371005 ไขปัญหา-ฉีกหน้า "ฤาษี" โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
371005 ไขปัญหา-ฉีกหน้า "ฤาษี" โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
ไขปัญหา-ฉีกหน้า "ฤาษี" โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2537 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ก็มีประเด็นของเรื่องที่ควรจะพูด เพราะข้องใจกันและเป็นเรื่องคาราคาซังกันมานาน เรื่องนี้มันก็เข้าใจยากนะ ซึ่งจะต้องศึกษาไป ทิฐิความเห็น ความยึดตามอำนาจของกิเลส กิเลสนี่แหละเป็นตัวแปรที่สำคัญ เป็นตัวหลักที่สำคัญ ที่มันจะทำให้เรายอมหรือไม่ยอม เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ปัญญาจะเกิดหรือไม่เกิด มันก็เอนเอียงไปข้างที่เรายึด หรือเราเห็นชอบ เรามีความเชื่อเช่นนั้น เห็นความเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่า เป็นอะไรก็แล้วแต่ ทีนี้ประโยชน์ที่ว่านั้นเป็นประโยชน์เพื่อตัวตน ประโยชน์เพื่อตัวเสพ หรือว่าประโยชน์เพื่อสาระของมันเอง อันนี้แหละเป็นประเด็นหลักๆ คนเรานี่ มันก็นึกถึงประโยชน์ และคำว่าประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน หรือว่าประโยชน์เสพแก่ตนเอง หรือแม้แต่ตนเองก็ทรมานตนเองเกินไปหรือเปล่า เป็นประโยชน์กับผู้อื่นก็จริงอยู่ แต่ทรมานตนเอง มันเป็นประโยชน์ตนหรือเปล่า เราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เป็นประโยชน์ตนเองหรือเปล่า อะไรต่างๆ พวกนี้ มันก็ซับซ้อนอยู่นะ ลองฟังประเด็นปัญหาดูนะ มีคนพยายามเรียบเรียงมา ตามเหตุการณ์ที่ เป็นอยู่ และก็คงจะเข้าใจ พออ่านแล้วก็คงจะเข้าใจ พวกเราลองฟังดูก็รู้นะ ถาม บอก อย่าพร่าประโยชน์ตนแม้น้อย เพื่อประโยชน์ท่านแม้มาก พระ พุทธเจ้าท่านใช้ในนัยไหน มีหลายท่าน ในวงเล็บนักบวช นี่บอกไว้เลยว่า มีหลายท่าน คือนักบวชมักอ้างว่า เน้นกิจตนดีกว่าเน้นงานนอก ฟังความแค่นี้ อาตมาก็จุกแล้ว คือว่าเน้นกิจตนดีกว่าเน้นงานนอก ฟังภาษาแค่นี้ อาตมาก็จุกแล้ว ไม่รู้จะสอนยังไง คนผู้นี้ล่ะนะ เพราะเข้าใจว่า กิจตนนี่คืองาน คืองานในที่ตัวเองทำ ที่ต
อ่านต่อ
ัวเองนั่งดูใจตัวเอง ไม่ทำงานนอก มันสรุปได้เลยว่า เน้นกิจตน ดีกว่าเน้นงานนอก นี่คนนี้เข้าใจเด็ดขาดเลยว่า งานที่ไปทำ ช่วยเหลือคนข้างนอกนี่ มันไม่ใช่งานกิจตน นี่แหละคือผู้ไม่เข้าใจมรรคองค์ 8 สรุปได้เลยว่า คนนี้อีกนานมากกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอาริยะ นอกจากจะบรรลุฤาษี ขอบอกได้ชัดๆ เลย คนนี้อีกนานหลายกัปหลายกัลป์มากที่จะบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า นอกจากบรรลุฤาษี คนที่บอกว่า เน้นกิจตนดีกว่าเน้นงานนอกนี่ ภาษามันบอกแล้วว่ากิจตนคือไม่ทำงานนอก ใช่ไหม? มันบอกแล้ว เน้นกิจตนดีกว่าเน้นงานนอก ที่จริงงาน นอกนั่นแหละ คือเน้นกิจตน ฟังใหม่ งานนอกนั่นแหละ คือเน้นกิจตน งานนอก คือมรรคองค์ 8 งานนอกคือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ งานนอกสังกัปปะ คิดกับทุกๆคน สังกัปปะนี่ คิดกับองค์ประกอบทุกคน มีความคิดข้างนอก มีความคิดเฉลียวฉลาด โลกวิทู พหูสูต มีความคิดสัมผัสสัมพันธ์กับความเป็นจริงทั้งหมด ไม่ใช่คิดในภพของตัวเอง ศึกษาอ่านของตนเอง ภพแต่ตนเองเท่านั้น ไม่ใช่สังกัปปะ สังกัปปะคือ พรักพร้อมไปกับปฏิกิริยาของทุกอย่าง มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วก็คิดนึกได้ วาจาน่ะแน่นอนเลย พูดคนเดียวก็ไม่แน่ ถ้างานในบอกว่าคือพูดคนเดียว คงไม่พูดด้วยซ้ำ แต่วาจานั่นยืนยันแน่นอนเลยว่า ต้องเป็นงานนอก คนเอียงเป็นฤาษีแม้แต่แค่คิด แค่พูด คิดกับพูดเท่านั้น ก็เป็นฤาษีได้ แล้วจะเป็นฤาษี บอกแล้วว่า ฤาษีแบบนี้ในอโศกมี ได้แต่คิดกับพูด งานลงมือทางกัมมันตะ ทางอาชีวะไม่เอา เอียงกระเท่เร่อยู่แค่ข้างสังกัปปะ กับวาจา ทำงานสองอย่างคือ สังกัปปะกับวาจา แต่กัมมันตะกับอาชีวะไม่เอา คนพวกนี้ พวกตีนไม่ติดดิน พวกชอบงานเบาๆ เพราะฉะนั้นก็ได้ครึ่งหนึ่ง เสี้ยวหนึ่ง มีการกระทบสัมผัสเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วคิด มันไม่กระทบสัมผัสกับใครมากนัก แต่ก็โต้ต้านความคิดเหมือนกัน โต้ต้านความคิดจากการพูด ได้จากการพูด เพราะฉะนั้นจะได้แบบฝึกหัดหรือสิ่งจริงจากการพูด ส่วนการไปลงมือทำจริงๆเลย ลุยงาน อาชีพ กับการกระทำทุกอย่าง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เต็มรอบของพฤติกรรมมนุษย์อันสมบูรณ์ กัมมันตะนี่การกระทำทุกด้านทุกอย่าง เพราะทำงานอาชีพ ทำกิจการของหมู่ของฝูงอะไรทุกอย่างของโลก ผู้นี้จะเบาบาง เหมือนกับ แม้ประชาชน แม้แต่คนนอกในโลกทุกวันนี้ เช่น นักวิชาการ และนักบริหารเป็นต้น พวกนี้ก็ทำงานอยู่แต่ในห้องแอร์ ทำงานแต่ในความคิดกับวาจาเป็นส่วนใหญ่ นักบริหาร นักการเมืองส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน ลงมือทำจริงเข้าไปถึงเหตุปัจจัยอันไหนที่ควรตรวจควรสอบ ควรไปถึงไปพบ ไปอะไรจริงๆ จริง ไม่มีเวลาลงไปคลุกทำอยู่เอง โดยตัวเองก็จริงอยู่ แต่จะต้องถึงลูกถึงคน ต้องถึงอะไรๆ ซึ่งเราจะเห็นได้ นักบริหารบางคนนี่ ถึงจริงๆ เลย พยายาม ไม่ใช่เอาแต่อยู่ห้องแอร์รับแต่รายงานข้อมูล ซึ่งเขาโกงก็ได้ เขาโกหกก็ได้ เขาหลอกลวงอะไรก็ได้ ตัวเองไม่เคยประสบ ไม่เคยเห็น ไม่เคยพบเลย เขาเบี้ยวหมดอะไรหมดไม่ได้หมด คนพวกนี้ โง่ ไม่ทันเขาหรอก คนพวกนี้ถูกหลอก พวกที่เอาแต่คิด เอาแต่ข้อมูล เอาแต่แค่พูด แค่เปรย และก็ไม่ถึงกับจุดแท้ ไม่หยั่งถึงจุดแท้อย่างสำคัญนี้ จะไม่ค่อยละเอียด ไม่ค่อยบริบูรณ์ เดี๋ยวค่อยขยายความ เดี๋ยวอ่านอันนี้ให้จบก่อน มักอ้างว่า เน้นกิจตนดีกว่าเน้นงานนอก การเน้นกิจตนของท่านเหล่านี้ สังเกตได้ว่า มุ่งมาทางบำเพ็ญตบะส่วนตน หรือไม่ก็อ่านหนังสือ เดินจงกรม พิจารณาธรรม เพราะลักษณะปฏิบัติเหล่านี้ เป็นรูปเด่นในหนังสือพระไตรปิฎก การปฏิบัติในนัยนี้จะถูกผิดอย่างไร หลายๆครั้งที่พวกเราที่เน้นงาน เก่งงาน พอ พ่ายแพ้ตนเอง พวกที่เก่งงานพอพ่ายแพ้ตนเองก็ท้อแท้ เห็นกิเลสตนเองมากๆ จัดการไม่ได้เลยเลิกทำงานนั้น เปลี่ยนงานใหม่ หรือไม่ทำเลย และมักโทษว่าตัว งานทำให้เกิดกิเลส อันนี้จริงที่สุด ตัวงานทำให้เกิดกิเลสนี่จริงที่สุด แต่ต้องเข้าใจ ด้วยว่าตัวงานนี่แหละ มันทำให้กิเลสออกมา เมื่อเช้านี้ ถ้าใครฟังธรรมะเทปเมื่อ เช้านี้ดีๆ ประเด็นหลักที่สุดก็คือ ที่ถาม-ตอบๆกันนั่นน่ะ อาตมาว่าประเด็นนี้ แหม! ได้ไขมา อาตมาเองก็พอใจในคำตอบของตัวเองมาก พอใจในคำถามที่ตอบ ที่ถามประเด็นนี้ออกมามาก คือผู้ที่ไม่ทำงาน ผู้ที่ปฏิบัติเอาแต่กิจตนข้างใน ไม่ค่อยได้ทำงานนี่แหละ มันก็สงบ เขาก็บอกว่า เขาก็สงบ เพราะฉะนั้นการที่สงบมันไม่ดีหรือ ก็สงบแล้วนี่ อันนี้กิเลสมันก็หายก็ตาย คือ อาตมายิ่งเห็นชัดเลย เออ เข้าใจว่าการกักกด หรือการเก็บกด หรืออนุสัย อาสวะ เมื่อเช้านี่ก็ขยายคำว่าอนุสัยและอาสวะออก คำถามคำตอบเมื่อเช้านี้ดีมาก มันเปิดเผยฤาษีออกมา โอ้โฮ ฉีกหน้าฤาษีมาแหลกเป็นริ้วเลย คำตอบคำถามเมื่อเช้านี้ ตัวเอง อนุสัยคือนอนเนื่อง เมื่อเช้านี้ก็ไขความอาสวะคือหมักดอง กิเลสที่มันอาสวะ กิเลสที่อนุสัย กิเลสลักษณะนี้ ที่นอนอยู่ก้นบึ้งของจิต โดยวิธีฤาษีเราจะกักกดเก็บอย่างนี้ และมันไม่ได้หมายความว่า กิเลสมันออกมาถูกฆ่า เพราะฉะนั้นมันจึงชัดเลยว่า มันไม่ใช่มรรคองค์ 8 มันเป็นการหนีผัสสะ มันไม่มีอายตนะนอก มันไม่มีอายตนะใน ไม่มีจักขุวิญญาณ หรือโสตวิญญาณ ไม่มีวิญญาณและก็เกิดผัสสะ จนกระทั่งรู้เวทนา ตัณหา อุปาทาน ใครเรียนติดตามมาขณะนี้นะ โอ้โฮ! มันปรมัตถ์ลึกซึ้งกันดีมากเลย แม้แต่ท่านสมภาร ก็จับหลักได้ดี เมื่อเช้านี้ บอกว่า แหม มาสรุปตรงที่อาตมาพูดไปแล้วนึกว่าผ่าน แหม! จับติด ไม่เบาเหมือนกัน สมภารรูปนี้ บอกว่ามันเน้นอยู่ที่เวทนา ตัณหา อุปาทาน ว่างั้น สมภารว่าเมื่อเช้านี้ เจ๋ง จับเก่ง และก็จับจุดได้ดีมาก เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่รู้จักเวทนา และเจาะเวทนาลงไปหาตัณหา หรืออุปาทานไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุธรรม ขอยืนยัน เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน 4 คือ กาโย บอกแล้วองค์ประชุมทั้งหมด แล้วก็เวทนาเป็นตัวหลัก จะไปรู้จิตก็คือไปรู้กิเลสกับจิต เวทนา จิต ธรรม นี่ธรรมะคือตัวบอกกิเลส และหลักการปฏิบัติ ซึ่งมีนิวรณ์ 5 อุปาทานขันธ์ 5 อายตนะ 6 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 นั่นน่ะ ธรรมะมันก็คือตัวสภาพพวกนี้ เพราะฉะนั้นเวทนาจึงเป็นตัวสำคัญมากที่สุด จะรู้จิต เจโตปริยญาณได้ ก็เพราะเวทนา ถ้าอ่านเวทนา ลงไปหาเวทนาจนถึงเจตสิก เจตสิกก็คือ จิตลงไป จนกระทั่งรู้โลภ โกรธ หลง แวะวิเคราะห์โลภ โกรธ หลง ออกได้ จนกระทั่งปรับจิตได้ จนกระทั่งกลายเป็นสังขิตตะ วิกขิตตะ มหัคคตะ ไปจนกระทั่งถึงสมาหิตะ อสมาหิตะ วิมุติ อวิมุติ ถ้าเผื่อว่าเรียนรู้ในเวทนา หรือจิตในจิตพวกนี้ไม่ได้ ไม่มีทางบรรลุธรรมๆ และจะรู้ละเอียดอย่างนี้ได้ ต้องมีตัวกระแทกกิเลสออกมาจริงๆ ในทุกขสูตร จะรู้ทุกข์ได้ ในทุกขสูตรที่เอามาเปิดเผยแล้ว ต้องมีทวารอีก มีอายตนะนอก มีอายตนะในและมีวิญญาณเป็นผัสสะ วิญญาณของทวารทั้ง 6 นั่นเอง ตั้งแต่จักขุวิญญาณ จนกระทั่งมโนวิญญาณ เป็นผัสสะ มีผัสสะเป็นปัจจัย มิจฉาทิฐิสูตร สักกายทิฐิสูตร อัตตานุทิฐิสูตร ก็เอามายืนยันชัดเจนแล้ว นี่สูตรเหล่านี้ มันร้อยเรียงกัน มาขยายความกัน มันจะชัดไปหมดเลย ถ้าคนเรียนรู้ดีๆ เพราะไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย และก็ไปเข้าใจว่าตัวเองนี่แหละ ก็ว่างดี ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ก็สงบนี่ นั่นแหละ คือหมัก นั่นแหละคืออนุสัย นั่นคืออาสวะ ไม่ได้หมายความว่าคุณหมดกิเลส กิเลสยิ่งหนาขึ้น ยิ่งเป็นภวตัณหา ยิ่งหลงภวตัณหาว่าเป็นรส และคุณก็อยู่อย่างสงบ เป็นภพที่ตัวเองหลงติดเลย จนติด เออ สงบดี เลี่ยงอยู่อย่างนั้นแหละ บอกแล้วว่าในระยะอายุร้อยปีนี่ สะกดจิตแบบนี้ไว้นี่ โอ้ย! สบายมาก อย่าว่าแต่ร้อยปีเลย สะกดไว้นานกว่านี้ มันไม่โผล่ขึ้นมาง่ายๆหรอก ถ้าไม่ถูกอะไรกระแทก ร้อยปีนี่สบายมาก สะกดได้ เพราะฉะนั้นพวกฤาษี พระพุทธเจ้าถึงไม่ยอมรับ แม้แต่ ต่อให้ฤาษีสะกดจิตเก่งขนาดไหน ก็แล้วแต่ ฤาษีของอินเดียนี่ สะกดจิตเก่งนะ เก่งมหาศาลเลยนะ เก่งขนาดไหนพระพุทธเจ้าก็ไม่ยอมรับ แม้ตำแหน่งโสดาบัน สะกดจิตเก่งขนาดไหน ก็ไม่ยอมรับ แม้แต่ตำแหน่งโสดาบัน ขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน กระโดดยัน ตีลังกายัน แหม อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร คือมันให้สมเพช สงสารนะ ไหนๆก็มาเป็น เอ่อ ให้อาตมาเป็นอาจารย์ เป็นลูกศิษย์แล้ว เก่งกว่าอาตมาอยู่นั่นแหละ มันทำไม มันไม่เชื่อ แต่ก็บังคับกันไม่ได้หรอกนะ อาตมาไปบังคับให้มาเชื่ออาตมาไม่ได้หรอก แต่ก็ยังมีอัตตามานะ กูเข้าใจนี่แหละถูกต้อง อาตมาพูดนี่ ไม่ถูกหรอก อาตมาก็ยัง เอา เอาละ ก็ยังดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ยังเชื่ออาตมาบ้างส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง เขาต้องเป็นอัตตาของเขาแหละ กิเลส เราจะไปทำยังไงได้ จับมาละลายแม่น้ำได้ จับมาบี้ให้ตายทันทีได้ ก็ดีน่ะสินะ มันจับบี้ไม่ได้ ต้องของเขาเอง เขาจะจัดการ ก็ต้องจัดการของเขาเองล่ะนะ อ่านเลยไม่จบสักทีหนึ่ง มัน แหม มันน่าขยายความทั้งนั้น หลายๆครั้ง ที่พวกเราเน้นงาน เก่งงาน พอพ่ายแพ้ตนเอง ก็ท้อแท้ เห็นกิเลสตนเองมากๆ จัดการไม่ได้เลยเลิกทำงานนนั้น เปลี่ยนงานใหม่ หรือไม่ทำเลย และมักโทษว่า ตัวงานทำให้เกิดกิเลส ทำให้เห็นได้ว่า คนมีมรรคผลเท่านั้น ที่รับผิดชอบงานได้ดี ไม่ขาดทุน ใช่ ผู้เขียนถามมานี่ก็เข้าใจดี ถ้าคนไม่มีมรรคผลนั้น รับผิดชอบงานไม่ได้ ขอย้ำซ้ำอีก คนไม่มีมรรคผล รับผิดชอบงานไม่ได้ จะได้แต่หนีงาน จะได้แต่หลบแต่เลี่ยง เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่ใช่กุดด้วนแน่ ถ้ามีคนอย่างนี้ ศาสนาพุทธก็กุดด้วนไปนานแล้ว ไปเป็นศาสนาฤาษีหมด คำว่าพุทธก็หมดไป คุณลักษณะจะไปเป็นฤาษีหมด ต่อไปทีหลังก็มีพฤติกรรมเป็นฤาษี แต่เอาชื่อพุทธไปแปะเอาไว้ เท่านั้นเอง หรือไม่ก็ต้องไปเป็นฤาษีจริง เข้าลัทธิฤาษีไปเลย แล้วของเขาจะสนองคุณเต็มที่เลย เพราะว่าฤาษีเขาไม่มีความเข้าใจแบบพุทธ เขาก็หลบลี้หนีไปอยู่ภูเขาหิมาลัย 5 ปี 8 ปี ค่อยเดินแก้ผ้าโทงๆ ลงมาหา เอ้อ! ลงมาเมืองอินเดีย เขามีเมื่อไม่กี่ปีนี่ เขาลงมากันเป็นพันเลยนะ เป็นจำนวนพันเลยนะ พวกนี้แก้ผ้าโทงๆ ลงมาจากยอดเขาหิมาลัย ลงมาเดินในเมือง เขาถ่ายรูปมา โอ! ชีเปลือย โอ้ พวกนี้พวกฤาษีน่ะ อยู่บนภูเขานั่นน่ะเป็นพันๆ ไม่รู้กี่พันคนนะ ก็ไปแบบนั้นน่ะ ก็ขอย้ำอีกทีว่า ผู้มีมรรคผล หรือคนมีมรรคผลเท่านั้น ที่จะรับผิดชอบงานได้ดี ไม่ขาดทุน มีมรรคผล เกิดญาณปัญญาที่ดี จึงรู้จักงานการ รู้จักกัมมันตะ รู้จักอาชีวะ และก็มีฌานแบบพุทธ มีมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต ส่วนฌานฤาษีนั้นไม่มีมุทุภูเต กัมมนีเย ไม่ต้องพูด หนีการงาน กัมมนิยะ การงานที่ควรแก่การงาน ไม่ทำงาน หนีการงาน เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเลย พวกนี้จิตก็จะไม่แววไว จิตไม่มีการที่จะปรับได้แบบพุทธ ไม่มี ไม่เป็นฌานแบบมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต ฌานของฤาษีไม่เป็นแบบนี้ และเขาจะไม่พูดถึงด้วย และอาตมาก็ไม่เคยเห็นใครเอามาพูดในเมืองไทยก็ตาม คุณลักษณะ 4 ประการนี้ของฌาน ของฌานนะ ไม่ใช่สมาธิเท่านั้น ของฌาน คุณสมบัติของฌาน เขาไปแปลเป็นภาษา และอาตมาก็อ่อนใจอย่างที่ว่านี่แหละ อ้า มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต แปลเป็นสำนวนในพระไตรปิฎกเรียบร้อย จิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว จบแล้วเขาก็ไม่รู้คุณค่า ไม่รู้ลักษณะดีเด่นอะไรของตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจะตรัส เอ่อ เมื่อเวลาจิตเป็นฌาน แล้วก็จะเกิดวิชชา 8 ประการ 9 ประการ วิชชา 8 ประการ ไปอ่านดูเถอะ จะมีตัวนี้กำหนดเลยว่า เมื่อจิตเป็นเอกัคคตา เอ่อ เมื่อจิตดีแล้ว อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เขาแปลในพระไตรปิฎกนำหัวไว้แค่นั้น ที่จริงก็คือพระบาลี 4 ตัวนี้ ที่เป็นคุณลักษณะของฌานพุทธ แล้วก็จะโน้มน้าวจิตใจด้วยอภิญญา หรือวิชชา 8 ประการ 9 ประการ ตั้งแต่วิปัสสนาญาณ จนกระทั่งถึงอาสวักขยญาณ จะมีตัวนี้นำหัวหมดเลย คำว่า มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต นำหมดทุกๆวิชชา ถึงจะได้ละอวิชชา อาตมาพูดไปก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้ามันมากมายน่ะ ประเด็นไหน ตัวไหนที่อาตมาจับได้ก็เอาใช้ พวกเราฟังก็เข้าใจ ยิ่ง คนข้างนอกนี่ อีกนาน เพราะกว่าที่เขาจะมาตั้งหลัก ฟังที่อาตมาพูดกับพวกคุณนี่นะ โอ้ หลายคำ หลายความ หลายเรื่องหลายราว แม้แต่คำว่า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก นี่ ทุกขายะ อัตตานัง ปทหตินี่ เขาก็ไม่พูดถึง เขาก็ไม่เข้าใจหรอก เขาก็ ยถาสุขัง ของเขาอยู่นั่นแหละ เขาบอกว่ามัชฌิมามันก็อย่างนั้น เขาไม่เข้าใจ อย่างนี้เป็นต้น อีกเยอะแยะมากมาย เอาเถอะ คุณเรียนไปดีๆ แล้วก็จะรู้ เพราะฉะนั้นฐานฤาษีที่ไม่ขยันงานๆ ไม่ทราบว่าพ้นอบายมุขข้อขี้เกียจหรือยัง ถ้าเขาเอาความขยันนั้นไปใช้ด้านฝึกจิต (ภวภพ) คือมีแต่อยู่ในภวภพ อยู่ในภวังค์ของตน ไม่ออกนอกตัว เหมือนพวกนั่งหลับตาฤาษีน่ะ ผู้นั่งฌาน หรือหลับตา ฤาษี ไม่ออกนอกตัว อยู่กับตัว อยู่ในภพ อยู่ในภวังค์ ถ้าจะออกไปรับรู้ ไปวุ่นวายอะไรข้างนอกนั้น ทิฏฐิเห็นแล้วว่ามันไม่ถูก เพราะฉะนั้นก็จะไม่พยายามออกไปอย่างนั้น จะอยู่กับตัวเองนี่แหละ จะทำอะไรก็ของตัวเองคิดนี่แหละ จะเกี่ยวข้องกับคน จะเกี่ยวข้องกับการงาน จะเกี่ยวข้องกับโลก เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม เรื่องราวอะไรของโลก ไม่เอานะ พวกนี้เขาจะมีความเห็นอย่างนั้น นี่คือลักษณะไม่ได้เป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่เหนือ ไม่ใช่จิตเหนือโลก นั่นจิตหนีโลก เรียกว่าโลกันตร์ โลกันตร์นี้ แปลโดยอรรถว่า มหานรกอเวจี แต่โดยพยัญชนะนั้น โลกันตร์ก็คือโลกะ อันตะ หมายความว่าที่สุดของโลก ที่สุดที่ไหน ที่สุดไม่มี ที่มี ที่จะตกต่ำไปกว่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นโลกันตร์จึงแปลว่าอติวินิบาต คือที่เป็นนรกต่ำที่สุด โลกคือเป็นโลกโลกีย์นี่ โลกีย์นรกต่ำที่สุด ไม่มีที่ต่ำกว่านั้นอีกแล้ว เป็นที่สุดของที่ต่ำที่สุด ไม่ใช่ที่สูงนะ โลกันตร์ ไม่แปลว่าที่สูง ที่ไม่มีที่สูงที่สุดแล้ว ไม่ใช่นะ เพราะที่สูงที่สุด โลกุตระ เขาแปลโลกุตระ กุตระแปลว่าสูง เพราะฉะนั้น โลกันตร์ จึงตรงกันข้ามกับคำว่าโลกุตระ โลกันตร์ จึงคือวินิบาตมหานรก ที่ไม่มี ที่นรกจะต่ำกว่านั้นอีกแล้ว สุดนรกนั่นเอง เพราะฉะนั้นคำว่าโลกันตะ อันเป็นที่สุดของโลก ก็คือที่สุดของนรก คำว่าโลกันตร์ตรงกันข้ามกับโลกุตระ อาตมาก็เหนื่อยกับคนพวกนี้เหมือนกัน เพราะว่ามีทิฐิ มีอัตตามานะมากน่ะ มีทิฐิอยู่ เป็นทิฏฐานุสัย และก็เป็นมานานุสัยด้วย และทิฏฐานุสัยกับมานานุสัย นี่แหละเป็น ตัวอัตตาของผู้นั้นที่ติดยึดอยู่มาก อาตมาก็ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร แก้ไม่ค่อยได้ ก็มันเชื่อ ก็มันเป็นสมบัติของเขา เขาเชื่อของเขาจริงๆ ตัวเขาแน่ กูนี่แหละแน่ ขนาดอาจารย์ยังไม่ค่อยเชื่อหรอก เชื่อตัวเองมากกว่าอาจารย์จริงๆ แต่ก็ไม่ได้ไป บังคับให้มาเชื่ออาตมาก่อน อาตมาก็ไม่ได้...ต้องใช้กาลามสูตรเหมือนกัน ทีนี้ก็สัมพันธ์กันกับข้อสอง ว่ากัมมารามตา การหลงงานทำให้เสื่อม ไม่ขัดแย้งกับคำ เอ่อ! กับคำสอนของพ่อท่านหรือ อันนี้อาตมาก็ขยายความอยู่เรื่อยว่า กัมมรามตา หมายความว่า หลงงานจนกระทั่งทรมานตน กลายเป็นอัตตกิลมถานุโยค สรุปง่ายๆ ก็ได้บอกตั้งไม่รู้กี่ทีแล้ว เพราะฉะนั้นการหลงงานทำให้เสื่อม เสื่อมอะไรล่ะ แม้แต่จะเสื่อมในการปฏิบัติธรรมก็ตาม คุณหลงงานจนกระทั่งคุณเบลอ จนกระทั่งคุณไม่แววไวพอเพียง คุณทำงานมากเกินไป จนกระทั่งมันจับไม่ติดเลย สู้ไม่ไหวเลย งานนี้มากจนกระทั่งอ่านจิตอ่านใจตนเอง มุทุภูตธาตุ ก็ไม่เป็นแล้ว ไม่แคล่วคล่องแล้ว การก็ไม่เหมาะสมเหมาะควรอะไรแล้ว กัมมนิยะ ก็ไม่เหมาะควรแก่การงานแล้ว งานก็ฝ้า งานก็เหลวไหล แม้แต่ตัวเองก็จิตตัว มุทุภูตธาตุ ธาตุแววไวของตัวเอง ก็ไม่เก่ง ไม่มีประสิทธิภาพ ทางเจโตก็ตัดกิเลส ไม่ค่อยได้สู้กิเลส ก็ไม่ค่อยได้ อ่อนแอ หรือแม้แต่รู้เท่าทัน มีจิตที่จะไปมีเจตสิกที่แววไว พิจารณาจิต อ่านจิต มีตัวที่ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ นั่นเอง ตัว พิจารณาธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่เก่ง ในสัมมาทิฐินั้น มันมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และก็มีสัมมาทิฐิ มีมัคคังคะ เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมตามมัคคังคะ ตัวที่เป็นตัวหลักสำคัญ คือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อมีสติสัมปชัญญะ แล้วธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เข้าไป เป็นเจตสิกที่ร่วมทำงานอย่างสำคัญ จึงจะเกิดพัฒนามุทุภูตธาตุ ธาตุตัวที่แววไว ฝึกไป มันก็เก่งขึ้น ตัวมุทุภูตธาตุก็เก่งขึ้นๆ เรื่อยๆ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็คือเจริญขึ้น คือองค์แห่งการตรัสรู้ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เจตสิก เป็นเจตสิกหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฝึกจิต หรือเจตสิกของเรา มีอินทรีย์พละ มีความแกล้วกล้าขึ้น มันก็มะลื่อทื่อ วิจัยไม่เป็น ไม่ได้ฝึกเลย ได้แต่มานั่งคิดผกผัน จับแต่อดีต จับแต่เรื่องอะไรๆมาคิด ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีอายตนะนอก อายตนะในอะไรเกิดจริง มีแต่ใจ มโนเท่านั้นเอง พวกนี้ช้ามหาศาลเลย และก็เป็นฤาษี เพราะฉะนั้นหลงการงานที่ว่านี้ จึงไม่ได้หมายความว่า ทำการงานอย่างไม่มีปัญญา ถ้าทำการงานอย่างไม่มีปัญญา ก็แน่นอน หลงการงานแน่ เพราะฉะนั้น ถ้าหลงงานจะทำให้เสื่อม มันก็ไม่ขัดแย้งอะไร อาตมาก็บอกแล้วว่า หลงการงานก็เสื่อมน่ะสิ ไม่ขัดแย้งกับคำสอน เพราะฉะนั้นทำการงานก็ต้องรู้ มีประมาณ มัชฌิมา ต้องรู้ฐานะของตน ว่าตนเองทำได้ขนาดไหน บอกแล้วว่า แม้แต่การงานบางการงาน เราเองของเรา คนที่ประชุมอยู่ กาโย ประชุมอยู่กับงานนั้นๆ บางทีกับงานนั้น เราสู้กับเพื่อนคนนี้บางคนสู้ไม่ได้หรอก ต้องจากงานนี้ไปทำงานอื่นเถอะ อยู่กับมิตรดีที่เราพอสู้ได้ เพราะอินทรีย์พละเราสู้ไม่ไหว สู้กับเขา เราสู้ไม่ไหว เขาแรงกว่าเรา เขาเข้าใจเราไม่ได้แล้วเขาก็ข่ม เขาก็อะไรต่างๆนานา จนเรารับลูกไม่ไหว รับลูกเขาไม่ได้ กระทบสัมผัสเราก็ขาดทุน ไม่ได้การเจริญอะไร อย่างนี้ ก็โดยกาโย องค์ประชุมเหมือนกัน องค์ประชุมหรือกาโย ที่เป็นบุคคล อาตมาบอกแล้วว่ากาโย มันประชุมทั้งวัตถุ ทั้งบุคคล ทั้งพฤติกรรมต่างๆนานา ทั้งวิญญาณ นี่คือองค์ประชุมทั้งหมด กาโย เพราะฉะนั้นเราประชุมกับการงาน กับวัตถุ หรือประชุมกับบุคคล องค์ประชุมนี้เราสู้ไม่ได้ เราก็ต้องห่างมาหน่อย หรือมีวิธีการ มีกระบวนท่า มีศิลปะในการที่จะรับลูก ถ้ารับไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องห่าง ก็ต้องพรากไปเหมือนพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยาง ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่แข็งแรง และก็ไปอยู่กับหมู่ที่จะอยู่ได้ มันมีนี่ บางคนจริตต้องกันบ้าง อะไรต้องกันบ้าง มันก็เป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าไม่มีมิตรดี สหายดี ต้องมีทุกๆมุมเหลี่ยม ลองอ่านให้จบดูสิ ที่ผ่านมาในอดีต คนที่ตกร่วงไป (สึก) แล้วพ่อท่านยกย่องชมชื่น เป็นตัวอย่างของความขยันในการงาน คือคนที่ในอดีตที่ผ่านมานี่ คนที่ตกร่วง คือสึกไปแล้ว ซึ่งอาตมาเคยยกย่องว่า เออ! เป็นคนขยันการงาน เช่น วสุทัพโพ ลักษณะความขยันของท่านผู้นี้ เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้อื่นไม่ได้ เพราะถ้าขยันงานดี ทำไมต้องสึกเล่า ที่บอกว่าเป็นแบบอย่างของการงานที่ดี ไม่ได้ เพราะขยัน เดี๋ยวนี้ก็ยังยอมรับกันอยู่ว่าเป็นบุคคลขยัน แต่ยอมรับไม่ได้ เพราะว่าขยันทำไมต้องสึก เดี๋ยวจะกล่าวแก้ ไม่ใช่แก้ตัวนะ เดี๋ยวจะจัญไร เดี๋ยวจะพูดให้ฟัง คนที่ไม่อยากสึก จึงไม่อยากเอาอย่าง ตั้งข้อสังเกต ผู้หมกมุ่นเอาการเอางานมากๆ มักไม่ให้คุณค่ายัญพิธีต่างๆ เช่น การทำวัตรเช้า ลงศาลาฉัน แม้สึกมาแล้วก็ตาม ก็ไม่ค่อยเห็นทำ การไม่ทำยัญพิธีให้สมดุลกับการทำงาน มีผลต่อการปฏิบัติธรรมหรือไม่ ตอบทันทีเดี๋ยวนี้ มีผลอย่างยิ่ง เคยกำชับกำชามากแล้ว ปากจะเปื่อยแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยจะเอากันเอง และก็อวดดีอย่างที่ว่าแน่ะ มีผลต่อการปฏิบัติธรรมหรือ ไม่ จำได้ว่าพ่อท่านเคยพูด พ่อท่านให้ค่าการทำวัตรมากกว่าการทำงาน เพราะอะไรคะ พ่อท่านจึงพูดเช่นนั้น? อาตมาบอกแล้วว่า เรามาศึกษา เรามาปฏิบัติธรรม การทำวัตร อาตมาถือว่าเป็นการสอนปริยัติ จะเป็นอาตมาสอนตรง หรือใช้เทป หรือพวกเราสอน ก็ตาม เราดำเนินกันมา ได้ดิบได้ดีกันมาเพราะเหตุนี้ คนเอาแต่ทำวัตร ไม่ทำงานก็ไร้ค่า ก็เอนเอียง ก็ไปไม่รอด คนเอาแต่ทำงานก็ไม่เอาวัตร ไม่เอาทำวัตร ก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า คนที่เอาแต่ทำงานไม่ทำวัตรตกร่วงง่ายกว่าคนทำวัตรมากกว่าทำงานไง เพราะฉะนั้นเราจึงเน้นทำวัตรนี่สำคัญกว่า ก็เห็นแล้วนี่ภาวะซับซ้อนมันชัดเจนอย่างนี้ใช่ไหม คนทำวัตรมากหน่อยนี่ เอางานน้อย หน่อยนี่ จึงตกร่วงได้ยากกว่า คนทำงานแล้วมักไม่ค่อยทำวัตร ชัดไหม นี่ผลมัน ปรากฏแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาถึงเน้นว่าทำวัตรนี่ สำคัญกว่าทำงาน เพราะมัน เป็นการศึกษาที่ครบครัน ถ้าคุณมีนิสัยทำงาน ไม่มีปัญหาหรอก คุณฝืนซิ ฝืนมาทำวัตร บอกว่ามันไม่ชอบ มันไม่ชอบการศึกษา ไม่ได้ ไม่ชอบการศึกษาไม่ได้ ก็ฝืน คุณขาด แต่ถ้าคุณเอาแต่ทำวัตร คุณไม่ทำงาน ก็ต้องฝืนอีกเหมือนกัน ไปทำงาน ถึงยังไงๆ คุณไม่ขาดทำวัตร มันก็ยังดีแล้ว แต่คุณทำงานเพิ่มขึ้น ก็จะครบครัน แต่คนทำงาน ไม่มาทำวัตรนี่มันก็ไม่ค่อยจะมานะ เข้าหมู่เข้าฝูง แม้แต่ลงศาลาฉัน หรือมาทำวัตรอะไรนี่ มันไม่ค่อยเอา และก็ตกร่วงไปตั้งมากมาย ทีนี้พูดถึงวสุทัพโพ หรือโต้ง อาตมาว่าโต้งนี่ ยังเป็นคนที่มีสัมมาทิฐิดี สึก ออกไปนี่ อาตมาก็รู้แต่แรกแล้วว่า เขาเองเขาอยู่ในฐานะนี้ไม่ได้ วินัยของเขา เขากินใจนะ เขาไม่สบายใจ แต่เขาว่าเขาเข้าใจแล้วละ ก่อนจะสึกนี่ อาตมาก็พูดกับเขาอย่างชัดเจนแล้ว เพราะว่าฐานของเขาไม่ได้หรอก อยู่ในได้นี่เขาเองเขาไม่ได้หรอก อาตมาก็ยังบอกว่าตอนนั้น ยังมีเรื่องเกี่ยวข้องอะไรๆ กันนัวเนียๆ เรื่องเกี่ยวข้องทางกามอยู่ด้วยซ้ำไป อาตมาก็ซัก ไม่ใช่ เขาก็พิสูจน์มาหลายปีแล้วว่าเรื่องกามไม่ใช่เรื่องเหตุใหญ่เลย เพราะเขาอยู่ในฐานะนั้นไม่เหมาะสม และเขาก็บอกอาตมาว่า เขาไม่ไปไหนหรอก เขาก็จะทำงานอยู่ที่นี่แหละ เขาก็พิสูจน์ตัวเองของเขาอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นโต้งไม่ได้เป็นคนตกต่ำเลย ขอยืนยันว่าโต้งไม่ได้เป็นคนตกต่ำ แต่เขากลับ เขารู้ฐานะเขาเสียด้วยซ้ำไป ตอนแรก เขานึกว่าเขาเองเขามาปรารถนาเอารูปแบบนี้แหละดีกว่า พอเขาขึ้นมาจริงๆ แล้วเขาเข้าใจผิดว่า เอ! รูปแบบนี้ไม่เหมาะสม ไม่มัชฌิมาตามที่ดีของเขา เขาก็ไม่เอา แต่ก็นั่นแหละ ยังมีเอียงข้างที่ไม่ค่อยดีอยู่ก็คือ ไม่ขยันทำวัตร โต้งนี่ ถ้าขยันทำวัตร จะเจริญกว่านี้เยอะเลย เพราะตัวนี้ขาด มันไม่ชอบ ชอบทำงาน แต่มันไม่ชอบทำวัตร บอกแล้ว ฤาษีสองอย่าง ก็คือฤาษีทำวัตร กับฤาษีทำงาน นี่ก็แบ่งออกมาชัดแล้วนะ ฤาษีทำวัตรกับฤาษีทำงาน แบ่งออกมาจนไม่รู้จะแบ่งยังไงแล้ว อาตมาไม่รู้จะพูดซอยไปถึงไหนแล้วนี่ เพราะฉะนั้นเราขาดอะไร เราจะต้องเอาอันนั้น พยายาม มันต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก มันต้องฝืน มันต้องฝืนจริงๆ และก็ความไม่ชอบนี่แหละ ก็คือกิเลสตัวร้าย พร้อมกันนั้นคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณไม่ชอบ แล้วคุณไม่พยายามขัดเกลา แต่คุณก็ไปบำเรอไอ้สิ่งที่คุณชอบเข้าอีก กิเลสซ้อนใหญ่ ซวยไหมๆ เห็นไหมล่ะว่าคนเรามันไม่ละเอียดลอออย่างนี้ มันต้องขัดเกลาสิ่งที่มันไม่ชอบ ก็คือต้องสลัดกลับ ต้องทำคืน ต้องพยายามที่จะต้องขัดแก้ไขตรงนี้ เพราะเราไม่ชอบเราจึงต้องฝึกพากเพียร แก้ไขซะ ส่วนชอบอย่าให้มันๆมั่งซิ ส่วนชอบก็เลยยิ่งต้องให้มันๆ ให้แต่มันนั่นแหละ มันชอบก็ให้มันเรื่อย ไอ้ที่ไม่ชอบก็ ไม่เอาๆ แล้วเมื่อไรมันจะเจริญ หือ! ถามหน่อยซิ ภาษาแค่นี้ มันน่าจะชัดนะ เห็นมันว่ากิเลส อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive