590706_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงนิพพาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590706 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก แยกกายแยกจิตอย่างไรให้ถึงนิพพาน

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2559 ที่ สันติอโศกอาตมาก็เดินทางกลับมาจากไปสัญจร ต่างจังหวัดมาหลายจังหวัด พบญาติโยม ได้ไปบรรยายสัจธรรมไป ชีวิตนี้ออกมาทางธรรม46 ปีย่างปีที่ 47

_0893867xxx ในเมื่อทุกศ.หยุดสงครามฯ ไม่ได้เพราะผู้นำคำสอนทุก ศ.ไม่รู้จักกรรมที่สัจธรรมจริงแสดงแก่โลกไม่ว่าจะเชื้อชาติใดจะถือศาสนาใด!วิบากไม่จำกัดสัญชาติ! กรรมไม่มียกเว้นเผ่าพันธุ์ตราบใดที่ทุกชนชาติยังจองเวรจองกรรมไม่สิ้นสุด! กรรมใดใครก่อผู้นั้นต้องรับกรรม!สัจธรรมแท้จริงที่ทุกมุมโลกต้องผจญในวิบากกรรมร่วมกัน! ไม่มีใครหยุดกรรมชั่วได้ด้วยกรรมดีเท่าผู้กระทำเอง! ตอบ...ศาสนาพุทธเชื่อกรรมเชื่อวิบาก เชื่อว่ากรรมเป็นของๆ ตน (กัมมสกะ) เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อในกรรม 3 ทำลงไป พอทำปุ๊บเสร็จปั๊บก็เป็นวิบาก เป็นสั่งสมเป็นของๆ ตน จะทำในที่แจ้งหรือที่ลับ ทำโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ทำโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ทิ้งไม่ได้ ไม่เอาไม่ได้ ทำแล้วเป็นของๆ ตนทุกธุลีละออง ไม่มีขาดหกตกหล่น ไม่มีใครเบี้ยวได้ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581) กรรมไม่ใช่เรื่องสืบทอดทางสรีระ หรือที่จะสืบทอดกันมาจากปู่ย่าตายายได้ แต่ว่า ลูกหลายอาศัยเพียงสรีรพันธุ์มาเกิดกับพ่อกับแม่เท่านั้น จิตวิญญาณแยกกับสรีระ สรีระนั้นสืบทอดกันได้ที่เขาเรียกว่ากรรมพันธ์ุแต่แท้จริงมันไม่ใช่สืบทอดทางกรรม แต่ว่าเป็นเพียงสรีรพันธุ์ กรรมนั้นเป็นของตน

อ่านต่อ

เองสะสมมาเอง กรรมนี่แหละจะทำให้จิตวิญญาณเราบรรลุธรรมได้ กายวาจาใจ เป็นกาย ร่าง ดินน้ำไฟลมไม่ใช่กายแต่เป็นองค์ประกอบ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนี่แหละ เมื่อมีการกระทบสัมผัสเกิดกรรม โดยเฉพาะเมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดสภาวะที่มโน ตรงนี้เป็นเป้าหมายแห่งการรู้ เป็นที่ตั้งที่จะศึกษาได้ เรียกองค์รวมนี้เรียกว่ากาย ภาษาแรกเลยเรียกว่า กายสังขาร คำว่ากายคือรูปกับนาม ปรุงแต่งเป็นสังขารเลย พระพุทธเจ้าสอน คนอวิชชา (ไม่รู้) ก็เพราะไม่รู้สังขารนี่แหละ ผู้เรียนรู้กายไม่ถูกต้อง กรรมเลยทำให้เกิดกาย แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็แยกกายออกไป ใช้ภาษาเรียกหลายอย่าง เฉพาะคำว่า กายนี้ ท่านแปลว่า กอง ฝูง หมู่ ประชุม กายไม่ใช่สิ่งเดียว กายต้องสองสิ่งขึ้นไป เป็นธรรมะสองประชุมกัน หรือกายแปลว่า หมวดแห่งเจตสิกคือเวทนาสัญญาสังขาร กายไม่ได้แปลว่าวัตถุ แต่แปลถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม ก็คือวิญญาณ (เวทนาสัญญาสังขาร) พระพุทธเจ้าตรัสว่า... ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 กายนั้นถูกรู้ได้ เป็นรูปได้ แต่เป็นนามเสียส่วนใหญ่ แม้แต่เป็นรูปกาย กายนี้เน้นเข้าหานามธรรม ซึ่งมีคำว่า กายอีกหลายคำ กายกลิ กายปาคุญญตา กายกัมมั ญญตา กายทวาร กายธาตุ กายปฏิพัทธ์ กายปัสสัทธิ กายพละ กายภาวนา กายมุทุตา กายลหุตา กายวิการ กายวิญญัติ กายวิญญาณ กายปาคุญญตาแปลว่า ความคล่องแคล่วของกาย ความคล่องแคล่งแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร มีความแคล่วคล่องเพราะกายปัสสัทธิ ไม่มีกิเลสที่เป็นตัวกวนเข้ามามีแต่พลังแห่งความดีงาม ไม่ มีเหตุแห่งความชั่ว ก็เลยคล่องตัว มีแต่ทำดีคล่องตัว นี่คือนัยสำคัญของศาสนาพุทธ เมื่อเข้าใจเพี้ยนก็เอากายไปให้ร่างนี้อยู่นิ่งๆ เขาเรียนกายานุปัสสนา ทำให้กายปัสสัทธิ เขาก็เลยไปนั่งหลับตาทำจิตให้นิ่งแล้วไม่กระดุกกระดิก แท้จริงแล้ว เมื่อกายปาคุญญตา ก็ทำงานได้คล่องแคล่ว เพราะมีกายปัสสัทธิ (หมดกิเลสแล้ว) แต่ถ้าหมายว่า กายปัสสัทธิคือร่างไม่กระดุกกระดิก จะไปทำงานได้อย่างไร จะมีกายปาคุญญตาได้อย่างไร แต่เขาก็บอกว่าจิตมันแคล่วคล่องจิตมันเป็นสมาธิ ไม่มีกิเลส ฉลาดเฉลียว เป็นการอ่านอารมณ์ได้ซึ่งที่จริงไม่ผิด แต่ไม่ถูก เพราะองค์รวมของพระพุทธเจ้าสมาธิต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มันต้องเกี่ยวข้องทั้งภายนอกและภายใน ในมูลกรรมฐาน 5 นั้น ชีชัดว่า เราสามารถทำจิตให้เป็นพลังงานฐาน พีชนิยาม แต่ว่า เป็นจิตที่เป็นจิตนิยาม ทำให้จิตรวมลงเป็นพีชะ ทำให้เราเข้าใจอาการนิพพาน เอาอาการ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่เป็นอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ที่เป็นนิพพานอย่างไร? ถ้าเล็บเราเป็นดินน้ำไฟลม อุตุนิยาม เป็นธาตุไร้ความรู้สึก แต่ตอนนี้มันติดกับร่างเรานี่เป็นชีวะ มันยาวออกมาได้ เล็บที่ยาวออกมา พ้นปสาทรูป ดินน้ำไฟลมเป็นมหาภูตรูป 4 ส่วนที่ยาวออกไปแล้วมีส่วนที่ติดกับร่างกายเรา มีส่วนต่อ เรียกว่ามีชีวิตินทรีย์ของเล็บ แต่ส่วนที่พ้นปสาทรูปนี้ไปแล้ว ที่ต้องมีปสาทรูป 5 กับโคจรรูป 5 ทำงานกระทบสัมผัส เช่นเล็บของเรากระทบสัมผัส กระทบกระเทือน เอามีดตัดเล็บมาตัดก็ไม่รู้สึกปวดอะไร ไม่รู้สึกเป็นภาวรูป 2 ถ้าเราตัดออกไป ส่วนที่ออกมาจากปสาทรูปก็ไม่เจ็บ ส่วนที่เหลือยังเป็นชีวะ เป็นพีชนิยาม จิตนิยามอยู่กับเรา แล้วจิตที่ไปผูกพันกับส่วนที่เกินประสาทของเราออกไป มันเป็นชีวะ แต่มันไม่ใช่กายของเรา ส่วนที่เล็บมันเกินออกมาจากประสาทเรามันเป็นพีชนิยาม แต่ไม่ใช่จิตนิยามจึงไม่ใช่กาย มันไม่นับเป็นกายแล้ว ตัดออกไปแล้วเราไม่ได้สุขทุกข์กับมันเรียกว่าอาการนิพพาน แต่ว่าคนที่หวงแหนถูกตัดเล็บออกไปแล้วโวยวาย เป็นทุกข์กับมันก็มี เล็บที่ยาวพ้นประสาทออกมามีแต่สัญญากับสังขาร ตัดแล้วก็ไร้ความรู้สึก ไม่มีเวทนาแล้วนี่แหละคือดับเวทนา แม้จะเป็นชีวะอยู่ ตัดออกไปแล้วหากเรายึดเป็นเราของเราอีกก็ยิ่งกว่าปกติสามัญอีก คนวางได้ เข้าใจว่าเล็บนี้ไม่ใช่กายเราแล้ว กายคือที่เรารู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกเจ็บนี่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเจ็บแล้วชอบใจหรือไม่ชอบใจนี่คือมีเวทนา โกหก สัมผัสแล้วชอบหรือไม่ชอบ ที่เจ็บหรือไม่เจ็บนี้เป็นธรรมชาติ แล้วแต่สัมผัสแรงเบา แต่ธรรมาดาก็ถ้าแรงก็เจ็บ แต่ถ้าชอบใจหรือไม่ชอบใจนี่คืออาการของสิ่งไม่มีจริง แล้วเป็นอาการที่ยึด ชอบใจไม่ชอบใจ ถ้าไม่ใช่เล็บ ผม ขน ฟัน หนัง มีสัมผัสเสียดสีกดนวด ก็เกิดความชอบหรือไม่ชอบ กดแรงๆ ก็เจ็บ สัมผัสแรงมากก็ทนไม่ไหว เจ็บ ทนไม่ได้ คนมาโซคิสก็ชอบให้กระแทกสัมผัสแรงๆตามร่างกายเรา ส่วนคนซาดิสม์ก็ชอบใจที่คนอื่นโดนทำร้าย ผู้ใดแยกอุตุนิยามออกจากจิตนิยามได้ อุตุนิยามนี้ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย แต่ถ้ามันยังเป็นชีวะอยู่ กายของเราไปสัมผัสกับอะไรก็แล้วแต่ สัมผัสแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นเล็บกระทบแรงก็เจ็บ สัมผัสเล็บก็ไม่เท่าไหร่ ผมก็ไม่เท่าไหร่ไม่ค่อยรู้เรื่องผมยาวๆ ก็ไม่ค่อยกระเทือนแต่ผิวหนังนี่สัมผัสแล้วก็รู้ได้มากกว่า ผู้ใดแยกกายแยกจิต ทำให้ความรู้ทำให้ปัญญาของเรารู้ว่าอาการกาย กายอย่างนี้ไม่ใช่กายแล้ว เมื่อไม่ใช่กายก็ไม่มีเราของเรา แม้มันยังเป็นกาย แต่จิตเราไม่ไปร่วมด้วยก็ไม่ใช่กายแล้วเป็นพีชนิยามแล้ว จิตเรานิพพานแล้วในการติดยึดส่วนนั้นๆ อาการที่เป็นพีชนิยามคือมีแต่ สังขารกับสัญญา ไม่รู้สึก แม้เล็บที่ออกมาพ้นประสาทแล้วก็ไม่เจ็บ ตัดออกขัดออกไม่เจ็บ ส่วนอื่นก็เช่นกัน ผม ขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง พวกที่ไม่รู้สึกนี้นิพพานหมดแล้ว ตัดออกไปได้เลย ไม่มีรู้สึกอะไรเลย เล็บมีหลายแบบ ของสัตว์ของคนก็ต่างกันไป เล็บถ้าผู้ใดเรียนรู้ได้ว่าสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา แล้วเรายึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ทั้งที่มันเป็นอวัยวะของเรา เรารู้สึกเฉยๆ ตัดออกไปมันไม่ใช่ของเรา แยกกายแยกจิตได้ ตัดออกแล้วไม่รู้สึกเจ็บไม่ใช่กาย ไม่มีเวทนาเลย ไม่ใช่กาย ส่วนใดมีความรู้สึก มีเวทนา เรียกว่า กาย จะเป็นกายหรือเป็นจิต คุณยึดเป็นเราเป็นของเรานั้นผิดหมด ก็ต้องรู้การอาศัย เราอาศัยมันเท่านั้น มันไม่ใช่กายเราแล้ว แม้แต่ทรัพย์สินเงินทอง ญาติพี่น้อง พระอาริยะเจ้าทิ้งมาหมดแล้ว ทั้งโภคขันธาปหายนะ ญาติปริวัตตังปหายะ นักบวช สมณะ สม.สามเณรอโศกไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทุกวันนี้อาตมาทิ้งมาหมดก็สบาย ใครมีที่ดินก็เซ็นออกให้หมด เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าพาทำเช่นนี้ ส่วนนักบวชทุกวันนี้ สะสมกอบโดยไปหมดภิกษุพระเจ้ามีเงินเดือนเงินดาวอีก แล้วเถียงว่า ยุคนี้ไม่มีไม่ได้ แต่ว่า สมณะ สิกขมาตุ สามเณรอโศกอยู่ในยุคนี้ไหม สิกขมาตุเราบวชมาเช่น 38 ปีก็ไม่มีเงินเลย ไปไหนมาไหนก็ได้ ขออภัยไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่ท่านเองปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้ก็ยอมรับเสียเถิด ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ประเสริฐนัก คุณมีทรัพย์สินเงินทอง จะไปจะมาจะนั่งจะนอนก็ห่วงหา แต่เราไม่มีก็ไม่ห่วงหาอาวรณ์เงินทองทรัพย์สินที่ทิ้งมาแล้ว เราก็มากินใช้ส่วนกลางกับสาธารณโภคี ไม่ยึดหอบหวงเอาไว้กับตน มาปฏิบัติธรรมก็ต้องสละออก ไม่มีมาก ออกบวช นั้น โภคขันธาปหายะ มีบาตรบริหารท้อง จีวรบริหารกาย เหมือนนกปีกแข็ง จะไปทิศาภาคใดก็ไปได้ทุกทิศ เวทนามันเป็นหนึ่งแล้วไม่ต้องห่วงหาเป็นเราเป็นของเราเป็นเวทนูปาทานักขันโธ กำหนดเอาสัญญากำหนดรู้เวทนาว่ายึด สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ เป็นเราเป็นของเราไหม ถ้ายังยึดอยู่เป็นปลิโพธ เป็นเราเป็นของเราก็ทุกข์อยู่ หรือถ้ามีแล้วมาปฏิบัติธรรมก็เอาออกจากเราไป ยกตัวอย่างเช่นเงินทอง ศีลข้อ 10 ชาตรูปรชนปฏิคหนา เวรมณี อย่าเอามาเป็นเราเป็นของเรา อย่าว่าแต่ไปเปิดบัญชีอยู่ในแบงค์เลย เป็นสัญญาของเราให้เซ็นออกหรือเข้า คนนั้นมีเงินทองเป็นของตนไม่สละออก พระที่มีบัญชีในธนาคารเป็นพระอปกตัตตะ คือพระไม่บริสุทธิ์ ไม่ปกติ ต้องเอาออกต้องไม่มีบัญชีของเรา ถ้ามีถือว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ ไม่สละออกปลงอาบัติไม่ตก ยิ่งไปยินดีนี่แม้ไม่มีเงินในแบงค์แต่ยินดีกว่าเงินนั้นเป็นของเรา เช่นคนทำทานกับเรา เราก็เอาเข้ากองกลางแล้วไปยินดีว่าของเราๆ แม้สละออกแต่ยังยินดีว่าของเราอย่างนี้ก็ยังอาบัติต้องปลงอาบัติในความยินดีนั้น ๆ เป็นอาบัติทุกกฏ ลาภยศสรรเสริญเราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราได้ เป็นสาธารณโภคี ก็ต้อง ให้สอนอบรมเด็กพวกเราว่าเขาใช้ของสาธารณโภคี ต้องช่วยกันดูแล ของเสียหายต้องเก็บงำดูแล อันนี้คือเสียหายเสื่อมเสียต้องระวัง พวกเราสุรุ่ยสุร่ายก็เสียหาย ผู้ใดปฏิบัติแล้วไม่สามารถอ่านอาการไปถึง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ถ้าเราไม่สามารถรู้ว่าอันนี้เป็นพลังงานขั้นไหน แม้จะเป็นองคาพยพของเรา ที่เราต้องใช้สอยอยู่ แต่จิตเราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราแล้ว เมื่อไม่ใช่เป็นเราเป็นของเราแต่เราต้องใช้สอยอาศัย แล้วเราจะไปหวงแหนอะไรนักหนาทั้งที่มันไม่เจ็บปวดอะไรนะ คุณมีเงินแสน เอาใส่แบงค์ไว้ แล้วมันหายไป แต่คุณก็อยู่กับเรากับสาธารณโภคี แต่คนมาเอาเงินเราไปเราเดือดร้อนเงินแสนฉันหายนี่คือเราของเรา แต่ถ้ามันหายไปแล้วก็ไม่เป็นไร ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม ถ้าคนรู้สึกว่าหายก็แล้วไป มีไว้ก็เป็นภาระ ต้องดูแลรักษา คนอวิชชาตายแล้วก็มีกาย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คนที่บูชาคนตายที่ร่างไม่เน่านี้อวิชชาหนัก เพราะตายแล้วร่างไม่เน่านี้แสดงว่ามีพลังติดยึดมาก กายในกายคือองค์ประชุมรูปนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือธาตุรู้ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมี ผัสสะ จึงเกิดรูปนามต้องมีมนสิการ คือทำใจ ปฏิบัติทำใจในใจ ทำมโนปวิจาร 18 ที่เป็นฐานเลย จับอาการได้ตรงไหนตรงนั้นถือหทยรูป ใช้สัญญากำหนดอ่านเวทนาให้ได้แล้วอ่านเวทนาในเวทนาคือองค์ประชุมรูปนาม กายกับเวทนาเนื่องกัน แล้วอ่านในกาย คือเวทนา ตาก็ยังสัมผัสรูปแต่ใจนั้นเกิดสังขารแล้ว ในนาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องอ่านเวทนาเจาะให้ถึงเจตนา ใช้สัญญากำหนดอ่าน อาการ เรียกว่าอย่างไร ในเจตนามีสาม กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มีเครื่องอาศัยคืออาหาร 4 1. กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) . . 2. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) . 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) . . 4. วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) . (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244) . ถ้าไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานให้ปฏิบัติไม่มีกรรมฐานของพุทธ ต้องมีเวทนา ถ้าเข้าใจพรหมชาลสูตร ซึ่งสมัยก่อนพระพุทธเจ้าอุบัตินั้นมีแต่การปฏิบัติแบบนั่งหลับตามทำสมาธิ ไม่มีมรรคมีองค์ 8 คนไปนั่งหลับตานั้นจมในอดีตกับอนาคต ในอานาปานสติก็ไม่มีคำว่า นั่งหลับตา ท่านตรัสนัยว่า อย่าขาดดินน้ำไฟลม แม้ที่สุดลมหายใจอย่าขาดการรับรู้นะ คนที่หลุดพ้นจากกามภพภายนอกแล้ว คุณบรรลุธรรมแล้ว คุณไม่ต้องหลับตาเลย สัมผัสอะไรแล้ว สัมผัสเงินก้อน งบประมาณ พันล้านแสนล้านคุณก็เฉย สัมผัสกามคุณก็กลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ผลักไม่ดูดกลางๆ อนาคามีสัมผัสแล้วระริกระรี้ในใจ เป็นรูปภพ อรูปภพ โหยหา แต่ข้างนอกนั้นไม่มี วางเฉยได้ เป็นอนาคามีแท้ คนเป็นอนาคามีไปบริหารงบประมาณรัฐก็สะอาดบริสุทธิ์ไม่มานั่งเอาแม้คอมมิชชั่นอย่าว่าจะคอรัปชั่นเลย อนาคามีนิโรธในกามภพแล้ว ผู้มีนิโรธได้จริงก็อนาคามีเป็นต้นไปแต่ไม่ใช่นิโรธแบบนั่งหลับตา แต่อยู่กับโลกธรรม กามคุณ สัมผัสภายนอกแล้วไม่ทุกข์ไม่สุข เหลือแต่ในจิต เป็นสัญญาปรุงแต่งพริ้วพราว หยาบแรงก็อยู่กับตน แต่ไม่รุนแรงจนอยากได้อยากมีอยากเป็น ข้างนอกแล้วเฉยๆ กลางๆ นี่คือนิโรธ นี่คือวิมุติ ไม่ใช่ดับปี๋ไม่รับรู้แต่รู้ดีด้วย รู้จักทำงานการอย่างบริสุทธิ์สะอาดไม่เอาเป็นของตัวของตนเลยทำงานตามฐานะไป ขอแวะถึงอุบาสกอุบาสิกา ที่เป็นคณะในพุทธบริษัท 4 เป็นอาริยบุคคลนะ คือบรรลุธรรมแล้วเช่นถือศีล 5ได้ปกติบรรลุแล้วมาปฏิบัติศีล 8 ได้ เป็นสกิทาคามีก็มี พุทธบริษัทหมายถึงผู้บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าฝากศาสนาไว้กับพุทธบริษัท 4 แม้แต่มาบวชแล้วถ้าไม่บรรลุธรรมก็ไม่ใช่พุทธบริษัท เป็นเพียงแค่พุทธศาสนิกชนหรือพุทธมามกะเท่านั้น ก็ขอพูดตรงๆว่า ทุกวันนี้หายากแล้วสำหรับพุทธบริษัททั้งนักบวชหญิง_ชาย ฆราวาส หญิง_ชาย ในอโศกมีพุทธบริษัท ทั้ง 4 ครบ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน