตั้งไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะมาได้เกิด ยาวนาน แล้วก็อยากเกิดไวด้วยนะ อธิษฐาน โอ๊ย จะมาเกิดเป็นลูก ทันกันที่ไหน แล้วมาเกิดเป็นลูกกะแม่พ่อกันอีก โอ๊ะ ไปลงนรกกัน ไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ กว่าจะเวียนคือ ไม่รู้เรื่องหรอกปุถุชน นี่ไม่รู้เรื่องอย่างนี้ แต่ถ้าผู้ที่รู้เรื่อง มี ยิ่งมีบุพเพนิวาสานุสติญาณจริงนะ ตายก็ไม่กลัว เกิดก็ไม่กลัวหรอก ตายเกิดน่ะ มัน เรื่องนิดเดียว คนฟัง : อยากเกิดมากกว่า พ่อท่าน : อยากเกิดมา ถ้าเผื่อว่าคุณมีสิ่งที่เป็นหลักประกันรองรับ เกิดมาเป็นอิธพรหมจริยวาโส เป็นกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก เพื่อที่จะสลาย เพราะฉะนั้นแม้แต่ชีพนี้ ก็ไม่ต้องไปย่อยั่นว่าอยากตายหรือไม่อยากตาย เพราะฉะนั้น จะไปฆ่าตัวตาย หรือมันยิ่งอยากจะตายไม่มี ถ้ามีชีวิตอยู่ด้วยอินทรีย์พละ เรียกว่าร่างกายแข็งแรงเพื่อที่จะอยู่ เพื่อที่จะทำประโยชน์ ในการที่จะละล้างส่วนนั้นส่วนนี้เป็นประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนอะไรได้ดี ก็อยู่ไป ไม่อยาก ที่จะต้องอยากตาย ก็ไม่อยาก ไม่อยากตายก็ไม่มีหรอก มันต้องตาย เพราะเข้าใจชัดแล้ว พอถึงจะตายก็ตาย เมื่อรู้แล้วว่าตายก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เอาน่า เออ อยู่ ก็ทำดีๆนะ ลูกเอ๊ย หลานเอ๊ย หรือแม้มันจะตายแต่หนุ่ม ด้วยวิบากก็ตาม เอ้า ตาย คนฟัง : ที่ ที่พ่อ พ่อท่าน : ไม่มีอะไรที่จะทุกข์เท่าปรินิพพาน ไม่เคยพูดนี่ ไม่มีอะไรจะทุกข์เท่า ปรินิพพาน ไม่มี ตอนนี้นิพพานมันก็สุด สุดยอดแห่งไม่ทุกข์แล้ว แล้วจะไป ไปอะไรกะทุกข์เท่าปรินิพพานได้ยังไง คนฟัง : ก็นั่น ก็ฟังไม่ชัด พ่อท่าน : หา? คนฟัง : ที่พ่อท่านพูด พระอรหันต์มีแต่ทุกข์เท่านั้น เขาจับชนกัน แล้วเป็นปริ นิพพาน พ่อท่าน : เออ เอาไปปนกันได้ยังไง เฮ้ย ไม่มีหรอก ไม่มีอะไรจะทุกข์เท่าปริ นิพพานได้ยังไง (คนฟังหัวเราะ) ภาษานี่ฟังแล้วก็ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วก็ขัดต่อสัจจะ ไม่มี คนฟัง : ฟังไม่ชัดฮ่ะ พ่อท่าน : เออ ฟังไม่ชัด ฟังไม่ เอา เอาหัวไปต่อหาง เอาหัวมังกรท้ายมงกุฎมาต่อกันหมดเลย มันก็เลยวุ่นกันไป ไม่ใช่ ไม่ได้พูดอย่างนั้น ไม่มี คนฟัง : จะเป็นไปได้ไหม ว่าที่พระอนาคามีนี่ เช่นที่ตายแล้วนี่ ที่อยู่ในภพที่ว่าจะทุกข์เพราะว่าจิตท่านมีกิเลสมาอยู่ ก็จะทุกข์กับสิ่งที่เป็นเศษเหลือตัวเองบ้าง พ่อท่าน : มันเป็นสัจจะ ใช่ มันเป็นสัจจะ ที่เหลืออยู่มันก็เป็นสัจจะ แล้วมันก็ไม่ดับสูญ เพราะว่าถ้าเผื่อว่า จิตผู้ที่ปรารถนาภูมิดับสูญแล้ว ปรารถนานิพพานแล้ว มันก็ต้องการความดับสูญ จิตมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทีนี้มันก็ไม่ดับสูญ คุณจะเป็นยังไงละ แล้วมันก็ยังไม่ดับสูญอยู่นี่ อีกนานนับกัปกาล โอ๊ย กูไม่ได้ซักทีโว้ย เหมือนกะคนนอนไม่หลับ คนฟัง : จะเป็นไปได้มั้ยทุกข์ยิ่งกว่า พ่อท่าน : ทุกข์มั้ยล่ะ คนนอนไม่หลับ ยกตัวอย่างนี้ง่ายดี ก็อยากจะนอนหลับ อู๊ย นอนไม่หลับซักที อยู่อย่างนี้ คนฟัง : บ้า พ่อท่าน : ก็จะบ้าเอาน่ะซิ คนฟัง : ก็จะทุกข์ยิ่งกว่า พ่อท่าน : ซวยนะ ก็ใช่ คนฟัง : เหมือนอย่างปุถุชนได้มั้ย พ่อท่าน : โอ๋ ได้ เพราะว่าอารมณ์ของจิตมันไม่ได้เกี่ยวกะไอ้สิ่งแวดล้อมนี่ ปุถุ ชนมันหลง มันหลงมันก็ไม่ทุกข์ มันนึกว่ามันไม่ทุกข์ แต่ทีนี้น่ะ ผู้นี้น่ะภูมิสูง รู้ทุกข์ชัดกว่าปุถุชน มันก็จะเห็นทุกข์ชัดกว่า เปรียบเทียบคนนอนไม่หลับนั่นแหละใช่แล้วเหมือนกันเลย มันก็จะ โอย ไม่หลับซักที ไม่หลับซักทีโว๊ย ทรมานนะ หรือว่าซวยนะ อนาคามีทำเป็นเล่นไป นี่เข้าใจให้มันซับซ้อนแล้ว แต่ก็ต้องให้ได้อนาคามีไปแล้ว แล้วก็ต้องให้ได้อรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าทำต่อจริงๆ แล้วนี่นะ ผู้ที่รู้ภูมิจริงแล้ว พระอรหันต์เจ้าจริงๆ แล้วนี่ไม่ต่อภูมิโพธิสัตว์น่ะ หาได้ยาก ที่งมงาย เถรวาทงมงายทุกวันนี้ มันไม่ถึงอรหันต์จริง แล้วมันก็ตัดภพตัดชาติไป ยิ่งไปเป็นฤาษีด้วยเลย หลงงมงายใหญ่เลย หลงสะกดจิตก็นึกว่าเป็นอรหันต์ คนฟัง : มิจฉาทิฐิ พ่อท่าน : มิจฉาทิฐิ แล้วก็ซวยไปเรื่อยเลย แล้วมันก็ใช้ภูมิกลบเกลื่อนได้นะ มีอยู่ในหนังสือของแพทย์หญิงอมราใครเคยอ่านมั่ง งานเขียนอมรา นักคิดทางธรรมะ ไปกะคนนั้นคนนี้ไปมาก สายท่านอาจารย์มั่น สายอาจารย์มั่น ตอบปัญหาของคนหนึ่ง แล้วก็ยกตัวอย่างมาจนกระทั่ง ยกตัวอย่างมาว่า ถ้าเขาสูบบุหรี่ เขาไม่ศีลข้อห้านี่แหละ กินเหล้า สูบบุหรี่ ยกตัวอย่างมาจนสุดท้าย แล้วก็มายกตัวอย่างว่า เราจะไม่ตีราคาว่า คนที่กินเหล้สูบบุหรี่นี่ เป็นความเลวไปซะหมด เป็นกิเลสไปซะหมดไม่ได้ อันนี้ก็จริงนะ แต่เสร็จแล้วก็ยกตัวอย่างไปจนกระทั่ง อย่างท่านหลวงปู่แหวน ท่านหลวงปู่แหวนนี่ ท่านเองท่านสูบบุหรี่ เพื่อเป็นการสงเคราะห์คนเขามวนมาให้ มวนมาให้ก็เลยสงเคราะห์เขา สูบให้เขา จิตของท่านสะอาดบริสุทธิ์ ท่านก็ไม่ได้มีภัย มีโทษ ไม่มีบาป ไม่มีเวรอะไร อาตมาว่า อาตมารู้จักหลวงปู่แหวน แม้ไม่สนิทนี่นะ อาตมารู้แล้วว่าหลวงปู่แหวนนี่ สูบบุหรี่ด้วยกิเลส หลวงปู่แหวนไม่ได้สูบบุหรี่ด้วยสงเคราะห์อย่างที่ว่านี่ แต่อธิบายว่า แหม สูบด้วยสงเคราะห์นี่ถูกนะ คุณคิดดูเถอะคนจริงๆแล้วนี่ ถ้าจะสูบสงเคราะห์ให้ ก็สูบแต่แค่ภาวะอยู่ต่อหน้านี่แหละ ลับหลังจะมาสูบหรือ นี่หลวงปู่แหวนล่อเละอยู่ ลับหลังก็สูบบุหรี่มวนใหญ่อยู่ตลอดเวลาเลย อธิบายเก๋ เห็นมั้ยนี่ (พ่อท่านหัวเราะ) อธิบายถูกนะ อธิบายเก๋ แต่ความจริงมันไม่ถูก นี่คนเราหลง แล้วก็อธิบายให้อาจารย์ เห็นมั้ยมีภูมิฉลาด แต่ความจริงไม่รู้ อย่างหลวงปู่แหวนนี่ เท่าที่อาตมารู้แล้วว่าเห็นภาวะซับซาบแล้ว ไม่ได้สูบบุหรี่ด้วยสงเคราะห์อนุโลม สูบบุหรี่ด้วยยังมีเชื้อติด นี่ไปอธิบายให้อย่างไม่มีเชื้อ จริง อธิบายอย่างนี้ก็ได้แล้วเป็นอย่างนั้นจริงก็ได้ด้วย เป็นได้ด้วย แต่จะไปสูบทำไม ถึงสูบก็อนุโลม ก็เถอะน่า จะไปสูบอะไรกันนักกันหนา สูบอนุโลมจริงๆ สูบบุหรี่อนุโลมว่าอนุเคราะห์เขา โถ คนที่จะต้องสูบอนุโลม สมัยนี้ไม่ต้องอนุโลมสูบบุหรี่หรอก พูดกันรู้เรื่องแล้วๆ มันไม่ต้องอนุโลมอะไรมากมายหรอกนะ แม้แต่ทางโลกเขาก็รู้แล้วว่า เป็นพิษเป็นภัยขนาดไหน คนฟัง : เขาจะจับจริงๆ แล้วครับ เดี๋ยวนี้ครับ พ่อท่าน : เดี๋ยวนี้เขาจะจับคนที่สูบบุหรี่กันจริงๆแล้ว เที่ยวไปสูบผิดที่ ตามที่กฎ หมายอะไรต่ออะไร ไอ้นั่นไว้นะ เอาละ นี่ก็ไป เอาไปเอามา ว่าจะเอาบุพเพฯ เจาะ ลึกนี่มาอ่าน ก็เลยกางไว้เฉยๆ ก็ยังไม่ได้อ่าน ก็ไม่เป็นไร ก็วางไว้ก่อน เวลาก็หมดไป ก็ได้ประโยชน์นะ ซักอันนี้ขึ้นมา มันก็ลึกนะ ลึกแล้วก็ได้เข้าใจสภาพธรรม พวกเรานี่ก็เปิดโอกาสให้พระท่านบ้าง ฆราวาสบางคนรับรู้ด้วย เข้าใจได้ด้วยก็ดี พระหรือสมณะท่านซักอะไรพวกนี้ มันก็เป็นภูมิฐานที่จะต้องเรียนรู้นะ มันลึกซึ้ง แล้วมันก็มีสภาวะตีกลับ นี่สภาวะปฏินิสสัคคะ หรือสภาวะที่สัจจะย้อนสภาพ นี่ มันมีอีกเยอะ มันลึกซึ้งมากเลย สัจจะย้อนสภาพนี่ แล้วหลอกตัวเองก็ได้ หลอกผู้อื่นก็ได้ สัจจะย้อนสภาพนี่เป็นความเลวทรามได้เลวทรามมาก เป็นความลึกซึ้งสูงก็สูงมาก มันเป็นเหมือนสภาวะสองด้านจริงๆด้วย เอามาใช้ในสิ่งลึกก็ซื่อสัตย์สุจริต เอามาใช้ในสิ่งตื้น หรือเอามาใช้ในสิ่งหลอกลวง ก็ทุจริตมหาศาล ค่าบุญก็บุญสูง ไอ้บาปก็บาปต่ำ นี่มันได้ทั้งสองด้าน เพราะฉะนั้นจึงอยู่ที่ความจริงของคน ถ้าใครประมาท รู้ทั้งรู้ว่า มันเป็นความหยาบแล้วยังดันทุรังต่อไปนะ ก็ไม่ต้องพูดกันหรอกคนนี้ หรือคนสูงนี้ อย่าประมาท บาปก็บาปใหญ่ ไปทำบาปอยู่ในบุญนี่ ไปหลอกคนอยู่ในตัวสูงนี่ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็บาป ก็ยิ่งมากเท่านั้น ฉันเดียวกัน เอ้า เอาละ วันนี้ก็เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ เอ้า

ถอดเทปโดย ศิริวัฒนา เสรีรัชต์ 29 พ.ย. 2536 ตรวจทาน 1 โดย สม. ปราณี 19 ธ.ค. 2536 พิมพ์โดย สม. มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเท็ป 20 ธ.ค. 2536 เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย เขียนปกโดย พุทธศิลป์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน