590710-วิถีอาริยธรรม หลังบรรจุพระบรมมาสารีริกธาตุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590710 เทศนาหลังบรรจุพระบรมมาสารีริกธาตุ
พิธีบรรจุพระบรมมาสารีริกธาต สมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ที่สังฆสถานทะเลธรรม วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:30 น. พ่อครูได้นำหมู่สมณะสิกขมาตุและญาติธรรมเดินธรรมยาตราจากบริเวณหน้า ศาลาศรีตรังธรรมฤทธิ์ ไปสู่น้ำตกทะเลฟ้า จากนั้นเดินขึ้นไปตามทางเดินดินที่เป็นขั้นบันไดสูงชันพอสมควร เพื่อขึ้นไปสู่บริเวณที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ คือที่ตั้งของสมเด็จปู่วิชิตอวิชชาที่ได้ไปประดิษฐานที่ยอดของภูเขาที่เป็นที่ตั้งของน้ำตกทะเลฟ้า จากนั้นพ่อครูได้นำพระบรมสารีริกธาตุที่ได้เตรียมไว้เข้าบรรจุที่พระนลาฏของพระพุทธรูปปางสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา เสร็จแล้วพากราบสมเด็จปู่ฯแล้วเดินลงมาเพื่อเทศนาในรายการวิธีอาริยธรรมร่วมกับท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโรในเวลา 09.00 น. สมณะเดินดินว่า...วันนี้เราได้จัดรายการวิธีอาริยธรรมภาคพิเศษซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการจัดที่บ้านราชกับที่สันติอโศกแต่ที่นี่เรามาจัดที่สังฆสถานทะเลธรรมหน้าน้ำตกทะเลฟ้า น้ำตกที่นี่เสียงดังกว่าที่บ้านราชน้ำตกผาแหงนแต่จะมีคนมาดูมากเหมือนที่น้ำตกผาแหงนหรือเปล่าก็ไม่รู้ซึ่งตอนนี้ได้ข่าวว่าต้องปิดน้ำตกไปเพราะคนที่มาเที่ยวสร้างปัญหามากเกินไป เคยได้ฟังพ่อครูบอกกว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลกของอาเซียนตอนแรกก็มองไม่ออกแต่ตอนนี้ประเทศไทยมีคอรัปชั่นลดลง พลเอกประยุทธ์ได้รับการยอมรับจากสังคมโลกมากขึ้นในเรื่องของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่การพัฒนาการถดถอยลงไปเรื่อยๆ
แปลกที่ว่า เวลาพูดเรื่องธรรมะเรื่องของศาสนาคนจะมาฟังมากกว่าเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง วันนี้ก็ขอกราบอาราธนาพ่อครูสาธยายธรรม พ่อครูบอกว่าวันนี้จะเป็นการเทศนากันฑ์สำคัญของงานภราดรภาพซาบซึ้งใจ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ท
อ่านต่อ
ี่ 10 กรกฎาคม 2559 ก็จะอ่านบทกวีในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรฉบับที่กำลังจะออกให้ฟังก่อน
พุทธชี้ “ชาติ” ที่เป็น “ธรรม” ตามสัจจะ
(1) “ชาติ”คือ“ธรรม”เกิดห้า ตาม“กรรม” พุทธแลธรรม“หนึ่ง”นั้นคือสัม- ประสิทธิ์ไซร้“ค่าคงที่”ตัวกำ- ลังหลัก บวกลบคูณหารให้ เปลี่ยนนั้น“ตัวแปร” (2) แท้“สัมประสิทธิ์”นี้ มีสอง ค่าเอกคือธรรมครอง สถิตย์ไว้ ค่าอื่นนั่นธรรมรอง ไปจาก เอกแฮ ธรรมเอก“ปุริส”ไซร้ นอกนั้น“อิตถี” (3) พุทธมี“ธรรม”อื่นไว้ อีกชัด “จรณะ”คือสมบัติ หนึ่งแท้ “วิชชา”สุดยอดคัด สรรแต่ง สังขารเฮย “อวิชชา”นั่นแหละแพ้ “โลก”พร้อม“อัตตา” (4) ถ้า“วิชชา”เกิดกับผู้ ใดใคร รู้โลก-รู้อัตตาไข “ชาติ”แจ้ง แล้วทำ“ชาติห้า”ไป สู่ทิศ วิมุติเลย ชาติ“นิพพัตติ”แย้ง แยกเชื้อโลกีย์ (5) พุทธมีทิศเที่ยงแท้ โลกุตระ คือก่อ“กรรม”อุตตมะ หลุดพ้น ชนะ“ชาติ”โลกียะ เกิดใหม่ ทำจิตเริ่มจากต้น ไต่เต้ากลางปลาย (6) ธรรมทั้งหลายเกิดแท้ ดับจริง ผู้จับสัตว์นรกสิง จิตได้ ศาสตร์พุทธหยั่งถึงกิง- ชัจจะ กันเลย นี้แหละ“ศิลป์”ที่ให้ ประโยชน์แท้เป็นธรรม (7) ศิลป์นำประโยชน์ชี้ โลกุตระ พุทธสั่งสอนสัจจะ แจ่มแจ้ง ทำ“บุญ”ขจัดขยะ คือกิเลส ศิลป์บ่ใช่เล่ห์แสร้ง หลอกให้หลงบุญ “สไมย์ จำปาแพง” 27 พ.ค. 2559 *หมายเหตุ ; กิงชัจจะ = ผู้มีชาติอย่างไร,เป็นวรรณะอะไร,เกิดมาจากไหน [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 312 ประจำเดือนกรกฎาคม 2559]
ก็ขอขอบคุณล่วงหน้าที่จะต้องนำเอาธัมมชโยมาเป็นตัวอย่างที่เค้าทำองค์ประกอบทั้งท่าทีลีลาเพลงการ แสงสีเสียงที่เจตนาจะทำเพื่อมอมเมาหลอกลวงคน ตั้งแต่คำว่าศิลปะก็ตามเป็นการหลอกลวงคนทั้งโลกทางตะวันตกนี้ลองใช้ศิลปะในการหลอกคนไม่ได้เป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลสลดความโลภโกรธหลงอะไรเลย แท้จริงแล้วศิลปะต้องเป็นไปเพื่อการลดความโลภความโกรธความหลงถึงจะเป็นมงคลอันอุดม แต่ทุกวันนี้เอาศิลปะแต่เป็นการมอมเมาให้คนติดยึดหลงใหลแล้วขายในราคาแพงแพงเช่นภาพเขียนบางภาพราคาแพงมากทั้งที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลยในเรื่องของการพาให้เจริญ ไม่ว่าจะเป็นด้านวรรณกรรมที่ขีดเขียนออกมาหรือจะเป็นเพลงเป็นดนตรีเป็นท่าทีลีลาเป็นนาฏกรรมเป็นการฟ้อนรำการเต้นรำต่างๆ ก็ต้องรู้จักว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นศิลปะทำอย่างไรจึงเป็นการเสริมให้เกิดกิเลสเพิ่มขึ้น ผู้ที่เป็นศิลปินจึงจะรู้จักวิธีทำ ถ้าทำงานออกมาแล้วเพิ่มกิเลสให้คนไม่ถือว่าเป็นศิลปะโลกุตระผู้ที่เป็นศิลปินต้องมีความรู้แยกแยะว่าอะไรคือกิเลสอะไรที่ไม่ใช่กิเลสแล้วการกระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายมันเกิดสภาพอย่างไรเกิดกิเลสอย่างไรหรือไม่เกิดกิเลสอย่างไร ยกตัวอย่างภาพที่เค้าเขียนนักการเมืองให้มีหัวเป็นสัตว์ต่างๆ หัวลิงหัวเหี้ยหัวจระเข้หัวควายอะไรต่างๆ เป็นคนใส่เสื้อนอกนะมีฐานะชั้นสูงแต่สื่อให้รู้ชัดเลยว่าที่แท้ตัวเป็นคนแต่หัวสมองเป็นหมาเป็นเหี้ยเป็นลิงเป็นต้น อย่างนี้ทำให้เข้าใจได้ง่ายแต่การเขียนให้เข้าใจได้ยาก เช่นภาพเขียนนามธรรม abstract ต่างๆ เขียนแล้วคนก็ไม่เข้าใจอย่างนี้ไม่ใช่ศิลปะ แต่ยอดแห่งศิลปะคือต้องเขียนให้เกิดความเข้าใจเกิดความเจริญทางจิตวิญญาณลดละกิเลสได้ ตั้งแต่เรียนจบศิลปะมาอาตมาไม่เคยใช้ศิลปะในการหากินหาเงินเลยมีแต่เอาไว้ทำประโยชน์แก่สังคม ส.เดินดินว่า เมื่อวานได้ยินพ่อครูว่าพระโพธิสัตว์มักจะแต่งเพลงเกรงแสดงว่าเพลงนี้เป็นการสื่อถึงจิตวิญญาณได้ดีที่สุด พ่อครูว่า ใช่แล้วเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งกินใจมาก ศาสนาพุทธนั้นรู้ที่จบผู้ที่รู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้แต่ไม่ยอมอันนี้เป็นตัวรวนไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ยอมเสีย ก็จะเป็นสัจจะมีหนึ่งเดียวในโลกได้ การทำตามมหาปเทสสี่จึงจะเป็นการประมาณที่ดีที่สุดรักสูงสุดแห่งอิสระเสรีภาพที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือหลักนานาสังวาส สัญญายนิจจานิ คือต่างคนต่างยึดกันไปของแต่ละคนตามสัญญาอย่างธัมมชโยที่ไม่ยอมตอนนี้อย่างไรก็ไม่ยอมจึงต้องจะใช้ไม้แข็งแต่ถ้ายอมก็ใช้ไม้นวมไม่ต้องแข็งก็จะจบสวยค่ะแต่ถ้าธัมมชโยยังไม่ยอมอาตมาว่าเจอระนาดไม้แข็งแน่ มาถึงตอนนี้ใครจะยอมให้ธัมมชโยขึ้นเพราะถ้าธัมมชโยขึ้นสมเด็จช่วงก็จะขึ้นได้อีกมันก็จะไม่จบต้องลากห่างไปอีกจนถึงมหาประสานอีกพวกตู่จตุพรอีกพวกที่ถือหางกันอีกก็จะไปกันอีกยาวมันไม่ได้เราเห็นแล้วสืบสายโซ่ไปก็รู้มันไม่มีทางให้เขาขึ้นได้ สมมติติสัจจะ กับรัฐศาสตร์ฉะนั้นบางทีจะไขว้กันบางครั้งส มมติติสสจะ ใหญ่กว่าประมัตตะสสจะ ปรมัตถสัจจะเป็นเรื่องของบุคคลเฉพาะตัวเช่นบางทีปัจเจกพุทธเจ้าท่านบรรลุแล้วแต่ไม่ได้บอกใครได้เฉพาะตัวท่านไม่ได้มีประโยชน์ให้ใคร ใครไม่ได้รับเลยก็ต้องมาประกาศประกาศก็ต้องมี สมมุติสัจจะ ของส่วนปรมัตถ์สัสจะคือสเจจะในตนสูงสุดทำได้ของตน สัญญายนิจจานิ แต่ถ้าบอกแก่คนได้มากขึ้นก็เป็นสมมุติสัจจะที่เป็นประโยชน์มากขึ้นมากขึ้น สมมุติสัจจะถึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนในโลกกว้างแต่ถ้าอยู่กับตัวเองกับคุณประโยชน์น้อยแต่มันเป็นสัจจะที่สูงสุดคือปรมัตถสัจจะ ถ้าจะว่ากันจริงๆปรมัตถสัจจะสูงส่งกว่าสมมุติสัจจะแต่สมมุติสัจจะเป็นประโยชน์กว่าเป็นต้นกลับไปกลับมา ศิลปะจะต้องมีสองถึงแม้จะเก่งขนาดไหนมีความรู้ของตนขนาดไหนเช่นปัจเจกพุทธเจ้าแต่ไม่มีสมมุติติสัจจะเลยก็ปรินิพพานไปไม่มีประโยชน์อะไรถึงแม้จะมีความเก่งความรู้มากเท่าไหร่ก็อยู่ที่ท่านคนเดียวอ่ะ ต้องให้คนอื่นได้รับรู้ด้วยการรับรู้ขั้นแรกเรียกว่าตรรกศาสตร์เป็นบัญญัติเป็นภาษาเป็นความเข้าใจจนผู้นั้นเอาไปปฏิบัติให้จิตของผู้นั้นบรรลุได้ไม่ใช่แค่เข้าใจให้เกิดผลเลยจิตใจลดกิเลสได้จริงก็เป็นอุภโตภาควิมุติธรรมะสองรวมเป็นหนึ่งได้ ให้เหลือแต่ธาตุรู้ที่อกุศลหมดไป เทวธัมมา ทวเยน เอกสโมสรนา ภวันติ ศิลปะต้องมีสองเสมอและทำให้เป็นหนึ่งได้แล้วศิลปะต้องเผยแพร่สู่มนุษยชาติให้รับเป็นความรู้ที่ไม่ไปทำร้ายไม่มีถอดไม่มีภัยกับใครมีแต่คุณค่ามีประโยชน์จึงเรียกว่าศิลปะนี้เป็นศิลปะโลกุตระเป็นศิลปะอันสุดยอดเป็นศิลปะขั้นมงคลอันอุดม อย่างเช่นภาพของแวนโก๊ะเค้ามีที คำว่าทีย่อมาจากเทคนิค. มีฝีแปรงที่แปลกกว่าใครก็เลยได้รับความนิยมเรียกว่าศิลปะเชิงอิมเพรสชั่นนิส คือเห็นแล้วประทับใจเลยแต่ก็ไม่เห็นมีคุณค่าสาระสัจจะอะไรในนั้น คนก็ให้ค่ามากมายประมูลกันในราคาสูง เป็นร้อยล้าน 1,000,000,000 หมื่นล้าน ภาพของปกหนังสือเราคิดอะไรเป็นภาพที่มีคุณค่าอย่างมีศิลปะโลกุตระอย่างยิ่ง ขออธิบายลึกไปถึงสภาพที่เรียกว่าปรากฏการณ์วิทยาภาษาอังกฤษเรียกว่า phenology คือเป็นวิชาการที่มีสิ่งปรากฏจริงทุกคนร่วมรับรู้กันได้ปรากฏต่อคนอื่นให้รับรู้ร่วมกันได้ด้วยปรากฏการณ์วิทยา ที่อาตมากำลังเจตนาจะสร้างขึ้นให้เป็นความรู้ซึ่งขยายออกไปเป็นบ้านวัดโรงเรียนเป็นสังคมจริง บ้านเป็นสังคมจริงวัดเป็นธรรมะจริงโรงเรียนเป็นความรู้การศึกษาจริงรวมกันอยู่อย่างกลมกลืนไม่ได้แยกส่วนแล้วตนจริงได้สัมผัสจริงได้มีธรรมะหรือไม่มีธรรมะก็สัมผัสกันอยู่ได้จริงมีความรู้จริงมีธรรมะของพระพุทธเจ้าจริงมีคนช่วยการศึกษาอบรมสั่งสอนแยกแยะวิจัยแล้วพากันทำปฏิบัติจริง เป็นบ้านวัดโรงเรียนที่มีครบสมบูรณ์ นักเรียนของเราต้องมาอยู่ประจำเป็นนิสิตไม่ใช่ไปไปมามาแต่ละหมู่บ้านเรามีนักเรียนประจำ เรามีการส่งต่อความรู้กันไปมีมติอย่างไรก็ส่งไปให้รับรู้กันทั่วเป็นหนึ่งเดียวกันตามพลวัตของอนิจจังที่เปลี่ยนไป ความรู้มีลึกไปถึงพลังงานตั้งแต่พลังงานที่เป็นพืชมันก็ทำไปตามสัญญาที่มันมีสังขารที่มันมีเป็นพลังงานที่ไม่ไปทำร้ายใครเป็นพลังงานระดับที่ปลอดภัยไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร พระพุทธเจ้าถึงทำให้พลังงานให้เป็นพลังงานแบบพืชจนเสถียรที่คงที่เป็นสัมประสิทธิ์ที่คงที่แล้วเราก็จัดการกับสิ่งที่โคจรมาให้รวมกันได้ลงก็ได้ดีเป็นประโยชน์กันได้เรื่อยเรื่อย จึงมีทั้งความรู้และมีกำลังสองสภาพบวกและลบมีทั้งกระแสและแรงเคลื่อนสองอันช่วยกันเป็นธรรมะสอง มีคนถามแทรกมาว่ามีพืชบางชนิดจับแมลงกินได้ซึ่งมันก็เป็นไปตามฐานะของแต่ละอันเราก็ปล่อยมันไปก็ไม่ต้องไปวุ่นวายกับมันเค้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปตามฐานะของเค้าเราจะไปสอนให้งูไม่กินเขียนได้ไหมก็ไม่ได้ ใครจะไปวุ่นวายกับวันนี้ก็เชิญเถิดคุณอยากจะไปสอนงูไม่ให้ให้กินเขียดก็เชิญอาตมาคิดว่าไม่เอาแล้วแบบนั้น พลังงานแบบพืชแล้วแบบอุตุ ที่เรามีอยู่นั้นตัดทิ้งไปเราก็ไม่รู้สึกแล้วเช่นเล็บของเราตัดทิ้งไปก็ไม่รู้สุดเราก็อย่าไปยึดถือมันไม่ต้องไปจริงจังอะไรกับมันมากเราก็จะรู้ว่าพลังงานที่ใช้ร่วมกันไม่ได้แล้วมันเป็นอุตุแต่ถ้าเป็นพืชด้วยยังใช้งานร่วมกันได้แล้วไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษเราจึงจัดสรรให้พลังงานแบบพีชะนี้เป็นสัมประสิทธิ์ที่คงแน่น ให้เป็นพลังงานที่คุ้มครองไม่ให้ไปทำร้ายใครแต่ไม่ใช่แข็งและนิ่งอยู่กับที่แต่จะมีพลังงานที่จะช่วยคนอื่นด้วยอย่างสุภาพอย่างไม่รุนแรงแต่มีพลังไปจัดการไปทำงานกับเขาได้ ผู้ที่กำหนดพลังงานระดับต่างๆ นี้ได้จึงทำพลังงานให้ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใครได้เลยและเป็นประโยชน์ได้สูงสุดเป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด จากกำหนดพลังงานที่นิ่งและพลังงานที่เคลื่อนไหวได้อย่างได้ประโยชน์สูงสุดและต้องรู้จักในการประมาณในการทำงานคนที่มีมากแล้วใช้ให้พอดีไม่ต้องเอาออกหมดก็จะไม่พลาดแต่คนที่มีแล้วใช้หมดก็จะพลาดได้หรือใช้เกินตัวก็ยิ่งจะพลาดได้มากอย่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จะมาก็ประมาณให้ได้ผลดี ใช้ความสงบสยบความรุนแรงได้แต่อย่าประมาทและห่ามคนที่ไม่ห่ามแล้วประมาณได้ดีก็จะรอดมาได้ถ้าอาตมาห่ามก็ตายไปแล้วคนที่ขับรถเก่งที่สุดนั้นตายไปหลายคนแล้ว เพราะว่าอวดเก่งแต่คนไม่อวดเก่งก็จะรอด ให้น้อยๆ ดีกว่าถ้ามากไปจะผิดพลาดดูรุนแรงไปก็จะผิดพลาดให้อ่อนน้อมถ่อมตนได้ดีกว่าคนที่อวดดีไม่สงวนท่าทีคนนั้นเสื่อมนี่เป็นสัจจะ เราประมาณคำนวณพลังงาน เราประมาณพลังงานเท่านี้แล้วใช้เท่านี้ให้พลังงานออกไปไม่เกิดกรรมที่เป็นโทษมีแต่เกิดผลดีไปได้เรื่อยเรื่อยต้องใช้สัปปุริสสธรรมเจ็ดและมหาปเทสสี่อย่างเข้าใจสภาวะจึงสามารถที่จะจัดสรรความเหมาะสมองค์ประกอบให้เป็นศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม ชาวโลกเค้าก็ศึกษาปรากฏการณ์วิทยาแต่เค้าศึกษาได้แค่ญาณวิทยา epistemology ไม่สามารถเข้าถึงความจริงสูงสุดได้ ประสาทเป็นการรับรู้ทางปุ่มประสาท ประสาทไปกระทบกับดินน้ำไฟลมก็เกือบโคจรทำงานทันที แล้วเกิดภาวรูปมีสองอย่าง คืออิตถีภาวะและ ปุริสสภาวะเราไม่ต้องดับอิตถีหมดแต่ให้อยู่ในการบังคับได้ก็นำมาใช้งานได้ แต่ต้องอ่านตัวกิเลสที่มีชีวิตินทรีย์ให้ออกแล้วจัดการให้ได้ โดยทำปฎิบัติการที่อาหารสี่จัดการสิ่งที่เป็นพิษที่เป็นรูปภพ อรูปภพ ที่มีอาการของตัวที่ไม่ลงตัวให้ลงตัวให้ได้จึงจะเกิดความสงบระงับ อย่างได้สัดส่วนพอดีพอเหมาะมีกำลังงานที่มีประโยชน์สูงประหยัดสุด เราสามารถควบคุมสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราได้ไม่ว่าจะเป็นดินน้ำไฟลมหรือพลังงานบวกลบอะไรก็ตาม จัดการพลังงานให้ลงตัวจัดองค์ประกอบแต่ละส่วนเรียกว่าปริเฉทจัดสัดส่วนทีละส่วนทำมากไปจะไม่ไหว ให้เรียบร้อยราบรื่นง่ายงามให้เป็นอากาศเป็นความว่างให้รวมลงกันหนึ่งเมื่อคุณสามารถควบคุมพลังงานเหล่านี้ได้เท่าที่อธิบายมาเรียนรู้ จัดการอินทรีย์ของผียักษ์มารให้เกิดความว่างได้เป็นอากาศ ว่างแต่มีพลังงานที่คล่องตัวทั้งเวทนาสัญญาสังขาร สิ่งที่หมุนเร็วที่สุดคือสิ่งที่นิ่งที่สุด เป็นกายปาคุญญตา มีพลังงานของเวทนาสัญญาสังขารที่คล่องแคล่วที่สุด ที่อธิบายไปนี้เป็นวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ทางฟิสิกส์ทางชีววิทยาและปรากฏการณ์วิทยา ตอนนี้ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักจึงต้องยกเต๊นท์เล็กมาครอบให้พ่อครูท่านก็เลยบอกว่าแสดงว่าวิบากยังไม่หมดตอนนี้เราเห็นพฤติกรรมเลยในสังคมว่ามีคนที่หน้าด้านหน้าทนส่อความทุจริตอย่างหนักไม่ยอมให้เค้าไปสอบสวนตัดสิน อาตมาว่าเค้าก็รู้ว่าตนเองผิดแต่ก็ไม่ยอมน่ากลัวว่าอาจจะฆ่าตัวตาย อย่าฆ่าตัวตายเลยเพราะมันมีวิบากมากถ้าฆ่าตัวตายไม่ได้ถูกตัดสินไม่ได้โหสิกรรมไม่ได้ยกเลิกก็จะมีภาวะแทรกซ้อนที่มีการจองเวรจองกรรมกันหนักคนจะยิ่งโกรธหรือคนจะยิ่งถือสาก็จะมีพลังงานที่จองเวรจองกรรมกันมาก ถ้ายอมรับให้การตรวจสอบยอมรับผิดก็จะคลี่คลายไปได้มากเลยซึ่งตอนนี้อาตมาว่าพระธัมมชโยยอมเรื่องก็จะลงตัวได้มากขึ้นเหลือแต่การเมืองเพราะจิตวิญญาณเป็นหลักเป็นแกนของทุกอย่าง ทุกอย่างก็จะง่ายดายขึ้น ทุกอย่างจะดำเนินไปดี ศาสนาพุทธนั้นผิดเพี้ยนไปนานแล้วอย่างตรงที่ว่าไปตั้งบุคคลขึ้นเป็นใหญ่ในศาสนาซึ่งพระพุทธเจ้าไปให้ตั้งใครเป็นใหญ่เกินกว่าพระธรรมวินัย เช่นเดียวกับทางโลกที่จะไม่ตั้งตัวบุคคลให้ใหญ่กว่ากฏหมายแม้พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอย่าไปฟังใครเป็นใหญ่เลยพูดตรงตรงอย่าตั้งสังฆราชเลยมันผิดพระธรรมวินัย มันเป็นโอกาสอันดีงามแล้วที่จะทำให้ถูกป้องส่งธรรมะพระพุทธเจ้าเมื่อไม่ตั้งแล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามธรรม คนดีจะปรากฏคนไม่ดีจะแพ้ภัยตัวเองไปเอง พระไตรปิฎกที่เป็นหลักฐานหลักเกณฑ์ก็ยังมีอยู่ให้เป็นเครื่องตัดสินคนไหนทำผิดพระธรรมวินัยก็เป็นคนผิดเองตามสัจจะที่จะดำเนินไปตามธรรม พระไตรปิฎกที่เป็นหลักฐานหลักเกณฑ์ก็ยังมีอยู่ให้เป็นเครื่องตัดสินคนไหนทำผิดพระธรรมวินัยก็เป็นคนผิดเองตามสัจจะที่จะดำเนินไปตามธรรม สรุปว่าอยากไปตั้งสังฆราชเลยและให้ยุบมหาเถระสมาคมเสียเลย คือไม่ให้มีบุคคลเป็นอย่างไรมีคณะใดเป็นใหญ่ ให้เป็นไปตามธรรม แก้ไขพรบ.สงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยหรือร่างรัฐธรรมนูญให้ตรงกับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าก็จบ อย่างเช่นการบวชให้มีการคัดคนเลยไปเอาลิงค่างที่ไหนมาบวชมันก็เลยทำให้ศาสนาเสื่อมไปหมดการบวชนั้นอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่อุปัชฌาย์ไม่ได้ตรวจสอบอะไรให้ดีก่อนนำมาบวชเลย การบวชนั้นไม่ได้สำเร็จด้วยอุปัชฌาย์แต่สำเร็จด้วยองคะสงฆ์ ตามพระธรรมนูญในประเด็นนี้ไปขึ้นอยู่กับอุปัชฌาย์ถ้าอุปัชฌาย์ปาราชิกก็เลยบวชเละไปหมดเลย ไปจับเด็กมาบวชเป็นสามเณรเป็นร้อยเป็นพันนั่นเป็นการทำลายศาสนาขั้นต้นและไปจับผู้ใหญ่มาบวชอีกเป็นผู้ใหญ่ทั้งผู้ชายผู้หญิงไปบวชชีพราหมณ์แล้วจับผู้ชายมาบวชเป็นพระบวชเล่นบวชหัว บวชไม่กี่วันก็สึกอย่างนี้ไม่เอานี่เป็นการทำลายธงชัยพระอรหันต์ที่ใครสวมเขาแล้วคนอื่นต้องกราบไหว้บูชาโดยสัจจะนั้นมันไม่ใช่มันเป็นการทำลาย. จะไปบอกว่าบวชทีละ 1,000,000 รูปทีละ 100,000 รูปนี่คือการยังพระศาสนาไม่ใช่ อย่างนั้นเป็นการทำลายพระศาสนาจริงๆ เลยไปจับลิงจับค่างมาบวช คนจะมาบวชนั้นต้องเต็มใจในการบวชแม้จะเต็มใจแล้วต้องมีคุณสมบัติที่จะบวชได้ต้องสอบถามได้หมดทั้งองค์คณะของสงฆ์ ให้ซักถามว่าอะไรเป็นอันตรายต่อการบวชให้บริสุทธิ์จึงจะบวชได้ถ้าทำอย่างนี้จริงจังศาสนาพุทธจะยืนยาวก็ได้อีกจนถึง 5000 ปีถ้าไม่จริงจังอย่างนี้ไปไม่รอด ทั้งทางด้านการเมืองและการศาสนาจะไปยังขลุกขลัก ตอนนี้เป็นโอกาสอันดีงามแล้ว หนึ่งอย่าตั้งสังฆราชเลยโดยเฉพาะองค์นี้อย่าสั่งเลยอ่ะประมาขอออกเสียงว่าไม่เห็นด้วยเลย แล้วดำเนินการตามพระธรรมวินัยเป็นใหญ่หรือแม้แต่คณะเถระสมาคมที่ตั้งเป็นคณะใหญ่ที่จะบริหารก็ไม่เอาพระพุทธเจ้าท่านจัดการบริหารด้วยคณะสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปเรียกองค์สงฆ์ ตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปตามแต่ละยัญพิธีที่ต้องใช้จำนวนสงฆ์ต่างกันไป แต่พระสงฆ์ที่จะเข้าร่วมพิธีจะต้องเป็นพระปกติไม่ต้องอาบัติหนัก จึงเป็นการคล่องตัวยึดอะไรตายตัว ขอยืนยันว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ดีมากแล้วที่จะจัดการอย่าให้เสียของและเรามีพระไตรปิฎกที่เป็นหลักฐานสำคัญในการปฏิบัติโดยตัดสินอะไรใช้ฉบับหลวงนี่แหละที่เห็นว่าดีที่สุดตอนนี้ ถ้าศาสนาลงตัวแล้วการเมืองจะดำเนินไปอย่างราบรื่น มีผู้ให้ข้อมูลว่าตอนนี้เค้าจะตั้งมหาวิทยาลัยของพระสงฆ์หลายแห่งเพื่อจะได้ผลิตบัณฑิตออกมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์อาตมาก็ว่าตอนนี้ถ้าชะลอไปก็น่าจะดีที่มีอยู่แล้วเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้ทำให้ดีให้ได้ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยอีกเสียก่อน อย่าอนุมัติตั้งใหม่ขึ้นอีกเลย ควรจะมาจัดการในวงการของพระสงฆ์ก่อนเริ่มตั้งแต่การบวชเลยคนจะมาบวชต้องมีวัตถุประสงค์การบวชเพื่อไปผลิตผ่านจริงๆ ไม่ใช่มาบวชเล่นเล่นบทเพียงสามเดือนหกเดือนแล้วสึกไปเป็นต้น อย่างนี้ไม่น่าทำเราต้องเลือกเฟ้นคนที่ตั้งใจจะบวชจริงๆ แล้วมีคุณสมบัติด้วยจากการซักถามและคัดเลือกของหมู่คณะสงฆ์ ยกตัวอย่างถ้าเป็นกระเทยแล้วตั้งใจจะบวชพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้บวชเพราะมีพี่บากมากต้องไปอีกหลายชาติจนกว่าชาติไหนไม่ได้เป็นกระเทยถึงจะบวชได้เพราะถ้ามาบวชจะเป็นบาปไม่ดี เป็นกระเทยแล้วอย่าดิ้นรนอยากจะบวชแต่ปฏิบัติธรรมพากเพียรได้แต่อย่าบวช ถ้าทำตามพระธรรมวินัยของพุทธเจ้าแล้วไม่มีผิดพลาดอย่าไปทำอะไรนอกพระธรรมวินัยถ้าทำตามจะเจริญรุ่งเรืองแน่นอน