200306 อาณาปานสติเชิงพุทธแท้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์385 KB
วันที่แก้ไข21 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

200306 อาณาปานสติเชิงพุทธแท้ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

อาณาปานสติเชิงพุทธแท้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ในวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2520 ณ พุทธสถาน สันติอโศก

ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้ วันธรรมสวนะสำหรับพวกเรา ผู้ที่มาใหม่ก็คงจะฟังแปร่งๆหูนิดหนึ่งว่าวันธรรมสวนะ ก็ขอแจ้งความประสงค์นิดหน่อย วัดนี้เราใช้วันพระเป็นวันอาทิตย์ เป็นวันธรรมสวนะนี้เป็นวันพระ เราไม่ได้ไปนับเอาวัน 8-15 ค่ำ นี่เหตุเป็นอย่างนั้น เพราะอาตมามองเห็นว่า วัน 8-15 ค่ำนั้นหนะ เราทำประโยชน์ทางศาสนายากแล้วละ และอาตมาก็เห็นว่ามันเป็นทางเสื่อม วันพระเราไปเอาวัน 8-15 ค่ำ ก่อนแล้ว ก็หยุดกันวันพระก็ดีแล้ว ประชาชนพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็ได้ไปวัดไปวา เพราะเป็นวันหยุด นี่ พอวันเป็นวันเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นวันหยุดงาน เป็นวันอาทิตย์ วันพระ หรือ 8 ค่ำ 15 ค่ำ ก็กลายเป็นวันว่างไปเลย แยกวัดออกจากคน แม้ว่า 8 ค่ำ 15 ค่ำ มันไม่ใช่วันอาทิตย์ ก็ต้องไปทำงานกันอีกละ ในพระกับคนก็เลยห่างกันอยู่ตลอดเวลา นอกจากห่างกันแล้ว พวกหมู่ชนวันอาทิตย์ กลับสร้างอบายมุข สร้างกิจกรรมต่างๆ ที่จะหลอกล่อพาประชาชนขึ้นมาอีกในวันอาทิตย์ เลยกลายเป็นอันว่าวัน 8 ค่ำ 15 ค่ำ มันเป็นวันพระกับญาติโยมจะได้สร้างสรรค์กัน จะได้ทำประโยชน์แก่กันและกัน ไม่ได้ทำ นอกจากไม่ได้ทำ ยังแถมวันอาทิตย์กลายเป็นว่าจะต้องไปถูกอบายมุขต่างๆหรือว่าโรงอะไรต่างๆที่มันไม่ได้เรื่องหนะ ที่มันฉุดมอมเมาเอาซ้ำต่อไปอีก คนเราเลยต้องไกลศาสนา ศาสนาได้ช่วยคนให้พ้นอบาย พ้นสิ่งชั่วต่ำ เลยยิ่งชั่วต่ำเลยยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงปานนี้แล้ว อาตมาก็เลยเห็นข้อจุดบอดอันนี้ ก็เลยแก้ไข อาตมาแก้ไข เอาละ วันพระอาตมาไม่ต้องไปนับเอาวัน 8 ค่ำ 15 ค่ำละ โดยเฉพาะที่อยู่ในกรุงเทพฯนี่

อ่านต่อ

ศูนย์กลางอโศกที่จะเป็นด้านเผยแพร่ศาสนา จะอยู่ในกรุงเทพฯนี่ ก็จะใช้วันอาทิตย์เป็นวันพระมาเลย ซึ่งเราก็ได้ทำมาแล้ว ตั้งแต่นี่เปิด มีพระมาจำพรรษา มีอะไรต่ออะไรขึ้นมาจนกระทั่งป่านนี้ ยิ่งวันเข้าพรรษาเราใช้วันเสาร์เป็นวันโกน วันอาทิตย์เป็นวันพระ เราไม่ออกบิณฑบาตทั้งวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ญาติโยมก็มากัน มาทำบุญวันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็มาที่นี่ ก็เป็นไปได้ และแม้เดี๋ยวนี้ออกพรรษาแล้ว วันพระ คือวันอาทิตย์ ให้ญาติโยมมาทำบุญที่นี่ทุกวันอาทิตย์ ญาติโยมก็มากันได้ นอกจากจะมาทำบุญแล้ว เราก็มาสากัจฉาธรรม และสัมมนา ตอนนี้อาตมาก็จัดให้มีเทศนาหรือปาฐกถา ดังที่เป็นอยู่นี่แหละ ทุกอาทิตย์ยบ่ายโมงไปเสมอ โดยตั้งหัวข้อแต่ละอาทิตย์ โดยจะตั้งหัวข้อว่าด้วยเรื่องอะไรดังเช่นวันนี้ เราจะเทศนาอาณาปานสติตามเชิงพุทธแท้ๆอย่างนี้ เป็นต้น เอาละ ทีนี้จะขอเข้าเรื่อง ได้เกริ่นให้ฟังแล้วว่า วันธรรมสวนะของเราวันนี้ที่ว่าเมื่อกี้นี้ ประเดี๋ยวแปร่งหูเสีย ประเดี๋ยวจะได้เข้าใจ ทีนี้ก็จะขอขึ้นเรื่อง อาณาปานสติตามเชิงพุทธแท้ อาณาปานสตินั้น ก็ขอกล่าวทั่วๆไปเสียก่อน ก่อนที่จะเข้าตามของพระพุทธเจ้าเลย วันนี้อาตมาจะต้องอ่านภาษาบาลีเลย แล้วก็แปลเป็นไทย ขยายความเลยว่า อาณาปานสติที่เขาเข้าใจดาดดื่นทุกวันนี้ ในเมืองไทยก็ตาม ต่างประเทศก็ตาม อาตมาขอยืนยันว่าผิด ถึงได้ยืนยันอาณาปานสติตามเชิงพุทธแท้ เดี๋ยวเอามายืนยันเลย เดี๋ยวเอามาอ่านเลย แล้วก็แปล แล้วอาตมาไม่ได้แปลเองด้วย ใครเขาแปลเอาในพระไตรปิฎก เล่มโน้นมา เล่มนี้มาเหมือนกัน นี่ก็จากตำรามาเลย อาตมาจะชี้ให้เห็นกัน มันขัดกัน มันไม่ถูก อันใหม่นี้ให้เห็นชัดๆ เอาทีนี้ ก็ขอพูดที่เป็นไปเดี๋ยวนี้ก่อน หรืออยู่ทั่วไปเดี๋ยวนี้ก่อน อาณาปานสติหัวข้ออันนี้หนะ นักปฏิบัติธรรมหรือนักเรียนรู้ธรรมนี้น่ะรู้ดี เข้าใจดี แล้วก็ได้ปฏิบัติกันมาแล้ว ประกอบกันมาว่า ประกอบกันมาด้วยลักษณะอย่างไร เอาขั้นต้นๆก่อน ขั้นต้นๆ ก็เข้าใจกัน อาณาปานสตินี่ เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ประกอบไปด้วยการนั่งหลับตา นั่งหลับตาเข้าแล้วก็ใช้ความคาดคะนึง หรือ ความรู้สึก ก็จ่อไว้ที่ลมหายใจตรงจมูกเข้าออก แล้วก็ให้จิตจดจ่อถึงอันนี้เป็นกสิณ แล้วก็เพ่งเพียรเข้าๆออกๆอยู่ตลอดเวลา จากนั้นอธิบายไปตามอาจารย์แต่ละอาจารย์ ทีนี้นี่แหละ หลักอันนี้เท่านั้นตรงกัน ฟังดีๆ น่ะ จะเห็นข้อแปลกๆ ฟังใหม่แน่ วันนี้ได้ฟังอาณาปานสติใหม่แน่ ขอยืนยันว่าใหม่ อาตมายังไม่เคยบรรยายที่ไหน นอกจากหมู่เราเองข้างใน อาตมายังไม่เคยบรรยายตามสาธารณะไหน ในเรื่องนี้ อาตมาได้แต่เปรยๆ เกริ่นๆ ตามบางคน บางคนก็ย้อนแย้งซึ่งอาตมายังไม่มีเวลาตามกิจจะลักษณะ วันนี้แหละเริ่มครั้งแรก ที่อาตมาจะเปิดเผยต่อกับสาธารณชน ทีนี้ จดจ่อที่ลมหายใจเข้าออกนี้แล้ว ของทุกๆอาจารย์ เกจิอาจารย์ส่วนใหญ่ และอาตมาก็ขอยืนยันว่ากิจกรรมอย่างนี้เกิดมาก่อนศาสนาพุทธ อาณาปาน-สติไม่ใช่วิชชาของพระพุทธเจ้า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้แล้ว เออ อาณาปาน-สติก็ดี พระภิกษุสงฆ์สาวกมาทูลถาม พระพุทธเจ้าก็บอกว่าดี เป็นมหัปปผลา เป็นมหานิสังสา เป็นประโยชน์ใหญ่ เป็นผลสูง อุปการะในการปฏิบัติธรรมเหมือนกันอย่างนี้เป็นต้น แสดงว่าไม่ใช่ระบบของท่าน ไม่ใช่มาตรการของท่าน แต่ก็เป็นระบบที่จัดสรร เป็นระบบมาตรการ อาณาปานสติเยี่ยม มีมาเดิม และพระพุทธเจ้าก็อธิบายมาหลักเดิม พอมาถึงท่านก็อธิบายหลักเดิม แต่ยังมีแนวอนุโลม ปฏิโลม คุณจะเอาลมหายใจก็ไม่ว่า จะเพ่งเข้าเพ่งออกที่ลมหายใจที่ปลายจมูกก็ไม่ว่า ท่านอนุโลม พระพุทธเจ้าท่านอนุโลม เพราะว่าตามแต่ใครจะทำอะไรมา ท่านก็รับ เพราะว่ารับเราปรับปรุงอันนี้เข้าหาจุดสำคัญ ซึ่งสมัยก่อนเขาไม่สงสัย และเขาศรัทธาพระพุทธเจ้าเพียงพอ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจะอธิบายปั๊บ ก็ไม่มีปัญหา แล้วก็อธิบายตามหลัก ตามรายละเอียดต่างๆ ทำอย่างนี้ๆ เอาทีนี้ อาตมาก็จะอธิบายตามเชิงว่าเขามีมาแล้ว เขาทำกันอย่างนี้ๆ ตามลักษณะต่างๆนี่หนะ อาตมาก็จะเกริ่นไปตามก่อนว่า อย่างนี้ยังไม่ตรง ยังไม่ใช่ตามเชิงพุทธแท้ เป็นต้นว่า พอมาจดจ่อที่ลมหายใจเข้าออกแล้ว บางคนจดจ่อเข้าไปแล้ว ก็ไม่พอ ยังจะต้องมีภาษาเข้ามาพุทธเข้า โธออก ก็ว่าอาตมาก็ไม่ว่าอะไร อย่างนี้แหละ ทีนี้พอจดจ่อเข้าไปแล้ว แล้วก็พยายามพุทธเข้า โธออก อย่าให้ซัดส่าย ให้จดจ่อนั่นแหละ จะใช้กุศโลบายให้อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องซัดส่ายนั้นก็ถูกแล้วล่ะ และจงรู้ตัวว่าอันนี้แหละ เป็นกสิณ ฟังดีๆน่ะ มันไม่ใช่อาณาปานสติอะไรหรอก มันเรื่องของกสิณ คือวาโยกสิณโดยตรง ลมนี่แหละ ลมหายใจเข้า หายใจออก ลมแท้ๆ เสียด้วย ไม่ใช่ว่าเห็นใบไม้ไหว วาโยกสิณ อยู่ในวิสุทธิมรรคบ้าง หรืออยู่ในอะไรไปเพ่งลม ใบไม้ไหวหรืออะไรต่ออะไร ใบไม้ไหวก็เป็นใบไม้ไหวซิ จะไปเป็นกสิณได้อย่างไร มันจะไปใช้ลมอย่างไรกัน ลมมันไม่มีลมตรงไหน จะทำให้เราผูกยึดได้ นอกจากลมหายใจเข้าออกที่จมูกคุณนี่แหละ คุณจดจ่อได้ คุณผูกให้เป็นกสิณให้อยู่ตรงนี้ได้ ปฐวีกสิณ ก็ไปทำผืนดิน เดินเป็นวงกลม ไปจดจ้องอยู่ตรงนี้ อาโปกสิณ ก็เอาน้ำใส่ขัน แล้วก็ต้องอยู่อย่างนั้น อย่างนี้ก็ได้มันก็มีที่เรา เตโชกสิณ บางก็เอาเทียนมาเล่มหนึ่ง บางทีก็เอาไฟอะไรก็แล้วแต่ เตโชกสิณ ก็จ้องอยู่อย่างนั้น อยู่ที่นั้นนิ่ง มันก็เป็นอุบายสะกดจิตอยู่ธรรมดา ซึ่งมีมาแต่ไหนๆ ซึ่งวิทยา- ศาสตร์ ก็มีวิธีสะกดจิตด้วยเทคนิคได้ ทางฤๅษีก็เรียกว่าเป็นกสิณ มีมาแต่ไหน เพราะฉะนั้น วาโยกสิณก็นี่แหละ ลมหายใจเข้าออกนี่แหละ จดจ่อกับลมเข้าลมออกนี่แหละ วาโยกสิณคุณจะไปอธิบายว่า วาโยกสิณ ล่องอยู่ตรงไหนๆนั้น คุณจะไปจดจ่อมันยังไง ประเดี๋ยวมันก็หายไป คุณจะไปจ้องมันยังไง มันกสิณยังไง เอาคิดดู ไม่มี วาโยกสิณไม่มี แต่คุณไม่รู้ ไม่รู้ทั้งๆที่เขาทำอยู่ว่า กสิณที่เขาทำอยู่ แต่เขาไม่รู้ว่าวาโยกสิณคืออะไร นี่วาโยกสิณแท้ ลมหายใจเข้าอยู่ที่เรานี่แหละ แล้วก็จดจ่อได้ ผูกจิตไว้ ทีนี้เป็นสมถะ ก็รู้ ใครก็เข้าใจละ เพราะฉะนั้น อารมณ์ธรรมดา ทีนี้เมื่อจดจ่อเข้าไปแล้ว จิตผูกยึดเข้าได้แล้ว พอผูกยึดเข้าได้แล้ว ก็จะเป็นระบบแบบฤๅษีทั้งหมด หรือจะเป็นแบบพระ- พุทธเจ้าก็ได้ ใจของคุณซัดส่าย ใจของคุณไม่รู้เรื่อง คุณก็พยายามอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนกระทั่งจิตชักตั้งมั่น ชักอยู่นิ่งได้ เมื่ออยู่นิ่งได้ แล้วคุณก็จะพยายามระลึก ให้สติตั้งขึ้นๆ เต็ม แล้วคุณก็ทำงาน พิจารณาเต็ม เขาอธิบายกันว่าพิจารณารูป นาม หรือไปพิจารณาธรรมอะไร ก็ตามแต่ ตามแต่เกจิอาจารย์จะหาข้อเชิงอธิบายอะไรกันไป ก็เอาอะไรก็ไม่ว่า แต่มันมีอันหนึ่งที่เขาอธิบายกันแบบฤๅษีนี่หนะ แบบจิตนี้มันรวมพลังมั่นเข้าแล้ว มันก็จะควบคุมจิตได้ พอควบคุมจิตได้ แล้วมันก็ไปตามเรื่องตามราวของตัวเองเข้าใจ แล้วก็เอากำลังจิตพวกนี่ไปเล่น เป็นอะไรไปเล่นแร่แปรธาตุ ไปเล่น ฤทธิ์เล่นเดช ไปสร้างสวรรค์ สร้างวิมาน สร้างรูปมยอัตตา อรูปมยอัตตาอะไรขึ้นมาก็ตามแต่ สร้างกันไปเถอะตามเรื่องตามราว มันก็ได้ เพราะฉะนั้น การที่จะมานับเอาว่า อาณาปานสตินั้น คือการปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะรู้ธรรมต่างๆ เป็นสติปัฏฐาน อาณาปานสตินี่หนะ เป็นสติปัฏฐาน สติ-ปัฏฐาน ก็คือ อาณาปานสติ แต่ว่าจะต้องเป็นขั้นตอน ถ้าสติปัฏฐาน ที่เป็นอาณาปานสติแล้ว มันเรื่องของพระอนาคามีขึ้นไป ฟังให้ดีๆนะตอนนี้ จะไปทางโน้นอีก อาตมาเคยพูดเคยบอกกับคน อาตมาเคยบอกมาแล้วว่า เขาไปยุ่งอาณา- ปานสตินี่มาก มาสอนอาตมาตอนนั้นอาตมาจาริกอยู่นะ แล้วเขาก็มาสอนอาตมาเลย ท่านรู้จักอาณาปานสตินี่แหละ ปฏิบัติไปเถิด อาตมาก็พูดหลายอย่าง อาตมาก็บอกว่าปฏิบัติให้เป็นขั้นตอนซิ เป็นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย อาณา-ปานสติอันนี้มันยากนะ บอก โอย ใช้ได้ตลอดเลย ก็ว่าตามความคิดของเขา บอกว่าถึงที่สุดด้วยครับ อาตมาก็บอกว่า ใช้ถึงที่สุดได้อาณาปานสติ แล้วอาตมาก็บอกเขาว่าอาณาปานสติ เป็นฐานของพระอนาคามีนะ ถ้าคุณยังไม่มีคุณธรรมถึงพระอนาคามี จะไปปฏิบัติอาณาปานสตินั้นมันข้ามขั้น เขาร้อง เฮ้ย เอาที่ไหนมาพูด พระพุทธเจ้าท่านสอนใครๆ อาณาปานสติทั้งนั้น ไม่ใช่ พระพุทธ- เจ้าท่านสอนพระยส ไม่สอนอาณาปานสติสักคำ สอนปัญจวัคคีย์ ไม่เคยสอนอาณาปานสติสักตัว สอนเยอะแยะก็ไม่พูด แม้แต่พระสารีบุตร ก็ไม่เคยสอนอาณาปานสติ ไม่เคย อย่ามานั่งพูดเลย อาณาปานสตินี่ เป็นชั้นตอนนี่ ถ้าปฏิบัติแล้วมันมีคุณธรรมสูง ถ้าได้อะไรเลยเป็นพระอนาคามี ถ้าไม่ได้อะไรเลย ก็เป็นพระอรหันต์ ดังจะยกพระสูตรมาอ่านให้ฟัง พระสูตรนี้ไม่ใช่ในเล่มนี้ สูตรนี้มาจากสุตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวรรค พระพุทธเจ้ายืนยันอย่างนี้ ซึ่งมันตรงเป๊ะ ที่เขาเรียกผลสูตร ถ้าปฏิบัติอาณาปานสติ จะได้ผลอย่างนี้คือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาณาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ พึงได้ผลสองประการอย่างใดอย่างหนึ่ง ฟังให้ดีนะ ถ้าปฏิบัติอาณา-ปานสติแล้ว ได้ผลสองอย่างเท่านั้นแหละ ฟังดีๆ เห็นอย่างหนึ่ง ก็คืออรหัตผลในปัจจุบัน การปฏิบัติแล้วได้เป็นพระอรหันต์นะ หรือเมื่อเรายังมีความถือมั่นเหลืออยู่ หรือเมื่อมันยังไม่ได้ มันยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ไม่ได้เป็นพระโสดา พระสกทาหรอกนะ ไอ้นั่น มันต้องผ่านแล้ว ฟังดีๆนะ ผลมีสองเท่านั้นนะ ถ้าปฏิบัติอาณาปานสติ มีผลสองประการเท่านั้นนะ ไม่เป็นพระอนาคามี ก็เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็หมายความว่า กระทำให้มากแล้ว ได้ผลในปัจจุบันนั้นก็เป็นพระอรหันต์ หรือเมื่อยังมีความถือมั่นอยู่ นี่ก็เป็นพระอนาคามีอย่างเก่า ผลมีเท่านี้นะ นี่เป็นสูตรยืนยัน นี่แปลมาตามภาษาบาลีที่ว่าตามนี้แล้ว อาจารย์ท่านก็แปลมาเป็นไทยว่าอย่างนี้ นี่สั้นๆ นี่แปลพระสูตรประกอบยืนยันให้เห็นชัดว่า ให้เป็นหลักฐานว่า อาณาปานสติมันเป็นขั้นตอนของพระอริยะชั้นสูง ไม่ใช่เรื่องของต่ำ เอานี้ทำไม อาตมาต้องเอามาพูด ที่เอามาพูด เพราะมันเกี่ยวเนื่องด้วยเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ถ้าอาตมาไม่อธิบายให้เข้าใจ ประเดี๋ยวจะหลงเลอะเทอะ ทีนี้ถ้าจะเอาอาณาปานสติไปปฏิบัติขั้นต้น มันจึงเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอน ก็ไม่ว่า ถ้าจะเอาอันนี้ไปเป็นอุบายโกศลสำหรับที่มีจิตฟุ้งซ่านเลอะเทอะ ไม่มีอะไรเลย แล้วก็อธิบายแบบกสิณอย่างที่ว่านี้ กสิณ วาโยกสิณ แล้วก็ให้จิตเกาะ แล้วก็หลับตาเพ่งอยู่ให้จิตเป็นสมถะ มันฟุ้งซ่านไป ให้จิตเป็นสมถะ มารวมกดลงมาให้มันรวมนิ่ง ให้เป็นเบื้องต้น ใช้วาโย ใช้อาโป ใช้ปฐวีก็ได้นี่เหมือนกันนั้นแหละ นั่นก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่ฐานของพระอนาคามี ใช่ ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ฐานของพระอนาคามีแล้วก็ใช่ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจริงแล้ว ถ้าจริงมันก็ต้องเป็นจริงของฐาน ฐานผู้ปฏิบัติ ก็เป็นฐานของพระอนาคามี ผู้ปฏิบัติแล้วก็ ถ้ามันยังมีอยู่อย่างเก่า ยังถือมั่นอยู่อย่างเก่าเป็นพระอนาคามี ถ้าเผื่อว่ามีผลเป็นพระอรหันต์ หรือ แม้ว่าเราจะลดหย่อนลงมาก็ได้ ถ้าเผื่อได้ไม่เอาว่าาผลที่เหลืออยู่มันก็ได้เท่าเก่า ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ก็ลดลงมาซิ จากสกทาคามี แต่มันหมายถึงเบื้องต้นที่ไหน แล้วคุณเป็นยังโสดา เป็นหรือยัง โสดาคุณก็ยังไม่เป็น แล้วคุณก็ยังมาเล่นเรียน ก. ยังไม่ได้ชัดเลย จะมาเล่นชั้น ฉ.เลย หรือไม่ก็เล่น ม. 6 เลย หรือไม่ก็เล่นอุดมศึกษาเลย มันจะไปได้หรือ มันก็ตีลังกาใหญ่ซิ มันไม่งามในเบื้องต้น มันเลอะแล้วนิ ที่อาตมาเอามายืนยันนี่ จะได้ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่น การจะปฏิบัติแบบชั้นประถมเราเอาเป็นกสิณ เพื่อการไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ผูกจิตผูกใจไว้เป็นแบบต้นๆ ก็เอานะไม่ว่าอะไร ทำให้ถูกจุดหมาย ทำให้มันถูกอย่าเข้าใจว่าปฏิบัติอย่างโน้นๆไป เอ้า ทีนี้ อาตมาจะยืนยันละเอียดชัดขึ้นไปอีกในตอนต่อไป จะยืนยันให้เห็นชัดว่า ที่เป็นฐานของพระอนาคามี พอเริ่มต้นอ่านสูตรนี้ปั๊บ ได้ฟังชัดเลยว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้จริงเลย มันไม่เรียกว่าอาณาปานสติหรอก ทีนี้อาณาปานสตินี่ อาตมาบอกว่า เป็นสติปัฏฐานอย่างยิ่ง เพราะว่า อาณาปานสตินี้ พิจารณาขั้นจิต ขั้นธรรมารมณ์ หรือขั้นเวทนา ขั้นนามขันธ์ขึ้นไป อาณาปานสตินี่แหละ จึงว่าเป็นฐานสูง ฐานละเอียด ในอาณาปานสติก็กล่าวถึงก็ผูกพันในสติปัฏฐาน 4 มีอาณาปานสติ หรือในอาณาปานสติ ก็กล่าวถึงว่า เคยมีสติปัฏฐานอย่างยิ่ง เป็นสติปัฏฐาน ถ้าเคยมาปฏิบัตินี่ สติปัฏฐานทั้ง 4 อันบุคคลพึงทำให้มากแล้ว อันบุคคลพึงทำให้เจริญ ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง 4 ให้บริบูรณ์ ให้ยืนยันอาณาปานสติอันเดียวกัน ที่จริงมันอันเดียวกัน สติปัฏฐาน 4 นั้น มันเริ่มต้นมาหมดเลย ไกล มันเป็นทางเส้นเดียวของศาสนาพุทธ ที่ปฏิบัติอาณาปานสติเป็นสติปัฏฐานขั้นปลาย ปฏิบัติขั้นจิต จิตในจิตละเอียด เพราะฉะนั้น สติปัฏฐานธรรมดา พิจารณาแม้กระทั่งกาย แม้กระทั่งวัตถุอะไรๆก็ได้ หยาบขึ้นมาก็พิจารณาเกี่ยวกับจิตเลย เอาทีนี้ ก็ขออธิบายอีก ยังไม่เข้าเรื่องอันนี้หรอก ขออธิบายเสียก่อนว่า อาณาปานสตินั้น ที่จริงมันหมายความว่า ไม่ใช่ลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่จดจ่ออยู่ที่วาโยกสิณ หรือลมเข้าออกอย่างนี้ ไม่ใช่ มันหมายความว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออกของมนุษย์ที่ยังมี คือคนเป็นๆอยู่นี่ คือคนยังไม่ตายนี่ ฟังให้ดีๆนะ อาณาปานที่แปล ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก นี่แหละ มันก็ไม่ได้แปลผิดตัวอะไร แต่คุณไปหมายเอาผิดเท่านั้น คุณไปหมายเอาลมเข้า ลมออกเฉยๆ อย่างนี้ไม่ใช่ มันหมายถึงคุณมีลมหายใจเข้าออกอยู่ และคุณก็จะต้องพยายามมีปัญญา แล้วก็พยายามมีสติ มีสติ อย่างน้อยที่สุด ให้รู้ตัวเองว่า ความละเอียดลออไปถึงขั้นลมหายใจนี่ มันเข้าสั้นเข้ายาว มันออกสั้นเป็นอย่างไร เข้ายาวออกยาวเป็นอย่างไร ตลอดเวลาที่คุณมีชีวิตนี่แหละ พิจารณาหยาบๆ มาก็ได้ มันสั้น มันยาว เป็นรัสสระ ทีฆสระ ภาษาบาลีแตกต่างกัน อสุภา สุภาแปลว่าดี อสุภา แปลว่าชั่ว สุภา แปลว่าอย่างไร ดีอย่างไร ชั่วอย่างไร แตกต่างกันอย่างไร อย่างไรเรียกว่าดี อย่างไรเรียกว่าชั่ว อย่างไรเรียกว่าหยาบ อย่างไรเรียกว่าละเอียด เพราะฉะนั้น ตลอดเวลาที่คุณมีลมหายใจเข้าออกนี่ให้รู้ ไม่ว่าสั้น ไม่ว่ายาว ไม่ว่าหยาบ ไม่ว่าละเอียด ไม่ว่างาม หรือไม่งามแหละ คือให้เกิดปัญญารู้ เทียบความต่ำ ความสูง ความดี ความชั่ว ความหยาบ ความละเอียด อะไรอย่างนี้ ให้รู้ให้ชัดนะ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีคำว่า เซ็นท์ มีความรู้ มีความรู้ธรรมดาๆ ว่าลมหายใจออก ลมหายใจเข้า นี่เข้ายาวนะ นี่เข้าสั้นนะ นี่ออกยาว นี่ออกสั้น หรืออะไรอย่างนี้ เทียบเคียงจนรู้ๆ เพราะลมหายใจไม่มีอะไรรับได้ง่าย มันลม ถ้ามีปัญญาพอคุณก็มีฐานจิตพอจะรับรู้ ถ้าถือว่าลมหายใจนี้เป็นรูปน่ะ จิตก็เป็นรูปอีกแหละ พอรู้เข้าไปถึงจิต คุณก็ไปกำหนดจิตที่ถูกรู้เข้าไปอีก ไอ้สิ่งที่ถูกรู้นี่คือรูป ลักษณะความรู้สึก รู้อาการที่ได้รู้นี่เป็นนาม เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นรูปจิต จิตก็รู้ว่า เออ ไอ้นี่เป็นกิเลสนะ ได้นี่จิตว่างนะ ไอ้จิต ว่า งนี่เป็นรูป ไอ้จิตมีกิเลสเป็นรูป ตัวปัญญาที่จิตเข้าไปรู้ ไอ้ตัวจิตที่มีกิเลสอาการอย่างนี้มีจิตด้วย อาการอย่างนี้จิตว่าง ไอ้จิตว่าง จิตมีกิเลสนี้เป็นตัวถูกรู้ มันไม่ใช่ว่าจิตว่าง จิตมีกิเลสนะ อาตมากำลังจะชี้โบ๊ชี้เบ๊ อาตมากำลังจะชี้เข้าหาตัวเรา ตัวเรานี่แหละ อาตมาแปลรูปว่า สิ่งที่ถูกรู้ แปลนามว่าตัวรู้เสียเอง เรียกว่านาม เขาแปลรูป แปลนามเป็นรูปคือกาย รูปนาม คือจิต อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอาตมาเอง ไม่แปลอย่างนั้น ใช่ไหม แล้วรูปจิต แล้วอรูปจิตอีกแหละ หรือจิตเป็นรูปในภาษาอภิธรรมอะไรพวกนี้เยอะแยะ อะไรหละ จะเรียกว่านามได้อย่างไร มันเป็นรูป แล้วเขาอุตส่าห์อธิบายภาษาบาลีเป็นรูปอย่างนี้แล้ว แต่ภาษาบาลีสมัยก่อนเขาอ่าน เขาก็เข้าใจกันเลย ทีนี้เป็นไทยแล้ว พอแปลเป็นไทยแล้ว เรียกรูปจิตแล้ว เอาก็บอกว่าเป็นนามไปอีก เอ้า รูปจิตมันเป็นนามอย่างไรหละ อรูปจิตก็คือรูป รูปจิตก็คือรูป แต่อรูปจิตมีความหมายที่ละเอียดลงไปอีก แปลภาษาบาลีว่าไม่ใช่รูป ก็ไม่ใช่ เพราะมันเป็นรูป แต่เป็นรูปขั้นลึกลงไปอีก แปลภาษาซ้อนเข้าไปอย่างนั้นแหละ เรียกว่าอรูป แต่ว่ารูปไม่ชัดเท่า เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกรูปในจิตเรานี่แหละ จิตที่มันยังเป็นกิเลส พอเรารู้เท่าทันจิตที่มันยังเป็นกิเลส ตัวนั้นแหละตัวจิตที่มันยังเป็นกิเลสนั้นแหละ เรามีนาม มีจิตของเราเข้าไปซับซาบมัน ตัวได้รู้มันเป็นนาม ไอ้ตัวจิตของเรามันเป็นกิเลส แน่ มันร้าย ไอ้ตัวรู้นี้เป็นตำรวจนะ ฟังให้ดีนะ มันคนละตัวแล้วนะ ไอ้ตัวรู้เป็นตำรวจ ไอ้ตัวจิตที่ถูกรู้นี่ ไอ้นี่ผู้ร้าย หรือจะบอกว่าตัวรู้นี่เป็นตำรวจก็ตาม หรือเป็นอื่นก็ตาม บางทีไอ้ตัวที่ถูกรู้ ไม่เป็นผู้ร้ายก็ได้ เป็นพระเอกยังได้เลย จิตว่างอย่างนี้ เป็นจิตที่ปราศจากกิเลสตัณหาแล้ว จิตนี้ถูกรู้ ถ้าเป็นจิตเหมือนกัน แต่เป็นจิตพระเอกขั้นดีแล้ว จิตชั้นยอดแล้ว จิตที่ไม่มีกิเลสตัณหา ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ถึงจะถูกรู้ว่าจิตปภัสสร จิตขาวผ่องอย่างนี้ จิตนั้นก็เป็นรูป การจะบรรลุธรรมนั้น รู้จิตอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไปรู้อะไร รู้จิต เจตสิก หรือรู้รูปนาม รู้พวกนี้อย่างนี้ รู้ไม่ใช่คิดเอาด้วย รู้อาการเลย เพราะอาการตอนนี้ กำลังเกิดที่จิตเรา แต่จิตกำลังว่าง พวกคุณทำความรู้สึกกับจิตรู้สึก มีสติแล้ว ทำความรู้ตัวเสียขณะนี้ จิตของคุณขณะนี้เป็นอย่างไร กามไหม กำลังใคร่อยากอะไรตอนนี้ ใคร่ไหม มีพยาบาท ห่วงหาอาวรณ์อะไรไหม ง่วงไหม เมื่อกี้เห็นง็อกๆแง็บๆ ตรงนี้หน่อยหนึ่ง ง่วงหน่อยหนึ่ง หรือ เราก็ไม่ดีนะซิ อันนี้มี เราไม่ปฏิเสธตนเอง เรารู้จิตของเราว่า ตอนนี้ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่ง่วง ก็บอกว่าไม่ง่วง ง่วงก็บอกว่าง่วง ก็ไม่เห็นเป็นไร อายอะไรละ ก็ เรายังเป็นผู้ปฏิบัตินะ ดีเสียอีกที่รู้ว่าเราง่วง ผู้ที่ง่วงยังไม่ยอมรับสิ จะยิ่งเก๊ใหญ่ และไม่มีทางจะแก้ไขตนเอง เพราะโกหกตัวเองเสียแล้ว ไม่รู้จิตตัวเองละเอียด ไม่รู้ว่าจนตัวเองง่วงก็ไม่รู้ว่าง่วง ฟุ้งซ่านไปไนไหมละ มันชักตู่ๆกันนะ ถีนมิทธะกับฟุ้งซ่านนี่หนะ ถ้ามันง่วงมันก็ชักจะไปไกลหรอก มันไม่อยู่กับที่หรอก ถ้ามันไม่ฝันเลอะเทอะอะไรไป มันไม่ไปเรื่องอะไรก็ดับดิ่งไปเลย พอดับดิ่งไปเลย มันก็เป็นฐานของถีนมิทธะ พอดับดิ่งมันไม่เอาใจใส่ แล้วก็ทีนี้ต่อหน้าต่อตานี่ ที่นี้หละ สนใจว่าจะมาฟังธรรมะนะ แต่เปล่า หูก็อยู่นี่แหละ แต่ใจไม่รู้ไปไหนก็ไม่รู้ แต่ตัวอยู่นี่ แต่ใจมันลอยฟ่อง ไม่รู้ไปไหน เป็นหน้าที่อุทธัจจะ อะไรก็ได้ ไม่เอาอันนี้ แต่มันไม่รู้ไปเอาอะไรก็ไม่รู้ ที่เราไปผูกพันไว้ อย่างนี้จิตก็ยังไม่เป็นฌาน แต่ก็ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาทมาแล้วหละ อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งรู้เลยว่า เราไม่มีถินมิทธะ ไม่มีจิตจดจ่อตั้งใจอยู่ที่นี่เลย มีจิตเป็นฌาน จิตไม่มีกาม ไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่มีนิวรณ์อะไร จิตเป็นฌาน จิตอย่างนี้ คุณรู้จิตอย่างนี้ จิตที่เป็นฌานอย่างนี้ คุณก็รู้ จิตที่ถูกรู้นั่นแหละ เป็นจิตปัญญา หรือจิตที่ถูกรู้นั้นแหละ มันเกิดดับๆ ที่ใจของเราดับเมื่อไร เกิดที่ไหน ดับเมื่อไหร่ เกิดแล้ว มันก็มีความรู้ พอดับแล้ว เปลี่ยนพอกลับเข้าไปรู้อีกทีหนึ่ง มีเจตนารมณ์เข้าไปรู้ รับรู้อารมณ์เราว่า อ๋อ จิตหรืออารมณ์เรา รับรู้อาการจิตของเราไม่มี อาการของเราเข้าใจแล้วว่ากามของเราเป็นอย่างนี้ มันใคร่อยาก มันยังปรารถนามันยังมีอารมณ์อย่างนี้ ราคะอย่างนี้ของเรา อย่าโกหกตัวเองแล้วจะอ่านไม่ชัด มันก็อ่านไม่ชัดอยู่นั่นแหละ ถ้าอ่านชัดแล้วมันจะชัด เพราะฉะนั้น ถ้าเราเล่นกับจิตของเราได้ถึงปานนี้แล้วละก็ นี่แหละเราจะมีอารมณ์เข้าใจหละ จะปฏิบัติอาณาปานสติแบบนี้ คุณก็จะต้องไปเพ่งลมหายใจทำไมล่ะ คิดดูซิ เอาถามหน่อย คุณไปเพ่งทำไม คุณไปเพ่งจิตให้มันชัดๆซิ ถ้าคุณสามารถอ่านจิตได้ถึงปานนี้ นอกจากว่า แหม จะอ่านอีกตัว แหม มันไม่อยู่ มันฟุ้งซ่าน เอารวบรวมมา ไปนั่งเพ่ง เพ่งลมหายใจเข้าออกเสียก่อน จนกระทั่งสงบ มีกำลังวังชาพอ แล้วก็มาคิดอย่างที่อาตมาคิดนี่แหละ แล้วก็คิดถึงตัวจิตดู ระลึกดู จิตในจิต ธรรมารมณ์ในธรรมารมณ์ อารมณ์ของจิตนั้นแหละ ธรรมา- รมณ์ของจิตมันเป็นอย่างไร เห็นอารมณ์ของจิตว่า อ๋อ ไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่มี จิตตอนนี้ ก็เป็นฌาน ทีนี้จะเกิดอะไรอื่นอีก สำหรับอาณาปานสติได้อย่างที่คุณก็ไม่ต้องไปเพ่งลมหายใจเข้าออก หรือจะเพ่งลมหายใจเข้าออกอยู่ ก็บอกแล้วได้ อย่างนี้คุณไม่ต้องเพ่งลมหายใจเข้าออก หรือคุณจะเพ่งลมหายใจเข้าออกได้ เบื้องต้นอย่างที่ว่าได้ เมื่อได้แล้วมาทำงานตามสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านสร้างเรื่อยไปอย่างนี้ได้จริงๆ เอา ทีนี้ก็การที่ไปเพ่งลมหายใจอย่างนี้ และการรับรู้ความรู้สึกของตัวเองอย่างนี้ ตรวจจิตของตัวเองอย่างนี้ แล้วก็ดูจิตของตัวเองอย่างนี้ แล้วก็ดูจิตของตัวเองอย่างเอาจริงนะ คุณเดิน ยืน นั่ง นอน ทำงานทำการอยู่ที่ไหนๆ เสร็จแล้วคุณก็พยายามระลึกรู้ตัวๆ ธัมมวิจัย มีวิริยะ ฟังดีๆนะ รู้สติปัฏฐาน รู้เลย รู้เวทนาในเวทนา รู้ทั้งสุข หรือทุกข์ จิตของคุณเป็นอย่างไร คุณก็ระลึกรู้จิต ตรวจจิต เออ จิตของเรา ตรวจจิต รับรู้อันนี้ ก็รับรู้ ทำงานอะไรอยู่ อ่านก็อ่าน เขียนก็เขียนอยู่ เอ้า ปัด กวาด เช็ด ถู ทำงานทำการอะไรอยู่ มันก็ไม่มีอารมณ์อะไร มันเป็นกาม มันเป็นพยาบาท มันเป็นถีนมิทธะอะไร หรือเป็นอุทธัจจะ กุกกุจจะอะไร ถ้าทำงานแล้ว เกิดถีนมิทธะไม่ได้หรอก ถ้าทำงานอยู่ประเดี๋ยวก็ตอก ก็จะซัดมือเอาเท่านั้นแหละ ถ้าตอกก็ตอกมือเปรี้ยงไปเท่านั้นเลย จะไปดีอะไร ถ้าไม่ไปเป็นอะไรอื่นอีก มันก็เลอะๆ ไปใหญ่เท่านั้นเองแหละ เพราะฉะนั้น ทำอย่างถีนมิทธะก็น้อย ถ้าได้ก็จะน้อย ถ้าทำงานที่ชอบนะ ยิ่งฟุ้งซ่านน้อย มันจะออกเป็นกาม ก็จะปรารถนางานนี้ให้มันงามไปด้วยสี งามไปด้วยรส นั้นก็งามไปกามแล้ว ของเราเองต่างหาก แต่ถ้าเรามีแล้ว เราก็ปรุงไปสมตัวของมัน ไม่ได้ไปมีกับรสชาติอะไรกับสิ่งนั้นหนักหนา มันก็ไม่เป็นกาม หรือคุณจะกำลังสร้างปรุงขึ้น เพื่อจะเอาไปฆ่าเขา ปราบแน่ แต่ แหม กำลังผลิตปืน แต่ไม่เอาไปฆ่าเขาหรอก แต่เอาไว้ใช้สำหรับไว้ทำงาน แต่ไม่ต้องหรอก ผลิตปืนนี่ก็จะไม่ขอแนะนำเลย ยกตัวอย่างมาก็เหลือเกิน เกินไป ผลิตอะไรก็แล้วแต่ เป็นเครื่องอะไร ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการพยาบาทมันก็ไม่มีอะไรนี่ เว้นแต่คุณจะไปเกี่ยวข้องกับการพยาบาทเขา ไปแกล้งเขา เขากำลังตักส้วม ไปเอาขี้ไปปาหน้าเขา ก็รู้แล้วว่า ตัวเองมีพยาบาท เพื่อจะแก้แค้นเขา เพื่อจะเอาขี้ไปปาหน้าเขาอะไรอย่างนี้ กำลังตักขึ้นมาเชียว ยกตัวอย่างนี่ อย่าว่าสกปรกเลอะเทอะ ไม่ มันเป็นเรื่องอย่างหนึ่ง เมื่อกี้ยกปืน รู้สึกมันรุนแรงไป มันไม่เข้าท่า อย่างนี้ รู้สึกไม่รุนแรง แต่จะหาว่าต่ำนะ ชี้ให้เห็นชัด ไม่ใช่ต่ำหรอก คนเราจะแกล้ง ก็มีเรื่องนี้แหละ ไม่มีเรื่องอะไรหรอก มีพยาบาทนะ จะเอาอย่างไรกันก็ไม่รู้นิ ก็กำลังมีพยาบาท เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำงานธรรมดา มันไม่พยาบาทอะไรหรอก พยาบาทด้วยกามราคะ แต่กามราคะเป็นได้ ทำงานก็ทำงานเพื่อรัก เป็นได้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ว่า เราทำงานด้วยกาม หรือทำงานด้วยพยาบาทหรือเปล่า หรือว่าเราทำด้วยอื่น อื่นมันก็ไม่มีอะไร นอกจากเราหลงผิด เราทำอันนี้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน