351006 สู่หมู่ชนแล้วไม่ข้องหมู่ชน พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์รวมเอกสารธรรมะพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์374 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351006 สู่หมู่ชน แล้วไม่ข้องหมู่ชน โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

สู่หมู่ชน แล้วไม่ข้องหมู่ชน โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ชีวิตเราก็วนเวียนๆไปอยู่อย่างนี้แหละนะ วันแล้ววันเล่า ตื่นขึ้นแล้วเราก็รู้ต่อทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็ได้รับรู้ อะไรที่สัมผัส อะไรที่ประสบกับเราตั้งแต่เริ่มต้น ตื่นขึ้นมาเช้าสัมผัสสิ่งนั้น สัมผัสสิ่งนี้ ผู้ที่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วก็มีสติ มีการรู้ตัว แล้วก็มีการสังวร เมื่อได้สังวรยิ่งได้ศึกษาวิธีประหาร วิธีที่จะเรียนรู้แล้วก็ได้อบรมฝึกฝนจนเข้าใจ จนเป็น จนสามารถที่จะรับผัสสะนั้น แล้วก็รู้ตามผัสสะนั้น รู้ตามทวารต่างๆนั้น แล้วเราก็ จนกระทั่งมาถึงขั้นเอการักโข มาถึงขั้นรักษาที่จิต มีสติรักษาที่จิต เอการักโข แล้วก็มีการรักษาที่จิต ไม่ใช่อย่างเดียว อาตมาเห็นว่าเอการักโข ไม่น่าจะแปลว่าการรักษาจิตอย่างเดียว มันควรจะแปลว่า รักษาจิตอย่างสำคัญเป็นเอก รักษาจิตอย่างให้ดี ให้เยี่ยม รักษาจิตให้ดี ให้เยี่ยม เอการักโข แล้วเราก็ได้คอยรักษาจิต ได้สัมผัสทางทวารทั้ง 6 เราประกอบด้วยองค์ 6 เป็นผู้คอยระวังรักษาจิตใจ แล้วก็ละองค์ 5 ปัญจควิปหีโน เป็นการละนิวรณ์ ละอารมณ์อะไรที่มันจะเกิดกาม เกิดพยาบาท เกิดถีนมิทธะ เกิดอุทธัจจกุกกุจจะหรือเกิดยังไม่ทะลุ คือวิจิกิจฉา ยังไม่รู้รอบ ยังไม่แจ่มแจ้ง ยังมีอะไรขุ่น อะไรข้อง อะไรเกี่ยว อะไรเกาะ อะไรที่ยังไม่รู้แจ้งแทงทะลุ อะไรที่ยังไม่รู้จริงตามเป็นจริง ไม่เห็นความจริงอย่างสมบูรณ์สิ่งเหล่านั้น มันยังไม่พ้นวิจิกิจฉาทั้งนั้นแหละ เราก็ได้รู้ไป มีสติได้ตรวจได้รักษาจิตใจ แล้วเราก็พยายามกระทำสภาพที่เป็นที่พักพิง มีที่พักพิง 4 อะไรที่ได้สัมผัส อะไรที่ได้เ

อ่านต่อ

สพ อะไรที่สัมผัส อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ เราก็ได้หัด ได้ฝึกอย่างจริงจัง ได้พยายามดูว่า อันนี้นะ เราพิจารณาทั้งนั้น อันนี้ควรจะเสพอยู่ ควรจะอาศัยอยู่ มีที่พักพิง หรือมีที่อาศัย เราก็มีอะไรเป็นที่อาศัย ควรอาศัย อันนี้ต้องอดกลั้น อันนี้ต้องเว้นขาด อันนี้ต้องบรรเทา อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นที่ผู้ได้พยายามพิจารณาแล้วก็บรรเทา พยายามพิจารณาแล้วก็อาศัยพักพิง หรือจะเรียกว่าเสพ ถึงขั้นที่เรียกว่าบางสิ่งบางอย่างนี่เราต้องเสวย หรือเราต้องเสพย์ เพราะว่าธรรมดาแล้วเวทนา สัญญา สงขาร วิญญาณพวกนี้ มันต้องมีการเสวยอารมณ์ แม้ที่สุดจะเป็นอารมณ์อุเบกขา เป็นอารมณ์ที่เราได้หัดฝึกแล้ว เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี เป็นอุเบกขาก็ดี กระทบมา เกิดสุขอย่างไรละ เกิดสุขอย่างโลกีย์ เกิดสุขอย่างโลกีย์ คือต้องประกอบด้วยกิเลส กิเลส ตัณหา อุปาทาน มันมาสังขาร มาปรุงร่วม เราวิเคราะห์ออกเลย ได้หัด ได้ฝึกจริงๆ เห็นว่านี่เป็นกามมาปรุงร่วม มีพยาบาทมาปรุงร่วม มีถีนมิทธะมาปรุงร่วม แม้แต่จิตที่มันจะหรี่ๆ นิดๆ มันไม่ตื่นเต็ม มันตกผนึก มันไม่กระปรี้กระเปร่า มันไม่คล่องแคล่ว มันไม่เบิกบานแจ่มใจ พวกนี้ถีนมิทธะทั้งนั้นน่ะ อาการอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด เราเรียนรู้แล้ว เราก็ขจัดมัน ปรับปรุงมัน อดกลั้นบ้าง เว้นขาดบ้าง บรรเทาลง จนกระทั่งการบรรเทานี่แม้ที่สุด บรรเทานี่ มันที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าปัจเจกสัจจะบรรเทา แล้วเราก็ทำให้ได้ สามารถทำได้ จนกระทั่งลดละลงไป บรรเทาลงไป มีการบรรเทา บรรเทาได้ กำจัดออกได้ สละได้ สละได้แล้ว คลายได้แล้ว พ้นได้แล้ว ละได้แล้ว ปหีนานิ ละ หรือขาด หรือทำลายปหีนะ สลัดได้โดยเฉพาะแล้วก็ปฏินิสสัคถานิ แล้วก็มีปฏินิสสัคถานิ เราสลัดแล้วโดยเฉพาะ เราเคยเรียนรู้ในลำดับของอนิจจัง แล้วก็วิราคะ แล้วก็นิโรธ แล้วก็ปฏินิสสัคคะ ซึ่งเป็นสภาพที่อาตมาเห็นองค์ธรรมพวกนี้ชัดเจน แล้วว่าทุกคนฟังพระพุทธเจ้าท่านตรัสไปในสูตรนั้นสูตรนี้ อันนี้เอามาจากสูตรอานา-ปาณสติ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัค-คานุปัสสี เอามาจากอานาปาณสติสูตร ซึ่งวิธีการเรียนรู้จิต ทำจิตนี่ จนกระทั่งเข้าใจเห็นตาม รู้ตามเลย อนุปัสสี นี่หมายความว่า เห็นความเป็นจริงด้วยญาณของเราว่า อ้อ อันนี้มันไม่เที่ยง แต่ก่อนนี้เป็นหนุ่มเป็นสาว เดี๋ยวนี้ก็แก่ไป มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ไอ้โน่นไม่เที่ยง ไอ้นี่ไม่เที่ยง ไปตามคะเนคำนวณ ตามรูปธรรม อันนั้นก็เป็นอนิจจังชนิดหยาบ แต่อนิจจังชนิดลึก ที่อาตมาได้อธิบายเป็นปรมัตถ์ให้ฟังแล้วว่า เป็นความไม่เที่ยงของจิต เจตสิกของเรานี่แหละ มีกิเลสมาประกอบร่วม กิเลสมันมีขนาดเท่าไหร่ มันเป็นการอย่างหยาบ มันมีฤทธิ์แรงขนาดไหนแล้วเราสามารถตีแตก ไม่ตีแตกมัน ก็ไม่เที่ยง คือมันจะเพิ่มขึ้น กิเลสมันจะหนาขึ้น กิเลสมันจะสะสมขึ้น มันก็ไม่อยู่เท่าเก่า มันไม่เที่ยง มันสั่งสมเสมอแหละ มันก็สัมผัสแตะต้อง เมื่อสัมผัสแตะต้อง แล้วเราโง่ๆอย่างปุถุชนนี่มีอวิชชาไม่รู้เท่ารู้ทันสิ่งเหล่านี้ สัมผัสแตะต้องทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือว่าอยู่ในอิริยาบถใดๆ หรือทำตามชอบ ชอบเราก็สั่งสม แล้วสั่งสมสมใจ เอร็ดอร่อย อะไรไป โดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าตัวเองสั่งสมเอากิเลสให้หนาขึ้นๆ ท่านถึงเรียกว่าปุถุชน ปุถุชนนี่ จะกิเลสหนาตลอดทุกวินาทีแห่งวินาที เขาไม่รู้จริงๆ คุณฟังดีๆ แล้วคุณจะเข้าใจใช่ไหม เขาไม่รู้ตัวหรอก ขนาดพวกเราปฏิบัติขนาดนี้ คิดดูซิ วันๆหนึ่ง นี่ปล่อยเผลอๆ เสพนั่น เสพนี่ สะสมไอ้นี่ สมกิเลส ราคะนี่ สมกิเลสโลภ สมกิเลสโกรธ นี่สมกิเลสสมใจในอารมณ์อย่างนั้น สมใจในอารมณ์อย่างนี้ เราเอาใจใส่เท่าไหร่ เราไม่รู้ตัว แล้วเราก็สะสมมาเป็นรส เป็นชาติ โดยไม่รู้เท่า ไม่รู้ทัน นั่นมันไม่เที่ยงอย่างนั้น ทีนี้นอกจากไม่เที่ยงอย่างที่รู้อย่างนี้แล้ว เรายังทำให้มันลดจางลง เป็นวิราคะ จางคลาย มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ว่ามันไม่เที่ยงเพราะหนาขึ้นมากขึ้น เจริญขึ้น แต่นี่เราทำลดลงๆ วิราคะ ตามเห็นความลดได้จริง เรามีสังวรปธาน ปหานปธาน เกิดผลภาวนาปธาน เกิดผลจริงๆเลยว่า เราทำสำเร็จนะ นี่เราเรียนรู้แล้วเราก็เห็นจริง สัมผัสได้ แตะต้องได้ สัมผัสแล้วก็เกิดอารมณ์ตามไปถึงจิต มีสติตรวจตราไปถึงจิต รู้แต่อย่างเดียวนี่แหละ รู้แต่อย่างเดียวตามภาษาที่เขาว่า รู้อย่างเดียว เอการักโข รักษาได้ อาตมาถึงว่าไอ้รู้อย่างเดียว มันฟังแล้ว มันก็ถูกตามบัญญัตินะเอกะ มันแปลว่าหนึ่งเดียว แปลว่าเดียว อาตมาว่าเอกะไม่ได้แปลว่าหนึ่งเดียวอย่างเดียว มันแปลว่าเก่ง มันแปลว่าเยี่ยมยอด มันแปลว่าเลิศ มันแปลว่าเอก เป็นเอก เป็นหนึ่ง เป็นเด็ด เป็นเดี่ยว เป็นสามารถยิ่ง เป็นยิ่ง เอก เอกะ มันหมายความว่าอย่างนั้นได้ มันควรจะบอกว่ามีสติรักษาได้อย่างเก่งเลยที่ใจ เอการักโข รักษาที่ใจมีสติรักษา รักษาได้อย่างดี พยายามอ่าน อย่างที่อาตมาอธิบายอยู่นี่ อ่านอนิจจา อ่านวิราคะ จนกระทั่งถึงนิโรธ ตามเห็นว่า เออ ทีนี้ดับแล้วนะกิเลส อย่างน้อยก็ดับในชั่วระยะนี้น่ะ เป็นขณิกสมาธิ หรือว่าเป็นอุปจารสมาธิก็ตาม จนสามารถทำได้อย่างชำนาญ อย่างแคล่วคล่อง อย่างสม่ำเสมอ ก็ไปจนกระทั่งเป็นอัปปนาสมาธิ เดี๋ยวนี้จะรู้สึกว่าเป็นอัปปนา พยัปปนา เป็นเจตโสอภินิโรปนา นี่ ทางจิต ทางสังกัปปะ ที่เราตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ สังขารต่างๆ นานาอย่างนี้ เราก็จะมีผล ผลที่จะเป็นความแน่น ความมั่นคง ความแน่วแน่ ความมั่น ความยืนหยัด ยืนยันขึ้นมาเป็นลักษณะตั้งมั่น ลักษณะภาษาไทยนี่ มันตั้งมั่น มันแข็งแรง มันเป็นจริง เกิดจากการฝึกหัดอบรมประพฤติปฏิบัติก็ทำมันขึ้นมาจริงๆ แล้วมีปฏินิสสัคคะ อย่างที่อาตมาจะขยายความอันนี้น่ะ มันมีความสัมพันธ์กันก็เป็นปฏินิสสัคฐานิ อาตมาเห็นว่าโดยพยัญชนะตามภาษาที่อาตมาดูน่ะนะ ก็คำเดียวกันน่ะ ปฏินิสสัคคะ ปฏินินั่นแหละ โดยนั่นนิสสัคคะ ไอ้นี่นิสสัคฐานิ อาตมาก็ดูว่ารากศัพท์มันคงจะมาจากพวกสถานะนี่แหละ มันคล้ายกันแต่ว่ารูปศัพท์แล้ว มันก็เป็นการทำทวนซ้ำไป กลับไปกลับมาสลัดคืน นี่ก็แปลโดยเฉพาะแล้ว สลัดได้เฉพาะแล้ว คือมันการสลัดกลับ คือมันมีการย้อนกลับคืนย้อนทวน ปฏินิสสัคคะ ก็คือการย้อนทวน หรือแปลว่าการทำคืน แปลว่าการทำเป็นอย่างอนุโลม แล้วก็ปฏิโลมทวนกลับไป หมายความว่าดับ แล้วก็ไม่ดับอย่างนี้คล้ายๆ นี่ภาษาตื้นๆ น่ะแปลว่าดับ แล้วก็ไม่ดับ มีแล้วก็ไม่มี เป็นแล้วก็ไม่เป็น รับแล้วก็ไม่รับ เสพแล้วก็ไม่เสพ หรือไม่เสพแล้วก็เสพ มันกลับกันอย่างนี้เป็นต้น แต่ในความหมาย ที่ในระดับที่ย้อนกลับนั้นน่ะ เป็นระดับที่สูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าอย่างตื้นๆ เขินๆ ว่ามันกลับคืนอย่างปฏินิสสัคคะ นี่ก็ตาม หรือปฏินิสสัคฐานะนี่ ก็ตาม อาตมาว่ามีความหมายนัยเดียวกัน คือมีนัยที่มีทวน มีสลัดกลับ แต่ว่าลักษณะสลัดกลับเหล่านี้ เป็นความแข็งแรงที่จะคืนสู่สามัญ จะแปลว่าคืนสู่สามัญก็ยังได้ ปฏินิสสัคคะ หรือปฏิ-นิสสัคฐานิ คืนสู่สามัญ กลับคืนสู่ปกติธรรมดาสามัญเหมือนกัน เหมือนคนอื่นเขานี่ แต่ความเจริญทางจิตนั้นน่ะ ไม่ได้ถูกโลกครอบงำ ไม่ได้เป็นไปอย่างชาวโลกแล้ว กรรมกิริยากาย วาจาของเรา หรือแม้แต่ใจของเรานี่ อาจจะมีสังขารด้วย ปรุงเหมือนอย่างชาวโลกก็ได้ แต่ไม่ได้ปรุงเพื่อเสพ ไม่ได้ปรุงด้วยกิเลส ไม่ได้ปรุงเพื่อบำเรอตน ไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอัตตนียา ไม่ได้เป็นการกระทำเพื่อบำเรอตนเป็นกิเลสบำเรอตน อย่างนี้แหละ เป็นกรรมกิริยา หรือว่าเป็นลักษณะสูง นี่นัยที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายมาว่า ในการปัจเจกสัจจะบรรเทา บรรเทามาได้ แล้วก็กำจัดออก คือหมายความว่า ค่อยยังชั่ว บรรเทานี่ หมายความว่า ค่อยยังชั่วลงมาได้แล้ว หมายความว่า มันไม่แรงเหมือนอย่างเดิม มันไม่จัดจ้านเหมือนอย่างเดิม ค่อยๆดีขึ้น แล้วจนกระทั่งถึงขั้นกำจัดออก กำจัดออกได้แล้วถึงขั้นสละได้ สละได้ เอาออกแล้ว จนกระทั่งมันสละ มันหลุด มันพ้น คลายได้แล้ว มันคลี่คลาย มันเจริญขึ้นแล้ว ภาษาไทยท่านก็พยายามจะใช้นะ ปนุนนานิ แปลว่าบรรเทา มันกำจัดออกแล้วก็บุนนานิ สละได้แล้ว กะจัตตานิ คลายได้แล้ว ก็วันตานิ พ้นได้แล้ว ก็มุตติตานิ หลุดพ้นนี่วิมุตินี่ มันพ้น มันหลุด สละได้แล้ว มันคลายได้แล้ว ที่จริงจะว่ามันหลุดได้แล้ว มันไม่มีแล้ว มันขาดออกไปแล้ว ปหีนานิ ละได้แล้ว ที่จริงก็ทำลายให้ได้แล้ว ฆ่าได้ ปหีนะนี่ ประหาร ปหีนะ ประหาร ฆ่าได้แล้ว ทำลายได้แล้ว จัดการกับมันสำเร็จลงไปได้แล้ว หมายความว่า ตายแล้ว ถึงขั้นสุดท้ายขั้นที่ 7 นี่ ปฏินิสสัคฐานิ ท่านแปลเป็นไทยว่า สลัดได้เฉพาะแล้ว คือทำตัวนี้แหละ ได้อย่างลงตัว ทำได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้อย่างสำเร็จ จนกระทั่งสามารถที่จะมีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ตอนนี้ไม่มีการตายคืน ตายฟื้น ไม่มีการเวียนกลับ แต่ว่าจะเป็นอย่างชาวโลกๆ นี่เขาได้ โดยที่เสร็จแล้ว อันนี้จบ แล้วอันนี้ แม้จะยังไม่จบนี่นะ ปฏินิสสัคคะก็ดี ปฏินิสัคฐานิ นี่ก็ดี การสลัดคืน นี่ แม้จะไม่จบ ก็หมายความว่า เพราะคนนี้มีอินทรีย์พละแข็งแรง อย่างมีสภาพจริง มีของจริงเลยว่า เราได้ฝึกปรือแล้ว เราจะกลับไปเป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้นอีก โดยอนุโลมเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่โดยเรา ไม่ใช่เพื่อเราอย่างจริงใจเลยว่า เราจะรู้ว่าเราไม่โกหกชาวบ้านแล้วเราไม่ได้โกหกตัวเอง เราไม่ได้แอบเสพ แอบลิ้มเลียเป็นโลกีย-รส ไม่มีโลกียะแล้ว หรือบางที ใหม่ๆ ปฏินิสสัคคะใหม่ๆ เราสลัดคืนใหม่ๆ ก็มาหัดปรุง หัดเป็นไปอย่างโลกอีกทีหนึ่ง โดยที่เรายังไม่แข็งแรง ก็อาจทำได้อย่างไม่ปรูดปราด มันไม่อาจหาญ แกล้วกล้าอะไร อาจจะมีรั่วๆซึมๆบ้างก็ได้ นี่ เราจะต้องเรียนรู้ความจริงพวกนี้ว่า มันยังมีจิตใจวอบแวบ มันยังมีราคะ อรูปราคะ อะไรแซมๆนิดๆ หน่อยๆ นะ เราจะรู้ว่า เออ นี่เราลองดูแล้ว เราปรุงตามโลกดูบ้าง นี่ดูหนังนี่ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี เราจะเห็นเวลาเราสัมผัส แตะต้องแล้วทางตา หู หนังนี่ก็มีทางตา ทางหูเป็นใหญ่ แสง เสียง รูป ภาพ แล้วก็ดูตาม ปรุงตามไป บางทีเราก็พยายามตั้งหลักได้ หรือปรุงตามไปแล้ว เกิดสภาพอย่างที่มันมีอาการ มีอารมณ์ มีกาม มีพยาบาท เจือเข้าไปในอาการ ในอารมณ์ของเราด้วย อ้อ อย่างนี้เรายังมีนี่ เรายังเสพ เราปรุงไปให้ดูรส ดูรูปของเขา ดูสภาพของเขาว่ามันเป็นไปตามโลกๆกับเขาดูซิ เราจะเกิดอารมณ์ แล้วเราก็เกิดลักษณะลิ้น ลักษณะเสพลักษณะคอยกระลิ้มกระเหลี่ย แล้วเราก็เกิดชอบ หรือไม่ชอบ สมใจเป็นรสสมใจ อ่านอาการรสสมใจให้ได้ รสมันรู้สึกประทับเข้าไปในใจ เป็นรสที่อร่อย อัสสาทะ นี่ต้องเรียนรู้อาการลักษณะอัสสาทะพวกนี้ให้ได้ เมื่อเราไม่ได้เสพลิ้มดูดติด ไม่ได้เสพลิ้มดูดติดในอัสสาทะนั้น แต่เรารู้นะ ว่ารสอย่างที่โลกเขาสมมุติ อย่างนี้เขาว่าเป็นรสอร่อย เป็นรสชอบ รสชัง เรารู้ตามเขา อย่างนี้แรง อย่างนี้เบา รู้ตามเขา เราจึงจะสามารถที่จะรู้ประเมิน ประมาณเวลาเราอยู่กับคนอื่นๆ เขาปรุงอย่างนี้แล้วนะ อันนี้เขาว่าอร่อย อันนี้เขาว่าเจ็บปวด อันนี้เขาว่าโศกเศร้า อันนี้เขาว่าทุกข์ร้อน เราถึงจะรู้ทุกข์ของโลก ทุกข์ของคนอื่น ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นจิตที่ชาด้าน จิตคนอื่นเขาเป็นอย่างไร เราก็ไม่รู้ เขาทุกข์เราก็ไม่รู้ เขาสุขเราก็ไม่รู้ เขาสุขอย่างโลกีย์ คนในโลก ก็จะสุขอย่างโลกีย์ เขาทุกข์อย่างโลกีย์อย่างไรลืมแล้ว เราไม่รู้เรื่องเลย ถ้าเผื่อว่า เราไม่สามารถที่จะปรุงดูด้วย เราก็จะไม่มีความเจริญในโลกวิทู หรือในพหูสูต ที่เป็นลักษณะธรรมที่แท้จริง เราทิ้งมา ทิ้งได้จนกระทั่งสุดท้าย เราไม่เกิดรสปรุงกับเรา ได้แล้วปรุงสำหรับเราได้แล้ว เราจะปรุงสำหรับคนอื่นโดยที่เราไม่เสพ โดยที่เราไม่ลิ้ม ไม่ติดอีกทีหนึ่ง มันลึกซึ้งซับซ้อนขึ้นไป จะได้หรือไม่ ถ้าได้นี่แหละ สิ่งนี้แหละ เป็นสิ่งลึกซึ้ง ที่เป็นโลกวิทู เป็นพหูสูต ที่สามารถที่จะรู้ผู้อื่น เป็นปรโตโฆสะ เป็นโยนิโสมนสิการ เป็นสัมมาทิฐิชั้นสูงขึ้นไปอีกเลย จะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติอิ่นๆ เขาได้อีกมาก เพราะเรารู้เรารู้เขา เป็นผู้ที่เข้าใจจิตใจผู้อื่นได้ดี อนุโลมปฏิโลมได้ดี ไม่ใช่เป็นคนที่หยาบกร้าน เอาแต่ใจตัว รู้แต่ตัวเอง คนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่รู้จริงๆนะ ถ้าเผื่อว่าไม่เรียนรู้นี่ จะไม่รู้ คนที่เป็นปุถุชนด้วยกัน เขายังสามารถรู้ความเจ็บ ความปวด ความทุกข์ ความร้อนของกันและกันได้ดี เราเป็นคนที่ปฏิบัติเสร็จแล้วนี่ จิตใจของเราก็จะไม่เกิดทุกข์ด้วยโลกียทุกข์แล้วแบบนี้ เกิดสุขด้วยโลกีย-สุขแบบนี้ เราก็จะไม่มี เราก็จะไม่มีไปเรื่อยๆ ถ้าเราเอง เราไม่มีๆไปจนกระทั่งลืมเลือน เสร็จแล้วเราจะไม่รู้คนอื่นได้เลยว่าเขาจะมีทุกข์ มีสุขอย่างโลกๆนี้อย่างไร กลายเป็นคนที่ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ของผู้อื่นได้เลวกว่าปุถุชนธรรมดา หนักเข้า คนนั้นจะกลายเป็นคนที่ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์กับผู้อื่น แย่กว่า หรือว่าสามารถรู้จิตผู้อื่น หรือรู้อารมณ์อื่น หรือร่วมรู้กับผู้อื่นได้ ไม่มีปรโตโฆสะ ไม่มีการรู้อื่น เข้าใจอื่น รู้ใจอื่นเขาได้อีก ยิ่งกว่าปุถุชน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อันนี้แหละ เป็นความยังไม่เจริญรอบ ยังไม่สูงรอบ สายฤๅษีนี่ เลิกเลย ไม่รู้เรื่อง ทิ้งดิ่งเลย ทิ้งก็ทิ้งไปเลย ลืมก็ลืมไปเลย แล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจคนอื่นเขา คนที่มีลักษณะเจโต มีลักษณะบื่อลื่อทื่อ มีลักษณะอย่างจะเห็นได้ว่า แก้ยาก จะรู้กับคนอื่นไม่ค่อยรู้หรอกนะ มะลือทื่อ ไม่ค่อยแววไว ไม่ค่อยอะไรละ เอาแต่ใจตัว รู้แต่ภพตัว แม้แต่ของตัวเอง ก็เอาแต่ใจตัว แล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องผู้อื่น ประเมินประมาณผู้อื่นไม่ค่อยออก นี่สายเจโต จะเป็นอย่างนั้นแหละ สายปัญญา นี่รู้ผู้อื่นได้ดี แววไว แล้วก็เปลี่ยนแก้กลับ แก้กลับ เพราะฉะนั้น สายปัญญา จึงสอนผู้อื่นได้ดี แต่ลักษณะเจโต ก็เป็นตัวอย่างดีเหมือนกัน เป็นตัวอย่างที่เรียกว่ามะลึ่มทึ่ม ไม่ทุกข์ ไม่สุขดีๆ เป็นลักษณะสะอาด เป็นลักษณะไม่หวั่นไม่ไหว เป็นลักษณะแข็งแรงดี เป็นตัวอย่างอันนั้นดีเหมือนกัน แต่ทีนี้สายปัญญา นี่ แหม บางทีนี่ ทำให้คนเข้าใจผิดด้วย ยิ่งคนที่มีลักษณะแววไว ปัญญาไวแล้ว ที่จริงใจสะอาดแล้วนะ ท่านก็ฝึกปรือไป ท่านก็จะสลัดกลับ ท่านจะปรุงร่วม ท่านจะทำอะไรต่ออะไรได้เร็ว คนไม่รู้เท่ารู้ทันนี่นึกว่าท่านเองท่านเป็นกิเลสของท่านเองเลย เหมือนกับท่านเอง เอ๊ ปุ๊บปั๊บๆเหมือนกับกิเลสตอบรับทันทีๆ นี่ก็เข้าใจท่านได้ยากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ลักษณะบรรเทา ปัจเจกสัจจะบรรเทา ในระดับที่มีบรรเทาได้ มีกำจัดออกได้ สละได้ คลายได้ เบาบางได้นี่นะ วันตานิ จนกระทั่งพ้นได้ หรือหลุดได้ มุติตานิ แล้วก็ทำลายได้ ละได้แล้ว ท่านแปลในภาษาไทยนี่ว่าละได้แล้ว ปหีนานิ มันทำลายได้แล้ว มันฆ่าได้แล้ว สุดท้ายปฏินิสสัคฐานิ สลัดได้เฉพาะแล้ว คำว่าสลัดได้เฉพาะนี่ ก็ใช้ภาษาไทย อาตมาพยายามที่จะให้เข้าใจชัดดี ใช้ภาษาขึ้นมาเพื่อที่จะให้มันรอบรัดว่า เราทำได้เฉพาะเรื่องเฉพาะอัน เฉพาะสิ่ง ไม่ใช่ไปเลอะๆละๆ ทำลายส่วนดีของจิตวิญญาณ จะทำลายเวทนาในเวทนาก็คือ เวทนาที่เป็นทุกข์ เป็นสุข ไม่ใช่ไปทำลายอะไรอื่นอีก ทั้งๆที่เวทนาคือสภาพอุเบกขา เวทนาที่ทำได้แล้ว อาศัยอุเบกขา แล้วก็อุเบกขา ไม่ใช่อุเบกขาเด๋อด้วย อุเบกขานี่ รับรู้ แววไว สามารถที่จะปรับปรุงอะไรต่ออะไรได้ แต่จิตนี้ก็เฉย หรือว่าจิตนี้ ก็วาง จิตนี้ก็ขาดจากลักษณะที่กิเลสจะเข้ามาแทรกตัว วางขาดเฉยจริงๆ แต่ปรุงปรุงได้ ปรุงรส ปรุงรูป ปรุงอะไรตามโลกได้ด้วยนะ อุเบกขานี่ ไม่ใช่ว่าปรุงไม่ได้ นี่แหละมันซ้อน ไม่รู้ว่าจะใช้ภาษาอะไรได้ มันกลับไปกลับมา เหมือนย้อนแย้ง แต่คุณพิสูจน์แล้วปฏิบัติดูเถอะ เพราะฉะนั้น เพื่อผู้อื่น หรือทำกับผู้อื่น เล่นกับคนอื่น อย่างที่อาตมาเคยยกตัวอย่าง ง่ายๆ เหมือนอย่างกับผู้ใหญ่นี่ ไปเล่นตุ๊กตา ไปเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงกับเด็กนี่ ที่จริงเราปรุงเหมือนกับสนุกสนานสุขนะ เข้าใจเด็กให้ได้ว่า เขาสนุกอย่างนี้นะ เขามีรสชาติ เล่นหม้อข้าวหม้อแกง เออ อย่างนี้นะ สนุกอย่างโน้นอย่างนี้ แต่เราจริงๆนี่ เราไม่ได้สนุกกับเด็กเลย ในจิตลึกๆเราไม่ได้สนุก แต่เราก็มีท่าทีปรุงย้อมไปในจิตใจ เข้าใจจิตใจเด็กได้ เหมือนกับเด็กได้ ปรุงดี เข้าใจดี หรือที่อาตมายกตัวอย่าง ก็เหมือนกับแม่ครัว แม่ครัวจะปรุงอาหารให้แก่คนอื่นให้กินนี่ โอ้ รู้รสกลมกล่อมนะ รสอย่างนี้แหม ทั้งหวานทั้งหอมทั้งมันอะไรดี ปรุงได้ หยั่งเข้าไปถึงจิตเลย ถ้าคนนี้นี่นะ ต้องปรุงอย่างนี้ให้เขา เขาชอบ เขาได้ละ รสนี้เลย คนนี้รสนี้ หรือว่าขนาดนี้ ส่วนทั่วไป ขนาดนี้ ปรุงได้ขนาดนี้ แต่ตัวเองนะเฉยๆ ไม่ได้ดูดได้ซับ ไม่ได้ติดเลย ปรุงอาหารนี้ให้คนนั้นคนนี้ ให้คนนั้น ให้คนอื่นเขารับไป ตัวเองก็มากินของตัวเองธรรมดา ตัวเองก็มากินอะไรก็ได้ กินอย่างนั้นก็ได้ กินอย่างที่ปรุงนั่นก็ได้ ไม่กินอันนั้นก็เฉยๆ ไม่ได้ติดใจ ไม่ได้โหยหาอาวรณ์ ไม่ได้อาลัยอะไร ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชังอะไร แต่เราจะกินอะไรก็ได้ อันนั้นไม่กินก็ได้ ไม่ได้ติดใจว่าเราจะต้องกินอร่อยๆ อันนั้นนะ ที่ปรุงอันนั้น ไม่ได้แอบเสพ แอบลิ้มเลียอะไรเลย แต่รู้ แต่ปรุงได้ เข้าใจจิตใจคนอื่น จะเป็นอย่างเรา เอร็ดอร่อยอย่างโน้นอย่างนี้นะ อร่อยวิเศษนะ อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็ได้ กินเหมือนอย่างกับเขาได้ อยู่กับสังคมได้ มีอะไรกับเขาได้ แต่สลัดเฉพาะ ฆ่าเฉพาะกิเลส ส่วนที่เราฆ่า ส่วนที่ทำลายที่เป็นตัวการจริง เป็นตัวใจ ตัวที่กิเลสจริงนั้นได้สะอาดบริสุทธิ์หมดสนิท ดับสนิทได้ อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่จะต้องเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ อาตมาพูดไปแล้ว ก็สามารถที่จะยืนยันกับพวกเราได้เลยว่า จริงๆแล้วทุกวันนี้ อาตมาไม่เห็นว่า ใครเขาจะมีความเข้าใจหรือไม่มีความรู้ในเรื่องปรมัตถ์เหล่านี้ ที่จะเอามาวิเคราะห์วิจัย หรือเอามาบอกเราได้ แล้วเราก็จะได้เรียนรู้ปรมัตถ์ตัวนี้ เจตสิกอย่างนี้กัน จนกระทั่งสามารถเป็นได้จริงๆ ผู้นั้นจึงจะแกล้วกล้าอาจหาญ เข้าสู่บริษัทแกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมกับบริษัท สามารถที่จะอยู่อาศัย มีจิตหรือว่ามีป่าในหัวใจ มีเสนาสนะอันสงัดในหัวใจได้อย่างสมบูรณ์ ทรงวินัย มีสภาพที่เชื่อมั่น สามารถที่จะเข้าสู่บริษัท ที่จะแกล้วกล้าอาจหาญ แสดงธรรมต่อบริษัท แล้วก็มีวินัย ฝึกปรือนัยอันลึกซึ้ง ทั้งหลักการ หลักเกณฑ์ ทั้งธรรม ทั้งวินัยอะไรก็ใช้เรียนรู้ แล้วก็ไม่ละเมิดไม่ผิดไม่พลาด จนจิตใจของเรา ก็เสพเสนาสนะอันสงัด คือจิตใจก็ยังอยู่สงัด จิตใจก็สบายจริงๆเลย มีฌาน มีวิมุติอย่างสมบูรณ์ เป็นศรัทธินทรีย์ เป็นศรัทธาพละ เป็นศรัทธาที่ประกอบบริบูรณ์ด้วยองค์นั้นๆไป จนถึงขั้นบริบูรณ์สุด แต่จิตใจที่จะเป็นอย่างนั้นได้ แกล้วกล้าอาจหาญที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในศรัทธาสูตร นี่แหละ ที่แกล้วกล้า อาจหาญเข้าสู่บริษัท เข้าสู่บริษัทนี่เราจะต้องเข้าใจนะ มีอีกอันหนึ่ง อยากจะขยายความอสังสัคคะ อสังคณิกะ กลับเข้าสู่บริษัท นี่ ไม่รู้เขาใช้ภาษาอะไร แต่ใช้คำว่าบริษัท บริษัทนี่ บริษัทแน่เขาสู่บริษัท คือคลุกคลีกับบริษัทนะ เข้าสู่บริษัท นี่ หมายความว่า คลุกคลีกับบริษัท อสังสัคคะ หรืออสังค-ณิกะ เขาแปลว่า ไม่คลุกคลีกับหมู่ชน หมู่ชน หรือบริษัทนี่แหละ สองคำนี้แหละ อาตมาอยากจะเอามาขยายความกันว่า เขาติดในพยัญชนะเท่านั้น แต่ไม่เข้าใจถึงธรรมะ ไม่เข้าใจถึงปรมัตถ์ ไปแปลว่าไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องในหมู่ชน ในเบื้องต้นจริง ไม่คบพาล ตั้งแต่มงคลสูตรข้อแรกเลย ไม่คบพาล อเสวนา จ พา-ลานัง ไม่คบคนพาล ไม่คลุกคลีคนพาล ไม่เกี่ยวข้องคนพาล หมู่คนพาล หรือหมู่คนที่ไม่ดี ไม่ใช่กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย แน่นอน เราจะต้องพรากก่อน ในระดับที่ต้นๆ นี่ เราอยู่กับหมู่นี้ ดึงดูดเราไปแน่ เราอยู่กับหมู่นี้ เราไม่แข็งแรง ต้องพรากไม้ที่ชุมด้วยยางแน่ อันนี้ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องถูกแล้ว คนนะ จะแปลว่าหมู่ชน หรือหมู่คน หรือคณะ หมู่ชน อสังสัคคะ ที่จริงสัคคะหมายความว่าสวรรค์ด้วยซ้ำ สัคคะนี่หมายความว่าสวรรค์ ไม่ไปอยู่ในสวรรค์ลวงของโลกเลย หรือไม่พยายามเข้าไปเสพสวรรค์กับโลก ไม่คลุกคลีสวรรค์ของโลก อันนี้จะไปสนุกสนาน จะบันเทิง ยังไม่บันเทิงก่อน พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางก่อนอันนี้ตกลง อันนี้อาตมาว่าถูกต้อง แต่เมื่อเวลาเราปฏิบัติเข้ามาแล้ว จนกระทั่งถึงขั้นเข้าใจปฏินิสสัคคะ เข้าใจปฏินิสัคฐานิ อะไรพวกนี้ขึ้นมา สำคัญพวกนี้แล้วนี่ นี่ใช้ปริสาวจโร อวจร นั่นเอง อวจร ก็หมายความว่า เข้าไป ดำเนินไป ไปโคจร ไปสัมพันธ์อยู่ทีเดียวละ ปริษัท ก็คือบริษัท ปริสาวจโร เข้าสู่บริษัท บริษัทนี่ หมายความว่าหมู่ชน คน กลุ่มคน คณะนี่แหละ คณะแท้ๆเลย แต่เราเรียกคณะหมู่ชน ที่เป็นอสังสัคคะ หรืออสังคณิกะ คณะนี่ คณิกะนี่ หมู่คนนี่ เราจะต้องรู้อย่างที่อาตมาพูดนี่ อธิบายก่อนว่า เราไม่เข้าไปคลุกคลีด้วยหมู่คนพาล ด้วยหมู่คนที่เราเองไม่มีอินทรีย์พละพอ เอ้า ตกลง ใช่ เบื้องต้น ต่อมาเราสามารถอยู่กับหมู่คนดี มีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย เรียกว่าคบบัณฑิต แล้วก็มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี พรักพร้อม นี่เราต้องคบ แล้วเวลาเราจะเข้าสู่บริษัท ก็คือบริษัทหมู่เรานี่ก่อน ปริสาวจโร เข้าสู่บริษัท ก็ต้องพยายามคลุกคลีเกี่ยวข้องกับหมู่เรานี่แหละ เพราะว่าหมู่เรานี้ ไม่ใช่หมู่โจร ไม่ใช่หมู่พาล บัณฑิต หรือมิตรดี อย่างน้อยก็กัลยาณมิตโตกัลยาณสหา-โย กัลยาณสัมปวังโก อันนี้ท่านไม่ได้ข้าม แล้วเราก็พยายามที่จะเข้าสู่บริษัท หรือเข้าคลุกคลีเกี่ยวข้องกับพวกเราให้ได้ ปริสาวจโร เข้าสู่หมู่เราให้ได้ จนเราแกล้วกล้า อาจหาญ จนเราอยู่กับหมู่กลุ่มพวกเรานี่ เรามีนัยอันยิ่ง ทรงวินัย มีทรงสภาพที่มีนัยอันยิ่ง หรือแม้แต่หลักเกณฑ์วินัยอะไร เราก็ไม่ละเมิด สามารถปฏิบัติได้ตามหลัก ตามเกณฑ์ กระทบสัมผัสรักษาจิต รักษาใจอะไรมาตั้งแต่ต้นนี่แหละ สามารถที่จะละองค์ 5 สามารถที่จะประกอบเป็นองค์ 6 สามารถที่จะรักษาจิต รักษาใจด้วยสติอย่างเก่ง เอการักโข สามารถมีที่พักพิง มีที่อาศัย 4 พิจารณาแล้วเสพบ้าง พิจารณาแล้วก็อดกลั้น พิจารณาแล้วก็เว้น พิจารณาแล้วก็บรรเทาได้ แล้วก็สามารถที่จะทำบรรเทาส่วนตน ปัจเจกสัจจะนี่ ฟังให้ดีนะ ตัวนี้สำคัญ นั่นหมายความว่า เรามีสัจธรรมที่เป็นส่วนเรา ปัจเจกสัจจะบรรเทา บรรเทาได้ ลดได้ ละได้ ขาดได้ อย่างที่ว่าเมื่อกี้ กำจัดได้ สละได้ คลายได้ หลุดได้ พ้นได้ ฆ่าได้ หรือว่าละได้แล้ว หรือว่าทำได้ สลัดได้เฉพาะแล้ว ทำออกไปได้จริงๆเลย แล้วเราก็รู้ของเราด้วย เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหิ หมายความว่าปัจเจกสัจจะของเรา แล้วเราก็มีปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ สามารถรู้ของเรา โดยตัวเราก็รู้ วิญญูก็คือธาตุรู้ ธาตุวิญญาณที่มันรู้ด้วยญาณ มีญาณอยู่ในนั้น มีญาณของเรา รู้ของเรา เข้าใจอะไรของเราเองเลย เป็นปัจเจกสัจจะ แล้วก็สามารถทำบรรเทา จนสามารถถึงขั้นสลัดได้เฉพาะ มีอาการมีสภาพพวกนี้จริง ให้เราได้เรียนรู้เลยนะ สามารถให้เรียนรู้เลย แล้วเราก็พยายามปฏิบัติ เมื่อเข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าในบริษัท ทรงวินัย แล้วจิตใจก็เสพเสนาสสะอันสงัด ภาษามันก็ดูภาษาเขื่องๆนะนี่ แต่นัยที่ลึกซึ้ง ความหมายที่ลึกซึ้ง สภาพที่ลึกซึ้งนั้น มันไม่ได้หมายความว่าไปออกป่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน