หัวข้อธรรมในรายการพ่อครู POWER POINT.pptx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.presentationml.presentation)
ขนาดไฟล์14 MB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

วัน พฤหัสบดี ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๘ ขึ้น ๖ ค่ำเดือนหก(๖)ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงคราม จากบ้านราชฯ มี “เจตนา” แต่อย่า “อยาก” จง “พากเพียร” ให้เต็ม “บริสุทธิ์” โดย...สมณะโพธิรักษ์

โลกกำลังลุกเป็นไฟมัวสนุกสนานร่าเริงอยู่ไย ตัวตกอยู่ในความมืดยังไม่รู้จักหาแสงสว่าง พุทธพจน์

อาริยบุคคล ๔ ๑. พระโสดาบัน (ผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้) ๒. พระสกทาคามี (ผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้เด็ดขาด และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงมากแล้ว) ๓. พระอนาคามี (ผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้ง ๕ ได้อย่างเด็ดขาด แต่ยังยึดขันธ์๕ บริสุทธิ์เป็นของๆ ตน) ๔. พระอรหันต์ (ผู้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้) (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๒๕๐ - ๒๕๓)

อริยสัจ ๔ . (ความจริงอันประเสริฐ) ๑. ทุกข์ (ต้องกำหนดรู้-ปริญเญยยะ สภาวะจิตที่เกิดทุกข์) . ๒. ทุกขสมุทัย (เหตุให้จิตเกิดทุกข์ คือ ตัณหาอยากสุข) . ๓. ทุกขนิโรธ (สภาวะที่จิตดับทุกข์จากเหตุของกิเลสตัณหา) ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสตัณหา ดับด้วยอริยมรรคองค์ ๘) . (พตปฎ. เล่ม ๓๕ ข้อ ๑๔๔)

อรูปฌาน ๔ แบบพุทธ . สภาพที่ตรวจอุเบกขาแท้ ของผู้มีฐานนิพพานแบบพุทธ ๑. อากาสานัญจายตนะ ( เพร าะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไป .. เพราะไม่ต้องใส่ใจซึ่งนานัตต สัญญา) . มีมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ ๒. วิญญาณัญจายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายต-นะ มีมนสิการว่า… วิญญาณหาที่สุดมิได้)

อรูปฌาน ๔ แบบพุทธ . สภาพที่ตรวจอุเบกขาแท้ ของผู้ที่มีฐานนิพพานแบบพุทธ ๓. อากิญจัญญายตนะ (เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายต-นะ มีมนสิการว่าต้องดับให้หมด น้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี) ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (เพ

อ่านต่อ

ราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญ- ญายตนะ แจ้งชัดขึ้นว่า ต้องไม่มีอะไรที่จะไม่รู้) . ( พตปฎ.เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๓๕ )

อาหาร ๔ . . (เครื่องยังสัตว์ให้อยู่ได้) . ๑. กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลส เบญจกาม ) . . ๒. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิด เวทนา ) . ๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับ ตัณหา ) . . ๔. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้ นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น ) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๔๑-๒๔๔) .

อิทธิบาท ๔ . . . (คุณที่เป็นบาททะยานยัน ไปสู่ความสำเร็จในธรรม) . ๑. ฉันทะ (พอใจรักใคร่ในธรรม ในเป้าหมาย) ๒. วิริยะ (พากเพียรลดละกิเลส เพียรเอาชนะกิเลส) ๓. จิตตะ (เอาใจทุ่มเทโถมเข้าใส่ ฝักใฝ่ไม่ท้อถอย) ๔. วิมังสา (หมั่นตริตรองพิจารณาทบทวนธรรมเสมอๆ) (พตปฎ.เล่ม ๓๕ ข้อ ๕๐๕)

อุปาทาน ๔ . ยึดกิเลสถือมั่นเป็นเรา ๑. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . ๒. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม ) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๖๒)

โอวาทปาฏิโมกข์ ๔ . . ๑. ความอดทน คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง (ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา) ๒. ท่านผู้รู้ทั้งหลาย แม้จะกล่าวอย่างไรก็ลงสู่นิพพานอย่างยิ่ง . (นิพพานัง ปรมัง วทันติ พุทธา) ผู้รู้ แปลว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่านิพพานเป็นธรรมะอันยิ่ง ๓. ผู้ฆ่าสัตว์อื่น ทำร้ายผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต (น หิปัพพชิโต ปรูปฆาตี) ๔. ผู้เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย (สมโณ โหติ ปรัง วิเหฐยันโต) (พตปฎ. เล่ม ๒๕ ข้อ ๒๔)

ปรมัตถธรรม ๔ การทรงไว้ซึ่งความจริงอันยิ่งใหญ่ ๑. จิต (ธาตุรู้ ที่รู้สภาวะ, ภาวะที่รู้อารมณ์ ฯลฯ) ๒. เจตสิก (คุณสมบัติและอาการย่อยต่างๆ ของจิต) ๓. รูป (จิตหรือนามธรรมขั้นละเอียด เป็นสิ่งที่ “ถูกรู้”) ๔. นิพพาน (ความดับสนิทของกิเลส ตัณหา อุปาทาน หมายถึงเฉพาะอกุศลเท่านั้นที่ดับไปจากจิต นิพพานจึงมิใช่การดับจิต)

อาสวะ ๔ กิเลสที่นอนเนื่องแตกตัว อยู่ในก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ๑. กามาสวะ ๒. ภวาสวะ ๓. ทิฏฐาสวะ ๔. อวิชชาสวะ (พตปฎ. เล่ม ๓๕ ข้อ ๙๖๑)

มหาปเทส ๔ ๑. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควร แก่เธอทั้งหลาย ๒. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้น ควร แก่เธอทั้งหลาย ๓. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควร แก่เธอทั้งหลาย ๔. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้น ควร แก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.๕ ข.๙๒)

กรรม ๕ . ๑. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) ๒. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) ๓. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) ๔. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร ) ๕. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๕๘๑)

คติ ๕ . ทางไปของจิต ๑. นิรยะ (จิตนรกเร่าร้อน มีทุกข์สาหัสมาก) ๒. ติรัจฉานโยนิ (ภูมิจิตเดรัจฉาน ไม่เจริญขึ้น) ๓. เปตติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต-จิตละโมบใคร่อยาก) ๔. มนุสสะ (จิตเทวดาในมนุษย์ใจสูง) ๕. เทวะ (จิตสูงส่งอย่างเทวดา, อุบัติเทพ) (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๘๑)

ทำบุญแต่ได้บาป ๕ ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ) 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60

ทุกข์ของสตรี ๑. สตรีเมื่อเป็นสาวไปสู่สกุลแห่งสามี ย่อมทุกข์ เพราะพลัดพรากจากญาติทั้งหลาย ๒. สตรีย่อมทุกข์เมื่อมีระดู (ประจำเดือน) ๓. สตรีย่อมทุกข์เมื่อมีครรภ์ ๔. สตรีย่อมทุกข์เมื่อคลอดบุตร ๕. สตรีย่อมทุกข์เมื่อทำหน้าที่บำรุงบำเรอบุรุษ (พตปฎ. เล่ม ๑๘ ข้อ ๔๖๒ - ๔๖๖)

โทษของวิจิกิจฉา ๕ (ความลังเลสงสัยให้โทษ) ๑. ทำให้ทุกข์ ๒. ระกำช้ำระบม ๓. ไร้พลัง จิตไม่แล่น ๔. เนิ่นช้า บรรลุช้า ๕. เหยาะแหยะ ไม่เด็ดขาด

พระอรหันต์ ๔ พระอรหันต์ ๔ คือ ๑. พระสุกขวิปัสสก ๒. พระเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓) ๓. พระฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญา ๖) ๔. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔)

พระอรหันต์ ๕ คือ พระอรหันต์ ๕ คือ ๑. พระปัญญาวิมุต ๒. พระอุภโตภาควิมุต ๓. พระเตวิชชะ ๔. พระฉฬภิญญะ ๕. พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ

ธรรมที่ทำให้อยู่ผาสุก ๕ ๑. ถึงพร้อมด้วยศีล ไม่ติเตียนผู้อื่นเพราะอธิศีล ๒. เพ่งดูกรรมของตนเอง ไม่เพ่งโทษผู้อื่น ๓. ไม่มีชื่อเสียง ย่อมไม่สะดุ้ง * เพราะไม่มีชื่อเสียงนั้น ๔. ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง ๔ ๕. กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๐๖) * ไม่สะดุ้ง = โน ปริตสฺสติ

นิยาม ๕ แห่งพลังงาน ๑. อุตุนิยาม (ส่วนที่เป็นพลังงานวัตถุ ฟิสิกส์ ฯลฯ) ๒. พีชนิยาม (ส่วนที่เป็นพลังงานชีวะ พืชพันธุ์) ๓. จิตตนิยาม (ส่วนที่เป็นจิต เวไนย-อเวไนย ให้เกิดกรรมตามโอปปาติกะพาเป็น) ๔. กรรมนิยาม (บทบาทหรืออาการกิริยาแห่งสัตว์ เวไนย-อเวไนย โอปปาติกะสัตว์) ๕. ธรรมนิยาม (สภาพทั้งหมดของทุกสรรพสิ่ง)

นิวรณ์ ๕ (สิ่งทำให้ปัญญาทุรพล หรือ ปัญญาถอยกำลังลง, สิ่งกั้นจิตไม่ให้บรรลุกุศล) ๑. กามฉันทะ (ใคร่อยากในกามภพ) เปรียบเหมือนหนี้ ๒. พยาบาท (ปองร้ายผู้อื่น) เปรียบเหมือนเป็นโรค ๓. ถีนมิทธะ (จิตหดหู่ หดแน่น เซื่องซึม ไม่แจ่มแจ้ง ไม่แววไว) เปรียบเหมือนเรือนจำ ๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจายกระเจิง) เปรียบเหมือนความเป็นทาส . ๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในการหลุดพ้น . ฯลฯ) เปรียบเหมือนทางไกล-ทางกันดาร . (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๗๘)

มหาปเทส ๔ ๓. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควร แก่เธอทั้งหลาย ๔. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้น ควร แก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.๕ ข.๙๒)

นิวรณ์ ๕ (สิ่งทำให้ปัญญาทุรพล หรือ ปัญญาถอยกำลังลง, สิ่งกั้นจิตไม่ให้บรรลุกุศล) ๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจายกระเจิง) เปรียบเหมือนความเป็นทาส . ๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในการหลุดพ้น . ฯลฯ) เปรียบเหมือนทางไกล-ทางกันดาร . (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๗๘) นิวรณ์ ๕

ปหาน ๕, วิมุติ๕, นิโรธ๕ (การละกิเลสให้จิตมีผลสงบแท้) ๑. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) ๒. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) ๓. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) ๔. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) ๕. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม ๓๑ ข้อ ๖๕)

ปีติ ๕ . ได้ดี รู้ดี ยินดี ๑. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ๒. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) ๓. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ๔. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ๕. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

ผู้ป่วยที่พยาบาลง่าย ๕ ๑. ย่อมทำความสบาย (ไม่เบียดเบียนตน) ๒. รู้จักประมาณในสิ่งสบาย (พอดี) ๓. กินยา ๔. บอกอาการป่วยตามความเป็นจริง แก่ผู้พยาบาลที่ปรารถนาประโยชน์ ๕. เป็นผู้อดทนต่อทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๒๓)

ผู้พยาบาลที่ดี ๕ ๑. ย่อมเป็นผู้สามารถเพื่อจัดยา ๒. ทราบสิ่งสบาย และไม่สบาย นำสิ่งไม่สบายออกไปนำสิ่งสบายเข้ามาให้ ๓. มีเมตตาจิตพยาบาล ไม่เพ่งอามิสพยาบาล ๔. ไม่รังเกียจเพื่อนำออกซึ่งอุจจาระ ปัสสาวะ อาเจียนหรือน้ำลาย ๕. สามารถเพื่อชี้แจงให้ผู้ป่วยสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา โดย กาลอันสมควร (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๒๔)

ธรรมะให้พร ๕ . ๑. มีอายุหะ คือ มีอิทธิบาท เป็นเครื่องแสดง . ๒. มีวรรณะ คือ มีศีลผุดผ่อง ” ๓. มีสุขะ คือ มีฌาน ๔ ” ๔. มีโภคะ คือ มีพรหมวิหาร ๔ ” ๕. มีพละ คือ มีวิมุติหลุดพ้นเป็นพลังแสดง . พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๕๐

มัจฉริยะ ๕ (ความตระหนี่) ๑. อาวาสมัจฉริยะ (ตระหนี่ที่อยู่) ๒. กุลมัจฉริยะ (ตระหนี่ตระกูล) ๓. ลาภมัจฉริยะ (ตระหนี่ลาภ) ๔. วัณณมัจฉริยะ (ตระหนี่วรรณะ) ๔. ธัมมมัจฉริยะ (ตระหนี่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๓ ข้อ ๒๗๓)

มาร ๕ ๑. กิเลสมาร (มารคือ กิเลส) ๒. ขันธมาร (มารคือ เบญจขันธ์ เช่นติดรูปขันธ์) ๓. อภิสังขารมาร (มารคือ อภิสังขารที่ปรุงแต่ง -หรือสร้างก่อให้เกิดความหลงผิด ฯลฯ) ๔. เทวปุตตมาร (มารคือ เทพบุตรลวงโลก) . ๕. มัจจุมาร (มารคือ ความตาย) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)

มิจฉาวณิชชา ๕ . (การค้าขายที่ไม่ชอบธรรม) . ๑. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) ๒. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) ๓. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ๔. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) ๕. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๗๗)

มิจฉาอาชีวะ ๕ . (ลำดับความทุจริตในอาชีพ) . . ๑. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง . ๒. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง . ๓. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ๔. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) ๕. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๗๕ มหาจัตตารีสกสูตร)

ทางเอก คาถาธรรมบท มรรควรรคที่ ๒๐ [๓๐] ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง ๔ ประการประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลายวิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าและอรูปธรรมทั้งหลาย ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

โมหะ ๕ (ความหลง ๕ อาการ) ๑. หลงผิด (เห็นดีว่าชั่ว เห็นชั่วว่าดี) ๒. หลงลืม (สติกำหนดรู้ไม่ได้) ๓. หลงใหล (คลั่งไคล้) ๔. หลงเหลือ (โมหะยังไม่สิ้นเกลี้ยง) ๕. หลงตัว (หลงดี มีมานะยึดดีในตนเอง)

ลักษณะพหูสูต ๕ (พาหุสัจจะ) ๑. ได้ยินได้ฟังมาก (พหุสสุตา) ๒. ทรงไว้ได้มาก (ธตา) ๓. คล่องปาก (วจสา ปริจิตา) ๔. เจนใจ (มนสานุเปกขิตา) ๕. แทงตลอดอย่างดีด้วยทฤษฎี หรือด้วยความเข้าใจ (ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๘๗)

ลักษณะอนัตตา ๕ . ๑. ปรโต (ความเป็นอื่น แปรปรวนไป) ๒. อนัตโต (ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน) ๓. วิตถโต (แผ่ผ่านไป, เคลื่อนไปๆ อยู่เสมอ) . ๔. ตุจฉโต (ไม่เป็นแก่น, ไร้ประโยชน์) ๕. สุญญโต (เป็นสูญ, ว่างเปล่า) (ล.๒๙ ข.๖๓ ปริญญา๓ กำหนดรู้ผัสสะ-เวทนา)

เหตุทำให้อายุยืน ๕ ๑. เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๒. รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย (สปายะ) ๓. บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย ๔. มีศีล (หรือเป็นที่ผู้เที่ยวในกาลสมควร) ๕. มีมิตรดีงาม (หรือประพฤติพรหมจรรย์) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๒๕-๑๒๖)

วิมุติ ๕ (สภาพแห่งการบรรลุธรรม ๕ แบบ) ๑. วิมุติด้วยการฟังธรรม จากศาสดาหรือผู้อยู่ในฐานะครู . ๒. วิมุติด้วยการแสดงธรรม โดยพิสดาร ๓. วิมุติด้วยการสาธยายธรรม โดยพิสดาร ๔. วิมุติด้วยการตรึกตรองใคร่ครวญธรรม ๕. วิมุติด้วยสมาธินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง เล่าเรียนมา ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดโดยปัญญา (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๖)

องค์คุณ ๕ . ของ .. อุเบกขา . . . ๑. ปริสุทธา ( บริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสนิวรณ์ ๕) . ๒. ปริโยทาตา ( ผุดผ่องขาวรอบ แข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) ๓. มุทุ (รู้แววไว อ่อน -ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) . ๔. กัมมัญญา (สละสลวย ควรแก่การงาน ไร้อคติ) . ๕. ปภัสสรา (จิต ผุดผ่อง แจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) ( ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๖๙๐ )

๑. คนที่ยังยืนอยู่บนฐานของความได้เปรียบ นั่นคือคนชั้นต่ำ ๒. คนที่ยืนอยู่บนฐานของความเสียเปรียบทั้งๆที่รู้ นั่นคือคนเจริญ ยินดีเสียเปรียบ ยินดีให้ ยินดีช่วย นี่คือคนเจริญ ๓. คนเสียเปรียบ อย่างเสียรู้ เขาก็ได้กุศลของเขาแล้ว แต่เขายังไม่มีปัญญารู้ว่าตนเองเริ่มเจริญแล้ว หากว่าตนเองยังจะเอาคืนนึกว่าของกูๆอยู่ เป็นจิตนิยามที่ยึดว่าเป็นตัวกูของกู เท่านั้นเอง

องค์แห่งธรรมกถึก ๕ (ธรรมของผู้แสดงธรรม) ๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ (อนุปุพพิกถัง). ๒. แสดงอ้างเหตุผล (ปริยายทัสสาวี) ๓. แสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู (อนุทยตัง ปฏิจจะ) ๔. เป็นผู้ไม่เพ่งอามิสแสดงธรรม (น อามิสันตโร) ๕. ไม่แสดงให้กระทบตน(ทำลายตน) และไม่กระทบผู้อื่น (อนุปหัจจะ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๕๙)

อนาคามี ๕ . . ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) (พตปฎ. ล.๑๙/๓๘๑ ล๒๔/๖๔)

องค์ของการถือวิสาสะ ๕ ประการ เคยเห็นกันมา ๑ เคยคบกันมา ๑ เคยบอกอนุญาตกันไว้ ๑ เขายังมีชีวิตอยู่ ๑ รู้ว่าเมื่อเราถือเอา แล้ว เขาจักพอใจ ๑

๑. คนทุกข์มากขึ้น สาหัสมากขึ้น เอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น ไม่รู้สึกอบอุ่น ไร้ความไว้วางใจ หวาดระแวงกันมากขึ้น ทำร้ายกันรุนแรงยิ่งขึ้น ทุจริตหยาบคายยิ่งขึ้น ๒. ทรัพยากรของโลกร่อยหรอลง ขาดแคลน ไม่พอกันจริงๆ ๓. พลโลกมากขึ้น

คนจะต้องหันมา เอากับระบบ บุญนิยม เพราะ..

องค์ของการถือวิสาสะ ๕ ประการ เคยเห็นกันมา ๑ เคยคบกันมา ๑ เคยบอกอนุญาตกันไว้ ๑ เขายังมีชีวิตอยู่ ๑ รู้ว่าเมื่อเราถือเอา แล้ว เขาจักพอใจ ๑

อานิสงส์ ๕ ประการ ของการกินมื้อเดียว ๑. ร่างกายไม่เจ็บป่วย อาพาธน้อย (อัปปาพาธัง) ๒. ไม่มีอะไรบกพร่อง (อัปปาตังกัง) ๓. กระปรี้กระเปร่า เบากาย เบาใจ (ลหุฏฐานัง) ๔. มีพละกำลังเหลือใช้ (พลัง) ๕. เป็นอยู่สบาย จิตใจผาสุก (ผาสุวิหารัง) (พตปฎ. ล.๑๒/๒๖๕ ล.๑๓/๑๖๐)

อานิสงส์ ๕ ของการฟังธรรม . . (การฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา สุตสูสัง ลภเต ปัญญัง) ๑. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) ๒. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) ๓. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) ๔. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) . ๕. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๐๒)

อาหาร (เครื่องอาศัย) ของถีนมิทธะ ๕ ๑. ความไม่ยินดี (อรติ) ๒. ความเกียจคร้าน (ตันทิ) ๓. ความบิดขี้เกียจ (วิชัมภิกา) ๔. ความเมาอาหาร (ภัตตสัมมโท) ๕. ความที่ใจหดหู่ (เจตโส จ ลีนัตตัง) (พตปฎ. เล่ม ๑๙ ข้อ ๕๒๕)

อินทรีย์ ๕ พละ ๕ . . (ธรรมะมีกำลังขึ้นเป็นใหญ่ในจิต เมื่อทำให้เจริญมากๆ ย่อมหยั่งลงสู่อมตะ) ๑. สัทธา (ความเชื่อที่ปักมั่นยิ่งขึ้น เป็นสัทธินทรีย์ ฯ ) . ๒. วิริยะ (ความเพียรที่มีพลังขึ้น เป็นวิริยินทรีย์ ฯ ) ๓. สติ (ความระลึกรู้ตัวแววไวขึ้น เป็นสตินทรีย์ ฯ ) . ๔. สมาธิ (ความมีจิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นฌานยิ่งขึ้น ฯ) ๕. ปัญญา (ความรู้จริงในความจริงแห่งธรรม ฯ ) . . ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้ ไม่มีแก่ผู้ใดเสียเลยโดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นคนภายนอก ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน. (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๑๓)

พ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ (พ้นสังโยชน์ ๓ เบื้องต่ำ) . ๑. พ้น สักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้เห็นตัวกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา ) . ๒. พ้น วิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในตัวตนสักกายะกิเลส ) . ๓. พ้น สีลัพพตปรามาส (ไม่ปฏิบัติย่อหย่อนในศีลพรตแบบ ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ ไม่เอาจริง ยังอสุรกายอยู่) .

โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕) . ๑. พ้น สักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้ตัวตนกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา ) ๒. พ้น วิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในสักกายะกิเลส ฯลฯ) . ๓. พ้น สีลัพพตปรามาส (คือ ปฏิบัติไม่ย่อหย่อนในศีลพรต อย่างเอาจริง ไม่ทำแค่ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ ) ๔. พ้น กามฉันทะ (ความพอใจด้วยกาม) ๕. พ้น พยาปาทะ (ความคิดปองร้ายผู้อื่น)

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ๖. พ้นรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) ๗. พ้นอรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) ๘. พ้นมานะ (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) ๙. พ้นอุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย รู้ยาก) ๑๐.พ้นอวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง) . . (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๘๕)

อุปมา นิวรณ์ 5 ๑. กาม เปรียบเหมือน เป็นหนี้ ๒. พยาบาท เปรียบเหมือน เป็นโรค ๓. ถีนมิทธะ เปรียบเหมือน ติดคุก ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ เปรียบเหมือน เป็นทาส ๕. วิจิกิจฉา เปรียบเหมือน เดินทางไกลกันดาร (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 126)

พตฏ(22/303/368) 1. สัตถุคารวตา (ความเคารพในพระศาสดา) 2. ธัมมคารวตา (ความเคารพในธรรม) 3. สังฆคารวตา (ความเคารพในสงฆ์) 4. สิกขาคารวตา (ความเคารพในการศึกษา) 5. อัปปมาทคารวตา (ความเคารพในความไม่ประมาท) 6. ปฏิสันถารคารวตา (ความเคารพในปฏิสันถาร)

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง) ๖. รูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) ๗. อรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) ๘. มานะ (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) ๙. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย รู้ยาก) ๑๐.อวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง) . . (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๘๕) .

๑. คนทุกข์มากขึ้น สาหัสมากขึ้น เอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น มีวิธีการเอาเปรียบกันมากขึ้น ไม่รู้สึกอบอุ่น ไร้ความไว้วางใจ หวาดระแวงกันมากขึ้น ทำร้ายกันรุนแรงยิ่งขึ้น ทุจริตหยาบคายยิ่งขึ้น ๒. ทรัพยากรของโลกร่อยหรอลง ขาดแคลน ไม่พอกันจริงๆ ๓. ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ๔. มีตัวอย่างของสังคมที่ไปรอดในทิศทางนี้ ให้ดูเป็นการยืนยัน ได้แล้วจริงๆ คือชาวอโศก เป็นพวกที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจตก ๕. ระบบบุญนิยมเป็นระบบที่ยั่งยืนจริง พิสูจน์ได้ด้วยกาละ จนคนต้องเชื่อในที่สุด คนจะต้องหันมาเอากับระบบ บุญนิยม เพราะ

ปลายทางของ นักปฏิบัติธรรม เบิกบานแจ่มใส มัธยัสถ์ สุภาพ สงบ หมดความอยาก สิ้นความเสพย์

วัฒนธรรมที่ดี ๖ ประการของชาวอโศก ๑. ปัญญาที่ดี ๒. พากเพียรบากบั่นที่ดี ๓. มีเหตุปัจจัยองค์ประกอบที่ดี ๔. ผลที่ได้รับได้อาศัยที่ดี ๕. ความพ้นทุกข์ที่ดี (อริยสัจ) ๖. ความยั่งยืนนานที่ดี

สัมมาทิฏฐิ ๖ ที่เป็นอนาสวะ . ของพระอาริยะ (ทิฐิรอบในที่พัฒนามีกำลังเข้าโลกุตระมากแล้ว) ๑. ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) . ๒. ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) ๓. ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) . . มีพลังงาน static แฝง ๔. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) . . ๕. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น . ๖. องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๘)

สาราณิยธรรม ๖ (ธรรมเป็นเหตุให้อยู่ร่วมกันอย่างมีเอกภาพ) ๑. เข้าไปตั้ง กายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . ๒. เข้าไปตั้ง วจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง ๓. เข้าไปตั้ง มโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง ๔. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . ๕. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) ๖. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.๒๒ ข. ๒๘๒-๒๘๓)

พุทธพจน์ ๗ ผลของสาราณิยธรรม . . ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓)

สวรรค์ ๖ สมมุติเทพ เทวดาขั้น “กามาวจร” . ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทาน 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ข้ามภพชาติ) อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำ ปุญ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน