อักขรนิทัสสน์ บาลี-ไทย โดย สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
อักขรนิทัสสน์ บาลี-ไทย โดย สมณะโพธิรักษ์
• มีคำถามจากเด็กนักเรียนสัมมาสิกขาถามเมื่อ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกันครับ ตอบ : ถามว่า ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน ถ้าจะตอบตามประสาหลวงปู่ ซึ่งไม่ใช่นักศึกษา ไม่เป็นนักวิชาการเลย เป็นแค่ผู้จริงใจบอกได้เท่าที่ตนรู้ ก็ตอบได้ แต่หลวงปู่ตอบอะไรก็มักจะวน ออกจะดูยาก มากเรื่อง รุ่มร่าม เพราะหลวงปู่มักจะตอบละเอียดๆ ลึกลงๆ กว้างออกไปๆ ต่อเชื่อมกันไปๆ และวนไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็จะซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนที่สลับซ้อนซับลับลึกหลากชั้นหลายเชิง จึงไม่ค่อยจะเหมือนใคร ก็ต้องขออภัยจริงๆ ที่หลวงปู่เป็นคนแบบนี้ อีกอย่างที่สำคัญยิ่ง คือ หลวงปู่เรียนมาน้อย อ่านมาน้อย ได้ยินได้ฟังจากท่านผู้รู้ โดยเฉพาะผู้รู้ที่ท่านมีแบบแผน มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐาน มีนักรู้ มีสถาบันต่างๆมากมายรับรองกัน ส่วนหลวงปู่นั้นรู้น้อยเรียนด้อยจริงๆ ไร้สถาบัน ไร้ผู้รับรอง หลักเกณฑ์ก็ดี หลักฐานอ้างอิงก็ดี ก็ไม่เหมือนเขา มันเป็นของตนเองมาก่อนเก่า รู้ว่าตนเองมีสิ่งที่รู้อย่างนี้ๆ ซึ่งไม่ค่อยจะเหมือนท่านผู้รู้อื่นๆในยุคนี้ ที่พูดที่แสดงออกไปจึงไม่ค่อยจะสอดคล้องกับท่านผู้รู้ที่คนทั้งหลายนับถือกัน หรือไม่เป็นไปตามที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายท่านเชื่อกันสอนกัน ถ่ายทอดกันมา และท่านผู้รู้ทั้งหลายก็ไม่รู้กันว่า มันได้ผิดได้เพี้ยนกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงวันนี้ มันได้ผิดไปจากสัจจะของพระพุทธเจ้าเกือบหมดสิ้นไปแล้ว เหลือเชื้อสัจจะอยู่แค่บันทึกเป็นหลักฐานพระไตรปิฎก เท่านั้น กระนั้นก็ยังให้ความหมายหรือแสดงอุเทศข้อธรรมในพระไตรปิฎก แตกต่างกันออกไปมากแง่มากเชิงเสียอีก มันก็ยากมากที่จะนำเอาสัจจะที่ถูกต้องแท้จริงเป็นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้ากลับคืนมาให้คนทั้งหลายยุคนี้ยอมรับกันได้ เมื่อท
อ่านต่อ
่านผู้รู้ได้หลงไปยึดเอาความผิดเพี้ยนเป็นความถูกต้องเสียแล้ว หลวงปู่พูดถึงความถูต้องขึ้นมา จึงมีความเห็นแย้ง และว่าหลวงปู่นอกลู่นอกทาง ผิดเพี้ยน สุดโต่ง หรือถึงขั้นว่า นอกรีตศาสนาพุทธ บ้าๆบอๆปานนั้นเลย ความเป็นจริงเหล่านี้ หลวงปู่เข้าใจดี และรู้ชัดเจนยิ่งอยู่แล้ว ไม่ได้งง ไม่ได้สงสัยใดๆเลย ว่า เขาเป็นกันเช่นนั้นแล้วจริงๆ และยึดมั่นถือมั่นกันอย่างหนักอีกด้วยนะ จึงจำเป็นต้องรับ“สมมุติสัจจะ”นั้นๆด้วยดุษณี และด้วยการเป็น“ผู้แพ้”อยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน พยายามอุตสาหะพากเพียรที่จะสาธยายพุทธสัจจะ ที่จะสังสาธิบายพุทธสัจจะ ที่จะบอกไปเรื่อยๆ อธิบายไปเรื่อยๆ และอ้างอิงหลักฐานต่างๆยืนยันไปเรื่อยๆ ส่วน“ปรมัตถสัจจะ”ที่เป็น“สัญญายะ นิจจานิ”ของหลวงปู่นี้ มันก็มีจริงๆ และหลวงปู่ก็รู้ว่ามันแตกต่างไปจากท่านผู้รู้ทั้งหลายในทุกวันนี้รู้กันอีกอย่างหนึ่ง ที่หลวงปู่มั่นใจว่านั่นเป็นโลกียภูมิ ส่วนที่หลวงปู่รู้นี้เป็นโลกุตรภูมิ มันจึงแตกต่างกันแล้ว ก็เป็นจริงตามธรรมดา หลวงปู่ก็ขอตอบด้วยความจริงใจ จากคำถามของหนูเด็กน้อยผู้นั้นเป็นขั้นต้นก่อนแล้วกัน ว่า ไข่เกิดก่อนไก่ ได้ตอบคำถามของหนูน้อยที่ถามมา เสร็จจบเรื่องตามที่หนูน้อยต้องการรู้ไปแล้วนะ นี่เป็นขั้นตอนหนึ่ง จบไปแล้วนะ ทีนี้ ความรู้ขั้นละเอียดยิ่งขึ้นต่อไป มันก็ยังมีอีก หลวงปู่ก็ขอออกตัวก่อนว่า ต่อไปนี้ ที่หลวงปู่จะแสดง ออกไปต่างๆทั้งหลายนั้นมันเป็นความจริงใจ เป็นความเข้าใจ ของหลวงปู่ที่มั่นใจว่าถูกต้อง ว่าจริงแท้ ว่าตรงตามเนื้อหาสาระสำคัญของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงสอนไว้ หลวงปู่มีความรู้จากพระพุทธเจ้ามาว่า พัฒนาการของ“พลังงาน”ต่างๆ เริ่มด้วย อุตุนิยาม เส้าที่ ๑ แล้ว จึงเป็นพีชนิยาม คือเส้าที่ ๒ และจิตนิยาม เป็นเส้าที่ ๓ อุตุนิยามก็ดี พีชนิยามก็ดี พลังงานหรือกิริยาของมันยังไม่ผูกพัน“เป็นกรรม-เป็นวิบาก”ที่จะจองเวรกันอัน “มีรักมีชังกับตัวตนอื่น” จึงชื่อว่า“พลังงานที่ยังไม่มีกรรมครอง-พลังงานที่ยังไม่มีวิญญาณครอง” จึงเป็นพลังงานที่ยังไม่สามารถจะเรียนรู้“กรรมนิยามและธรรมนิยาม”(แม้แต่“คน”ก็เถอะที่เป็นอเวไนยสัตว์อยู่ ก็ยังไม่สามารถจะเรียนรู้โลกุตรธรรมได้) ความเป็น“๓ เส้า”นั้นจะมีพลวัตและทั้งสังขาร ทั้งปฏิสังเคราะห์กันอยู่ในตัวเองและกับตัวอื่นอีกด้วย อย่างลึกซึ้งซับซ้อนยิ่ง มีทั้งในวงแคบ มีทั้งในวงกว้าง และมีทั้งในความลึกในความตื้น มีทั้งความยอกย้อนสลับไปสลับมาอย่างเป็นระบบ ผู้รู้ไม่ชัดไม่ละเอียดก็จะสับสนปนเป อักษรบาลีกับอักษรไทย ใกล้เคียงกันมาก แทบจะกล่าวได้ว่า ไทยเอารากฐานตัวอักษรมาจากบาลีเป็นต้นเค้าทีเดียว ซึ่งมีนักโบราณคดีมากมายหลายท่านที่ศึกษาเรื่องนี้กันและรู้มากกว่าหลวงปู่ด้วย ซึ่งหลวงปู่ไม่บังอาจไปโต้ไปแย้งอะไรกับท่านเหล่านั้นดอกนะ เพียงแต่ขอแสดง“ความจริงใจ ตามภูมิของตนเอง”บ้างเท่านั้น จะมีก็แต่มั่นใจว่าที่ตนแสดงออกต่างๆนั้นเป็นความถูกต้อง ไม่เป็นความผิดอย่างแน่ใจมั่นใจของตนเอง จึงยืนยันแข็งแรง จนออกจะดุดันนั่นแล ก็ต้องขออภัยที่แรงไปหน่อย ก็มันจริงใจ!! มันมั่นใจจริงๆหงะ!!! ดังนั้นใครเห็นว่า มีอะไรพอจะรับได้ ใช้ได้ก็ยินดียิ่ง ก็อนุโมทนาจริงๆ เอาล่ะ ..ทีนี้ก็มาสาธยายกันต่อ มาไล่กันไปแต่ต้น ความเป็นอักษรแต่ละตัว จะมีความเป็นพลวัตและทั้งสังขารทั้งปฏิสังเคราะห์กันอยู่ในตัวเองและกับตัวอื่นอีกด้วย อย่างลึกซึ้งซับซ้อนยิ่ง อักษรบาลีทั้งหมด มี ๓๓ ตัว ได้แก่ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ฌ ญ ฏ ฐ ฒ ฑ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม กับเศษวรรคอีก ๘ ตัว ได้แก่ ย ร ล ว ส ห ฬ ํ (อัง) ขอย้ำนะว่า ที่สาธยายไปนี้..“จริงใจ ตามภูมิ” บอกให้นิดหนึ่งว่า หลวงปู่ไม่ได้เดา แต่เอามาจาก“ภูมิเดิม-สภาวะเก่าเดิม”ที่มีติด“สัญญาของตน”มา ซึ่งก็ไม่ใช่จะควักออกมาแสดงได้อย่างพรวดพราดตามปรารถนาทีเดียว มันก็ค่อยๆขึ้นมาทีละจำนวน ยืนยันได้แต่ว่า ไม่ใช่ความคิดบวกลบคูณหารกันขึ้นมา(solve) ไม่ใช่คิดค้น ได้มาใหม่(จินตนาการ) ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาใหม่(สังขาร) ใดๆ เพราะถ้าปรุงแต่งใหม่ มันคงไม่มีหลักฐานอ้างอิง จากประวัติศาสตร์และตำนานเดิมเก่า ของผู้อื่นที่เป็น เจ้าของผู้ค้นพบมาก่อน อันมีมาแล้วเดิม มีมาเก่าก่อนเรา คิดได้ แม้ผู้ที่ยืนยันว่าตนสามารถ“ค้นพบใหม่” แต่มันมีของเก่าอยู่ในตำนานเก่าแท้ๆ อ้างอิงตรงกันได้ และสื่อตรงกัน ใช้ตรงกัน มีคุณค่าประเสริฐดีแท้ตรงกัน และแปลกพิเศษเหมือนๆกันจริงๆ แล้วจะถือว่า “ของใหม่”ที่ผู้อ้างว่าตนค้นพบใหม่นี้ เป็นของตนค้นพบคนแรกได้กระนั้นหรือ? ถ้าใครจะเชื่อว่า“ความรู้”และ“ความจริง”ที่ปฏิบัติได้ “ทวนกระแสโลกีย์” เป็น“โลกุตระ”ดังที่หลวงปู่นำพาเรียนกัน-ปฏิบัติกัน กระทั่งเป็น“คนจน”ผู้อยู่อย่างเป็นสุขสงบอบอุ่นแบบชาวอโศกเป็นกันอยู่ในสังคมปัจจุบัน เห็นได้โทนโท่ ไม่ไปหลงความเป็น“คนรวย”ก็ดี เป็นสังคมสาธารณโภคีที่มีจริงเกิดจริง ซึ่งมาตรวจสอบได้กันเลย(เอหิปัสสิโกตามสวากขาตธรรมของพระพุทธเจ้า)นี้ มันเป็น“ความรู้ยิ่ง”ของหลวงปู่ค้นพบเอง ..หลวงปู่ก็คือ“เจ้าของความรู้-ความจริงนี้,เจ้าของโลกุตรธรรมนี้”เท่านั้นสิ!!!!!! (นอกจากคนผู้ไม่เชื่อว่า คุณสมบัติของชาวอโศกว่า เป็น“โลกุตรธรรม” เป็น“ธรรมะทวนกระแสโลกีย์”เท่านั้นแหละ) หลวงปู่ไม่รังเกียจที่จะเป็นดังว่านั้นเลยนะ! แต่“ความจริง”มันยังไม่ใช่ หลวงปู่ยังเป็นแค่โพธิสัตว์ ขั้น ๗ เพียงเอาของพระพุทธเจ้ามาสืบสาน มาแสดงไว้ในยุคกาลพุทธกัปป์ของพระพุทธเจ้าสมณโคดมพระองค์นี้เท่านั้น ซึ่งมันก็เป็น“โลกุตรธรรม”ได้จริงๆ เป็น“สังคมคนจนมหัศจรรย์”ที่ชาวอโศกเป็นกันได้ แม้จะแค่นี้ ซึ่งใครจะเชื่อว่า มันๆไม่ได้ดีเด่อะไรดอกก็ตาม แต่มันก็คือ “โลกุตรธรรม” ที่จริงใจว่า “ขาดทุนของเรา”คือ“กำไรของเรา”ซึ่งมีความสุขสงบอบอุ่น เรียบร้อย ง่ายงามแบบที่ชาวอโศกเขายินดีเป็นกัน อย่างอิสระเสรี จริงๆ หรือใครยังเห็นว่า ชาวอโศกกดข่มฝืนทำ(แบบสมถะ) หรือเราเสแสร้ง“ทำเท่”กันเท่านั้น ก็แล้วแต่ใครจะพึงคิดไป เอาล่ะ ..ขอยืนยันไว้แค่นี้ ขอสาธยายเนื้อหาต่อแล้วกันว่า “ความรู้-ความจริง” ที่เป็น“โลกุตรธรรม”ดังที่ชาวอโศกปฏิบัติได้-เป็นได้จริงนี้ หลวงปู่เองขอยืนยันอย่างจริงใจว่า หลวงปู่ไม่ใช่“เจ้าของ”ผู้ค้นพบ“ปัญญา-สัจจะ”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”นี้แน่ หลวงปู่ เอามาจากของพระพุทธเจ้าจริงๆ หลวงปู่ไม่ใช่ผู้ค้นพบ “ความรู้-ความจริง”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”ได้ใหม่เองหรอก เพราะถ้าเราค้นพบได้ใหม่ มันคงไม่มีหลักฐานอ้างอิงจากประวัติศาสตร์และตำนานเดิมเก่าของผู้อื่นอันมีมาแล้วเดิม มีมาเก่าก่อนเราคิดได้ ที่เราจะคิดขึ้นมาได้นี้แน่ แต่นี่เป็นของเดิมเก่า ซึ่งยังมีหลักฐานให้นำมายืนยันอ้างอิงเท่าที่ได้ยืนยันอ้างอิงมาแล้วต่างๆนั้นจริงๆ ตามที่หลวงปู่มั่นใจและได้ยืนยันอ้างอิงมานั้น ซึ่งถ้าเป็น“ความค้นคิดใหม่เอง”ที่เป็นโลกุตรธรรมถึงขั้นนี้ได้ หลวงปู่ก็คงจะหลงระเริงภาคภูมิใจยิ่งกว่านี้แน่ เพราะมันเป็น“ภูมิรู้ของตนเอง” ซึ่งเป็น“อุตตริมนุสสธรรม”จริงๆ เป็น“ภูมิรู้”อันยิ่งใหญ่ ทวนกระแสโลกีย์ มันยินดีจริงใจที่มาเป็น“คนจน” ไม่เอา“ความรวย”จริงใจ มันเป็นสุขใจอยู่ได้ด้วย“ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” ซึ่งเป็น“คุณวิเศษ”จริงๆ หลวงปู่ไม่มีทางคิดขึ้นมาเองได้ จึงขอยืนยันว่า ไม่ใช่ของตนเอง ของพระพุทธเจ้า ของพุทธศาสนาที่หลวงปู่ได้เรียนรู้มาจากหลายๆชาติมากๆๆๆๆ นับเป็นกัปป์ๆกันทีเดียว เป็นอสงไขยชาติ ถ้าใครว่า“ภูมิรู้”ที่หลวงปู่แสดงอยู่นี้เป็นของหลวงปู่คิดเองขึ้นมาได้ หลวงปู่ก็น่าจะได้รางวัลโนเบลสิเนาะ! แต่มันไม่ใช่.. มันเป็น“ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เป็นพุทธศาสนาตรงกันอย่างเดียวกัน”แท้ๆ หลวงปู่ได้เรียนรู้ต่อทอดมาเป็นความรู้ของพุทธศาสตร์ ชาติแล้วชาติเล่า จนกระทั่งถึงชาตินี้จริงๆ ซึ่งก็ ชาตินี้ก็ยังไม่ได้สูงสุดอะไร แค่โพธิสัตว์ระดับ ๗ ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นพระโพธิสัตว์ระดับ ๗ ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้มังกุ ไม่ได้“ขี้จุ๊”ใครเลย ก็คงมีเพียงผู้ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ รับไม่ได้ แล้วก็ไม่รับ หรือไม่ก็หมั่นไส้บริภาษหนักจมธุลีกันไปเลย ก็เท่านั้น เอาล่ะ ..สาธยายต่อ วรรค ๑ ก ก็ดี ข ก็ดี ค ก็ดี ฆ ก็ดี ง ก็ดี ล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว ของแต่ละตัวทั้งนั้น ที่แตกต่างกัน และคล้ายกัน ทว่ามีความหนัก-ความเบา ความมาก-ความน้อยที่ต่างกัน ก มีลักษณภาวะ ก่อ เกิด กอ กก ก่อน ฯลฯ ก ก็คือ เริ่ม,เริ่มก่อ,เกิดก่อนอะไรๆ,เริ่มมีขึ้น,เป็นภาวะพลังงานของ“จิตนิยาม ๓ เส้า” ต้นรากครบ ตัวแรก ก คือ ต้น คือ กก แปลว่า อันแรก,ภาวะแรกที่ปรากฏ กก แปลว่า ต้น,แรก,เริ่ม หรือ อันเริ่มก่อนใดๆ กก คือ ต้น ตอต้น เช่น ลูกกก คือลูกหัวปี สรุปสั้นๆ ก ก็คือ มีภาวะที่เกิดขึ้นก่อนอะไรๆ คือ กย กลล กมม สัก เป็นต้น ซึ่งจะมีอื่นๆอีกมากมาย ส่วน ข คือ หมดลง,ว่าง,ขาดหายไป,สิ้นไป,ไม่มี, ขยะ,ขีณ,ขีน,ขวาง,ขว้างออกไป และอื่นๆอีกมากมาย ก กับ ข จึงเป็นคู่แรก คืออักษรที่หมายให้รู้ภาวะแห่ง ก.ก็เกิด ข.ก็ตาย ซึ่งคือ ๒ ใน ๓ เส้าของไตรลักษณ์ ถ้าเกิดแล้วจะยังไม่ตาย ก็ต้องมีอะไรต่อไป มีอะไรดำเนินต่อ จึงใช้อักษร ค ยังเคลื่อนต่อ เป็นอักษรต่อมา ค คือไม่หยุด ดำเนินไป ยังชีพไปอีก คือพลังงานที่ยังไม่สิ้นไม่สุด หรือการเดินต่อไปอยู่ การต่อเนื่องไป พลังงานหรือกิริยาที่ยังมีต่อไป ยังเคลื่อนที่ต่ออยู่ “๓ เส้า”แรกของสภาวะจึงได้แก่ “ก,ค,ข”หมายถึง พลวัตของลำดับไตรลักษณ์“การเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” แต่ถ้าเรียงอักษรหรือพยัญชนะ มันจะเป็น “ก,ข,ค” ความสลับซับซ้อนเกิดขึ้นตรงนี้เอง ระหว่างอักษร หรือพยัญชนะ กับสภาวะ เพราะ“การตั้งอยู่”นั้นคือ สภาวะที่ยังมีการดำเนินไป ยังมีภาวะนั้นๆอยู่ ยังไม่ดับสิ้นสูญ จึงชื่อว่า“ตั้งอยู่” มันคือ ค ยังดำเนินอยู่, แล้วจึงจะดับไป อันหมายถึง ข มัน“ยังไม่ดับไป” มันยัง“โคจร”หรือดำเนินไปอยู่ ถ้าเรียงตามสภาวะก็ เกิดขึ้น(อักษรได้แก่ ก), ตั้งอยู่หรือดำเนินไป(อักษรได้แก่ ค), ดับไปหรือว่าง,หมดลง-ไม่มี(อักษรได้แก่ ข) เรียงตามอักษร ๓ ตัว คือ ก, ค, ข แต่อักษรวรรค ๑ มันเรียงกัน ก, ข, ค, ฆ, ง เห็นไหมว่า อักษร ๓ ตัว กับสภาวะ ๓ ลักษณะ มันจะสลับกันอยู่ ถ้าเป็นอักษร ๓ ตัวของวรรค ๑ ก็ ก, ข, ค แต่ไม่ตรงตามสภาวะ“ไตรลักษณ์”สามัญ คือ เกิดขึ้น,ตั้งอยู่,ดับไป เมื่อจะเอาตรงตามลำดับอักษรวรรค ๑ ที่มี ก, ข, ค ฆ, ง ก็จะสลับกับสภาวะที่เป็น“ไตรลักษณ์ ๓”คือ “เกิดขึ้น- ตั้งอยู่-ดับไป” ต้องยอมให้สภาวะของ“ไตรลักษณ์”มันสลับ กัน เพราะอักษรวรรค ๑ คือ ก ข ค ฆ ง ตัวอักษร มันคือ สิ่งที่หายไปจากความเป็นตัวอักษรไม่ได้ เพราะมันเป็นบัญญัติที่ต้องใช้สื่อแก่กันอยู่หายไปไม่ได้ แม้แต่คำว่า สูญ คำว่า ไม่มี มันก็ต้องมีอักษรสื่ออยู่ พยัญชนะสื่ออยู่ แต่สภาวะความจริงทั้งหลายเมื่อเป็น“สูญ” หรือถึง“ว่าง” มันคือความ“ไม่มี” มันหายไปจริงๆได้ มันไม่เหมือนอักษร ที่จำเป็นต้อง“มีอยู่” จึงจำเป็นต้องให้“สภาวะ”เป็นสำคัญ เพราะผู้มี “ภูมิธรรม” ที่“ไม่ยึดมั่นถือมั่น”แล้วจริง จะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สภาวะ”นั้นๆ ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในบัญญัติ หรือแค่อักษร หรือภาษาสำคัญเท่าการ“รู้แจ้งจริงสภาวะ” ผู้มี“ปัญญาอันยิ่ง”ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นแท้ รู้ในนัยสำคัญได้จริง จึงไม่มี“ปัญหา” ด้วยประการฉะนี้แล นี้คือ ผู้หมด“อวิชชา” มี“วิชชา ๘”สัมบูรณ์ จึงเป็นผู้ไม่มี“ปัญหา”อยู่กับ“สังขาร”ทั้งหลายอย่างไม่มี“ปัญหา” เพราะมีแต่“ปัญญา” ด้วยประการฉะนี้ ผู้มี“ปัญญา”สัมบูรณ์จึงไม่มี“ปัญหา”ใดๆกับ “ธรรมะ ๒” หรือ“ธรรมะ ๓ เส้า-๔ เส้า-๕ เส้า-ฯลฯ” และธรรมะ ทั้งหลาย เพราะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงหรือมี“วิชชา”ในความเป็น..สังขาร ๓-วิญญาณ ๖-นาม ๕- รูป ๒๘-อายตนะ ๖-ผัสสะ ๖-เวทนา ๖-ตัณหา ๓-อุปาทาน ๔-ภพ ๓-ชาติ ๕ “๓ เส้า”แห่งธรรม หรือจะกี่เส้าซับซ้อนหมุนวนอยู่อย่างเป็นระเบียบระบบทั้งหลายก็จะสังขารกัน และจะ สังเคราะห์กันอยู่ตามธรรมชาติสามัญอันเป็น“ไตรลักษณ์” องค์รวมของจิตนิยาม ซึ่งประกอบ“กรรม”เป็นโลกียภูมิมาก่อน ทั้งนั้น เพราะจะพัฒนามาจาก“พีชนิยาม”แล้วจึงจะเป็น“จิตนิยาม” จนกว่า“พลังงาน”จิตนิยามจะได้ศึกษารับความรู้จากผู้มี“ต้นเชื้อ(DNA)ของพระพุทธเจ้า”มาแล้ว พัฒนาขึ้นเกิด“อัญญธาตุ” จึงจะเป็นความเจริญชนิด“อื่น”(อัญญะ)ที่แตกต่างจาก“ภูมิรู้ตามแบบโลกเก่า” คือโลกีย์ของปุถุชน ขยับเขยิบขึ้นเป็น“ภูมิแบบโลกใหม่” คือโลกุตระอย่างแท้จริง กว่าจะเจริญพัฒนาจิตมี“อัญญธาตุ”เกิดขึ้นสู่ความเป็นโลก“อื่น” เป็นโลกใหม่ที่แตกต่างไปจากโลกโลกียะ มี ความเป็น“โลกุตระ”นี้ ก็ได้แสวงหาและพากเพียรค้นหาจน ได้พบสัตตบุรุษ(คือผู้มีเชื้อ DNA ของพระพุทธเจ้าจริง) และได้ ฟังสัทธรรมจากท่าน แล้วนำไปปฏิบัติกระทั่ง“อัญญธาตุ” เกิดใน“จิตนิยาม”ของตนเองขึ้นมาได้ตามทฤษฎีของพุทธ จึงจะเริ่มเข้าสู่โลกอื่น เป็น“โลกุตรธาตุ”ตัวแรกขึ้นในใจ “อัญญธาตุ”ที่เป็นความรู้ขั้น“อัญญา” เมื่อพัฒนาขึ้น ก็เป็น“ปัญญา” ก้าวสู่“ความรู้”ของคน“โลกอื่น”ที่ไม่ใช่แค่ใน โลกียะเท่านั้น แต่เกินกว่าสามัญ“ปุถุชน”มีกัน ซึ่งเป็น“อาริยชน”แท้จริงของศาสนาพุทธ ด้วยประการฉะนี้ และมี ชีวิตอยู่ในโลกในสังคมอย่างผู้“อนุเคราะห์โลก”(โลกานุกัมปา) มี“ประโยชน์ต่อชนเป็นอันมาก”(พหุชนหิตายะ) สร้าง“ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก”(พหุชนสุขายะ)อย่างเป็นจริง เพราะมี“โลกุตรจิต” ซึ่งเป็น“จิต”ที่มี“วิญญาณ”ของคนโลกอื่น(อัญญะ) อันเป็นโลกใหม่ที่มิใช่มี“ความรู้”แค่วนอยู่ ในวงวนของความเป็นปุถุชนแค่นั้น แต่มี“ความรู้”กับ“ความจริง”ที่ทวนกระแสโลกีย์ได้แท้แล้วจึงมีความเป็น“อาริยชน” “โลกุตรจิต”คือ จิตที่เจริญถึงขั้น“สติ”ของคนผู้นั้น แข็งแรงเหนือสามัญ“คนโลกียธรรมดา” เพราะมีพลังถึงขั้น “อธิปไตย” นั่นคือ “สติมีอำนาจใหญ่จริงๆ”(มูลสูตร ๒๔/๕๘)เป็นพลังงานจิตที่มีคุณสมบัติขั้น“มุทุธาตุ”(จิตมีปฏิภาณรู้เร็ว-ปรับได้ไวจึงง่ายยิ่งเกินสามัญ เป็นคุณสมบัติวิเศษไปตามขั้นตอนของบารมี) และ“ปัญญา”ของคนผู้นั้นมี“ความรู้พิเศษออกนอกความรู้ในวงวนโลกียธรรมไปได้แท้” เพราะมีความรู้ถึงขั้น “อุตตระ” นั่นคือ “ปัญญามีพิเศษยิ่งเกินกว่าสามัญโลกียะ” เพราะหลุดพ้นออกนอกกรอบของ“ทาสโลกีย์”ไปได้แท้จริง และมี“โลกวิทู”เกินกว่าคนปุถุชนสามัญ นั่นก็คือ มีความรู้ทั้ง“อาการจิต”ที่เป็นโลกีย์นั้นๆ และรู้ทั้งที่เราสามารถทำจิตตนให้จิตมี“อาการอยู่เหนือหรือหลุดพ้นออกจากอำนาจของโลกีย์”นั้นๆได้แล้ว คือรู้แจ้งมีจริงทั้ง ๒ โลก จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มี“โลกุตรภูมิ”ครบเหตุปัจจัย ฉะนี้เอง คือผู้มี“ปัญญา”เป็น“อุตตระ” ซึ่ง“ปัญญา”ดังว่านี้เกิดได้จากการปฏิบัติที่“รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นโลกียะ” ได้แก่ ความเป็น“โลก”กับความเป็น “อัตตา”ไปตามลำดับเสขบุคคล ถ้าครบถ้วนก็มีถึง“๖๒ ทิฏฐิ” โดยการเรียนรู้และปฏิบัติสัมผัส“ความจริง”ที่เป็น “ปัจจุบันธรรม”(ทิฏเฐกาเล) ทั้งมีภายนอกอยู่และภายในอยู่ ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าใน“พรหมชาลสูตร”จริงแท้ “โลกุตรธรรม”นั้นใครจะสร้างขึ้นเองโดยไม่ได้“ต่อ เชื้อ”จากผู้มี“เชื้อพุทธแล้วเดิม”มาก่อน นั้น ทำมิได้ “โลกุตรธรรม”จึงชื่อว่า มี“พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ได้ดับขันธ์ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้วทั้งหลาย เป็น“เจ้าของเชื้อ-เจ้าของธรรม(ธรรมสามี)” เป็นเจ้าของมรดกจริง ที่เป็น“ธรรม”ผู้ให้มี“ชาติ”ได้ โดยสุจริตซื่อสัตย์แน่แท้ที่สุด ไม่มีธรรมใด-ชาติใดแปลกปลอม หรือมีเศษส่วนของใครอื่นเลย จึงชื่อว่า“ธรรมสามี” คือ “เจ้าของธรรม-เจ้าของ DNA”แต่ผู้เดียว หลวงปู่ขอเอาคำถามแค่ประโยคเดียวของเด็กน้อย ที่ถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันนี้แหละ มาตอบให้ยืดยาวเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง คือ เล่มนี้นี่เอง กันทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลวงปู่เกิดมาชาตินี้ ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวเองว่า ชีวิตของหลวงปู่จริงๆนั้นเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อพูดอะไร เพื่อทำอะไร เพื่อดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร จึงพูด จึงทำ จึงดำเนินชีวิตอยู่ต่อมาถึงบัดนี้ และจะต่อไปอย่างที่รู้ตัวเองว่า ตนเป็นใคร?-อยู่ไปเพื่อทำอะไร? อย่างมั่นใจ ฉะนั้นแม้จะเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่นๆ เรื่องไร้สาระ เรื่องเป็นสาระ เรื่องจริงจัง อย่างใดก็ตาม ก็จะพยายามสืบสาวยาวยืดจากจุดเริ่มต้นนั้นเข้าสู่เนื้อหาสาระของสัจธรรมให้ได้เสมอ โดยเฉพาะธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องถ่องแท้ ซึ่งสิ่งทั้งหลายที่หลวงปู่พูดก็ดี ทำก็ดี แสดงออกก็ดี พาประพฤติปฏิบัติก็ดี เมื่อมาประพฤติปฏิบัติแล้วได้ผล ของการปฏิบัติก็ดี จนกระทั่งผู้ปฏิบัติแต่ละคนได้เปลี่ยนแปรชีวิตตามที่เคยเป็นมาก่อน มาเป็นมาอยู่แบบใหม่ ดังที่เห็นและเป็นอยู่ ในสังคมไทยทุกวันนี้ สำรวจดูเทอญ ที่หลวงปู่พูดมา ทำมา แสดงออกมาทั้งหลายตลอด เกือบ ๕๐ ปี ที่พาประพฤติปฏิบัติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องการขบ คิดของหลวงปู่ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือที่พูดที่แสดงออกมานั้นเป็นการเดาว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เป็น“ความมั่นใจ”ของหลวงปู่ทั้งสิ้นที่พูดออกไป ที่ทำ ที่พาประพฤติปฏิบัตินั้นๆว่า เป็นความไม่ผิด เป็น ความถูกต้อง เป็นเนื้อแท้-เป็นความเลิศประเสริฐแห่งศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ถ้าสิ่งส่วนใดหลวงปู่ยังไม่มั่นใจ ๑๐๐ % ก็จะไม่แสดง ออกไป ดังนั้นส่วนมากหลวงปู่มั่นใจ ๑๐๐ % แล้วจึงจะแสดงออก และก็จะแสดงออกสัก ๘๐ % จะไม่แสดงออกหมดทั้ง ๑๐๐ % ง่ายๆ ต้องกันพลาดไว้เสมอ หรือกันไว้ใช้ปรับปวาทกับผู้รู้อื่นบ้าง การแสดงธรรมของหลวงปู่จึงแสดงออกอย่างมั่นใจ จริงจัง แรง แข็ง หนักแน่น มุ่งมั่น จึงเหมือนดุดัน บางคนอ่านตามอาการที่หลวงปู่แสดงแล้วตัดสินว่าหลวงปู่มีความโกรธอยู่ในอารมณ์ ยังไม่หมดความโกรธไปจากจิตใจ ก็มีคนที่ใช้วิจารณญาณของตนอย่างนั้นก็ไม่น้อย ซึ่งหลวงปู่เข้าใจภูมิธรรมของคนประมาณอย่างนี้อยู่ เพราะความศรัทธาในหลวงปู่ของเขายังมีไม่เพียงพอ เขาก็ย่อมใช้วิจารณญาณของเขาตามคุณธรรมแห่งภูมิตนเท่าที่ตนมี ผู้ที่แสดงธรรมอย่างเหยาะแหยะ เหลาะแหละอยู่ นั่นก็คือ ผู้ยังไม่มั่นใจในธรรมนั้นๆแท้จริงนั่นเอง แม้จะแก้ตัวว่า ทำอย่างสุภาพ อ่อนโยน นิ่มนวล ก็ตาม องค์รวมของอาการโดยรวมของคนผู้แสดงออกทุกคน ย่อมมี“สัปปุริสธรรม ๗ และมหาปเทส ๔”จริง และรู้จักใช้ตามสัจธรรมนั้นๆโดยการประมาณตามภูมิตนแน่นอน หลวงปู่รู้สึกอย่างนั้นเห็นจริงอย่างนั้นนะ ภูมิมีแค่นี้ เช่น ที่หลวงปู่แสดงออกไปแล้วว่า “กาย”คือ องค์ประชุมของ“รูปกับนาม” รูปเป็นอย่างนี้ นามเป็นอย่างนี้ หรือปฏิจสมุปบาทเป็นอย่างนี้ ศีลเป็นอย่างนี้ สมาธิของพุทธเป็นอย่างนี้ บุญเป็นอย่างนี้ ทานเป็นอย่างนี้ เป็นต้น ก็ได้ค่อยๆแสดงออกมาเรื่อยๆ ตามลำดับ ไม่ได้ผลีผลามแต่อย่างใด ต้องดูว่า ผู้รับพอมีฐานรับรู้ได้แล้วก็ค่อยเพิ่มความละเอียดที่ยาก-ที่มาก-ที่สูง ไปตามลำดับ แต่การแสดงออกนั้นยืนยันมั่นคง แรง แข็ง จริงจัง เสียงดัง หนักแน่น ทุกทีแหละ ถ้าแสดงธรรมทีไร จริงมัั้ย? เช่น อธิบาย ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี วิมุติก็ดี แม้แต่ความเป็น“กาย”ก็ดี เป็น“สัญญา”ก็ดี ต่างกันอย่างไร อย่างเดียวกันอย่างไร ก็ได้อธิบายความจริงที่ถูกต้องกันไป ซึ่งทุกวันนี้ต่างเข้าใจผิดเพี้ยนกันจนจะไม่เหลือ “กาย”ไม่ใช่อย่างนั้น สมาธิไม่ใช่ปฏิบัติแบบ“หลับตา” ที่สะกดจิตเข้าไปในภวังค์ ตามที่ยึดถือกันผิดๆอย่างนั้นๆ “เฉกะ”คือ ความรู้ความฉลาดอย่างนั้น เป็นต้น “ปัญญา”เป็นอย่างนี้ต่างหาก มิใช่อย่างเฉกะ ดังนี้ ซึ่งในยุคนี้หลวงปู่ก็ไม่เห็นว่า จะมีใครอธิบายอย่างหลวงปู่กันเลย ซึ่งก็อ้างอิงยืนยันตามพระไตรปิฎกแท้ๆของพุทธ หลวงปู่ก็เสียดายมาก และสงสารผู้เข้าใจผิดอย่างยิ่ง แต่อย่างว่าแหละเนาะ ต่างคนต่างก็ว่า ตนอธิบายตามพระไตรปิฎกกันทั้งนั้น ทว่าความจริงมันก็คือ ตามภูมิรู้ แต่ละคน ของตนๆเท่าที่ตนมีอยู่ เช่น ตั้งแต่ความเข้าใจของหลวงปู่ว่า “อุตุนิยาม” นั้นเป็น“ธรรมะ ๒”ของสสาร ยังไม่เป็น“ชีวะ” มีแค่พลังงาน ปรุงแต่งของ“วัตถุ”เท่านั้น ซึ่งยึดกันอยู่เป็น nucleus มีพลังงานความร้อน-แสง-เสียง-แม่เหล็ก-ไฟฟ้า เป็นต้น อันเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ แต่ที่หลวงปู่อธิบายนี้มันเป็นความรู้ทางพุทธศาสตร์ หลวงปู่ว่ามันมีนัยสำคัญอยู่นะ “ธรรมะ ๒”ของสสารเป็นพลังงานที่ทำปฏิกิริยากัน อยู่มีพลังงานแม่เหล็กที่ควบแน่นกัน แต่ยังไม่เห็นอธิบายว่าเป็น“ตัวเอง”ถึงขั้นเป็น“ชีวะ” อันมี“ตัวเอง”คือ “I” หรือ“อัตตา” เป็นประธาน”ควบคุมบงการ“ธรรมะ ๒” จึงมีแค่“ธรรม ๒” ได้แก่ “อิตถีภาวะ”คือ S หรือ she ซึ่งเป็นพลังงานลบ กับ “ปุริสภาวะ”คือ H หรือ he ซึ่งเป็นพลังงานบวก ทำปฏิกิริยา หรือปรุงแต่งกันอยู่ ที่เรียกในภาษาฟิสิกส์ว่า nucleus นั้นแหละ ทว่ามันมีนัยสำคัญมีความเป็น“ตัวเอง”(อัตตา)ไง! ตัวเองเป็น“ประธาน”อิตถีภาวะ-ปุริสภาวะ ๒ ธรรม นั้นด้วย รวมกันเป็น“ธรรม ๓ เส้า”(ISH) โดยมี I เป็น subject เป็น“ตัวเอง”(I) และมี S อิตถีภาวะ กับ H ปุริสภาวะ เป็น ตัวถูกควบคุม object ก่อนจะมาเป็นพีชะที่ว่านี้ แค่นี้ก็ไม่ใช่จะอธิบายให้เข้าใจง่ายกันอย่างสบายๆ ยิ่งจากพีชะหรือพืชที่พัฒนาความเป็น“ตนเอง”ของพืชเจริญไปตามฐานะของ“พีชนิยาม” และกว่า“พีชนิยาม” จะมีพลังงานถึงขั้นพิเศษได้ จน“หลุดพ้น”ออกจากกรอบ ของความเป็น“พีชนิยาม”กระทั่งมี“ธาตุอื่น” พัฒนาตน กลายมาเป็น“จิตนิยาม”ได้ ก็แสนยากนักหนาแล้ว ยิ่งเป็น“กรรมนิยาม”ก็ยิ่งมีปฏิสัมพัทธมากขึ้น หรือยิ่งเป็น“ธรรมนิยาม”ก็ยิ่งทั้งกว้างออกไป ทั้งลึกล้ำเชิงชั้นหลากหลายรู้หมดได้ยาก และทั้งสรุปกันเข้ามาให้เห็นตื้นๆง่ายๆ อย่างไก่ กับไข่นี้ มันก็เริ่มจาก“รูป”แรกเริ่มชัดๆอยู่แล้ว ว่า ไข่มันก็เป็น“ลูกๆ”ลักษณะยังไม่แสดงรูปร่างออกมาภายนอก ยังไม่มีรูปร่างของ“ปัญจสาขา” ก็เห็นๆได้แล้ว และยิ่งมีอาการเคลื่อนไหว(วิญญัติ) ไข่มันก็ยิ่งไม่มีสิทธิ์เคลื่อนไหวได้เองเหมือนไก่ ไข่จึงนับว่าเป็นภาวะ“อุตุ”ที่มีก่อนหรือเกิดก่อนไก่ อย่างเก่งก็เป็นได้แค่ความเป็น“พีชนิยาม”คือ มีชีวะภายใน ถ้าเหตุปัจจัยไม่ครบก็เป็น“ไก่”ที่เป็นสัตว์“จิตนิยาม”ไม่ได้ด้วย ถึงขั้นตายตกไปด้วยซ้ำ แม้ในภาวะที่เป็น“ไข่”นั้นจะนับว่าเป็น“ชีวะ”แล้ว เหมือน“พีชนิยาม” แต่ถ้า“ไข่”มันไม่ได้รับเหตุปัจจัยสำคัญ คือ “วิญญาณธาตุ”เข้าไปผสม ชีวะ“ไข่”นั้นก็อุบัติเกิดเป็นตัว“ไก่”ออกมาไม่ได้ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐ และสูตรอื่นๆ) ดังนั้น จึงถือว่า ไข่เกิดก่อนไก่ ด้วยประการฉะนี้ หรือถ้าจะอธิบายจากเซลล์ เริ่มตั้งแต่เซลล์เดียว แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ จากสัตว์น้ำ กว่าจะมาเป็นสัตว์บก จนกว่าจะเป็นสัตว์ปีก กระทั่งเป็นไก่ ตามที่หนูเด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive