350815 สามอาชีพกู้ชาติ ตอน 1-2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx
เนื้อหาในไฟล์
.lh15 .fo # (สามอาชีพกู้ชาติ/file:3703a.tap) สามอาชีพกู้ชาติ
ตอนที่ 1
โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2535
ณ พุทธสถานสันติอโศก ท่านผู้ยังใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย ตั้งแต่อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ มาอธิบายแล้ว พวกเราก็ได้รับฟังกัน รับฟังเข้าใจ แล้วก็เกิดเชื่อ ตั้งแต่เชื่ออย่างธรรมดา เชื่ออย่างเชื่อถือ จนกระทั่งมากขึ้นมา อินทรีย์พละถึงขั้นเชื่อฟัง จนกระทั่งเชื่อมาก ขึ้นมีอินทรีย์พละถึงขั้นเชื่อฟัง คือเอาไปปฏิบัติตาม เอาไปประพฤติตาม ไปลด ไปละ ไปแก้ไขพฤติกรรมของตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆๆๆ จนกระทั่งถึงขั้นเห็นจริง เกิดผล แล้ว ก็มีปฏิภาณปัญญาของตัวเอง ตรวจสอบตัดสิน จนเชื่อมั่น เชื่อว่าดี เชื่อว่าถูกต้อง เชื่อว่าเราจะเป็นคนจะยึดเอาอย่างนี้แหละ หรือปฏิบัติเป็นแล้ว ปฏิบัติจนถึงขั้น สมบูรณ์แล้ว ลงตัวแล้ว เป็นอัตโนมัติแล้ว ก็ไม่ต้องยึด มันก็เป็น ปฏิบัติได้อย่าง นี้แล้วได้จนกระทั่งจะลด ละ เลิก ไอ้สิ่งเลิกก็ได้ จะเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นได้อย่าง สบาย เป็นได้โดยไม่ยาก เป็นได้โดยไม่ลำบาก เป็นได้โดยง่าย เป็นอัตโนมัติ เป็นเองไม่ต้องตั้งใจ ไม่ต้องตั้งสติควบคุมสังวร ฝืนทนอะไรก็ไม่ต้อง ง่าย สะดวกแล้ว นั่นเรียกว่ามันลงตัวแล้ว มันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เป็นบทปฏิบัติที่ทวนไป ทวนมา ทำทวนไปทวนมาจนลงตัว มัชฌิมานี่แปลว่าลงตัว หรือแปลว่าสมดุล สมบูรณ์ มันสมดุล สมบูรณ์แล้ว มันลงตัวแล้ว มันเป็นอย่างนั้นได้เอง เรียก ว่าตถตาก็ได้ มันเป็นเช่นนั้นโดยตัวมันเอง มันเป็นเช่นนั้นโดยที่มันไม่ต้องไปมี อะไรเข้ามาผลักดันหรือว่าช่วยอะไรมากมาย มันก็เป็นของมันได้ เราก็ได้คนที่เปลี่ยนพฤติกรรม ตั้งแต่ก่อนๆ ที่เราเองมีชีวิตเป็นอย่างที่ เคยเป็นจนลดๆเ
อ่านต่อ
ลิกๆไอ้อย่างที่เคยเป็นมา มาเป็นได้อย่างที่เป็นนี่ จนเกิดกลุ่ม เกิด หมู่ เกิดคณะ เกิดสังคมชุมชน เมื่อเกิดสังคมชุมชนก็เกิดการสร้าง การก่อ การงาน มีกิจการ กิจการคนอย่างพวกเรามาทำ คนอย่างพวกเรามาทำงานเหล่านั้นๆ ขึ้นมา ซึ่งอาตมาก็แนะขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดเป็นชุมชน เกิดเป็นหมู่กลุ่มที่มี ระบบการงาน มีวิธีการเป็นอยู่ เป็นสังคมที่มีระบบ เดี๋ยวนี้อาตมาเรียกได้ว่าเป็น ระบบแล้วนะ เป็นสังคมที่มีระบบ แต่แม้ว่าจะมีระบบ มันก็ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เป็น วงจรสมบูรณ์มากนัก แต่ก็เป็นระบบขึ้นตามลำดับๆๆๆ อย่างชุมชนปฐมอโศก หรือ สันติอโศก ก็เป็นระบบพอสมควร อย่างสันติอโศกเป็น อย่างปฐมอโศกเป็น ซึ่ง ปฐมอโศกน่ะ อาตมาก็ยังนำพาให้เป็นสังคมที่จะพึ่งตนเอง หรือเป็นสังคมที่ มีวัฒนธรรมอย่างที่เป็นอิสรเสรีภาพ ภราดรภาพกันจริงๆ มีสันติภาพมีสมรรถภาพ ให้เป็นบูรณภาพอันสมบูรณ์สูงสุดขึ้นไปเรื่อยๆๆ บูรณภาพนี่โตได้เป็นลำดับๆ ไปเรื่อยๆ ตามรอบ ตอนนี้อาตมาก็ได้แนะเน้นให้ทางปฐมอโศกนั้น เน้นอาชีพ 3 ประการ คือ อาชีพการกสิกรรม ว่าเราจะต้องรับผิดชอบ เราจะต้องแบกหาม เราจะ ต้องถือเป็นอาชีพของชาวอโศกเลยทีเดียว จะต้องเป็นชาวนาชาวไร่ ใครจะเป็น เจ้าเป็นนายจะไปเป็นใหญ่เป็นโต ใครจะไปเป็นนักวิชาการ จะไปเป็นอะไรๆ ที่ มันเลิศลอยอะไรไป เราถือว่าเป็นอาชีพส่วนย่อย ส่วนอาชีพหลัก หรืออาชีพ ส่วนใหญ่ อาชีพที่จะเอาภาระ จะให้มันเป็นเนื้อเป็นตัวของชาวอโศกเลยนั้นน่ะ เราจะเอาอาชีพเป็นกสิกร เพราะอะไร อาตมาได้อธิบายไปแล้วเรื่องนี้ เท็ปก็ดู เหมือนจะตั้งชื่อว่า "สามอาชีพกู้ชาติ" ดูเหมือนจะชื่อว่าอย่างนั้นนะ อาตมาจำไม่ แม่น คิดว่าจำได้คำภาษาเป็นอย่างนี้ละ ภาษา อาจจะไม่ตรงคำทั้งหมด แต่ดู เหมือนจะถูกนะ สามอาชีพกู้ชาติ อาตมาดูเหมือนตั้งชื่อเท็ปม้วนนี้ว่าอย่างนั้น ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่าทุกวันนี้คนเรานี่นิยมงานเบา งานชาวนา ชาวไร่ กรรมกรนี่ เขาถือว่าเป็นงานหนัก เป็นงานไร้เกียรติ แต่อาตมากำลังมา อธิบายให้พวกเราฟังว่า เป็นงานมีเกียรติ เป็นงานมีเกียรติจริงๆ แต่ไม่ใช่เป็น เกียรติอย่างโลกๆที่เป็นเกียรติหลวมๆ เป็นเกียรติฟ่ามๆ เป็นเกียรติเอาเปรียบ เป็นเกียรติที่อยู่บนหัวคน เป็นเกียรติที่ถูกแบกถูกหาม ถูกประเล้าประโลมถูกหลอก คนที่มีเกียรติจริงคือ คนที่มีคุณค่าจริง มีประโยชน์จริง การที่จะปลูกข้าว ปลูกพืช ผักอะไรต่ออะไรเลี้ยงสังคม และก็เหน็ดเหนื่อยหนักหนาจริงๆ ได้เสียสละทั้ง หยาดเหงื่อแรงงาน ความสามารถ ทำออกมาจริงๆ เลย แล้วต้องขายราคาถูกๆ ซึ่งค่านิยมของสังคมน่ะ มองไปในแง่ว่า คนที่ทำงานตีนติดดิน คลุกดินคุกฝุ่นคลุกอะไร หนักแบกหาม รับผิดชอบอย่างเป็นงานที่จะต้องลงแรงเยอะๆนี่ เขาหาว่าเป็น งานชั้นต่ำ เป็นคนที่ไม่ใช่ปัญญาชน ไม่ใช่นักคิด ไม่ใช่นักใช้สมอง เขาก็เหยียด หยามกัน ไม่ใช่แต่ประเทศไทยเรา เหยียดหยามกันทั่วโลก ซึ่งอาตมาก็บอก ประเด็นแล้วว่า ข้าวนี่ ขายได้ราคาถูก หรือแม้แต่พืชผัก เขาก็ควบคุมราคาอยู่ ถ้าไม่เช่นนั้น อาหารการกินเป็นสิ่งที่จะเอาสังเคราะห์ชีวิตไว้ ถ้าขืนไม่ควบคุม ไม่ ดูแล ปล่อยให้มันขึ้นไปตามอำเภอใจ ใครอยากโก่ง จะทำอย่างไร ก็แพงขึ้นไปโดย ที่ไม่มีการดูแลควบคุม คนจนที่มีส่วนมากของสังคมก็จะอดอยาก แล้วก็เกิดกลียุค เกิดวุ่นวายกันไปได้ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันต้องเป็นอย่างนั้น จริงๆแล้ว ผู้ที่ ศึกษาธรรมะดีๆแล้ว ไม่ต้องมาควบคุมเขาหรอก เขาจะทำให้ราคาถูกเอง อย่าง พวกเรานี่เรียนถูกทางแล้ว อาตมาขอย้ำยืนยันว่า พวกเราเรียนถูกทางแล้ว สร้างความคิด สร้างความเห็นให้ถูกต้องด้วยว่าเราจะพยายามเป็นคนไม่เอาเปรียบ เป็นคนเสียสละ เป็นคนขายของ ขายแรงงาน เอาค่าแรงงานถูกลงๆ คนคิดค่า แรงงานของตัวเองถูกลงๆ แม้คุณจะมีความสามารถ จะมีความรู้สูงขึ้น เจริญขึ้น ก็ตาม เราต้องคิดค่าแรงงานเราถูกลง เพราะเราเจริญ เพราะเรารู้ได้สูง เพราะเรามีฝีมือในการสร้างสรรได้มาก ได้คุณภาพดี มันก็ทำได้มากอยู่แล้ว ได้ มากอยู่แล้ว ต้องคิดเงินราคาต่ำลงเรื่อยๆ เพราะเราก็แชร์แล้วนี่ ได้มาก คิดราคา ค่าขายต่ำลงไปเรื่อยๆ มันก็ได้มากไปด้วยอยู่แล้ว เพราะเราทำได้มาก ได้ดีด้วย คนเขาก็นิยมชมชอบ คนเขาก็นิยมที่จะเอาไปใช้ เพราเของมันมีคุณภาพ อะไร อย่างนี้เป็นต้น มันก็ดีของมันในตัวอยู่แล้ว ทำไมจะต้องไปเอาเปรียบโดยกดขี่บังคับ ว่าของข้าดีนะ เอ็งจะเอาข้าจะต้องตั้งราคาสูงๆเอาไว้ เป็นการเอาอำนาจบีบ บังคับ เอาสิ่งที่ได้เปรียบหรือได้ชนะ เพราะคุณภาพของข้าดี เพราะฉะนั้น ข้าจะต้องเล่นตัว ข้าจะต้องบังคับให้เขาต้องมาซื้อ เมื่อ อยากได้ของดี เอ็งต้องจ่ายเงินแพงๆ มันเป็นการกดขี่โดยลีลาของคนโลกๆธรรมดา เป็นการกดขี่บังคับเพื่อเอาเปรียบให้ได้ คนอยากได้ของดี ก็ยอมจำนน จะต้องไปซื้อ เพราะว่ามันเป็นของดี ก็เอาราคาแพง คนก็ต้องยอม มันก็เป็นธรรมชาติอยู่ใน สังคมนั่นแหละ คนมันรู้ว่ามันเป็นไปได้ แต่คนที่ฉลาดจริงๆแล้ว ขายถูกลงได้ยิ่งดี มันยิ่งเป็นคุณค่า มันยิ่งเป็นประโยชน์ มันยิ่งเป็นการเสียสละไม่เอาเปรียบ ไม่ ต้องไปตั้งเงื่อนไขว่าจะต้องไปบีบบังคับให้เขามาซื้อ ลดได้เท่าไหร่ เท่าที่เรา สามารถทำได้มีเจตนารมณ์มีความตั้งใจจริง และมีปัญญาเห็นจริงอย่างนี้ ดำเนินการลงไปตามขั้นตอน มันมีเหมือนกัน ถ้าเผื่อลดราคามากเกินไป ก็แย่งซื้อแย่งขายกัน มากเกินไป เราเองก็ผลิตไม่ทัน ถูกรุมถูกเร้ามากนัก ก็อาจจะตั้งราคาพอประมาณ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็มีนัยซ้อนๆอยู่เยอะแยะน่ะ อาตมาคงจะไม่ลงไปในรายละเอียดอะไรมากมายเกินไปนัก อยากจะ บอกว่า คนในสังคมนี่ไม่นิยมงานหนัก ไม่นิยมงานที่จะต้องลงแรงมาก จะต้องทำ อายุยาวนาน ต้องลงแรงมาก จะต้องรอกาลเวลาได้ผลน้อย มีแต่ต้องการงาน ฉาบฉวยที่จะต้องได้ผลเร็ว เบาแรง ไม่ต้องแบกไม่ต้องหาม ไม่ต้องยาก แม้งาน นั้นจะไร้สาระ เขาก็ยังนิยม โดยเฉพาะยิ่งไม่คิดคำนึงในแง่ของการเสียสละ หรือ ว่าการเอาเปรียบ ไม่คิดแง่นี้เลย คิดแต่ว่าถ้าได้เปรียบแล้วยิ่งต้องการ เพราะ อำนาจของความเห็นแก่ตัวของกิเลส เป็นธรรมดาที่คนไม่ละไม่ล้าง ไม่เรียน ไม่รู้ ขนาดคนมาเรียนรู้แล้ว ก็ยังละ ล้าง ก็ยังอดยากเลย อดที่จะเอาเปรียบนี่ยาก พวกเราปฏิบัติธรรมก็จะรู้ดี เพราะฉะนั้น ต้องข่ม ต้องฝืน ต้องพยายามจริงๆเลยเรียนรู้ว่านั่นมัน มีกิเลส มันมีตัวเรา เราจะต้องลด ละมันให้ได้จริงๆ อย่าไปตามใจมัน มันจะ ต้องเอาเปรียบ มันจะต้องอยากจะขี้โลภมาให้แก่ตัวอยู่อย่างนั้นน่ะเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของกิเลส เพราะฉะนั้นเราต้องต่อสู้ แล้วเราต้องพยายามเอาชนะมัน ให้จริงๆ คนที่เสียสละจริงแล้วก็เห็นแก่สิ่งที่สำคัญ แม้จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนา แล้วยิ่งเรามีความรู้ เราตีราคาตัวเองถูกลงๆ นี่มันถูกสัจจะแล้ว ฟังดีๆ อาตมาพูดนี่ มันถูกสัจจะแล้ว แต่คนไม่ทำตามสัจจะนี้จึงเป็นคน หลงผิด แล้วก็นิยมกันไปมาก อาตมาจึงพาพวกเราให้มาไปในทางถูกต้องสัจจะ เป็นบุญที่แท้ เป็นสุจริตธรรม เป็นความซื่อตรง เป็นความถูกต้องตามความเป็น จริง ให้มาทางนี้ให้มากๆให้ได้ เพราะฉะนั้นเราก็พยายามลดละลงมาได้กันอยู่เรื่อยๆ แล้วอาตมามองไปในวาระ ในอนาคตนี่นะ คนนิยมที่จะเลิกทำไรทำนา เขาจำนนเท่านั้น เขายังเป็นชาวไร่ ชาวนาอยู่ ลูกเต้าเหล่าหลานเขาก็ส่งไปทางอื่นหมด ไปทางที่มันได้เงินมาก ที่มัน สะดวกๆ ได้เปรียบมากๆ นิยมกันไปอย่างนั้นหมด ค่านิยมพวกนี้ไม่ได้นิยมเป็น ธรรมดานะ เป็นค่านิยมที่เกือบจะหมดในปวงประชาชน เกือบจะถ้วนทั่วเลยนะ ไม่ใช่แต่เฉพาะชาวไร่ชาวนาเขาเอง ชาวไร่ชาวนาเขาก็มีความนิยมของเขาเอง อย่างนี้ มีค่านิยมแบบนี้ มีความที่จะให้คนในรุ่นต่อๆมานี้ถ่ายออกไปเป็นแบบนี้หมด เพราะฉะนั้น ข้าวก็ดี พืชผักก็ดี ซึ่งเป็นหนึ่งในโลก อาหารกินเข้า ปากเข้าท้อง เป็นหนึ่งในโลกนี่มันจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จะมีคนรับผิดชอบ จะมี คนมาปักหลักลงทุนลงแรง ทำกันอย่างจริงๆจังๆแบกภาระเลย เพื่อเสียสละน้อย ลงๆ มันยิ่งน้อยนี่แหละ คือหลักเศรษฐศาสตร์อุปสงค์ต่ำลงๆ ความต้องการที่จะมา เป็นชาวไร่ชาวนามันต่ำลงๆมากนะๆ เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นความจริงว่า เมื่อ ค่านิยมของคนมันลดลง แต่ความจำเป็นมันไม่ได้ลดลงเลยมันยิ่งกลับกัน เมื่อค่านิยม ไม่มาทำสิ่งที่สำคัญสิ่งที่ไม่จำเป็นนี่คนไม่มาชักจูง มันไม่ชี้ชวนกันมากกลับกลายชี้ชวน ไปในทางอื่น ค่านิยมมันไปในทางอื่น แต่ความจำเป็นมันยิ่งต้องมากขึ้น ความ จำเป็นของ demand จริงๆมันกลับสูง ความจำเป็นของอุปสงค์จริงๆ มันกลับสูง เราถูกเศรษฐศาสตร์แล้ว เราเรียนรู้ถูกเศรษฐศาสตร์แล้ว และเราต้องมาเป็น แล้วอีกอันหนึ่งก็สิ่งแวดล้อมมันสกปรก มันเลอะเทอะ ไอ้ที่เรียกกัน โดยภาษาว่ามลพิษ มลภาวะ หรือขยะนี่ มันเป็นส่วนที่สูญเสีย เป็นส่วนที่เป็นพิษ เป็นภัยนี่ อันนี้อีกอันหนึ่ง เป็นงานอาชีพที่เขารังเกียจ ไม่มีใครอยากจะทำหรอก รังเกียจมาแต่ต้น มาแต่ไหนๆแล้ว และทุกวันนี้ มลพิษหรือขยะนี่ จะมากขึ้นๆ เพราะการสังเคราะห์เก่งกาจ เศษก็เยอะขึ้น พิษภัยทั้งอากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟ จะมากขึ้นทั้งนั้นเลย เป็นความรีบด่วนเหลือเกินในมลพิษ ในมลภาวะของขยะทั้ง หลายแหล่นี่ ที่คนรังเกียจ แล้วก็ไม่รับ ไม่ชอบมาแต่ไหนแล้ว เราต้องมาชอบ เพราะมันมีความจำเป็น ความสำคัญ นี่เป็นอาชีพที่ 2 อาชีพขยะ จะต้องมาเป็นเจ้า หน้าที่ขยะ จะต้องมาทำความรังเกียจนี้แหละ เราต้องมาเรียนรู้ ความน่า รังเกียจนี่ มันเกิดจากอุปาทาน ขยะอะไรที่มันจะเน่าเหม็นเท่ากับขี้ไม่มี ใช่ไหม ขี้นี้น่ารังเกียจมาก แล้วคนก็รังเกียจ แต่คนก็พรากจากขี้ไม่ได้ ต้องมีขี้กันทุกคนน่ะ อยู่ในตัวนี่ ไม่รู้กี่อย่าง โดยเฉพาะขี้ตรงๆ อุจจาระนี่ที่อยู่ในท้องเรานี่ ถ้ารังเกียจ ก็ต้องไปผ่าออก ล้างให้สะอาดให้หมด ก็ตายเมื่อนั้นน่ะ มันพรากกันไม่ได้หรอกนะ พรากกันไม่ได้หรอก ไอ้เรื่องความรังเกียจนี่ เป็นอุปาทานอย่างไร อาตมาได้ อธิบาย ที่โน่นก็อธิบาย ที่นี่ก็อธิบาย ตัวอย่างเช่นคนที่ไปเรียนนางพยาบาลนี่นะ โอ คนใหม่ๆนี่ ต้องไปเทกระโถน ต้องไปเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว ต้องไปหอบขี้หอบเยี่ยวนี่นะ อ้วกแตกอ้วกแตนเลยนางพยาบาล เพราะอุปาาทาน ความรังเกียจ นางพยาบาล นี่ ไปเรียนนี่หลายคนทนไม่ไหว ลาออกไป ไม่เรียนต่อ เพราะ ไอ้เหตุความสกปรกของขี้นี่เอง ขี้ๆเยี่ยวๆ เสลด น้ำลาย ไอ้ของสกปรกพวกนี้ของนาง พยาบาลนี่นะ มันมีอุปาทาน มันรังเกียจจัดจนกระทั่ง โอ้โฮ ถึงขนาดเป็นลมก็มี เจ็บป่วยได้ไข้ เพราะว่าปฏิกิริยาของ Neurosis นี่มันเกิดจนกระทั่งเป็นไข้เป็น อะไรก็มี ทั้งๆที่มันไม่มีโรคอะไรหรอกนะ ยังไม่ได้รับโรคจากเชื้ออุจจาระอะไร กับเขาหรอกนะ Neurosis กินตัวแล้ว นางพยาบาลนี่ รังเกียจ แล้วก็มันทุกข์ มันร้อน มันอุปาทาน แต่เสร็จแล้วมาเรียนพยาบาลต้องจำนน ฝืนกันไปบ้าง จนทน ได้ด้วยการฝืน ถ้าใครมีปัญญาดี มีวิปัสสนาญาณพอจะไวไม่ต้องฝืนมาก ไม่ต้องฝืน นาน แล้ววางอุปาทานได้ บอก เออ มันก็ธรรมดา เพราะฉะนั้น หนักๆเข้า นาง พยาบาลเรียนไปเรียนมานี่ กอบขี้กอบเยี่ยวเป็นธรรมดาเลย เป็นเรื่องธรรมดาเลย นั่นแหละคืออุปาทาน มันไม่ใช่เรื่องจริง มันน่ารังเกียจ มันจะไม่น่ารังเกียจอะไร เล่า ขี้เยี่ยวมันก็อย่างนั้น แล้วพวกเราก็เช็ดขี้เข็ดเยี่ยวตัวเอง ก็เอามือเช็ด ล้าง ก้นอยู่ทุกวันนี้น่ะ ขึ้เยี่ยวก็จับอยู่ทุกวันนั่นแหละ ธรรมดา นอกจากจะเป็นพวกที่ใช้ กระดาษเช็ด ให้กระดาษเช็ดมันก็ติดไม้ติดมืออยู่นั่นแหละ แต่ก็เอาเถอะ มันก็ยัง ไม่แท้ เหมือนกับคนล้างก้นกับมือเช็ดมือล้างไปเลยกับน้ำเลยก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ มันไม่ได้เป็นอะไรเลย มันไม่ได้ตายเพราะเราต้องไปแตะขี้ทุกวันๆมันไม่ตายน่ะ มันไม่ตายหรอก แต่รังเกียจ เป็นอุปทาน ฉันเดียวกัน เราจะมาทำงานขยะ เรามีความรู้นี่ ขยะอะไรจับได้ก็จับ ล้างมือล้างไม้ก็ล้างไป คนทำปลาแดกปลาร้า อยู่ในอีสานนี่แหละ อาตมานี่เคยทำ มา พ่อแม่เคยค้าขายปลาร้า แล้วก็ดองปลาร้าหมักปลาร้าเอง ซื้อปลามาหมักทำ เอง โอ้ เน่าเยอะ ปลาร้าก็คือปลาเน่าธรรมดานี่เองแหละ หมักให้ตายยังไงก็ ต้องเน่าเน่ามากเน่าน้อยเท่านั้นแหละ หนอนไม่ต้องห่วง ชาวอีสานกับหนอนนี่มัน เป็นเรื่องธรรมดา เวลาปลาร้าใส่ชามมากินนี่ หนอนมันดิ้น แล้วก็เขี่ยมันออก แล้วก็จิ้มมันกินอยู่ตรงนั้นแหละ ชาวอีสานนี่เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่อง ประหลาดอะไรหรอก หนอนอะไรนี่ขึ้นยุบยับๆนี่ เวลาจะล้วงไหปลาร้านี่ เอามือ ล้วงเข้าไปนะ อาตมานี่ทำ แม่ขายปลาร้า ก็ต้องเอาปลาร้าล้วงเอามาใส่ กาละมัง แล้วก็เอาไปปรุงหน่อย แล้วก็เอาไปขาย หนอนก็มีก็เก็บมันออก ขนาด นั้นมันก็ยังเหลือโผล่ไปในที่ตลาดมันยังเหลือเลย ต้องรีบเก็บออกเพราะว่าคนเขา อย่างว่านี่ โดยอุปาทาน เขาก็รังเกียจบ้าง แต่ถึงอย่างไรๆ อุปาทานของชาวอีสานก็น้อย แต่ถ้ากรุงเทพฯก็ไม่แลกันเลย เห็นหนอนไต่ตัวเดียวก็ไม่แลกันเลยละ กรุงเทพฯใช่ไหม แต่อีสานเขาไม่ถือสาหรอก หนอนตัวหนึ่งเขาก็เอาออก แล้วก็ แล้วไป เขาก็กินต่อ ไม่มีปัญหาหรอกชาวอีสาน แม้เดี๋ยวนี้ก็เถอะ ยิ่งบ้านนอกแล้ว ไม่ต้องห่วงเลย เป็นของธรรมดาเลย ส.บ.ม. ธ.ม.ด.ป.ก.ต.ห.ห.จ.จ. ไม่มี ปัญหา แต่ว่าไอ้ปลาร้านี่นะ มันเหม็นมันเน่านี่นะ ล้วงมานี่เอาไปขายเอาไปกิน เอาไปใช้อะไรก็แล้วแต่ ไปล้างมือล้างไม้ขัดฟอกสบู่อะไรออกนี่ ยังเหม็นติดมือ ปลาร้าน่ะ มันเหม็นติดมืออยู่อย่างนั้นน่ะ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ก็โตมาจนกระทั่ง อายุมากแล้ว ป่านนี้แก่แล้ว ยังไม่ตายเพราะความเหม็นเหล่านั้นเลย ไม่ได้เป็น โรคเป็นภัย ไม่ได้เป็นพิษเป็นอะไรหรอก แต่เรารังเกียจ อุปาทานตัวนี้แหละ จะต้องเรียนดีๆ แล้วล้างความรังเกียจ ที่อาตมา ตั้งไว้นี่ มีคำว่าขี้เกียจ กับรังเกียจ สองตัวนี่ทำให้เราเกิดอัตตา ความรังเกียจ นี่คืออัตตา จะรังเกียจอะไรก็แล้วแต่ เป็นอัตตามันถือตัวถือดีถือตัวอัตตาเราจะต้อง มาเรียนรู้ แล้วเราจะต้องเป็นคนที่จะต้องรับภาระ โดยเฉพาะขยะ อาชีพขยะ จะต้องทำความสะอาดสะอ้านจะต้องดูแล ที่สันติอโศกนี่ อาตมาอยากจะบอกเรื่อง ขยะ เพราะว่าอาชีพกสิกรรมก็คงจะยาก และอาชีพที่ 3 คือ อาชีพปุ๋ยหมัก ปุ๋ยสะอาด เราเรียกปุ๋ยสะอาด ตอนนี้เราลงมือแล้ว หมอฟากฟ้าหนึ่งกับน้อมบูชาเป็นตัวหัวเรือใหญ่ ตอนนี้ไปเอา ตำรา ไปเอาหลักการ ไปเอาอะไรมา กำลังลงมือลงไม้กันละ ทำกันให้เป็นกิจจะ ลักษณะ ต่อไปเราจะต้องเป็นเจ้าแห่งปุ๋ยสะอาด อโศกนี่ 3 เส้านี่นะ กสิกรรม ขยะ กับปุ๋ยสะอาด นี่ 3 อาชีพนี่สำคัญมาก ต่อไปนี่ขอพวกเรานี่ จะต้องเป็น เอา ละ สันติอโศกไม่ได้มีอาชีพ 3 อัน ก็เอาอาชีพหนึ่งคือ อาชีพขยะ ต้องทำขยะให้ดี ไม่ใช่ทำขยะให้เจริญนะ ทำขยะให้หมดไป ต้องทำความสะอาดสะอ้าน ต้องเรียนรู้ เรื่องขยะ แล้วจะต้องเก็บขยะให้ดี ให้มีสัดส่วนที่ดี ที่ที่มันควรมีอันนั้นอันนี้ก็ควรให้ มันดี ไม่ควรมีก็อย่าให้มี อันนี้อาตมาพูดตายตัวไม่ได้ จะต้องรู้จักความเหมาะสมที่แท้ จริง ขยะนี่ แล้วทำขยะนี่ต่อไปเป็นวัตถุดิบ ถ้ามีมากวันๆหนึ่งไม่พอก็จะรับจากข้าง นอกๆนี่ก็ได้ ต่อไปเป็นกิจการ นำส่งปฐมอโศก ปฐมอโศกมีโรงงานปุ๋ยสะอาดใน อนาคต จะมีโรงงานปุ๋ยสะอาด มีที่เป็นไร่ๆ เป็นโรงงานเลย ทำโรงงานปุ๋ย สะอาด แล้วปุ๋ยสะอาดเหล่านี้ นี่เมื่อทำขึ้นมาแล้วนี่ปุ๋ยสะอาดมันจะเป็นอาหารของ พืช ก็คือกสิกรรมจะได้อาหารของพืช เมื่อพืชเราปลูกขึ้นมา ก็จะได้ผลได้อะไรขึ้นมาเป็นอาหารให้คนกิน พอคนกิน ก็จะมีเศษของอาหารไปเป็นขยะ แล้วก็มีขี้ กิน แล้วก็ต้องมีขี้ไปเป็นขยะ คนก็จะต้องมาจัดการกับเศษ หนึ่ง ไม่ให้เกิดมลภาวะพิษภัย อาหารที่กินนี่ ไม่มีมลภาวะพิษภัย และ อาหารที่กินนี่ไม่ได้ทิ้งเศษกากออกไปให้เกิดมลภาวะพิษภัย เราก็จะต้องทำงานขยะ กับสิ่งเหล่านี้ แม้แต่อุจจาระ แม้แต่ขี้ก็จะเอามาทำเป็นประโยชน์ เอามาเป็นปุ๋ย สะอาด จากขนะมาเป็นปุ๋ยสะอาด จากปุ๋ยสะอาดมาเป็นอาหาร มาเป็นเกษตรมา เป็นกสิกรรม เมื่อเป็นกสิกรรมก็มาเป็นอาหาร เมื่อเป็นอาหาร ก็จะเกิดขยะหรือ มลพิษ ก็ปราบขยะ ปราบมลพิษในองค์การอาชีพขยะ เสร็จแล้วก็หมุนมาเป็นปุ๋ย หมัก ปุ๋ยสะอาด มาเป็นปุ๋ยสะอาดก็ไปเป็นอาหารของเกษตร เกษตรก็จะมาเกิดขยะ ขยะก็จะเกิดปุ๋ยสะอาด เป็นวงวัฏจักรอย่างสมบูรณ์เจริญ งานนี้ ขอประกาศชาวอโศกจะต้องรับผิดชอบ แล้วจะต้องเอา ต้อง ทำ ต้องเรียนรู้ มีความรู้ มีความชำนาญ คนเขาไม่ทำเพราะเขารังเกียจ นี่ อาตมาพูดตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อเขารังเกียจแต่มันมีความจำเป็น ร่ำร้องเอา สิ่งแวดล้อมนี่ มลภาวะอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เกิดจากสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เราจะไม่ พยายามที่จะไปสนับสนุนส่งเสริมในด้านอุตสาหกรรม เพราะขอยืนยันวา่ ประเทศ ไทยเหมาะกับเกษตรเหมาะกับกสิกรรม ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรม แต่เราไม่ รังเกียจอุตสาหกรรม อุตสาหหกรรมจะมีพอประมาณ ถ้าเผื่อว่ากสิกรรม หรือ เกษตรกรรมของเราเจริญอุดมสมบูรณ์ อุตสาหกรรมไม่ต้องมาก เมืองที่เขาต้อง มีอุตสาหกรรมมาก เพราะเขาทำกสิกรรมไม่พอ เพราะฉะนั้น จะต้องใช้หลัก วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการสังเคราะห์อะไรต่างๆนานามาก เพราะฉะนั้น เมือง เขาก็จะมีมลภาวะมาก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้รู้ตัว มีความรู้แล้ว ว่ามลภาวะมันทำให้ ประเทศของเขาแย่ไปหมดเลย แย่จริงๆนะ นี่ไม้ร่มไปอเมริกา ส่งจดหมายมา อาตมาว่าจะเอาจดหมายมาอ่านให้พวกเราฟังบ้าง ไม่ได้เอามาไม่เป็นไร เอาไว้ วันพรุ่งนี้ก็ได้ มาอ่านให้ฟัง เขาไปอเมริกา เขาไปสัมผัสแล้ว ก็เห็นว่า โอ้โฮ อเมริกานี่ มันเน่าเรื่องคนไม่ต้องพูดเลย วัฒนธรรม จิตวิญญาณ จิตใจ มันไปคนละ เรื่องเลย เสร็จแล้วมันก็สิ่งแวดล้อมเน่า แต่เขาพยายามที่จะพรางนะ บัง พราง ส่วนที่จะเอามาโชว์ข้างนอก ส่วนที่เน่าน่ะเน่า แม้กระทั่งน้ำนี่ แม่น้ำใหญ่ๆ ก็เน่าไป มากกว่าของไทยเราอีก มากกว่านะ แต่เขาก็พยายามที่จะปรับขึ้นมาในสภาพที่ เขาจะฟื้นตัว เขาทำขึ้นมาเหมือนกัน แล้วก็มีผลให้คนได้รับรู้เหมือนกัน รับรู้ผลขึ้นมาบ้าง แต่ยังแก้ไขยังไม่เรียบร้อยหรอก ถ้าแก้ไขอันนี้ไม่มีบทบาท หรือไม่มีผล งานที่มันสามารถก้าวหน้าไปชนะความสูญเสีย หรือความเสื่อมโทรม อัตราการ พัฒนาก้าวหน้านี่ การเจริญนี่มันมีน้อยกว่าอัตราการเสื่อมโทรม เขาก็แก้ไม่รอด เหมือนกัน แต่เขาพยายามแก้อยู่ ที่เขาพูดมานี่ เขาไม่ได้พูดมาโดยการประมาณ พอดีเขาไปนั่งอยู่ที่แม่น้ำ ทำแว่นตาตก เลยต้องโดดลงไปงม ไปงมแว่นตา เลย ถึงรู้ว่าน้ำนี่ดำลงไปมันเน่าสนิท มันเน่ายิ่งกวา่น้ำเมืองไทยจริงๆ พอดีมันต้อง กระโดดลงไปในแม่น้ำเขาเลย ทั้งเห็นว่า มันเน่าทั้งไอ้สิ่งแวดล้อม ทั้งอะไรต่อ อะไรต่างๆนานา ถึงอาตมาไม่บรรยาย อาตมาก็เชื่อวา่ พวกเราก็คงจะเข้าใจ โดยปฏิภาณแล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ แม้มันยังไม่มากจนที่เราพูดถึงนี่ก็ตาม มันจะน้อยก็ ตาม มันก็เป็นทิศทางที่เห็นแล้วว่า มันจะบรรลัยในอนาคต เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ตัว แล้วเราต้องรีบแก้ไขให้ทันการ ต้องเป็น คนผู้รู้ทันสิ่งที่มันจะเกิด ถ้าเราทำได้ดีแล้ว อย่างน้อยที่สุดชุมชนหรือกลุ่มของคนพวก เราก็รอด จึงเรียกว่าผู้รอด ผู้หลุดพ้น ผู้ไม่ได้เข้าข่ายที่มันเป็นเรื่องเลวร้าย เรื่องทุกข์ร้อนของมนุษยชาติ คนไม่รู้จะตกเข้าไปในข่ายของความทุกข์ร้อน ความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะฉะนั้น เราจะปลอดภัยก่อน ไม่ใช่เห็นแก่ตัวนะ เรากก็ชวนผู้อื่น ไม่ได้ปิดบังใครเขานะ ไม่ได้ปิดบังใครเขาว่าเราจะมาเป็นชาว กสิกรรม กสิกร เราจะมาเป็นชาวขยะ เอาภาระเรื่องงานขยะ เราจะมาเอา ภาระในเรื่องทำปุ๋ยสะอาด มันจะต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์เลย แล้วเราก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องไปเที่ยวได้ดิ้นรอะไรเกินการเลย สามอาชีพนี้ ถาทำสำเร็จนะ รับรอง ว่าเราครองโลก ฟังดีๆนะ ครองโลกนะ ครองโลกนะ ขอให้ปลูกข้าวให้เก่ง แล้วเราก็กินใช้ของเราอย่างที่ไม่ต้องหวือหวาวุ่นวายอะไรมากมายนี่แหละ แล้วก็ ขอให้เข้าใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม มลภาวะหรือว่าขยะดีๆ แล้วก็ปรับให้ดีๆ มีความรู้ ในเรื่องนี้ อีกหน่อยต่อไป เรื่องงานปราบมลภาวะรู้ฝีมือในการแปรเปลี่ยน ปราบไอ้ สิ่งที่มันกลายเป็นส่วนเกินหรือสูญเสีย เอากลับมาทำให้ดีขึ้น ส่วนที่เกินก็ทำให้มัน ลงมาพอดี อะไรพวกนี้นะ เราปรับตัวนี้น่ะ คำว่าขยะนี่ Gambology เอา เถอะ อาตมาวา งานนี้ศาสตร์นี้ จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต แต่ตอนนี้ เขายัง ไม่สำนึกกัน เขายังไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องรีบทำ อย่างน้อยเราก็รีบทำอยู่ที่แวดวง อาณาจักรหรือว่าสังคมกลุ่ม สถานที่ควรอยู่ของเราก็จะได้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่จริงๆ แล้วเราก็จะได้สิ่งที่เกิดผลผลิต จะเรียกว่าผลพลอยได้หรือว่าผลได้ตรงตัวมันเลยก็ ได้ เรามาทำปุ๋ยสะอาดนี่ ปุ๋ยสะอาดนี่แหละ มันเป็นปุ๋ยสะอาดของเรานี่แหละ จะ เรียกโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ได้ แล้วมันจะเป็นตัวอย่างหมุนเวียน ใครจะมี ความชำนาญพิเศษในเรื่องเกษตร หรือเรื่องกสิกรรมก็ทำไป ใครจะมีความชำนาญ ในเรื่องของขยะ ก็ทำไป ใครจะมีความชำนาญในเรื่องของปุ๋ยสะอาด ก็ทำไป เป็นสามอาชีพหลัก ส่วนอื่นๆ ก็มีบ้าง จะเป็นอาชีพไม่หลัก อาตมาคิดว่าชาวอโศกเราจะ ต้องเป็นอาชีพไม่หลัก ใครจะไปทำก็ทำไปเถอด ใครยังคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันมีบุญ มาก อาตมาว่างานนี้จะเป็นงานบุญมากตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่บอกให้ฟังแล้ว อาตมาได้อธิบายในเรื่องค่าของบุญค่าของบาปที่ย้อนซับซ้อน ย้อนอธิบายมาหลายที แล้ว เท็ปม้วนที่ว่านี่ก็อธิบายสามอาชีพที่กู้ชาตินี่ เขาอธิบายไว้ตอนต้นๆ ไปฟังดีๆ เถอะ ค่าของมันจะต่าง ถ้ามีปฏิภาณ ฟังดีๆ จะเห็นเลยว่าเรามองทางนามธรรม มองทางจิตวิญญาณ มองถึงค่าของสิ่งที่เข้ากับหลักเศรษฐศาสตร์ด้วยนะ ไม่ใช่ไม่ เข้า เข้ากับหลักของเศรษฐศาสตร์ เข้ากับหลักสัจธรมด้วย ตามดีๆ แล้วเหตุผลดีๆ แล้วคุณจะเข้าใจดี เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้จักค่าของบุญ แล้วเราก็มาทำสิ่งนี้ เราก็ได้ คุณค่าของบุญจริงๆ คุณค่าของบุญนี่ เป็นคุณค่าของสิ่งที่ได้แล้ว มันไปตลอดนะ มัน ไปกับเราไปอีกจนกวา่เราจะนิพพาน บุญมันไม่ได้แต่แค่นี้หรอก ไอ้ค่าของบาป ค่า ของวัตถุนี่ได้ในโลกนี้ตีราคาแล้วก็ไปแลกเปลี่ยนมา ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณไปทำ งาน คุณได้เงินมาร้วยรวย คุณจะได้มาโดยซื่อสัตย์โดยสุจริต หรือคุณจะได้มา โดยทุจริตก็ตาม ยิ่งเป็นทุจริต ยิ่งเป็นบาปยิ่งเห็นได้ชัด แม้ไม่ทุจริตหรอก คุณจะ ได้มารวยยังไง คุณตายแล้วคุณก็ไม่ได้สิ่งนี้ไปแล้ว ก็รู้กันอยู่ใช่ไหม เป็นวัตถุรูปนี่ คุณจะได้รวยโดยสุจริตขนาดไหนก็ตาม ตายไปแล้วคุณก็ไม่ได้ไป มันไม่ได้ เป็นทรัพย์อะไรกับคุณนะ ไม่ได้เป็นทรัพย์หรอก คุณได้มารวยนั่นน่ะ คุณก็จะต้องลด ค่าของ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive