590807_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข28 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590807_ วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศาสนาคือปัญญาและวิญญาณของชาติ

ส.ฟ้าไทว่า…วันที่ 7 สิงหาคม พศ.2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่จะกำหนดชะตากรรมของประเทศไทยว่าจะไปในทิศทางไหน เพราะ เป็นวันที่ประชาชนไทยไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ก็ดูว่าคนไทยมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการมีส่วนร่วม

พ่อครูว่า….วันนี้จะอ่านกวีก่อน

ศาสนา คือปัญญา และวิญญาณของชาติ

(1) ชาติจักสุขสงบได้ ควรคะนึง โดยเฉพาะ“วิญญาณ”พึง ตระหนักรู้ แม้นไม่ชัดชาติถึง สลายล่ม กันแล หากประมาทยากกู้ วิกฤติได้ทันกาล

(2) นานไปหมักพิษร้าย จงระวัง ชั่วจะพาชาติพัง พินาศแท้ ยิ่งจะปฏิรูปดัง มุ่งมาด หากบ่รีบแน่แพ้ เพราะช้าจริงจริง

(3) ยิ่ง“ปัญหา”ศาสน์นั้น สำคัญนัก สะกดจิตคนจมปลัก นรกแท้ วิญญาณ“โง่”สยบสมัคร ใจมอบ มารเลย ต้องรีบช่วยกันแก้ ชาติด้วย“ปัญญา”

(4) ถ้า“วิชชา”เกิดกับผู้ ใดใคร รู้“โลก”รู้“อัตตา”ไข เล่ห์ได้ เร่งการศึกษาไตร สิกขพุทธ แท้เทอญ ทุกระบอบต้องใช้ สติพร้อม“ปัญญา”

(5) “วิชชา”มีทั้งโลก ทั้งธรรม “โลก-อัตตา”ก็สำ- เร็จรู้ รู้โลกุตระนำ โลกปุถุ ชนแฮ ใช้“มหาปเทส”สู้ เล่ห์ร้ายจึงทัน

(6) ไม่เช่นนั้นจักแพ้ กลโกง เล่ห์ชั่วมันยืนโรง ยิ่งแล้ว การเมืองบวกศาสน์โยง กันอยู่ มิเห็นฤา หากพลาดชาติไม่แคล้ว พินาศย้ำซ้ำเดิม

(7) มารเหิมโหดหนักแล้ว นานพอ เถอะโปรดอย่ารีรอ เผด็จได้ ยามดีฤกษ์งามมอ สี่สิบสี่ “ผลสุก”กินเถอะไม่(ไหม้) เช่นนั้น“เสียของ”

“ สไมย์ จำปาแพง ” 6 ก.ค. 2559 [นัยปก “ เราคิดอะไร ” ฉบับ 313 ประจำเดือน สิงหาคม 2559]

(1) ชาติจักสุขสงบได้ ควรคะนึง โดยเฉพาะ“วิญญาณ”พึง ตระหนักรู้ แม้นไม่ชัดชาติถึง สลายล่ม กันแล

อ่านต่อ

หากประมาทยากกู้ วิกฤติได้ทันกาล

คำความของกวีบทนี้มีคำสำคัญ เช่น ชาติ ศาสนา ปัญหา ปัญญา วิชชา โลก อัตตา โลกียะ โลกุตระ

บทที่ 1 นี้ชี้ชัดให้รู้ว่า ชาติ ประเทศ หรือรัฐ ถ้าเป็น ชาติของทางโลก ก็ เป็นอุตุนิยาม ที่มีประชากรอยู่ในขอบเขตของกฏหมายชาตินั้น อีกความหมายของ ชาติ เป็นเชิงจิตวิญญาณ คือความเกิดทางจิตวิญญาณ 5 ชนิด พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 7 หรือ เล่ม 12 ข้อ 118 มีเขียนไว้ถึง ชาติ 5 คือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ถ้าเราไม่สามารถรู้อาการเคลื่อนไหวของจิต ก็ไม่รู้ชาติได้ กำหนดรู้ไม่ได้ คำว่า ชาติ คือ การเกิดทั่วไป คือ common noun สัญชาติ คือ ชาติที่เคยเกิดแล้ว ฝังอยู่ในสัญญา ในความจำ แล้วคนที่สามารถรู้เอาความจำตนขึ้นมาศึกษา ดึงขึ้นมาศึกษาได้ คำว่าสัญญะนี้ เป็นความลึกซึ้ง เป็นต้นทางเลย เอามากำหนดรู้ศึกษา ตั้งแต่ยังไม่เกิดปัจจัตตัง ไม่เคยมีธาตุรู้โลกุตรธรรม ตามพระพุทธเจ้าก็ต้องใช้สัญญา แต่ สัญญา นั้น ไม่มีความรู้โลกุตระ ก็ใช้สัญญากำหนดหมายตามที่เคยกำหนด เช่น อันนี้แก้วมังกร อันนี้ระกำ อันนี่ฟักข้าว ก็ใช้สัญญากำหนดหมาย สัญญานี้ใช้กำหนดรู้ แล้วก็ยังจดจำอีก ใช้งานหนักมากสำหรับสัญญา เราจะเอาตัวเกิดจากสัญญาเก่า จะเรียนรู้ใหม่ก็สัญญะกำหนดรู้การเกิด กำลังสัมผัสปัจจุบันก็วิจัยให้ออก มีความรู้นำข้างหน้า อะไรที่เราจะ รู้อนาคต ได้ อนาคตังสญาณ ตามเหตุปัจจัย ตรรกะ ที่รู้ที่คิดก็ได้ พอถึง ปัจจุบัน คือ โอกกันติ โอกกันติ คือ หยั่งลงในปัจจุบัน เลย ปรุงแต่งเหตุปัจจัย ทำปฏิกิริยากัน จน แยกแยะเหตุแห่งทุกข์ ได้ กำจัดเหตุแห่งทุกข์ ได้ ก็มีผล หยั่งลงเป็นโอกกันติ ถ้าไม่ได้เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ ที่หยั่งลง ก็เป็นกิเลสกองไป ปรุงแต่งใหม่ใส่เป็นกิเลสเข้าไป เป็นขยะขนาดไหน เป็นกองขยะที่รับไม่อั้น แล้วไม่ค่อยจะมีส่วนของโลกุตระเลย มีแต่ขยะชั่ว ขยะเลว เป็นโลกียะทั้งนั้นเลย เรามีความรู้มีวิชชาก็จะคอยคัดเลือก เอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ มาใช้เป็นโลกุตระ ให้เป็นการเกิดอย่างไรที่เรียกว่า นิพพัตติ คือ เข้ามาหานิพพาน สะสมพลังงานนิพพานจนเต็ม สูญกิเลสหมด จบตัวนิพพัตติ เป็นอภินิพพัตติ นี่คือการเกิดพลังงาน 5 อย่างนี้ ถ้าเราไม่ได้เรียนถึงต้นทางคือ จิตวิญญาณ คือมโน ตัว มโน คือ จิตแท้ คือตัวลึก ส่วนบทบาทแสดงออกมา มี ปฏิกิริยาเป็นจิต ส่วน วิญญาณรวมทั้งจิตและมโน มโนเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง หากไม่ชัด ชาติที่เกิด ก็ไม่ชัดเจน ควบคุมให้เกิดสิ่งดีงามไม่ได้ ก็ช่วยตนเองที่เป็นพลเมืองไม่ได้ พลเมืองไม่ดี ชาติก็ไม่ดีไปด้วย ต้องชัดในชาติที่เป็นพลังงาน ทำให้ไม่เป็นโทษภัยให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ ชาติที่เป็นพลเมืองใหญ่ก็สลายล่ม หากประมาทก็ยากจะกู้ขึ้นมาได้ (2) นานไปหมักพิษร้าย จงระวัง ชั่วจะพาชาติพัง พินาศแท้ ยิ่งจะปฏิรูปดัง มุ่งมาด หากบ่รีบแน่แพ้ เพราะช้าจริงจริง

ปัญหาที่เป็นต้นทางคือ ที่จะไปเรียนรู้สัจธรรม ก็คือ ปัญหาทางศาสนานี่แหละ ต้องเอามาแก้ มาจัดการก่อน ให้สำคัญเลย หากไม่จัดการก่อน ก็พังแน่ๆ เพราะศาสนาที่นั่งหลับตาสมาธินั้น ทำให้ประชากรแย่ แต่ไม่ใช่ว่าการนั่งหลับตาไม่มีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่วิธีหลักของพุทธ ประโยชน์ของการฝึกสมาธิ แบบสะกดจิตให้สงบ (เจโตสมถะ) 1. ได้ พักผ่อน แบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ ตรวจอ่าน ภาวะจิต ต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติ เตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4. สร้าง พลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)

ทุกวันนี้สะกดจิตกันทั่วโลกเลย ให้ดูช่องนี้ช่องเดียว คนถูกสะกดจิตก็โง่มาก เป็นควายเลย วิญญาณโง่สยบ มอบใจให้มารเลย แต่ผู้มีวิชชา ที่มีธาตุรู้ นั้น จะรู้โลก รู้อัตตา ก็จะไขเล่ห์ของมนุษย์โลกได้ พลังงานทางฟิสิกส์ ก็มีสองแบบ fission และ fusion จิตวิญญาณมนุษย์ ก็มีสองทิศทางเช่นกัน มี แตก กับ รวม การรวมจะมีพลังงานมากกว่า ใครรวมได้ไม่แตกแยกก็จะดี ชุมชนชาวอโศก คือ ชุมชนพลังงาน fusion (ระวังฟิวส์ขาดนะ ให้ฟิวส์ยาวๆอย่าฟิวส์สั้น) พลังงานของพุทธที่ประเสริฐ จะมีลักษณะราบรื่น เป็นลำดับ อันน่ามหัศจรรย์ มีระดับพลังงานที่ลาดลุ่มเป็นลำดับ เป็นพลังงานที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งพระพุทธเจ้าแต่ละองค์เกิดมา ก็ทำงานไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็จะเหมาะสมกับยุคสมัยแต่ละยุค เป็นความละเอียดลึกซึ้งอย่างพอดีลงตัวมากไม่ใช่บังเอิญ ผู้สามารถมี สัปปุริสธรรม 7 รู้ตน รู้ประมาณ รู้องค์รวม รู้ซอยลงไปในองค์รวม แต่ละบุคคล คนๆนี้จริตอย่างนี้ๆ อย่างนี้เราติดจะต้องได้แบบนี้ดันๆขนาดนี้ จะรู้ย่อยไปในแต่ละคน รวมกันอยู่เป็นบริษัท แล้วรู้ยุคกาล เอาทั้งหมดมาจัดสรร รวมธรรมะ อรรถะเนื้อแท้ สุดยอดเลย จึงเรียกว่า สัตบุรุษคือผู้มีสัปปุริสธรรม 7 รู้ชาติรู้โลก ยังมีมหาปเทส 4 อีก พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็จะบัญญัติตามเรื่องราว องค์ใหม่ก็มีสังขารใหม่ มาบัญญัติใหม่ อันใดที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ ก็เอามหาปเทสใช้ได้ ยุคที่พระพุทธเจ้าไม่มีคนฉลาดแกมโกงขนาดนี้ คนเป็นสัตบุรุษจึงจะใช้มหาปเทสได้ ไม่ประมาท อรหันต์จริง ท่านไม่ประมาท เพราะท่านไม่มีตัวตน จะเสี่ยงทำไม เสี่ยงแล้วเสียของ

โลกกับอัตตา ต่างกันอย่างไร สองคำนี้ยิ่งใหญ่ คำว่า โลก นี้คือ ความหมุนวนเวียน ใน วัฏฏะ ที่เราติด ติดสนุก ติดเพลิดเพลิน ก็วนเวียนไปกับมันไม่หยุดหย่อน ต้องไปจองตั๋ว ซื้อตั๋วไปดูคอนเสริ์ตอันนี้ตลอด ถ้า ไม่มีโลกที่เราติด ก็ไม่ต้องวนเวียนอีก

อัตตา ที่เรายึดเป็น สัญญายนิจจานิ ต้องได้อย่างที่เรากำหนด โดยไม่อนุโลม ปฏิโลมกับใคร ไม่รู้ว่าทุกอย่างต้องประกอบกัน ไม่ใช่คุณคนเดียว แม้คุณจะกำหนดว่าอันนี้ถูกต้อง ดีที่สุดได้ แล้วคนอื่นเขาได้ด้วยกับคุณไหม ถ้าไม่ได้ คุณก็ต้องอนุโลมไป ถ้าเขาไม่ได้ เช่น เด็กจะให้ทำได้ตามที่คุณว่าดี ตามที่พ่อแม่ว่าดี ก็ต้องตีเด็กจนตายเปล่าไป ต้องอนุโลมปฏิโลมกัน จึงอยู่ได้ ทุกวันนี้มีคลิปเด็กที่มีปฏิภาณ รู้กตัญญู รู้ดีรู้ชั่ว เพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รู้สึกสำนึกบ้าง ความเป็นอัตตาพระพุทธเจ้าแยกแยะไว้สามระดับ คือ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา สัจจะนั้นไม่มีในโลก สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก และสัญญายนิจจานิ สามเส้านี้สุดยอด ไม่มีเลยในโลก หากจะมีก็หนึ่งเดียว และสัญญายนิจจานิ ก็เอาแต่ของกูคนเดียว ไม่อนุโลมกับใครเลย ก็เป็นสัญญายนิจจานิของคนพาล ส่วนสัญญายนิจจานิของคนมีปัญญา ก็จะ รู้อนุโลมปฏิโลม รู้จักศิลปะ รู้การจัดองค์ประกอบศิลป์ ให้ไปสู่จุดสำคัญ ที่ได้สัดส่วน มี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 คือ ศิลปินโลกุตระ ที่ยิ่งใหญ่ เราเรียนรู้อัตตาเรา ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่น จนไม่อนุโลมใคร คนนี้ก็เป็นสัตว์ แต่ยังไม่มีบุรุษ สัตว์เดรัจฉานยังไม่เป็นปุริสโส ยังไม่สามารถทำเอกธรรมได้ ผู้ที่ได้ชื่อว่า สัปปุริสธรรม คือผู้ทำเอกบุรุษได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นรู้จักอนุโลมปฏิโลมตามความเป็นจริง รู้จัก harmony องค์รวม รู้ hightlight รู้จัก harmony ไม่มีโทษภัยในสิ่งผสมส่วนนั้น ผู้ปฏิบัติลดอัตตา ก็จะต้องรู้อัตตาตัวแรกคื อ โอฬาริกอัตตา คือ สิ่งที่หยาบต่ำ เราอยู่กับสิ่งต่ำ เราก็ช่วยเขาได้อย่าง เราพ้นแล้วเหนือแล้ว อนุโลมปฏิโลมไปกับสังคมได้ เป็นไปตามแต่ละยุค ผาแหงน นี้มีประโยชน์มากกว่าเจดีย์จานบินของธรรมกายเยอะเลย อีกหน่อยจะมีอีกหลายอย่างขึ้นมา เช่น หินน้ำไหล เป็นต้น ก็ช่วยกันทำขึ้นมา

มโนมยอัตตา คือ อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต ผู้ที่จะจัดการมโนมยอัตตาได้ก็ต้องพ้นโอฬาริกอัตตาได้แล้ว เป็นคนที่สามารถมีวิการรูป มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา มีกายวิญญัติกับวิจีวิญญัติ นี่คือ วิการรูป 5 คำว่า วิ แปลว่าวิเศษ ถ้าใครวิเศษ ไม่ได้ก็วิการ คือเสร็จมัน ผู้ที่วิเศษแล้วจะเหนือมัน จึงสามารถจัดให้เบาได้อย่างมีสัดส่วน ให้เร็วได้อย่างมุทุตาเลย ทั้งรู้และเป็นได้ทั้งปัญญาและเจโต เป็นตัวเองที่ยิ่งใหญ่ แคล่วคล่องทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร จึงเป็น วิญญาณ อัน สามเส้า ที่ เป็นตัวงาน ของวิญญาณ จึงทำกัมมัญญตา ทำให้เกิดการงาน ได้สัดส่วนพอดีพอเหมาะ ไม่แรงเกิน เอาลหุตาเป็นประมาณ อย่าให้แรงจนเสียผล แต่ให้แรงที่จะเกิดประโยชน์สูงประหยัดสุด ส่วนตัวเองมี ลักขณรูป อีก 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา อุปจยะ คือ การเกิด แล้วเกิดก็ ต่อเนื่องเป็นสันตติ แต่จะต่อเนื่องอย่างไรมันก็ ต้องเสื่อม(ชรตา) และที่สุดจะต้อง เสื่อมสูญ(อนิจจตา) ในที่สุด ทำให้เกิดปริเฉทรูป อาหารรูป ในความมีชีวิตของชีวิตรูป ความเป็น ชีวิต คือ สภาพของ พีชะ และ จิตนิยาม ส่วน อุตุนิยาม ไม่มีชีวะ เราต้องรู้พลังงานที่เป็นระดับชีวะ พลังงานอุตุไม่มีชีวะ เราก็รู้ได้ พอเริ่มจะมีชีวะ เราก็รู้ได้ เป็น พีชะ ที่ไม่มีโทษ เลย ส่วน จิตนิยามเริ่มมีโทษ ได้ เราก็ อาศัยพีชะที่ไม่มีโทษ เอาพลังงานจิตไปคุมพีชะไปทำงาน ได้ ผู้ที่เรียนรู้อัตตาสูงขึ้นไปเป็นลำดับ จนเหลือเศษแห่งธุลีละอองเป็นอรูปอัตตา ก็ต้องล้างให้หมด เมื่อทำให้หมดได้ ก็เป็นผู้ที่ใช่มโนมยอัตตา คือทำให้สำเร็จด้วยตัวเราได้ ชาติ ก็มีชาติ 5 ศาสนาเป็นคำสอน เรียนแล้วเอามาใช้ให้บรรลุ อาตมาได้แล้ว ก็เอามาใช้ ก็ใช้ศาสนาใช้คำสอนของพระพุทธเจ้าเอามาทำงาน ตัวเราเองมีเนื้อของศาสนา ก็เอามาใช้ได้ ศาสนาคือ คำสอนที่แก้ปัญญา ให้เกิดปัญญา ปัญหา คือ ความขัดข้อง เป็นภัย เป็นความยุ่งวุ่นวาย เราก็ หาเหตุทำลายสมุทัยให้ได้ ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด เราพิสูจน์ตั้งแต่หยาบ จริงๆแล้วต้นไม้เป็นพิษไม่เท่าไหร่ สัตว์พิษก็ไม่เท่าไหร่ แต่คนพิษนี่ต้องจัดการให้ได้ สังคมจึงสงบสุข ผู้สามารถรู้สัจจะธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ แก้ปัญหาได้ ถ้าย่นย่อถึงชาติประเทศไทยเรา เป็นแดนชมพูทวีปของพระพุทธเจ้าที่มีเนื้อแท้ มีพุทธบริษัท 4 ทำให้เกิดความจริงแก่โลก ผู้บรรลุแล้วมีชีวิตที่ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ เป็น ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา เราทำงานรับใช้โลกไป อาตมามุ่งหมายจะทำสิ่งนี้ต่อไปจนกว่าจะรู้ว่าพอแล้ว ตอนนี้อาตมาได้ สยังอภิญญา จนกว่าจะรู้ได้เป็น สยัมภู ได้ถึงขีดหนึ่ง อาตมาก็จะเลิก สยัมภูในระดับปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ถ้าไม่มีอนันตริยกรรม ถ้ามีอนันตริยกรรมไม่สามารถประกาศศาสนาได้ก็แล้วไป แต่อาตมาไม่ได้ทำอนันตริยกรรมมา อย่างธัมมชโยนี่ เขาไม่ได้ลบหลู่พระพุทธเจ้านะ แต่เขาไม่รู้จักพระพุทธเจ้า ก็ไปตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นต้นธาตุต้นธรรม เขาหลอกคนนะ เขาก็ว่าเขาแสดงสัจธรรม อาตมาก็แสดงสัจธรรม ก็ให้คนดูตัดสินว่าใครมีสัจธรรมของพระพุทธเจ้ากว่ากัน เขาไม่รู้ตัวว่าทำอนันตริยกรรมทำลายศาสนาถ้าถึงขีด ก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เป็นได้สูงสุดก็แค่ปัจเจกฯ คนที่รู้จักโลก รู้จักปัญหา แล้วแก้ปัญญาได้ก็คือ ปัญญา ปัญญา คือ ความรู้ที่จะแก้ปัญหาได้ ปัญญาเกิดได้อย่างไร ปัญญาเกิดได้ด้วยองค์ 6 สัญญาจะสูงขึ้นจนเป็นอภิสัญญาของแต่ละคน จะกำหนดรู้ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นก็เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ก็มีที่จบเป็นลำดับๆ ไป เป็นโสดาฯสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ โพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าเป็นต้น องค์ 6 นี้มี 1. ปัญญา-รู้เห็นจริง ตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2. ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3. ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) มีพลังงาน static แฝง 4. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6. องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258)

ต้องรู้จัก สังกัปปะ 7 1. ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) 2. ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) 3. ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) แกนปัญญา 4. ความแน่วแน่ (อัปปนา) 5. ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6. ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) แกนเจโต 7. วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 263)

(6) ไม่เช่นนั้นจักแพ้ กลโกง เล่ห์ชั่วมันยืนโรง ยิ่งแล้ว การเมืองบวกศาสน์โยง กันอยู่ มิเห็นฤา หากพลาดชาติไม่แคล้ว พินาศย้ำซ้ำเดิม

คำว่า ยืนโรง คือ แข็งโด่ ปักมั่นไม่ยอมเคลื่อนคลายเลย มันยืนโรง เมื่อไหร่ มันก็ไม่หนีไป เล่ห์ชั่วนี้ยืนโรง การเมืองบวกกับศาสนา ก็โยงกันอยู่เห็นไหม?

(7) มารเหิมโหดหนักแล้ว นานพอ เถอะโปรดอย่ารีรอ เผด็จได้ ยามดีฤกษ์งามมอ สี่สิบสี่ “ผลสุก”กินเถอะไม่(ไหม้) เช่นนั้น“เสียของ”

เผด็จนี้คือชื่อของทัตตชีโวนะ เป็นของเก๊ทั้งนั้น ธัมมชโยก็ขี้เก๊ทั้งนั้น

ส.ฟ้าไทว่า….วันนี้พ่อครูอธิบาย ในบทกวี ศาสนาคือ ปัญญาและวิญญาณของชาติ พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 7 ส.ค. นี้เป็นวันอิสรเสรีภาพของชาวอโศก เป็น วันนานาสังวาสของชาวอโศกจากมหาเถรสมาคม … จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน