360206 เราคือนายของกรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์371 KB
วันที่แก้ไข30 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360206 เราคือนายของกรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

เราคือนายของกรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2536 (วันมาฆบูชา) เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 17 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

เจริญธรรม สำนึกดี ผู้ที่ยังใฝ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย ในวันนี้เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนา นี่วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งเป็นวันที่มี เหตุการณ์พิเศษในสมัยพุทธกาล เป็นวันมาฆฤกษ์ คือวันเพ็ญ แล้วก็เป็นวันที่มีเหตุการณ์พิเศษ ที่เกิดมีพระอรหันต์เจ้า 1,250 รูป มาพรักพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มาประชุมพร้อมกัน แล้วพระอรหันต์ทั้งหมดที่มากัน 1,250 รูปนี้ล้วน แต่เป็นพระอรหันต์เจ้าที่เป็นเอหิภิกขุ คือเป็นพระที่พระพุทธเจ้าท่านบวชให้ทั้งนั้น เป็นรุ่นแรกๆ เป็นพระที่เกิดจากพิธีบวชแบบเอหิภิกขุ พระพุทธเจ้าได้เทศน์เกิดเหตุการณ์ ได้เทศน์โอวาทปาฏิโมกข์ในวันเพ็ญเดือน 3 นี้ ที่จริง ปีนี้เป็นปีอธิกมาส เขานับวันมาฆฤกษ์ หรือวันมาฆบูชานี้ร่นไปเป็นวันเพ็ญเดือน 4 แต่ของเรานี้ เราร่นไปตามไม่ได้ มันไม่เหมาะ เพราะว่าเราเอง เราจะไปชิดงานพุทธาภิเษกฯ ของเรามากไป เราก็เลยยังยืนยันที่จะเอาวันเพ็ญเดือน 3 นี้เป็นวันที่เราจะใช้ ซึ่งเราใช้วันเพ็ญเดือน 3 เป็นวันสำคัญในงาน "ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ" ของเรา วันมาฆบูชาจะมาอยู่ใน 7 วันที่เรามีงานปลุกเสกฯ นี้ ในงานมาฆบูชาจะเหมาะ แล้วก็จะร่วมอยู่ในนี้วันหนึ่งของงานใน 7 วันนี้เสมอ แล้วเราก็ทำมาแล้วถึง 17 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 เราก็จะใช้อย่างนี้มาเป็น "จารีตประเพณี" งานเช่นนี้เราก็จะมีกันไป ตราบที่เราชาวอโศกยังเป็นชาวอโศก เพราะว่าเป็นพิธีการ คือเป็นพิธีกรรมที่เราเอง เราเห็นว่าเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ในการที่จะรวมกัน ร่วมกันพิสูจน์ทุก

อ่านต่อ

อย่าง พิสูจน์ทั้งความพรั่งพร้อม ความเลื่อม ใสศรัทธา พิสูจน์ทั้งเมื่อมาพรั่งพร้อมแล้วสามัคคีกันไหม ความสามัคคีนี่มีนานา สารพัด สามัคคีตั้งแต่เห็นดีเห็นชอบ มาช่วยกันจัด มาช่วยกันสร้าง มาช่วยกันเตรียมงาน มาช่วยกันทุกอย่างเท่าที่เราจะมีจิตใจ มีน้ำใจ มีโอกาส มีเวลา ที่เราจะได้เห็นความสำคัญอันนี้ แล้วเราก็มาช่วยกันรังสรรค์ขึ้นมา โดยสถานที่เรารู้อยู่แล้ว วันเวลา เราก็กำหนดแล้ว เพราะฉะนั้นเหลือแต่ว่า แต่ละผู้ แต่ละคนนี่ ผู้ใดจะมีสำนึก ผู้ใดจะมีแก่ใจที่จะมาช่วยตั้งแต่เริ่มงาน ก็มาช่วยโน่นนี่ได้หมดแหละ ตั้งแต่เริ่ม พยายามปรับ ปรุงสถานที่โน่นนี่ อะไรขาด อะไรบกพร่องก็ซ่อมแซม อะไรที่จะจัดแจง อะไร แม้แต่ขนฟงขนฟาง กวาด ถู จัด ปัด มีพรักพร้อมแล้วเราก็ตั้งคณะ หรือว่ากำหนดลงไป คนนั้นรับผิดชอบอันนั้นนะ คนนี้รับผิดชอบอันนี้นะ คนจะมารวมกันกินนอนอยู่ในนี้ มาทำกิจกรรมจนถึงขนาด 7 วัน 6 คืน 7 วัน อย่างนี้นี่ มันไม่ใช่งานเล็ก กินอยู่หลับนอนในนี้เสร็จ ถ้าเป็นทางโลกเขา ถ้างานสัมมนาระดับนี้ จ่ายเงินหลายแสนๆ กินอยู่หลับนอนกันอย่างจริงๆจังๆ แล้วก็อบรมมีอะไรต่ออะไรกัน ค่าโน่นค่านี่ อะไรกันนี่ หมดกันหนัก ดีไม่ดี คนในระดับพันสองพันนี่ ไม่ใช่ หมดเป็นแสนหรอก เป็นล้าน ข้างนอกนี่เขาจะจัดกัน ถ้าระดับที่หัวสูงๆน่ะ เขาจัดกันเป็นล้าน ของเราก็หมดเยอะเหมือนกันแหละ เป็นหมื่น หลายหมื่นเหมือนกันนะ คราวๆหนึ่งหลายหมื่น ค่าใช้จ่ายนี่หลายหมื่นทีหนึ่ง พวกเราก็มีผู้ที่มาช่วยกันทำบุญ บริจาคมาช่วยกัน ซึ่งเราไม่ได้ประกาศเรี่ยไรอะไรเลย หลายคนนี่จะไม่รู้เลยว่า นี่เขาไปเรี่ยไรกันที่ไหน แล้วเขาไปให้เงินกันที่ไหน แล้วเงินนั้นเอาไปให้ใคร ใครเป็นผู้รับ ใครเป็นผู้จัดการ ใครเป็นผู้ดูแล แล้วก็เอาเงินเหล่านั้นมาใช้ นี่ก็ใช้จ่ายกันโน่นๆนี่ๆ อะไรต่างๆนานาสารพัด ซึ่งพอถึงวันสุดท้ายของงาน เราก็จะเอามาแถลงให้ฟังกันว่ามีอะไรต่อมิอะไรบ้าง การร่วมมือกันมา ช่วยจัดช่วยทำอะไรก็แล้วแต่ อาตมาดู เดินดูแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้น อาตมาปีนี้มาก่อน จะมาดูตั้งแต่เริ่มจัดแจงโน่นๆนี่ๆ ทำไอ้โน่นไอ้นี่กัน คน ละไม้คนละมือ หลายอย่างมันจะไม่ทันเร่งร้อน เร่งรัดกัน พยายามทำกันเพื่อที่จะให้ทัน จนกระทั่งเสร็จออกมา แม้เสร็จออกมาแล้วก็มาช่วยกันทำอีกอยู่อย่างนี้ นี่วันนี้เป็นวันแรกก็ตาม มาดูแล้วก็ เออ ทุกอย่างก็น่าอบอุ่น น่าดีใจถึงความพรั่งพร้อมสามัคคี ไม่ได้เป็นการบังคับ ไม่ได้เป็นการกำหนดตายตัวอะไรลงไปเป็นอย่างทางโลกเขาทีเดียว มีปฏิภาณไหวพริบ ผู้ใดจะช่วยอะไร ผู้ใดจะทำอะไร ก็เสนอตัวเข้าไป จะเห็นวุ่นมากที่สุดก็ที่ครัวนี่ๆ ครัวนี่ มันอาหารนี่เป็นหนึ่งในโลกจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี่มันจริงที่สุดเลย "อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก" มันก็วุ่นอยู่นั่นแหละ นั่นเดินมาทางโน้นน่ะนา คนนั้นก็ช่วยปอก ช่วยเก็บ ช่วยจัดโน่นจัดนี่ ทำกันเป็นกลุ่มๆ เลือกเมล็ดถั่ว ทำนั่นแกะนี่ ฝานนั่น ปอกนี่ เลือกนั่น ล้างนี่ จนกระทั่งมาถึงข้างในก็ทอดบ้าง คั่วบ้าง โขลกบ้าง ตำบ้าง มาถึงทางโน้นเข้ามาในเล็กๆ ก็ทำเต้าหู แหม ช่างทำเต้าหู้ปีนี้ก็รู้สึกชักจะเข้ารูปเข้ารอย เพราะว่าเถ้าแก่มาเอง เถ้าแก่เต้าหูมาจากปฐมอโศก พร้อมกับทีม แหม น่าสนุกครึกครื้น ทำกันโอ้โฮ เต้าหู้ใหม่ๆ เอี่ยมๆ ทำกันเป็นแผ่นเป็นก้อนอย่างนั้นๆ หั่นกันเป็นก้อนเบ่อเร่อๆ อาตมาไปเห็น โอ้โห ทำไมหั่นก้อนโตนักเล่า เขาบอกหั่นไว้อย่างนั้นแหละ แล้วก็ต้ม แล้วก็ทอดไว้พรุ่งนี้จะเอามาทำอาหารอีกทีหนึ่ง อาตมาก็เลย อ๋อ นึกว่าหั่นอย่างนี้เสร็จแล้วทอด เสร็จแล้วแจกกันอย่างนี้ โอ้โอ ก้อนเดียวก็จุกแล้วนะ อาตมาว่า เต้าหู้นี่ก้อนมันใหญ่ขนาดนั้น แหม หั่นกันไม่บันยะบันยังเลยทำเองนี่น่ะ มันไม่เสียดมเสียดายอะไรเท่าไหร่น่ะนา เหมือนกับคนร่ำรวยน่ะนา ทำกันนะทั้งนั้นๆ ก็ร่วมไม้ร่วมมือ ไม่ว่าเด็กว่าเล็ก ไม่ว่าผู้ใหญ่น่ะ มันน่าเอ็นดูน่ะ บางกลุ่มบางหมู่ก็ขัดแย้งกันบ้าง ทะเลาะกันนิดๆหน่อยๆ หึๆ ไม่ถึงขั้นทะเลาะหรอก แค่ขั้นเลาะทะ เลาะกันนิดๆ เลาะทะๆกันนิดๆหน่อยๆ ขัดแย้งกันสิ่งเหล่านี้เป็นพฤติกรรมจริง เป็นเหตุการณ์จริง เป็นสิ่งที่ปฏิบัติจริง ใครโง่ก็ขาดทุนๆ สติตกเผลอตัวก็เอาอัตตาขึ้น มานะขึ้นบ้าง เอาชนะคะคานบ้าง ข้าไม่ยอมแพ้ ข้าถูกนี่หว่า อะไรก็แล้วแต่ ว่ากันไป มันก็เป็นธรรมดาสามัญน่ะ แม้เป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว มันก็ยังเผลอ มันก็ยังมีส่วนที่ยังมี ส่วนที่เป็นจริง บางคนทั้งๆที่รู้ ทั้งรู้นี่น่ะ แหม ข้านี้ มันก็ยังรู้สึกว่าไอ้อารมณ์เกิดนี่มันไม่ดี รู้ทั้งรู้น่ะ เพราะศึกษามาแล้ว แต่มันก็ทนไม่ได้ ทนไม่ได้นั่นแสดงว่าเรายังแย่ แต่ ก็ยังยับยั้งไม่ได้ ก็อย่างนี้ อารมณ์มันเป็นใหญ่ มีโทสมูลเกิด มีโกรธ มีแค้น มีเคือง ไม่ชอบใจ เศร้าหมองใจ อะไรต่างๆนานาพวกนี้ นี่เป็นเหตุการณ์จริง ยิ่งมารวมกันนะ ยิ่งรวมกันยิ่งกระเบียดกระเสียร ยิ่งแออัดยัดเยียด ยิ่งไม่ค่อยพรักไม่ค่อยพร้อม ไอ้นั่นก็ขาด ไอ้นี่ก็ไม่พอ ไอ้นั่นก็จะ ต้อง มันจะต้องมีภาวะถืงขั้นว่า ถ้ามันไม่พอจริงๆ มันก็จะถึงขั้นแย่งกัน อาตมาเปล่าน่า มันถึงขั้นจะต้องแย่ง ต้องชิงอะไรกันนี่ มันจะเป็นการพิสูจน์ ยิ่งกระเบียด กระเสียรกัน ยิ่งแออัดยัดเยียด ยิ่งน้อย ยิ่งไม่ค่อยพอ หรือยิ่งแรงในการกระทบ ในการสัมผัสกระทบกระแทกยิ่งแรง สิ่งเหล่านี้แหละมันยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ เป็น ตัวจริงๆ ที่มันจะทดสอบว่า เรามันแน่แค่ไหน เรามีสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปธาน มีอิทธิบาทหรือไม่ พิสูจน์ยืนยันว่า เรามีอินทรีย์เท่าไหร่ พละเท่าไหร่ อย่างแท้จริง นี่เป็นหลักแท้ๆ หลักโพธิปักขิยธรรม ซึ่งเริ่มต้นเช้าพรุ่งนี้แหละ เราจะเริ่มต้นการเรียนกัน บทสำคัญ 4-5-7-8 หรือโพธิปักขิยธรรม 37 นี่ ซึ่งเราจะได้เรียนกัน อาตมาก็ตั้งใจจะอธิบายให้ลึกซึ้ง กว้าง ทั้งกว้างทั้งลึก มีอะไรที่จะทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้ง ก็จะพยายาม ซึ่งเราก็ได้ใช้ ได้ทำอยู่ว่า บททฤษฎีหรือว่าบทธรรมะ ที่สำคัญๆ หยิบขึ้นมา ที่จะมาแจกแจงอธิบายกันไป ตอนนี้งานปลุกเสกฯ ก็ดี งานพุทธาภิเษกฯ ก็ดี ของเรานี่ มันรู้สึกว่า เข้าระบบ มีการกระทำอะไรต่ออะไร มันดูรู้สึกว่าง่ายๆ ราบรื่น เพราะว่ามันลงตัวกันเยอะ ลงตัวกันได้มากแล้ว ทำมา 16 ครั้งแล้ว 17 ครั้งนี้ มานี่มันชักรู้ มันมีอะไรที่แตกต่างไปบ้างก็นิดๆหน่อยๆ ส่วนที่เคยทำมาแล้ว ก็เข้าร่องเข้ารอย ลงตัว มันรู้ว่า เราจะมีอะไรต่ออะไร ตัวไหน จุดไหน อย่างไรสำคัญนี่ เราก็ชักรู้แล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการงาน ในเรื่องของการจัดงานนี่ก็จะเบาขึ้น ง่ายขึ้น เรียบร้อยขึ้น ไม่ค่อยขลุกขลักนัก ส่วนในการที่จะพิสูจน์ตัวบุคคล มันจะได้พิสูจน์กันไปตลอด จะ 17 ครั้ง 27 ครั้ง 57 ครั้ง ก็ตาม จะไปอีกถึงครั้งที่ 57 ถ้าถึงครั้งที่ 57 นั้นก็เป็น 30 ครั้งหนอ อีก 30 ปี เราจะเจอกันอีกหรือไม่ อีก 30 หือ? 17 อ้อ ถ้า 57 มันอีก 40 ครั้ง ก็อีก 40 ปีน่ะหนอ เรายังจะเจอกันได้หรือเปล่า หือ? อาตมาจะต้องมาเทศน์มาฆบูชาอยู่อย่างนี้หรือเปล่า หรือว่าใครจะเทศน์แทน จะเป็นองค์ไหน? ท่านดินดี หรือท่านบินบน หรือจะไปโน่น ท่านท่านแท้จริง โอ้ แล้วใคร ยังไม่รู้ว่าเป็นใครน่ะนา จะเป็นใครก็ไม่เป็นไร รูปรอยอย่างนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่จะเป็นใครเปลี่ยนไป จะเป็นเรื่องเปลี่ยนไป มันก็มีความแปลกเปลี่ยนไปด้วย แต่หลักเดิมๆ มันก็จะมีหลักเดิมๆ ธรรมะก็เหมือนกัน หลักเดิมๆ ที่เราเรียนกันมานี่ อาตมาก็หยิบมาพูดอยู่เสมอ บางครั้งไม่กล่าวน่ะ บางครั้งไม่ได้กล่าวว่าตอนนี้อาตมากำลังอธิบายอาริยสัจ 4 ตอนนี้อาตมากำลังอธิบายโพชฌงค์ 7 ตอนนี้อาตมากำลังอธิบาย อะไรล่ะ แต่ละสูตรๆ แต่ละองค์ธรรม กำลังอธิบายโน่นๆนี่ๆ อาตมาไม่ต้องกล่าว ชื่อ ไม่ต้องกล่าวบอกสูตร บอกทฤษฎี บอกหลัก แต่ก็อธิบายขยายเนื้อความ อธิบายพลความ อธิบายคำขยาย อธิบายเนื้อหาเป็นภาษาไทยๆ เป็นภาษาง่ายๆไป ยกตัวอย่างบ้าง เอาของจริงมา มีสภาวะ สภาวะที่เป็นตัวตน บุคคลบ้าง เป็นสมมุติสัจจะ เป็นสภาวะของปรมัตถ์ ที่ไม่เป็นตัวตนบุคคลนัก เป็นนามธรรมบ้าง กล่าวอธิบายไปอยู่ในหลักในเกณฑ์เก่าๆนั่นแหละ พวกเราก็ได้รับซับทราบขยายเพิ่มขึ้น เป็นการศึกษาตลอดไป ชีวิตของเรานี่เกิดมาศึกษาน่ะ เกิดมาศึกษา ศึกษาทั้งปริยัติ ฟัง ฟังแล้วฟังอีก อยู่ทางโลกเขาก็ศึกษา แต่เขาก็ศึกษาอย่างโลก เขาศึกษานะ ศึกษาทางโลก อยู่ทางโลกเขาก็ศึกษา จะเป็นศึกษาจากตำรา จะเป็นหนังสือต่างๆนานา ค้นคว้าสิ่งเก่าสิ่งใหม่อะไรก็ตามใจเขาเถิด ศึกษาด้วยการเจาะรับสิ่งจากสื่อต่างๆ เป็นความรู้รอบตัว เป็นความรู้ทางอ้อม แม้แต่ดูหนังดูละครก็ศึกษา ดูหนังดูละครก็ตาม ดูนั่นดูนี่ ดูเหตุการณ์นั่นนี่ไป กิจกรรมนั่นกิจกรรมนี่ อะไรต่างๆนานา เป็นการศึกษาทางโลก เขาก็ทำ ทางธรรมเราก็ทำ เราก็ทำ ทีนี้เมื่อเวลาเราจะทำ เราก็ต้องรู้ว่า เราจะไปศึกษาจากที่ใด ไปศึกษาจากที่ใด แล้วเราก็จะเอาเนื้อหาจากเนื้อหาที่เราต้องการนั้น ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ มีปฏิภาณปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ที่ดี เราก็สามารถที่จะวิเคราะห์วิจัย เอาสารัตถะ หรือสาระสัจจะจากประสบการณ์นั้นๆได้เสมอ ศึกษาเป็นปริยัติ แล้วก็เอามา เลือกเฟ้น เลือกเฟ้นไปปฏิบัติเหมาะกับตัวเรา หรือจะเอามาใช้กับเพื่อนฝูงเรา บางทีบางอย่างบางอันนี่เราก็ได้แล้วล่ะ แต่ เออ วิธีการอย่างนี้ กลเม็ดอะไรต่างๆ นานาอย่างนี้ ของที่เราได้รับมา เราเอามาใช้กับคนนั้นคนนี้ เผื่อแผ่กันขึ้น เกิด ประโยชน์ตน เกิดประโยชน์ท่าน ช่วยกันรังสรรค์ไป อาตมาสรุปได้แล้วก็พูดซ้ำซากเสมอว่า เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ มันไม่ได้เกิดมาอะไร เกิดมาเพื่อศึกษา แต่ก่อนโน้น อาตมาเคยนิยามกำหนดเอาไว้ว่า "ชีวิตเกิดมาทำไม ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร" แรกๆจำได้ไหม เกิดมาเพื่อ เพื่อตาย แล้วเกิดมาทำไม เกิดมาทำงาน แต่ก่อนอาตมาพูดอย่างนี้ พวกคุณก็ได้ฟัง คุณรู้สึกหรือคุณจะประทับใจ หรือคุณจะเข้าใจขนาดไหน แต่ก่อนนี้ สมมุติ 10 ปีที่แล้ว คุณได้ฟังคำนี้ อาตมาพูดมาก่อน 10 ปี อาตมาพูดมาตั้ง 20 ปีแล้วอันนี้ พูดมาตั้ง 20 ปีแล้ว ที่บอกว่าเกิดมาเพื่อตาย เกิดมาแล้ว เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อตาย เกิดมาทำงาน อาตมาพูดมาก่อนตั้ง 20 ปีแล้ว คุณลองนึกซิ คุณได้ยินมาแต่ก่อนนี้ คุณรู้สึกขนาดไหน เข้าใจขนาดไหน วันนี้อาตมาหยิบขึ้นมาพูดทวน เกิดมาเพื่อตาย คุณเข้าใจได้ลึกซึ้งขนาดไหน จริงหรือไม่จริง เชื่อหรือไม่เชื่อ มันเข้าใจด้วยปัญญาญาณ มีญาณทัสสนะอย่างไร ก็แล้วแต่เถิด ของแต่ละคน คุณเข้าใจกันว่า เอ๊อ เกิดมาเพื่อตาย เอ้ เพื่อตาย จริ๊งๆจริงๆ เลยน่ะ ภาษาไทยน่ะ ที่พูดมาเมื่อกี้นี้จริ๊งๆจริงๆๆๆ ภาษาไทยมีความหมายขยายไปเยอะแล้ว จริ๊งจริงๆๆๆ ไม่ใช่ความหมายเดียวน่ะ มันจริ๊งจริงๆๆๆ น่ะ เกิดมาเพื่อตาย แต่กว่าเราจะตายนี่จะอยู่ทำไม? อยู่ทำงาน คำว่าอยู่ทำงานนี่ ขยายความแล้ว เราก็ทำงาน ทำงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ตน เกิดประโยชน์ท่าน เราทำงาน เราทำ เกิดมาเพื่อทำงาน ทำงานหรือทำ ท.สระ อำ ทำนี่ ทำหรือกรรม นี่แปลว่าการกระทำ ภาษาไทยขยายยาวๆก็ว่ากระทำ หรือทำ สั้นๆก็คือทำ ภาษาไทย เกิดมาเพื่อกรรม เกิดมาเพื่อกระทำ เกิดมาเพื่อใช้กรรม ใช้การกระทำ เราเป็นนายกรรม เราต้องเป็นนายกรรมให้ได้ เป็นนายผู้กระทำ กระทำกายกรรม กระทำวจีกรรม กระทำมโนกรรม กระทำอย่างไหน พวกเราได้ คำตอบแล้ว มีคำตอบ กระทำอย่างเป็นกุศล ผู้รู้หรือผู้เข้าใจก็ต้องตอบอย่างนั้น กระทำอย่างเป็นกุศล อย่างที่ไม่เป็นกุศลล่ะ พระพุทธเจ้าอย่ากระทำ งดการกระ ทำนั้นให้ได้ ไม่มีบทบาทอย่างนั้นขึ้นมาเลย เรียกว่าอกรณัง อกรณะ กรณะก็แปลว่ากระทำ แปลว่ากิจ แปลว่าการกระทำ ไม่ให้กระทำ อกรณะก็ไม่กระทำ ไม่กระทำบาปเลย กาย วาจา ใจที่มันจะเป็นอย่างนั้น ไม่กระทำ แต่ทำกุศล ทำสิ่งที่ดี ทำแล้วพยายามให้ถึงพร้อม ให้ถึงครบ ให้ถึงพร้อมหมายความว่า ให้ครบสมบูรณ์ ทำไป กระทำไปจริงๆ คุณฟังภาษาที่อาตมากำลังพูดนี่ ภาษาเก่าๆที่คุณ ได้ยินมาแล้ว อาตมาพูดมาแล้ว ใครๆ ก็พูดซ้ำซากมามากแล้ว เพราะฉะนั้นเกิด มาทำงาน หรือเกิดมากระทำ ถ้าเช่นนั้นแล้วก็ไหนบอกว่าไปนิพพาน แล้วคือเกิด มาหยุด เกิดมาสงบ อันนี้ตรงนี้ ประเด็นตรงนี้ จริง เกิดมาหยุด เกิดมาสงบ แต่ หยุด แต่สงบนั้นอยู่ที่ไหน สัพพปาปัสสะ คือหยุด คือสงบ คือจบ กุสสลัสสูปสัมปทา ถึงพร้อมด้วยกุศล สองตัวนี้เป็นบทบาทที่มีทั้งสองตัว ฟังใหม่ สองข้อนี้ บทบาทสองข้อนี้มีอยู่ทั้งสองตัว สัพพปาปัสสะ อกรณัง บาปทั้งปวงไม่กระทำ ทำได้หรือยัง ถ้าคุณทำได้แล้ว ตัวนั้นแหละคือตัวสงบ ตัวนั้นแหละคือตัวหยุด ตัวนั้นแหละคือตัวตาย ตัวนั้นแหละคือตัวนิพพาน ตัวนั้นแหละคือตัวที่เป็นตัวที่เป็นทันที คุณจะปรุง คุณจะมีเวทนา มีสัญญา มีสังขารทางนามธรรมนี่นะ คุณจะปรุงเป็นวิสังขาร หรือปุญ ญาภิสงขารขนาดไหนก็ตาม โดยคุณรู้สึก แต่รู้สึกนี้ไม่ได้มีตัวอกุศล ไม่ได้มีตัวบาปอะไรเข้ามาร่วมทำ ไม่มีบาปเข้ามาทำ บาปตายแล้ว สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน ไม่ได้มาร่วมในสังขารนั้นเลย แต่มีสังขารเพราะในขณะที่คุณอกรณัง คุณก็ทำอกรณัง ไม่มีกรณะของบาปๆ ไม่มีตัวกิจของบาป พร้อมกันนั้นคุณมีกิจที่เป็นกุศล แล้วเป็นกิจที่ถึงพร้อมด้วย เป็นกิจที่สมบูรณ์ด้วย เพราะฉะนั้นในขณะเดียวกัน ทางสงบก็มีอยู่ในนั้นเสร็จ ความหยุด ความตายอยู่ในนั้นเสร็จ นิพพานก็อยู่ในนั้นเสร็จ ตัววิญญาณที่เป็นธาตุบริบูรณ์ เป็น ธาตุวิเศษ เป็นธาตุอนันตัง เป็นธาตุที่ไม่มีขอบเขต ไม่มีหัว ไม่มีต้น ไม่มีกลาง ไม่มีปลาย ท่านบอกว่าไม่มีที่สิ้นสุด เป็นธาตุรู้ วิญญาณนี่เป็นธาตุรู้ เป็นวิญญาณ ที่บริสุทธิ์ ยังกุศลอยู่อย่างนี้ มีบทบาท มีความสามารถ มีสมรรถนะอันวิจิตร ความเก่ง ความวิจิตร ความวิเศษ มีอินทรีย์ มีพละในวิญญาณนั้น ในเจตสิกนั้น ทำอยู่พร้อมกันนะ ฟังให้ชัด ไม่ใช่เป็นแท่งๆก้อนๆ ไม่ทำกรรมก็คือหยุด นอนอยู่เฉยๆ ไม่ทำบาป แล้วก็มานั่งอยู่เฉยๆ คนที่นั่งอยู่เฉยๆ นี่แหละกำลังทำบาป มี เชื่อไหม? คนนั่งเฉยๆ หลับตานิ่ง กำลังทำบาปอยู่ในตัว มี เพราะฉะนั้นการทำบาปจึงไม่ได้หมายความว่า ความหยุดอย่างซื่อบื้อ หยุดอย่างง่ายๆ กายกรรมเราไม่กระดิกอะไรเลย วจีกรรมเราก็ไม่พูด แต่มโนกรรมทำบาปอยู่ คิดชั่วอะไรก็ได้ คิดอาฆาตเคียดแค้นอะไรก็ได้ วิตกไปในกามก็ได้ บาปอยู่ เพราะฉะนั้นลึกๆขึ้นไปแล้ว ตัวการทำบาปนั้นน่ะไม่ได้หมายความว่า หรือตัวสงบนั่นน่ะไม่ได้หมายความว่าหยาบๆตื้นๆ ตัวทำบาปหรือตัวสงบนั่นน่ะ ต้องชัดเจนอย่างที่ว่านี้ ถ้าเมื่อเราไม่ทำบาปแล้วจริง จึงเป็นตัวสงบที่จิตใจ กาย วาจา เราทำดีอะไรได้อยู่ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่าเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ท่านไม่ได้บอกว่า มีมโนด้วยน่ะ อันนี้เคยตั้งข้อสังเกตให้ฟัง ว่าทำไมคำตรัสของพระพุทธเจ้าบทนี้ ถึงบอกว่ากายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก มันไม่ได้หมายถึงมโน มันหมายถึงผู้ที่จิตดีแล้ว ซ้ำจิตดีแล้วหยุดอยู่ทำไม จิตดีแล้ว กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ส่วนคนจิตไม่ ดี แน่นอนคุณจะต้องกระทำจิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีกใช่ไหม? จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก คุณก็ต้องทำจิตที่ดีนี้ไปพร้อกันด้วยทั้งกาย วาจา และใจให้ดีขึ้น แต่เมื่อใจที่ดีแล้วนั้น ก็ตาม ทำไมนั่งอยู่เฉยๆ กาย วจีที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ไปหาทำ นั่งอยู่เฉยๆ มันไม่ได้ นี่เวลาล่วงไปน่ะ เวลาล่วงไปๆน่ะ อันนี้ลึกซึ้งๆ ขณะนี้อาตมากำลังอธิบายโอวาทปาติโมกข์นะ ถ้าผู้ใดยังสงสัยว่า นี่พูดอะไร อธิบายเรื่องที่ตรงกับวันมาฆบูชานี้โดยตรง กำลังพูดถึง สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสสลัสสูปสัมปทา หรือสจิตตปริโยทปนัง ซึ่งเราก็ฝึกฝนทำให้จิตนี่สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใสให้ได้ เราก็ฝึกอยู่ ฝึกไปเรื่อยๆ แม้ที่สุดจิตของเราบริสุทธิ์แล้ว เราก็ยังทำสิ่งที่เป็นโอวาทปาติโมกข์ 3 นี้อยู่นั่นแหละ สัพพปาปัสสะ เราก็อกรณังอยู่นั่นแหละ กุสสลัสสูปสัมปทา เราก็เข้าถึงพร้อมอยู่นั่นแหละ จิตบริสุทธิ์ล่ะก็บริสุทธิ์ได้แล้ว ถ้าผู้ที่ได้แล้วจริงๆก็ตาม จิตเราก็บริสุทธิ์แล้ว โอวาทปาติโมกข์สามนี้จึงเป็นพฤติกรรมของคน ต่อให้บรรลุธรรมสูงสุดขนาดไหน ก็ยังอยู่ในโอวาทปาติโมกข์สามนี้ ไม่ได้ตัดไปข้อใดข้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นมีอาจารย์บางอาจารย์ท่านก็บอกสิ่งเหล่านี้ สจิตตปริโยทปนัง เป็นโลกุตระตัวเดียว จะบอกถูกก็ถูก จะบอกผิดก็ผิด ความจริงไม่ใช่ตัวเดียว โลกุตรธรรมนั้น ทั้งสามข้อนั้น ไม่ใช่สจิตตปริโยทปนังข้อเดียว ตัวนั้นเป็นตัวสมบูรณ์สุดเท่านั้นเอง แม้แต่ตัวนั้นยังไม่สมบูรณ์สุด สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์นั้น จะยังไม่บริสุทธิ์อยู่ก็ตาม ก็เป็นการพัฒนามรรค พัฒนาผลตามลำดับอยู่ได้ มีบาปเราก็พัฒนาลดบาป มีบาปเมื่อไรก็เรียนรู้ตัว เราพยายามลดละ ได้เมื่อไรคุณก็เดินทางสู่สัมมาอาริยมรรค เดินทางอยู่เมื่อนั้น คุณทำได้สำเร็จทุกทีไป ก็เท่ากับสั่งสมมรรค สั่งสมผล สั่งสมมรรค สั่งสมผล สิ่งที่เป็นบาปไม่ทำได้สำเร็จ ทางนี้เราก็ได้สำเร็จ เราได้พยายามประพฤติปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามา ที่อาตมาพาพวกเราทำมานี่ อาตมายิ่งมองยิ่งเห็น ยิ่งเห็นว่าพวกเรานี่ดำเนินไป มีพัฒนาการขึ้นไป บางคนก็ประมาท ประมาทก็คือลิงติดแป้น แล้วความขยันนี่ มันลดถอย วิริยินทรีย์ มันไม่สั่งสม มันไม่พยายามที่จะอุตสาหะ วิริยะ ซึ่งมันเป็นตัวซ้อน มันเป็นสภาพซ้อนว่าสิ่งแวดล้อมดี แล้วทำให้เรานี่ประมาทได้ สิ่งแวดล้อมดีนี่ บางทีทำให้เราประมาทได้ มิตรดีด้วย มิตรดี มิตรเขาก็ทำดีไปแล้ว เราก็เลยตีกิน เราก็เลยแฝงๆ อยู่เป็นมิตรโดยเราไม่ทำดีเสีย ไม่ขวนขวาย ไม่อุตสาหะ วิริยะ จุดบุญกิริยาวัตถุ 10 จุดสำคัญคืออปจายนมัย กับเวยยาวัจจมัย อาตมาหยิบมาพูดกับพวกเราบ่อยๆ หลายครั้ง สำคัญมาก หลักแกนใหญ่ของบุญกิริยาวัตถุ 3 ทานมัย ศีลมัย ภาวนามัยน่ะ เป็นตัว หลักแน่ๆ ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาไม่พูดถึงก่อน ตัวอปจายนมัย เวยยาวัจจมัย นี่ เป็นตัวพาเจริญ ตรวจตัวเองเสมอเลยว่า เรามีความอ่อนน้อมถ่อมตน หรือมีตัว ยอมหรือไม่? อัตตามานะนี่มันเก่งจริงๆ คนที่ได้ดี ได้ดีเท่าหางอึ่ง โอ๊ย ถือดี ถือ ตัว เสร็จแล้วอยู่กับหมู่กับฝูงนี่แหละ กระทบคนนั้นกระทบคนนี้ ไม่พอใจกูไม่เอา กูหนีไม่ทำด้วยล่ะ แล้วก็เสียเวลาไปอย่างนั้นแหละ ปล่อยให้เวลาผ่านไป มันไม่ ชอบใจ ไอ้อัตตามานะนี่ แหม อาตมาละซาบซึ้งหน้ามันจริงๆเลย เจ้าประคุณเอ๋ย อาตมาปฏิบัติธรรมมานี่ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ปฏิบัติมานานนับชาติบอกคุณไม่ได้หรอกนะ ไอ้เรื่องกามก็กาม อาตมาคิดว่าอาตมาเก่งเหมือนกันแหละ แต่มันไม่ได้ขี้กะผีกอัตตามานะเลยเจ้าประคุณเอ๋ย อัตตามานะนี่เหลือขืนเหลือเข็นจริงๆ ยอดยียวน ยอดเล่ห์เหลี่ยม ยอดโกง ยอดยอดจริงๆเลย กว่าจะปราบได้หมดนี่ อาตมาเห็นแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เอ้อ เราก็เก่งแค่นี้น่ะ ประเดี๋ยวก็คู่นี้เอาละ ง้องแง้งๆๆกัน ไม่มีอะไรก็เอา มันเป็นอย่างไร มันจะมีสติสัมปชัญญะก็รู้ตัวแล้วก็แก้ไขปรับปรุง ยอมเสียบ้างไม่ได้หรือ? ไม่ยอม ที่จริงภาษามันก็แค่นี้ ที่จริงมันมีลึก ลึกกว่านี้นะ มันมีลึกกว่านี้ ที่ว่าลึกเมื่อกี้นี้ มันภาษาอีสาน มันแคดแลดออกมานิด ยิ่งกว่านี้จริงๆ น่ะ ไอ้คำว่า"ยอม"นี่ มัน แหม ท่าทีของมันเหลือเกินจริงๆ บางทีมันก็ยอม แต่ยอมอย่างนั้นแหละ แหม อาตมาอธิบายไม่หมด คุณไปคิดเอาเองก็แล้วกัน ไปเห็นเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องเห็นที่ใคร เห็นที่ปัญญาเราเองให้ชัด มันเหลือขบวนท่าของมันจริงๆเลย สิ่งเหล่านี้อาตมาอยากจะให้พวกเราได้ศึกษาให้ละเอียดลออ เห็นมันให้ชัด อปจายนมัย แล้วก็เวยยาวัจจมัย อ่อนน้อมและขวนขวาย สองตัวนี้แหละ เป็นตัวที่ถ้าเผื่อว่าเราศึกษาดีๆ แล้วปรับปรุงให้ประณีต สุขุมประณีต ให้โยนิโสมนสิการ ให้แยบคาย ให้ถ่องแท้ให้ละเอียด เรียนจริงๆ ธัมมวิจัยจริงๆ มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ พากเพียรอ่านพวกอัตตามานะพวกนี้ พวกเรานี่นะ อาตมาว่าอยู่ร่วมกันในงาน หนุ่มๆสาวๆ ก็เยอะ เด็กเล็กเด็กน้อย ก็กำลังแตกเนื้อหนุ่ม ฮอร์โมนกำลังขึ้น มีเรื่องเกี่ยวกับกามกับอะไรนี่ มันก็จะต้องเป็นธรรมดามีบ้าง ขนาดนั้นก็ยังพอควบคุมกัน ยังพอดูแล ยังพอรักษา ยังพอเป็นไป แต่อัตตามานะนี่ เจ้าประคุณเอ้ย ทั้งเด็ก ทั้งหนุ่มสาว ทั้งแก่ บางที แก่ก็เยอะจริงๆ จนบางทีอาตมา เอ้อ แก่แล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร พูดไปก็เท่านั้น มันยากจริงๆ เรื่องกามนี่ ไม่เท่าไหร่น่ะ แต่อย่าประมาทมันน่ะ แต่ว่าอาตมานี่รู้ หน้าตามันดี กามนี่ แต่อัตตามานะนี่ แหม ภวตัณหานี่ ยอดเยี่ยม ฉะนั้นการที่ไม่สำนึกตัว หรือการที่ไม่อ่านตัว แล้วก็ไม่ยินยอม ไม่พยายามที่จะประนีประนอม บางทีเราไม่ได้ยินยอมอย่างเสียเหลี่ยมอะไรมากมายนักหรอก แต่เราต้องฉลาดในการประนีประนอม ความเป็นคนประนีประนอมให้ได้ ปีนี้อย่างไรๆขอฝากพวกเราหน่อยเถอะ เรื่องอปจายนมัย เรื่องเวยยาวัจจมัย ขอให้ประนี ประนอม พยายาม เราจะพยายามเป็นคนประนีประนอม เราจะไม่พยายามเป็นคนสร้างความบาดหมาง สร้างความขัด มันขัดก็พยายามรู้ทันแล้วพยายายามที่จะปรับ พยายามที่จะทำให้มันหายความขัด ประสาน สมานัตตา สมานเสมอสมานกันขึ้นให้ได้ พยายามให้ได้ และเวยยาวัจมัย ขวนขวายๆ อาตมาเห็นว่าบางคนนี่ ขวนขวายดี น่าภาคภูมิ น่าปลาบปลื้ม น่ายินดี ขวนขวาย วันๆหนึ่ง คนเราพอมีปฏิภาณรู้นะ ว่าคนขวนขวาย กับคนที่ปล่อยปละละเลย ไม่ขวนขวาย ที่เรียกว่า แหม อาตมาดูเหมือนจะไม่ได้หยิบมาด้วย บทความอุตสาหะ วิริยะ พยายามนี่ มีรายละเอียด ของท่านมีเยอะ นัยที่ท่านอธิบายมีภาษาบาลีด้วย เยอะ ละเอียด มันไม่ขวนขวาย มันปล่อยตัวตามสบาย มันอะไร อาตมาคลับคล้ายคลับคลา พระบาลีมันเยอะ มันอ่านผ่าน มันจำไม่แม่นน่ะ อาตมาจำไม่เก่งเท่าไร มันไม่ใช่ยถาสุขัง มันยถาเสยยะ หรือยถาอะไรนี่ ดูเหมือนยถาเสยยะตัวหนึ่งหรือ ยถาอะไรพวกนี้ มันปล่อยตัวไปตามอารมณ์ของเรา ที่จะเสวยความชอบใจ ความ พอใจ มันเป็นภพอันหนึ่งๆ ท่านแปลอย่างนี้ รู้สึกว่ามันสบาย มันเพลินดี มันอย่างนี้ แทนที่จะมีสติสัมปชัญญะ มีวิริยินทรีย์ มีความอุตสาหะ มีความสำนึกว่า เอ บัดนี้เวลาล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ ยังมีอีกนี่เราควรทำอะไร เราควรขวนขวายอะไรถึงจะดี ฟังดีๆ คุณฟังดีๆ ตัวบุญกิริยาวัตถุตัวนี้ ถ้าผู้ใดน่ะได้ฝึกฝน แล้วได้สำนึก และได้สังวร 2 ตัวในบุญกิริยาวัตถุนี้ดีๆ อย่างประณีต อย่างแยบคาย อย่างโยนิ โส อย่างถ่องแท้แยบคายดีๆแล้ว คุณจะเจริญอย่างรวดเร็ว เจริญอย่างดีทีเดียว เอ้าฟังอีกทีหนึ่ง ตัวอปจายนมัย นี่เป็นตัวที่เราจะต้องพยายาม อาตมาบอกตัวหลักใหญ่สำคัญแล้วว่า พยายามอย่าให้เกิดความขัด เรียกว่าบาดหมางอะไรกันทางกด เพราะว่าพวกเราจะต้องอยู่ด้วยกันรวมกัน มันจะเกิดง่ายที่สุดเลย ยิ่งผู้ใดมีอาการ มีอารมณ์อะไรต่ออะไรมากๆ ถือดี ถือตัว มีอัตตามานะมาก มันยิ่งง่าย เพราะฉะนั้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน